[OUAT]MadWhale : In the Darkness

Standard

 

Title : In the Darkness
Paring : Victor Frankenstein l Dr.Whale + Mad Hatter l Jefferson
Series : Once Upon A Time
Writer : Zol Redfox

 

…เสียง….เสียงบางอย่าง……เสียงของเหล็ก……การกระทบกันของโลหะบางอย่าง…. ในตอนนี้มีเพียงความมืด..มืดสนิทเหมือนคนตาบอด แต่กลับยังคงรู้สึกได้ถึงสัมผัสภายนอก…..ที่นี่คือที่ไหน….และทำไมถึงขยับตัวไม่ได้ดังที่ใจคิด….เหมือนถูกพันธนาการเอาไว้ด้วยบางอย่างที่แน่นหนา…

 

 

   ภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นยามากมายจนรู้สึกแสบจมูกไปหมด… เขาอยากจะอ้าปากและหายใจออกมาทางนั้นแทน…แต่กลับทำไม่ได้ดังที่สมองสั่งการ… นี่เขา…เดี๋ยวก่อน..นี่เกิดอะไรขึ้น? ยิ่งคิดยิ่งหาคำตอบมากเท่าไหร่สติที่ถูกควบคุมเอาไว้มาเป็นเวลานานก็แถมจะบดละเอียดและแตกเป็นเสี่ยงๆ เขาต้องการคำตอบเดี๋ยวนี้และตอนนี้..

 

 

   เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเขา.. ชายหนุ่มมั่นใจว่าลูกนัยน์ตาทั้งสองข้างยังใช้การได้ดี แต่ถูกปกปิดเอาไว้ด้วยผ้าสีดำผืนหนา … ริมฝีปากเองก็เช่นกันแม้จะไม่ใช่ผ้าผืนหนาแต่ลิ้นอุ่นที่พยายามดุนสัมผัสกับสิ่งแปลกปลอมก็สามารถทำให้เขาทราบได้ว่ามันเป็นเส้นหนังบางอย่างที่คาดและรัดปากของตนเอาไว้

 

 

   นี่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนอยู่ในท่าทางไหน.. นั่ง? ยืน? หรือบางทีอาจกลับหัว???!! จะสภาพไหนก็ช่าง ขอให้มีสติและไม่แตกตื่นกับสถานการณ์นี้ให้ได้คงดีไม่น้อย แต่มันกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด.. ความมืดและเสียงประหลาดซึ่งดังต่อเนื่องไม่หยุดหย่อนทำให้หัวใจของเขาเหมือนตกวูบและหายไป ลมหายใจที่กำลังสูดเข้าออกมันช่างลำบากลำบนเสียเหลือเกิน.. เขาไม่เคยรู้สึกว่าการหายใจมันยากจนกระทั่งตอนนี้

 

 

   สัมผัสเย็นชืดจากชิ้นอุปกรณ์บางอย่างแตะแนบลงบริเวณข้างแก้มของเขา ความรู้สึกเย็นวาบแล่นผ่านเข้ามาจนขนลุกไปทั้งตัว ความกลัวก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆ หากนี่เป็นฝันร้ายเขาก็อยากจะลืมตาตื่นขึ้นมาเสียที..ขอให้เป็นแค่ฝัน ..ฝันเท่านั้น… แต่ดูเหมือนว่าคำขอของชายหนุ่มจะไม่เป็นผลเลยแม้แต่น้อยเมื่อเครื่องเงินลักษณะแบนเกลี่ยมาตามโครงหน้าและหยุดอยู่ที่ปลายคางก่อนจะกดลงบนบริเวณลำคอ

 

 

   การหายใจติดขัดและขาดช่วงไปชั่วครู่ เขากลั้นหายใจทันทีที่ปลายแหลมนั้นกดลงบนผิวเนื้อจนรู้สึกเจ็บ แต่แล้วคมมีด.. ซึ่งเขาเดาว่าน่าจะใช่.. กลับเลื่อนลงมาที่ผ้าพันคอสีม่วงซึ่งปกปิดบาดแผลบางอย่างเอาไว้.. บุคคลปริศนาดึงมือของตัวเองออกก่อนจะปลดผ้าผืนบางซึ่งรัดรอบคอของชายตรงหน้าออก เผยบาดแผลฉกรรจ์รอบลำคอขาว…

 

 

   แผลเป็นซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นได้.. ลักษณะการเย็บไม่ต่างจากศีรษะที่ถูกสะบั้นไปแล้วครั้งหนึ่งแล้วนำกลับมาเชื่อมต่ออีกครั้ง.. นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย เพราะวินาทีที่ถูกเชือดเฉือนไปแล้ว แม้ร่างกายไร้ศีรษะจะสามารถขยับได้อยู่ครู่หนึ่งแต่มันก็ไม่ต่างจากการตาย

 

 

   อาการตื่นกลัวของ ‘เหยื่อ’ เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณเมื่อสัมผัสประหลาดลงแนบบนแผลเป็นบริเวณลำคอของตน.. สัมผัสคล้ายกับริมฝีปากที่กำลังเกลี่ยอย่างแผ่วเบาและใจเย็น ไอร้อนจากลมหายใจกระทบกับผิวของเขาจนรู้สึกได้อย่างชัดเจน.. เสียงครางร้องดังผ่านลำคอด้วยความสับสน ตื่นกลัว และอยากจะร้องไห้…ใช่..เขาอยากจะร้องไห้ออกมากับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญในตอนนี้

 

 

   แม้จะพยายามขยับมากเพียงใด แต่เหมือนสิ่งที่พันธนการตนกลับรัดแน่นมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เขาทำอะไรไม่ได้นอกจากพยายามคิดหาทางออก…ทางออก ที่หากเป็นชีวิตของเขาจริงๆ มันคงเป็นการกระโดดลงหมวกทรงสูงสีดำที่ตัดเย็บอย่างประณีตและใช้เดินทางไปทั่วทุกอาณาจักร.. ต่างตรงที่ตอนนี้เขาไม่มีเวทมนตร์ .. มันใช้งานไม่ได้อีกแล้ว..และคงไม่มีวันใช้ได้อีก

 

 

   ‘เดอะ แมดแฮตเตอร์’ กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นทุกข์มากกว่าครั้งไหนๆ เขาไม่อาจรู้ได้เลยว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร หรือเป็นเพราะตนเองที่พลาดพลั้งไป… แต่มันคงทำอะไรในตอนนี้ไม่ได้เมื่อสัมผัสจากริมฝีปากถูกกดลงหนักกว่าเดิมแถมยังรับรู้ได้ถึงลิ้นอุ่นที่ลงมาแนบกับผิวของเขาอีกด้วย…อยากให้มันจบลงเสียที….อยากให้เรื่องนี้มันหยุดเสียที

 

 

   ดูเหมือนว่าเจฟเฟอร์สันจะไม่โชคดีเท่าไหร่นักเมื่อเสื้อกั๊กตัวสวยถูกปลดกระดุมออกในที่สุดเสียงลมหายใจกลายเป็นอาการหอบถี่ๆ แทน อย่างน้อยเขาก็อยากจะปลดเจ้าของที่อยู่ในปากของตนออก มันรู้สึกหายใจได้ไม่สะดวกเอาเสียเลย.. . ความคิดแรกที่แล่นเข้ามาในหัวตอนนี้คือเขากำลังจะถูกทรมานใช่ไหม… นี่เขากำลังจะถูกฆ่า… แถมยังจับต้นชนปลายไม่ถูกเสียอีกว่าเกิดเรื่องนี้ขึ้นได้อย่างไร

 

 

   ไม่นานนักผู้กระทำกลับปลดสายที่พันคาดโพรงปากของเดอะแมดแฮตเตอร์ออก เขาโยนมันทิ้งไว้บนโต๊ะจนสามารถได้ยินเสียงกระทบดังขึ้นมาอย่างชัดเจน… วินาทีนั้นเองที่เจฟเฟอร์สันพูดโพล่งขึ้นมาในทันที

 

 

“ปล่อยผมไป”

 

 

   น้ำเสียงสั่นเครือไม่ต่างจากร่างซึ่งสั่นเทาเสียจนคล้ายลูกหมาที่เพิ่งตากฝนมาหมาดๆ .. ดูน่าเอ็นดูเกินกว่าจะปล่อยให้หนีไปโดยง่าย.. ทั้งน้ำเสียงและท่าทางที่แสดงออกมาทำให้อยากจะรัดร่างเอาไว้ให้แน่นขึ้นและลงมืออย่างเชื่องช้าภายใต้เสียงกรีดร้องคร่ำครวญ

 

 

   ไม่อยากจะเชื่อว่าเสียงของโลหะดังขึ้นอีกแล้ว…เขาอยากจะรู้ว่านั่นใช่สิ่งที่ตนกำลังคิดอยู่รึเปล่า.. ‘เครื่องมือแพทย์’ หากเดาไม่ผิดมันต้องใช่แน่ๆ และพอพูดถึงแพทย์…ก็ดันทำให้คิดถึงคนคนหนึ่งขึ้นมา

 

 

“ดร.เวล”

 

 

   ชื่อของศัลยแพทย์ที่ตนรู้จักถูกเอ่ยออกมาแผ่วเบาภายใต้เสียงหอบหายใจถี่ๆ เขาเพียงแค่คิดถึงด็อกเตอร์เวล.. ด็อกเตอร์แฟรงเกนสไตน์ที่ตนได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วย สำหรับแมดแฮตเตอร์แล้วแม้จะทราบว่าแฟรงเกนสไตน์เป็นคนแบบไหนและชื่นชอบที่จะทำอะไร…แต่สถานการณ์นี้คงไม่ใช่เขาหรอก… เจฟเฟอร์สันเชื่อแบบนั้น

 

 

   อาการชะงักงันและนิ่งไปครู่หนึ่งของร่างเงาตรงหน้าทำให้เขาอยากจะหยุดหายใจ… เป็นไปไม่ได้….เป็นไปได้…..ศีรษะรู้สึกหนักอึ้งไปหมด อยากจะรับรู้…แต่อีกใจก็อยากจะปฏิเสธหากคนคนนี้คือวิคเตอร์ แฟรงเกนสไตน์จริงล่ะก็.. ทำไมคนที่ใจดีและสุภาพแบบนั้นถึง..

 

 

“เวล..นั่นคุณใช่ไหม?”

 

 

   ไม่มีคำตอบจากชายตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย… และดูเหมือนจะถูกเมินไปเสียอีก.. ลมหายใจแผ่วเข้าปะทะบริเวณข้างใบหูก่อนที่ปลายจมูกจะถูกไล้มาตามใบหน้าอย่างเชื่องช้า สัมผัสที่ข้างแก้มรู้สึกได้ว่าอีกคนสวมถุงมือยางที่ใช้ในการผ่าตัดและทดลอง เขาเลื่อนมือลงมาจับที่บริเวณลำคอพร้อมกับใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองกดลงบริเวณคอหอย แม้จะเป็นแรงเพียงเบาๆ แต่มันก็ทำให้การหายใจของตนติดขัดได้มากทีเดียว

 

 

   อาการแตกตื่นเกิดขึ้นทันตาเห็นเหมือนกับการหย่อนซีเซียมลงทำปฏิกิริยาในน้ำ ช่างทำหมวกพยายามสูดหายใจเข้าลึกเมื่อรู้สึกว่าแรงกดมีมากขึ้นจนเริ่มขาดอากาศหายใจ ทันทีที่เสียงของเดอะแมดแฮตเตอร์จะถูกเปล่งออกไปอีกครั้งมันกลับถูกขัดด้วยท่อลมบางอย่างลักษณะคล้ายกับหลอดอันยาวที่ถูกสอดใส่เข้าในโพรงปาก เขาสำลักในทันทีเมื่อมันถูกยัดให้ลึกไปจนถึงหลอดอาหาร ร่างกายบิดเกร็งจนกระตุกเป็นช่วง… เสียงหอบหายใจดังขึ้นถี่ ขณะเดียวกับที่พยายามหันใบหน้าหลบสิ่งแปลกปลอมที่สอดใส่เข้ามา

 

 

   แสงจากหลอดไฟลงกระทบกับคมมีดจนสะท้อนไปแยงนัยน์ตาสีฟ้าซึ่งตอนนี้ถูกปกปิดด้วยผ้าสีดำผืนหนา… ชายตรงหน้าของเจฟเฟอร์สันก็มีนัยน์ตาสีเดียวฟ้าเช่นเดียวกันแม้จะอ่อนกว่าแต่ก็เป็นสีที่สวยหากได้สบตาเป็นเวลานาน…
ตอนนี้คนตรงหน้าเริ่มลงมือปลดเสื้อตัวในออก แม้ร่างกายจะสั่นเทามากเพียงใดแต่เจฟเฟอร์สันยังคงพยายามเอ่ยพูด…แม้เสียงหอบหายใจจะหนักมากเพียงใดแต่เจฟเฟอร์สันยังคงพยายามร้องขอ… เสื้อสีเข้มถูกถอดออกในที่สุด ผิวร่างของแมดแฮตเตอร์ปรากฏต่อหน้าของ ‘คุณหมอ’ ที่ใช้เวลาเล่นสนุกกับร่างกายเขามาเป็นเวลานาน และ…คงไม่หยุดเพียงเท่านี้

 

 

   มีดผ่าตัดถูกวางแนบผิวหนังของเหยื่ออีกครั้งและครั้งนี้ก็ดูเหมือนว่าเขาตั้งใจจะลงมีดต่างจากในตอนแรกที่ใช้มันลูบไล้อย่างอ้อยอิ่งตามโครงหน้าสวยของแมดแฮตเตอร์ ความรู้สึกเย็นวาบทำให้เจ้าตัวรู้สึกสั่นสะท้านไปหมดยิ่งมันลงแตะตรงส่วนอ่อนไหวก็ยิ่งรู้สึกแปลกจนต้องผ่อนลมหายใจออกมาทางปากแผ่วเบา

 

 

   ‘คุณหมอ’ โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้กับอีกฝ่ายพลางเอ่ยกระซิบแผ่วเบาที่ข้างใบหู ด้วยน้ำเสียงที่เจฟเฟอร์สันไม่มีวันลืมไปได้…น้ำเสียงเรียบๆ ที่มักจะพูดสุภาพและติดตลกในบางโอกาส..เสียงของด็อกเตอร์เวล

 

 

“ตอนนี้คุณกลัวผมแล้วหรือยัง คุณเจฟเฟอร์สัน?”

 

“……..”

 

 

   ไม่มีคำเอ่ยพูดใดใดออกจากปากของชายหนุ่มผู้เป็นเหยื่อ .. อาจเพราะอาการช็อคที่สุดท้ายแล้ว..ก็เป็นดังที่ตนคิดจริงๆ เขาไม่อยากเชื่อเลยว่าคนอย่างเวลจะทำแบบนี้กับตน.. เวลต้องมีเหตุผล..และเขามักจะมีเสมอ เหตุผลว่าทำไมถึงต้องทำแบบนี้…ทำไมถึงต้อง……

 

 

   มุมปากของศัลยแพทย์ยกขึ้นยิ้มเล็กๆ ขณะพินิจมองภาพตรงหน้า แม้จะไม่ใช่สิ่งที่น่าดูเท่าไหร่นักแต่วิคเตอร์กลับรู้สึกดีอย่างประหลาด … อาจเพราะแฟรงเกนสไตน์เรียกร้องให้ทำแบบนี้มานานมากแล้ว… ผ่าตัด…กรีดเนื้อ…กลั่นโลหิต.. การทดลองที่เขาโหยหามาเป็นเวลา 28 ปี ….. มันปะทุขึ้นมาในวันเดียว…รู้สึกดีเสียจนอยากให้คนที่ตนสนใจได้เป็นผู้ลิ้มลองมัน

 

 

   สิ่งเดียวที่เจฟเฟอร์สันรู้สึกในตอนนี้คือความเสียใจ.. เขาวางใจเวลมาตลอด …ดร.เวลเป็นคนดีมากคนหนึ่งซึ่งเขาเคยรู้จักแต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน…หรือแท้จริงแล้วเขาไม่เคยรู้จักตัวตนจริงๆ ของวิคเตอร์กันนะ… ทั้งหมดที่เขาทำมันก็แค่การหลอกลวงให้ตนเชื่อใจ อีกทั้งคำพูดมีน้ำหนักเหล่านั้น…การแสดงออก ทุกๆ อย่าง….มันไม่ใช่ของจริงงั้นหรือ..

 

 

   แมดแฮตเตอร์พยายามก้มใบหน้าของตนลงแม้ว่าท่อลมอันยาวจะสอดใส่อยู่ในปากของตนก็ตาม รอบดวงตาของเขาแม้จะไม่สามรถมองเห็นได้แต่มันกลับแดงก่ำไปหมด เสียใจจนรู้สึกคับแน่นไปหมดเหมือนกับหัวใจเพิ่งถูกขยี้ทิ้งไป… ในขณะเดียวกันแฟรงเกนสไตน์กลับไม่พูดอะไรออกมาเลยแม้แต่น้อย เขาฟังเพียงเสียงอดกลั้นที่ช่างทำหมวกไม่พยายามแสดงออกมาอยู่สักพัก ก่อนจะจับใบหน้าซึ่งถูกปิดนัยน์ตาสีสวยเอาไว้ขึ้นพร้อมกับดึงท่ออันยาวออกมาวางไว้บนโต๊ะข้างๆ

 

 

   เสียงไอดังไม่ขาดสาย เจฟเฟอร์สันแทบจะกระโดดได้หากไม่ถูกพันธนาการร่างกายจนรัดแน่นขนาดนี้ล่ะก็… เขาไอไม่หยุดจนจมูกเริ่มแดง เสียงหายใจดังหอบถี่และหนักเหมือนในตอนแรก…และแล้วแมดแฮตเตอร์จึงตัดสินใจถามแฟรงเกนสไตน์ออกไป

 

 

“ทำไมคุณถึงทำกับผม…แบบนี้…”

 

 

   แม้จะเป็นน้ำเสียงอ่อนแรงแต่มันกลับทำให้เวลเพ่งความสนใจได้ดี เขาไม่เมินเฉยเหมือนครั้งก่อน…รอยยิ้มถูกคลี่ออกช้าๆ เมื่อฟังจนจบคำถาม… แฟรงเกนสไตน์ไม่คิดอะไรนอกจาก ‘การทดลอง’ แน่นอนว่าเขาไม่รู้จักความสุขหรือความรัก เพราะมักจะสูญเสียสิ่งเหล่านั้นไปเมื่ออ้าแขนรับมันมา…แต่ครั้งนี้จะไม่มีอีกแล้ว….มันจะไม่เกิดขึ้นอีก…ตราบใดที่วิคเตอร์ยังสนใจเจฟเฟอร์สันอยู่..เขาจะไม่ทิ้งไปง่ายๆ เขาแค่แสดงออกแตกต่างจากคนอื่นเพียงเท่านั้นเอง

 

 

 

“ผมจะทำให้คุณเป็นของผมตลอดกาล”

 

 

- END -

 

 

[FIC]Captain America WS : Last Night

Standard

 

 

Title : Last Night
Paring : Jack Rollins + Brock Rumlow
Movie : Captain America : The Winter Soldier 
Writer : Zol Redfox

 

 

     มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากคนสองคนที่สนิทกันจะใช้เวลาร่วมกัน… มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากเพื่อนสนิทสองคนจะออกไปนั่งดื่มและสนทนากันตอนกลางคืนจนใกล้รุ่งสาง … มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากทั้งสองคนจะกลับมาและนอนร่วมห้องกัน……และมันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากคนสองคนจะปล่อยตัวนอนลงบนเตียงเดียวกัน

 

 

   นับเป็นเวลาหลายชั่วโมงกว่าที่เจ้าหน้าที่ทีมสไตร์คจะกลับมารู้สึกตัว สมองหนักอึ้งไปหมด กลิ่นของแอลกอฮอล์คลุ้งไปทั่วห้องจนรู้สึกสะอิดสะเอียน ทั้งที่รสชาติกลับพิสมัยน่าลิ้มลองกว่าหลายเท่า …

 

 

     เปลือกตาหนักอึ้งเสียจนไม่อยากพาตัวเองลุกออกจากเตียง เขาอยากนอนอยู่ตรงนี้และหลับเงียบๆ จนกว่าใครสักคนมาปลุก แน่นอนว่าต้องเป็นเพื่อนร่วมทีมสักคนมาลากเขาออกจากห้องเพื่อไปทำภารกิจ.. แต่กลับทำไม่ได้เมื่อความรู้สึกหนักอึ้งซึ่งกำลังกดทับร่างของตนจนทำให้หายใจไม่สะดวกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

 

 

     มือกร้านยกขึ้นเพื่อจะเสยเรือนผมของตนเอง…… ‘ติด’ .. คือความคิดแรกที่แล่นเข้ามาในหัว ท่อนแขนของเขาขยับได้ไม่สะดวกอย่างที่ควรเป็น มันถูกกดทับเอาไว้ด้วยอะไรบางอย่าง …อะไรซึ่งหนักจนเขาไม่สามารถเดาได้ ดังนั้นแล้วชายหนุ่มจึงพยายามฝืนให้ตัวเองเปิดเปลือกตาขึ้น.. .. และก็ต้องพบสิ่งที่คาดไม่ถึง…

 

 

     ‘บร็อค รัมโลว์’ เจ้าหน้าที่ไฮดร้า…. หัวหน้าทีมสไตร์คกำลังนอนทับเขาอยู่ด้วยสภาพที่ไม่สวมเสื้อ.. ใช่…เขาเองก็ด้วย… โรลลินส์ไม่ได้แตกตื่นเมื่อเห็นว่าทั้งเขาและรัมโลว์อยู่ในสภาพเปลือยท่อนบน…..หรือหากจะพูดให้ถูกคือไม่ได้คิดอะไรเลย.. หรือควรจะคิด? ..

 

 

     วินาทีต่อมาผ้าห่มที่คลุมปิดท่อนล่างของหัวหน้าทีมจึงถูกดึงขึ้น เสียงร้องครางอย่างรำคาญดังออกมาเบาๆ เมื่อตนกำลังถูกรบกวนการนอน   รัมโลว์ขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมกับขยับตัวและกดศีรษะลงใกล้ข้างลำคอจนโรลลินส์สามารถสัมผัสได้ถึงไอร้อน…สัมผัสได้ถึงลมหายใจต่อเนื่องที่อยู่ใกล้กับตน
“ตื่นได้แล้วโดเบอร์แมน”

 

     ในที่สุดแจ็ค โรลลินส์จึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงยากจะอธิบาย นี่เป็นครั้งแรกที่รู้สึกอยากเลิกดื่มพวกแอลกอฮอล์เสียให้ได้.. อาการขาดสติอย่างรุนแรงคงไม่ได้ชักนำให้เขากับรัมโลว์ทำอะไรพิเรนๆ ไปเมื่อคืนหรอกนะ…

 

“รัมโลว์…”

 

     ไม่ใช่แค่เสียงที่พยายามปลุกเพื่อนร่วมเตียงแต่ในตอนนี้มือข้างที่ว่างกลับยกขึ้นตบใบหน้าเพื่อเรียกสติคนที่นอนหลับเป็นตายอยู่ข้างๆ อีกด้วย… หัวหน้าทีมสไตร์คขมวดคิ้วพร้อมส่งเสียงออกมาอย่างไม่พอใจแถมยังใช้ใบหน้าดันมือที่มาตบกลับไปเสียอีก

 

“…เงียบน่ะ….โรลลินส์..”

 

     เมื่อความพยายามเบื้องต้นไม่เป็นผลคงต้องกลับมาใช้ไม้แข็งกันอีกครั้ง โรลลินส์ออกแรงชันเข่าของตนเองขึ้นหวังจะดันร่างซึ่งทับตนอยู่ให้พลิกกลับไปแต่ดูเหมือนไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อรัมโลว์ใช้ท่อนแขนของตนดันให้ขานั้นเบี่ยงไปด้านข้าง

 

“ถ้านายตื่นแล้วก็ลุกสักที ฉันจะได้ไม่ต้องออกแรง”

 

“ทั้งที่เมื่อคืนนายออกแรงไม่ยั้งแท้ๆนะแจ็ค โรลลินส์”

 

     ความเงียบเข้าปกคลุมภายในห้องโดยทันทีเมื่อคำพูดของรัมโลว์ทำให้เขาแทบจะหยุดหายใจไปชั่วครู่.. โรลลินส์รู้สึกพูดไม่ออกกับคำล้อเล่นที่ได้รับกลับมา… แม้จะถูกหยอกอยู่หลายเรื่อง… แม้จะมีการแกล้งแซวกันไปมาตามประสาเพื่อนสนิทแต่ทำไมครั้งนี้เขาจึงรู้สึกแปลกกว่าครั้งไหน… นี่เขากำลังคิดอะไรอยู่..

 

“ฉันทำอะไร?”

 

     เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเช่นเดิมแม้ว่าในตอนนี้จะรู้สึกหน่วงไปหมด ยิ่งตื่นมาเจอรัมโลว์ปั่นหัวแต่เช้าก็ยิ่งรู้สึกอยากจะกลับไปนอนให้รู้แล้วรู้รอด… แต่ความคิดของโรลลินส์ก็ต้องถูกขัดขวางเมื่อเพื่อนร่วมทีมที่ทำตัวงัวเงียเมื่อครู่ลุกมานั่งทับร่างของตนจนได้

 

“แล้วนั่นนายจะทำอะไร”

 

     โรลลินส์เอ่ยถามขึ้นอีกครั้งขณะมองหัวหน้าทีมสไตร์คซึ่งยิ้มออกมานิดๆ ให้แก่เขา.. แม้จะไม่มีเสียงตอบรับหรือคำอธิบายใดใด แค่ทั้งสองคนมองสบสายตากันก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ อาจเพราะความสนิทสนมและช่วงเวลาที่ใช้ร่วมกันมานานของทั้งคู่.. แต่น่าหน่ายใจที่เจ้าหน้าที่ไฮดร้าอย่างแจ็ค โรลลินส์ไม่ต้องการที่จะรับรู้สาส์นในครั้งนี้เลย

 

     ‘ไม่’ คือคำที่เอ่ยกลับไปแก่ชายที่กำลังนั่งทับร่างของตนอยู่ และหวังว่ารัมโลว์จะเข้าใจความหมายของคำว่า ‘ไม่’ ที่ตนปฏิเสธออกไป … ไม่ใช่เช้านี้ที่เขาต้องไปออกกำลังหนักๆ … ไม่ใช่เช้านี้ที่เขาจะพาตัวเองออกไปทำภารกิจ…และไม่ใช่เช้านี้ที่เขาจะต้องถูกรัมโลว์ปั่นหัว..แม้จะโดนไปแล้วก็ตาม

 

 

     เสียงถอนใจดังขึ้นแผ่วเบาพร้อมกับใบหน้าที่ส่ายไปมาช้าๆ เพราะดูเหมือนว่าหัวหน้าทีมสไตร์คจะไม่รับฟังคำพูดของตนเลยแม้แต่น้อย
     ไม่นานนักรอยยิ้มของรัมโลว์กลับเปลี่ยนไป เขายกตัวขึ้นเล็กน้อยเหนือบริเวณที่ตนกำลังนั่งทับอยู่และชะงักไปชั่วครู่เหมือนเกิดบางอย่างขึ้น แม้ไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมามาก แต่โรลลินส์สามารถสังเกตเห็นสีหน้าได้อย่างชัดเจนและเขาก็พอจะรู้แล้วว่านั่นเป็นเพราะอะไร

 

“มาออกกำลังตอนเช้ากันหน่อยดีกว่าโรลลินส์ ฉันรู้สึกว่าแอร์ในห้องจะเย็นไปสำหรับนาย”

 

“ถ้าแอร์มันเย็นสำหรับฉัน มันคงเย็นสำหรับนายด้วยรัมโลว์”

 

     ทั้งคู่เงียบไปครู่หนึ่ง.. ไม่มีเสียงเอ่ยพูดอะไรอีกนอกจากความเงียบและการมองสบตากันเพียงเท่านั้น… ไม่มีใครสามารถทราบได้ว่าโรลลินส์และรัมโลว์คิดอะไร… ไม่มีใครสามารถทราบได้ว่าทั้งคู่กำลังสนทนาอะไรภายใต้ความเงียบ … ไม่มีใครสามารถเข้าใจถึงความสนิทสนมของทั้งสองคนได้ดีเท่ากับตัวของพวกเขาเอง

 

 

     แม้จะไม่มีคำตอบสำหรับโรลลินส์เรื่องเมื่อคืน… แม้จะไม่มีคำตอบเรื่องที่เสื้อผ้าถูกถอดอย่างเป็นปริศนา…. แม้จะไม่มีคำตอบอะไรเลยสำหรับเรื่องทั้งหมดนี้… แต่อย่างเดียวที่เขารู้คือตอนนี้เขามีสติต่างจากเมื่อคืน

 

- END -

 

>–)O ขอคนมีเมตตาพาเราไปเก็บทีครับ พีค 2RL ไม่ไหวแล้ว ชอบความสัมพันธ์เพื่อนๆ แบบนี้
ส่วนเรื่องที่เขียนข้างบนนี่ให้คิดเอาเองครับ แอบเอามาจากบอทด้วยเรื่องที่เขาคุยกันว่า ‘แอร์ไฮดร้าหนาวมาก’ แล้วก็มีแท็กข้างหลังเรื่องหนาวจนแข็ง #สวัสดีครับ

[Fic]Once Upon A Time : Story (1)

Standard

 

Title : Story l Part 1
Paring : Victor Frankenstein l Dr.Whale + Mad Hatter l Jefferson
Series : Once Upon A Time
Writer : Zol Redfox

 

 

     คุณคงเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับเจ้าหญิงเจ้าชาย แม่มด… มังกร สัตว์เทพนิยาย อัศวิน หรือเรื่องราวเกี่ยวกับรักแท้ บางคนบอกว่ามันเป็นเรื่องจริง และมันจะต้องเกิดขึ้นเมื่อเราพบรักแท้….แต่ไม่ใช่สำหรับผม… รักแท้เป็นเรื่องไร้สาระมันไม่มีเหตุผลที่จะชี้วัดอะไรได้ มันเป็นเพียงความชื่นชอบและลุ่มหลงของมนุษย์สองคนที่มีความรู้สึกดีๆ ต่อกัน แน่นอนว่าผมไม่เคยสนใจอะไรไปมากกว่าวิทยาศาสตร์

 

     ในอาณาจักรของผมไม่เคยมีเรื่องราวเกี่ยวกับรักแท้หรือแม้แต่พวกราชินีแม่มด ที่นั่นมีเพียงความมืด ท้องฟ้าครึ้มกับคฤหาสน์หลังโตที่ตั้งติดริมทะเลสาบ คฤหาสน์ของแฟรงเกนสไตน์…. เรื่องราวของแฟรงเกนสไตน์เป็นเรื่องเล่าที่แสดงออกมาผ่านตัวอักษรของมารี แชลลี่ย์ แน่นอนว่าผมมีตัวตนอยู่จริง และกำลังเล่าในสิ่งที่ผมได้เผชิญ

 

     ครั้งหนึ่งในอาณาจักรไร้สี…มันเป็นเรื่องราวแบบเดิมๆ ที่ไม่มีอะไรเป็นพิเศษนอกจากชีวิตของผมเอง… ตอนนั้นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดของผมคือ ‘วิทยาศาสตร์’ และ ‘เกอร์ฮาร์ด’ น้องชายที่ไม่ได้พบหน้ากันมานาน กระทั่งบางสิ่ง… บางสิ่งที่ดึงดูดให้ผมสนใจ…

 

     ผมได้พบชายคนหนึ่งในสถานที่แห่งหนึ่ง… น่าแปลกที่เราได้พบกัน….และน่าแปลกยิ่งกว่านั้นคือท่าทางและคำพูดประหลาด ซึ่งชายคนนี้เอ่ยออกมา …

 

‘เจ้าเห็นไข่มุกอยู่แถวนี้ไหม’

 

     เขาพูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นและท่าทางที่กระตือรือร้นยิ่งกว่าจนผมอยากจะเดินหนีออกไปโดยทันที… วิคเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ไม่มีเวลาว่างมาคุยกับคนเสียสติอย่างเขา เพราะทุกวินาทีที่ยินดีจะเสียต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทดลองเพียงเท่านั้น…

 

‘หากนายจะช่วยหันไปดูป้ายที่ทางเข้ามันคงตอบคำถามให้นายได้ คุณสุภาพบุรุษ’

 

     แฟรงเกนสไตน์ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงกึ่งประชดประชันพลางชี้นิ้วมือไปยังประตูที่มีป้ายขนาดใหญ่เขียนเอาไว้ว่า ‘สุสาน’ … ในตอนนี้เขากำลังง่วนอยู่กับการขุดหลุมฝังศพเพื่อนำร่างไร้วิญญาณไปทำการทดลอง ‘การคืนชีพ’ .. วิคเตอร์ใช้เวลาอยู่หลายปีในการศึกษาเรื่องโครงสร้างร่างกายมนุษย์รวมถึงเรื่องอื่นๆ ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ และเขาต้องทำมันให้สำเร็จ..

 

‘แล้วนั่นเจ้ากำลังทำอะไร?’

 

     ชายปริศนาในหมวกทรงสูงใบใหญ่เอ่ยทักอีกครั้ง เขาย่อตัวลงนั่งยองข้างๆ กับหลุมศพที่ถูกขุดลงไปจนลึก ศีรษะเอนเล็กน้อยขณะจับจ้องยังสิ่งตรงหน้าอย่างสนใจ

 

‘อยากให้ข้าช่วยไหม? คิดราคาไม่แพง อาจจะเป็น….แหวนสักวงหรือกำไลสักอัน’

 

‘ถ้านายช่วยเงียบแล้วออกไปห่างๆ ฉันจะยินดีมาก’

 

     นักวิทยาศาสตร์หยุดขุดดินไปชั่วขณะ เขาเงยหน้ากลับมาหาชายท่าทางสติไม่ดีที่เอาแต่จ้องมาทางนี้…รู้สึกหงุดหงิดอย่างน่าประหลาดที่มีคนมากวนใจ….แต่แล้วเมื่อสังเกตดีๆ ชายคนนี้มีบางสิ่งที่เขาไม่สามารถอธิบายได้… นัยน์ตาสีฟ้าสว่างที่กำลังมองจ้องอย่างสนใจ…สีฟ้าที่ไม่ควรจะมีในอาณาจักรไร้สีนี้…..

 

     ชายคนนี้คือใคร? เป็นตัวอะไร? ยิ่งชุดหนังที่แต่งกับผ้าพันคอสีแดงซึ่งมัดเอาไว้โดยรอบมันสดเสียยิ่งกว่าที่เขาเคยเห็น … ยิ่งเป็นตัวดึงดูดให้วิคเตอร์หันมาสนใจมากกว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ในตอนนี้… เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยพลางมองสำรวจชายปริศนาที่ยิ้มให้แก่เขา…

 

‘เจ้ามองข้าแบบนั้นทำไม?’

 

     คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อถูกจ้องมองคล้ายกับตนเป็นตัวประหลาด ซึ่ง….อาจจะใช่ เขาเป็นชายท่าทางประหลาดที่ตระเวนไปทั่วทุกอาณาจักรผ่านหมวกใบโตทรงสูงซึ่งสวมเอาไว้บนศีรษะ ‘เดอะ แมดแฮตเตอร์’ คือชื่อที่เขาถูกเรียก..อาจจะมาจากท่าทางแปลกๆ คล้ายคนสติหลุดอยู่ตลอดเวลา กับสิ่งที่เขาหลงใหล…นั่นก็คือหมวก

 

     แฟรงเกนสไตน์วางจอบลงกับพื้นดินก่อนจะพาตัวเองกลับขึ้นมายืนยังพื้นปกติอีกครั้ง เขายังคงมองเดอะ แมดแฮตเตอร์โดยไม่ละสายตาไปไหน คล้ายกับกำลังคิดจะพาชายคนนี้ไปทำการทดลองแทนที่จะเป็นร่างไร้วิญญาณซึ่งนอนอยู่ในโลงไม้

 

     ทั้งสองมองสบตากันอยู่แบบนั้นแม้คนหนึ่งจะยิ้มแย้มมากแต่อีกคนกลับทำหน้าตาตึงเครียดที่แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างภายใต้สิ่งที่เขาแสดงออก… หลังจากปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่นานเสียงของทั้งคู่ก็กลับมาอีกครั้ง

 

‘วิคเตอร์ วอน แฟรงเกนสไตน์’

 

‘เจฟเฟอร์สัน เดอะ แมดแฮตเตอร์’

 

 

. . . To be continue . . .

    

[FIC]Captain America WS : Silence

Standard

 

Title : Silence
Paring : Jack Rollins + Brock Rumlow
Movie : Captain America : The Winter Soldier 
Writer : Zol Redfox

 

…..เสียงนาฬิกา… เข็มนาฬิกาที่กำลังเดินบอกเวลา…. เสียงชีพจร… เครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจ…. หยดน้ำ… หยดน้ำเกลือที่กำลังหยดเป็นจังหวะเชื่องช้า… กลิ่นของยา กลิ่น..คละคลุ้งไปทั่วห้อง….. เสียงของลมหายใจ…ที่แทบไม่ได้ยิน

 

     นับเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่ต้องมาอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมภายใต้แสงไฟสลัวๆ นับเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วกับการนั่งอยู่บนเตียงคนไข้ด้วยสภาพสะบักสะบอม.. นับเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วกับการมองเพื่อนร่วมรบที่กำลังถูกทีมแพทย์เข้ารักษา… แต่ไม่ใช่ครั้งนี้…

 

     ร่างของชายหนุ่มในชุดเสื้อทีมสไตร์คเยื้องย่างเข้าใกล้เตียงคนไข้ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากตนอย่างช้าๆ  นัยน์ตาสีเข้มจับจ้องไปยังชายอีกคนซึ่งนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง.. แน่นอนว่านี่เป็นครั้งแรกที่รู้สึกเงียบขนาดนี้  ไม่มีคำเอ่ยพูดหยอกล้อ  ไม่มีคำเอ่ยกล่าวล้อเลียน  ไม่มีมุกตลก ไม่มีคำสบถหรือกนด่าออกจากปากของบร็อค  รัมโลว์หัวหน้าทีมสไตร์ค เอเจนท์ของไฮดร้า

 

     เวลา…ช้าเหลือเกิน … เวลา…เหมือนไม่เดินไปข้างหน้า เหมือนกับหยุดอยู่ตรงนี้และแสดงให้เขาเห็นภาพเพื่อนคู่หูซึ่งยังหลับไม่ได้สติ  เวลา… 3 ชั่วโมงไม่ต่างจาก 3 เดือนที่ผ่านเข้ามา …ทรมานเสียยิ่งกว่าการถูกกระสุนยิงทะลุร่าง ..ทรมานเสียยิ่งกว่าคมมีดปักทะลุอก…ทรมานไม่ต่างจาก…การสูญเสียสิ่งสำคัญ

 

     เขาทราบดีว่ามันก็เป็นแค่สภาพชั่วคราวที่ไม่นานคนไข้จะต้องหาย โรลลินส์เข้าใจดี… เขาผ่านสมรภูมิมามาก เพื่อนในทีมล้วนเคยตกอยู่ในสภาพแบบนี้กันมาก่อนแต่ความรู้สึกที่มีกลับต่างกัน… มันต่างกันเมื่อเพื่อนคนนั้นคือรัมโลว์  แรงระเบิดครั้งนี้ทำให้เพื่อนคู่หูนอนไม่ได้สติ อีกทั้งได้รับบาดเจ็บสาหัส … แน่นอนว่าเขาทำอะไรไม่ได้นอกจากรอให้อาการของรัมโลว์ดีขึ้น ระหว่างนี้ก็ทำได้แค่ลุยภารกิจและรับตำแหน่งหัวหน้าทีมชั่วคราว

 

     โรลลินส์ไม่ได้ต้องการตำแหน่งนี้ แม้จะพูดหยอกอยู่บ่อยๆ ว่าสักวันเขาจะได้มาทำหน้าที่นี้แทน แต่เหตุผลที่เขายังอยู่ที่นี่… ยังคงทำงานกับไฮดร้า …เหตุผลเดียวของเขาคือรัมโลว์ … รัมโลว์เป็นทั้งเพื่อน คู่หู ครอบครัว คนสำคัญ… เขาคือทุกอย่างที่แจ็ค โรลลินส์ไม่สามารถทิ้งไปได้  และจะไม่มีวันทิ้งไปไหน..

 

“นายจะนอนไปถึงเมื่อไหร่”

 

      เสียงเอ่ยดังขึ้นในจังหวะที่ปลายนิ้วถูกวางลงบนหลังมือของคนเจ็บอย่างเชื่องช้า โรลลินส์ไม่ละสายตาไปจากคนตรงหน้า เขาหวังแค่ว่าบทสนทนาจะถูกต่อด้วยคำพูดกวนๆ จากน้ำเสียงเดิมๆ  แต่ทุกอย่างยังคงกลับเป็นเหมือนเดิม  มีเพียงเสียงของเครื่องมือแพทย์กับนาฬิกา มีเพียงกลิ่นของยากับกลิ่นไหม้..

 

      แจ็ค  โรลลินส์ ปล่อยตัวลงนั่งข้างเตียงคนไข้ในที่สุด เขานิ่งเงียบอยู่สักพักใหญ่ฟังเพียงเสียงลมจากเครื่องช่วยหายใจและไม่ละสายตาไปไหน  ตอนนี้มันเป็นความรู้สึกที่บอกได้ยาก …หากทำได้เขายอมที่จะนอนอยู่ตรงนั้นแทนรัมโลว์ แม้อีกฝ่ายอาจจะไม่ได้นั่งเฝ้าอย่างที่เขาทำอยู่ แต่มันคงดีกว่าหากเขาไม่รับรู้อะไรอีก

 

 “ฉันมีเรื่องจะพูดกับนาย อยากจะฟังไหม?”

 

       มุมปากยกขึ้นยิ้มเล็กๆ ด้วยความรู้สึกหลายอย่าง … ความรู้สึกมากมายที่ถาโถมเข้าใส่จนไม่สามารถอธิบายออกไปได้   มือของเขาในตอนนี้จับกับอีกฝ่ายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบได้ กระชับแผ่วเบาอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน  ลมหายใจเหมือนกับหายไปครู่หนึ่งก่อนจะถูกสูดกลับมาเต็มปอดและผ่อนออกช้าๆ

 

      หลังมือของคนไข้ถูกวางแนบลงบริเวณหน้าผากของตนในตอนนี้  โรลลินส์สัมผัสได้ถึงไออุ่นที่มาจากมืออีกฝ่าย  เขาหันใบหน้าไปทางรัมโลว์และพร้อมที่จะพูดบางอย่างออกมา

 

     มันเป็นคำง่ายๆ ที่แสดงความรู้สึก… คำง่ายๆ ที่กล่าวออกมายากเสียเหลือเกิน.. ยาก…จนต้องปล่อยให้ล่วงเลยมาหลายปี  และยาก… จนทำให้โรลลินส์ตัดสินใจไม่พูดออกไป.. แต่หากผ่านวันนี้ไปแล้วและเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นจนเขาไม่มีโอกาสได้บอกสักครั้งมันคงจะเป็นสิ่งที่ทำให้เสียใจไปชั่วชีวิต  …

 

     แม้ว่าเพื่อนคู่หูของเขาจะนอนไม่ได้สติอยู่ตรงหน้า…แม้ว่าจะมีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วๆ … แม้จะมีแค่เขาเพียงคนเดียวที่ได้ยิน… แต่แจ็ค โรลลินส์กลับพูดในสิ่งที่เขาเก็บไว้เป็นเวลาเนิ่นนาน…

 

“รัมโลว์….ที่จริงแล้วฉัน…..”

 

 

- END -

[Fic]WTTP : What’s my reason (Max’s side)

Standard

 

Title : What’s my reason (Max’s side)
Paring : Max Lewinsky + Jacob Sternwood
Movie : Welcome to the Punch
Writer : Zol Redfox

 

 
     หลังจากเรื่องที่พันช์จบลงแล้ว แม็กซ์ เลวินสกี้ถูกคุมตัวเพราะเป็นคนเดียวที่อยู่ในสถานที่เกิดเหตุ อยู่ตรงหน้าของผบ.ตำรวจ โธมัส จีเจอร์ ซึ่งนอนหมดลมหายใจอยู่แทบปลายเท้าของเขา ขณะเดียวกับที่ เจคอบ สเติร์นวู้ดสามารถหลบหนีออกไปจากโกดังเก็บตู้คอนเทนเนอร์ได้คล้ายกับเขาไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้นเลย
 
     แม็กซ์ค่อยๆ ย่อตัวลงวางปืนทั้งสองกระบอกลงแนบกับพื้นปูนเบื้องล่าง เขาปล่อยหัวเข่าลงวางกับพื้นช้าๆ ด้วยเพราะขาที่ไม่ค่อยสมบูรณ์ของเขา.. แม็กซ์ เลวินสกี้ถูกยิงเข้าที่ขาข้างขวาที่อุโมงค์ … ที่ที่เขาพบกับชายร่างสูงในชุดสูทสีดำและมาดที่ดูหยิ่งทะนงของ ‘เจคอบ สเติร์นวู้ด’ เป็นครั้งแรก  
 
     เขายังจำได้ดี..เสียงร้องคร่ำครวญของตัวเอง หัวใจที่เต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากร่าง ณ ตอนนั้นเขากลัว.. กลัวที่จะไม่ได้กลับออกไปจากอุโมงค์นั้นอีก แม็กซ์ยังจำได้เสมอทั้งความกลัว ความเกลียดชังและเครียดแค้นเมื่อ 3 ปีก่อน สายตาที่เย็นชาและกระบอกปืนที่จ่อมาหาตัวของเขาซึ่งกำลังนอนกุมแผลถูกยิงที่ขาอย่างทรมาน วินาทีนั้นแม็กซ์ไม่คิดว่าตัวเองจะรอดออกไป แต่สิ่งที่สเติร์นวู้ดทำคือการจ้องมองชายหนุ่มผู้ตกเป็นเหยื่อด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง มองอย่างพินิจคล้ายกับจะพูดบางอย่างแต่ก็ไม่เอ่ยสิ่งใด แต่กลับจากไปด้วยรถมอเตอร์ไซค์ที่วกกลับมารับเขา
 
     ตำรวจหนุ่มไฟแรงเมื่อตอนนั้นกลับกลายเป็นตำรวจผู้อมทุกข์และตกอยู่ในความแค้นร่วมถึง 3 ปี.. ระยะเวลายาวนานไม่ช่วยทำให้จิตใจของเขาดีขึ้นได้เลย ถูกตราหน้าว่าเป็นคนอ่อนแอและล้มเหลว… แต่ทำไมเชาถึงปล่อยอาชญากรอย่าง เจคอบ สเติร์นวู้คไป.. ปล่อยไปก่อนที่จูก้าจะนำทีมตำรวจเข้าเต็มพื้นที่และคุมตัวของเขาออกไป
 
     มันน่าแปลกใจที่คนคนหนึ่งจะสามารถทำให้เขาเพิกเฉยสิ่งที่เรียกว่าความเคียดแค้นไปได้.. อาจเพราะมองเห็นผู้ชายคนหนึ่งที่สูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิต ซึ่งตอนนี้เขาเองก็คงไม่ต่างกัน.. แม็กซ์แทบจะยอมรับแล้วว่า ณ ตอนนี้เขาไม่มีอะไรให้เสียอีกนอกจากตัวของเขาเอง –
 
 
     รถตำรวจขับพาตัวผู้ต้องสงสัยกลับไปยังสน. และแม็กซ์ เลวินสกี้ก็คือผู้ต้องสงสัยในเหตุการณ์ที่พันช์นี่เอง  ชายหนุ่มนั่งพิงกับพนักเก้าอี้มองตรงไปยังข้างหน้าที่มีใครสักคนยืนอยู่หลังบานกระจกใบใหญ่ในห้องทรงสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่ใช้เป็นสถานที่สอบปากคำผู้ต้องสงสัย
 
 
“นายเข้าไปทำอะไรที่นั้น แม็กซ์?  มันไม่ใช่แค่เรื่องของ ผบ.จีเจอร์  แต่นายยังอาจถูกตั้งข้อหาฆ่าพาร์ทเนอร์ของตัวเองอยู่ นายรู้ไหม?  ที่พวกเขาเจอศพของซาร่าห์บนเตียงที่ห้องนาย ฉันอยากรู้ว่านายทำอะไร? นายรู้ที่ตั้งคอนเทนเนอร์เถื่อนได้ยังไง?  และ .. สเติร์นวู้ดหายไปไหน?”
 
“จูก้า นายเป็นเด็กที่เรียนเก่งที่สุดและหัวไวที่สุดในชั้นปี ฉันเชื่อว่าเรื่องนี้นายจะสามารถปะติปะต่อได้โดยง่าย”
 
“ฉันต้องการคำตอบจากปากของนาย เลวินสกี้”
 
     ชายผิวสีเอ่ยถามอย่างใจเย็น ซึ่งที่จริงแล้วเขาก็แอบไม่พอใจเล็กๆ ที่ถูกเพื่อนตำรวจอย่างแม็กซ์ เลวินสกี้ฟาดให้จนสลบตอนที่อยู่โถงทางเข้าห้องแช่เย็น – เลวินสกี้ยังคงนั่งนิ่งโดยไม่พูดตอบอะไรอีก เขาจ้องมองใครบางคน ใครสักคน..ที่ก่อเรื่องทั้งหมดนี้ขึ้น ‘เจน แบดแฮม’
 
“แม็กซ์!”
 
     จูก้าเอ่ยเสียงดังก่อนจะก้มศีรษะลงเข้ากระซิบเบาๆ ข้างใบหูโดยไม่ต้องการให้ใครที่กำลังดูผ่านกล้องวีดีโอนั้นได้ยินสิ่งที่เขาเอ่ยพูดกับอีกฝ่าย ‘ฉันเชื่อใจนาย’ เขากล่าวก่อนจะผละออกมา และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่อดีตหนุ่มไฟแรงต้องเหลือบหันไปมองผู้คุมการสอบสวนนี้ ..ถ้าหลังจากการเลือกตั้งจบลงแล้วเรื่องชองตัวเขาก็คงจบลงเช่นเดียวกัน
 
———————————————————
 
 
     3 เดือนผ่านไป แม็กซ์ เลวินสกี้ได้กลับเข้ามาทำงานที่กรมตำรวจอีกครั้ง แม้จะเป็นงานงานเดียวที่เขารักที่จะทำ แต่มันกลับไร้จุดมุ่งหมาย .. มันไม่เหมือนเคยไม่คุ้นชินเอาเสียเลย ไม่ใช่เพราะเปลี่ยนผบ.ตำรวจของกรมคนใหม่ ไม่ใช่เพราะเขามีพาร์ทเนอร์คนใหม่แต่เป็นเพราะความเคียดแค้นที่มีต่อสเติร์นวู้ดกลับหายไป 
 
     เขาเคยมีโอกาสฆ่าชายคนนี้อยู่หลายครั้ง … ตลอดมา.. แม้แต่ครั้งสุดท้ายที่พันช์ ทั้งๆ ที่กระบอกปืนนั้นยกขึ้นจ่อใบหน้าของชายร่างสูงกว่าตัวเองแล้วก็ตาม แต่กลับปล่อยให้หนีไป… สายตาที่จ้องมองมายังนัยน์ตาสีฟ้าของตัวเขา ไม่มีความวาดกลัวเลยแม้แต้น้อย แต่กำลังมองพินิจอย่างสนใจว่าเขาจะทำเช่นไรต่อไป จะปล่อยให้รอดหรือจะจบเรื่องระหว่างกันเพียงตรงนั้น
 
     แม็กซ์ถอนใจเฮือกใหญ่ เขาหยิบเข็มฉีดยาขึ้นมาและเริ่มลงมือจัดการกับขาขวาของตัวเอง เขายังคงหวนรำลึกเรื่องระหว่างสเติร์นวู้ด ใบหน้าเรียบเฉยและน้ำเสียงเรียบนิ่งเหมือนกับคนซึ่งไร้อารมณ์ต่างจากตัวของเขาที่ร้อนยิ่งกว่ายิ่งกว่าอะไรดี แม็กซ์ยังจำคำพูดนั้นได้เสมอ คำตอบจากประโยคคำถามที่เอ่ยถามออกไป
 

 

ทำไมตอนนั้นที่อุโมงค์นายถึงไม่ฆ่าฉัน?’
 
     ชายหนุ่มเอ่ยถามออกไปด้วยสีหน้าที่แสดงให้เห็นว่าเขาไม่เข้าใจเหตุผลของอีกฝ่ายเลย น้ำเสียงที่เอ่ยปนเปไปด้วยความฉงนและความโกรธเคืองซึ่งเขาจะไม่มีวันลืม..แต่คำตอบที่ได้รับนั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เขาต้องประหลาดใจ…
 
ฆ่าเพื่ออะไร?’
 
     สเติร์นวู้ดมุ่นคิ้วเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น สายตาจับจ้องไปยังนัยน์ตาคู่สีฟ้าของหนุ่มร่างเล็กกว่าที่ไว้หนวดเครารุงรังยิ่งกว่าแต่ก่อน คงเป็นเพราะตำรวจหนุ่มเอาแต่สนใจเรื่องของอาชญากรเช่นเขามากกว่าเรื่องอื่นจนไม่มีเวลาได้ดูแลตัวเอง  – แม็กซ์ เลวินสกี้รู้สึกหายใจติดขัด ใบหน้าที่แสดงให้เห็นถึงความฉงนค่อยๆ เผยออกมาให้เห็นช้าๆ เขาอยากจะพูดบางอย่างตอบกลับไปแต่เหมือนมีบางอย่างจุกอยู่ที่คอทั้งที่ไม่มีอะไร แค่ฟังคำตอบที่คาใจมานานถึง 3 ปี กลับทำให้สรรหาคำพูดใดใดมาเอ่ยไม่ได้
 

 

     นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไม แม็กซ์ เลวินสกี้จึงปล่อยให้ เจคอบ สเติร์นวู้ดมีชีวิตถึงสองครั้ง … สเติร์นวู้ดเป็นหนี้เขา และเขาก็เป็นหนี้สเติร์นวู้ดเช่นเดียวกัน

 

     อดีตตำรวจหนุ่มไฟแรงครางออกมาเบาๆ ด้วยความเจ็บปวด เขาโยนเข็มฉีดยาที่ตอนนี้ว่างเปล่าลงในถาดสแตนเลจ  มือกร้านยกขึ้นกุมขมับและเสยเลือนผมสีน้ำตาลแดงไปด้านหลัง เขาถอนใจออกมาอีกครั้งและปล่อยตัวเองลงนอนกับเตียง
 
 
     ..นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่อยากจะเจอหน้า ‘เจคอบ สเติร์นวู้ด’ มันไม่ใช่เพราะความแค้นอีกต่อไป ซึ่งเขาก็ไม่แน่ใจเหตุผลที่ต้องการจะพบกับอาชญากรคนนี้  แม้ว่าต้องการจะเจอมากถึงเพียงไหนแต่ในใจลึกๆ แล้วแม็กซ์ก็รู้ตัวดีว่าเป็นไปไม่ได้อีก อาชญากรอย่างสเติร์นวู้ดคงหนีไปกบดานอีกครั้งเหมือนครั้งนั้นเมื่อ 3 ปีก่อนหลังจากที่งานของแก๊งค์เสร็จสิ้น
 
 
     ชายหนุ่มหลับตาลงช้าๆ ซึมซับช่วงวินาทีแห่งความโกรธและวินาทีที่ปล่อยให้เจคอบหนีไป ตอนนี้ยังคงไม่เข้าใจ..และเขาคงหาคำตอบได้ในไม่ช้าแต่คงไม่ใช่เร็วๆ นี้
 
     “…..สเติร์นวู้ด…”
 

 

 

… To be continue …

 

 

 

 

[Fiction]Pacific Rim : In my dreams

Standard
Fiction : In my Dreams..
Pairing : Becket bros.
Writer : Zol Redfox
… ผมเชื่อว่าทุกคนเคยฝัน …
ฝันที่แม้ว่ามันจะดีมากหรือร้ายขนาดไหนมันก็เป็นเพียงสิ่งในจินตานาการหรือความทรงจำของเราเท่านั้น
….ผมเองก็ด้วย….
ทั้งฝันดีและฝันร้าย

 

   ชายหนุ่มในชุดเสื้อยืดคอกลมนั่งอยู่บนเตียงด้วยท่าทางสะลึมสะลือคล้ายเพิ่ง ตื่นนอน  เขายกมือขึ้นป้องปากเมื่อหาวออกมาวอดใหญ่ หลังมือยกขึ้นขยี้เปลือกตาแผ่วเบาก่อนจะกะพริบตาถี่ๆ ปรับภาพที่มองให้ชัดเจนยิ่งขึ้น  สิ่งแรกที่เขาคิดถามกับตัวเองไม่ใช่ประโยคที่ว่า ตอนนี้กี่โมงแล้วนะ?’ แต่กลับเป็น นอนต่ออีกหน่อยแล้วกัน’ …  เจ้าของเลือนผมสีทองปล่อยตัวลงนอนเหยียดบนเตียงอีกครั้ง ใบหน้าจมลงบนหมอนแทบจะทันที…

 

   ไม่กี่วินาทีต่อมา..แทนที่ชายหนุ่มขี้เซาจะได้นอนหลับอย่างสมใจ กลับถูกขัดด้วยเสียงร้องครางเบาๆ จนทำให้เขาต้องลุกขึ้นมานั่งอีกครั้ง  เขาพยายามฟังให้แน่ใจว่าไม่ได้หูแว่วไปเอง .. เสียงร้องออกมาเบาๆ คล้ายกับกำลังสะอื้น… แยนซีก้มตัวลงมองไปยังต้นเสียงนั่น … ชายอีกคนที่หน้าตาคล้ายกับเขากำลังนอนขมวดคิ้วอยู่ที่เตียงชั้นล่าง

 

“ราล..”

 

   เสียงเอ่ยแผ่วเบาเรียกชื่อน้องชายที่ตอนนี้ขมวดคิ้วหนักยิ่งกว่าเดิม… แยนซีตัดสินใจปีนลงไปหาผู้เป็นน้อง  มือหนายกขึ้นลูบศีรษะอย่างเบาๆ ปลอบประโลมเพื่อให้คนที่กำลังนอนอยู่รู้สึกดีขึ้นได้บ้าง…ชายหนุ่มนั่งลง บนเตียงข้างๆ ของน้องชายที่ตอนนี้หันตัวพลิกหนีไปอีกทางแล้ว.. …

 

“เฮ้.. ”

 

   ดูท่าทางน้องชายของเขาจะไม่ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย… แยนซีก้มลงใกล้ๆกับอีกฝ่ายแล้วจุมพิตลงที่ข้างขมับ .. เขาพูดออกมาเบาๆ ข้างใบหูหลังจากละใบหน้าออกมาแล้ว..

 

“พี่อยู่นี่แล้ว.. ราลีห์”
………………
……..
….
..
..
   เสียงสะอื้นปลุกเด็กชายที่กำลังนอนอยู่ให้ตื่นขึ้น.. แยนซีมองไปยังเด็กชายตัวเล็กที่ตอนนี้เกาะอยู่ที่ข้างเตียงของเขา แค่มองหน้าผู้เป็นน้องเขาก็รู้ได้แทบจะทันทีว่าน้องชายของเขาฝันร้ายมาอีก แล้วแน่ๆ

 

“แยนซี…”

 

   ราลีห์เอ่ยชื่อผู้เป็นพี่ออกมาแผ่วเบา เขาแทบจะพุ่งเข้าไปกอดพี่ชายในทันที…  แยนซีอุ้มน้องชายที่ตัวเล็กกว่าเขาขึ้นมาบนเตียงแล้วปล่อยให้นั่งลงข้างๆ … อันที่จริงแล้วทั้งคู่อายุไม่ได้ห่างกันมากเสียเท่าไหร่ แต่สำหรับแยนซี.. เขามักจะมองราลีห์เป็นเด็กชายตัวน้อยๆ อยู่เสมอ  นั่นจึงไม่แปลกเลยว่าทำไมพี่ชายอย่างแยนซีจึงเลือกอุ้มผู้เป็นน้องแทนที่จะ ปล่อยให้อีกคนปีนขึ้นมาเอง
   ราลีห์เม้มปากเล็กน้อย เพียงมองใบหน้าก็สามารถทราบได้ว่าตอนนี้เขาไม่อยากกลับห้องของตัวเอง…  แยนซีหัวเราะออกมาเบาๆ แต่แทนที่จะทำให้เด็กชายอีกคนรู้สึกผ่อนคลาย กลับกลายเป็นใบหน้าที่บูดบึ้งแทน

 

“พี่หัวเราะอะไร?”
“…ไม่มีอะไรหรอกราล..”

 

   แยนซียิ้มออกมาเล็กน้อยขณะตอบน้องชายของเขาไป  มือยกขึ้นยีเลือนผมสีทองของอีกคนเบาๆ … พร้อมกับประโยคที่บอกให้เข้านอน  แต่ดูเหมือนว่าราลีห์ยังไม่อยากจะนอนเสียเท่าไหร่ในตอนนี้..ก็เพราะเขาเพิ่ง ฝันร้ายมานี่  …

 

“ไม่เอา…”
“พี่อยู่นี่แล้ว.. นายไม่ต้องกลัวอะไรแล้วราลีห์”

 

   ผู้เป็นน้องจ้องมองพี่ชายของเขาที่กำลังยิ้มอย่างไม่ละสายตาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปล่อยตัวลงนอนในที่สุด… แยนซีหัวเราะออกมาอีกครั้ง  เขารู้สึกรักและเอ็นดูราลีห์มาก  มากเสียจนไม่สามารถหาคำพูดมาอธิบายได้…
   ถ้าหากน้องชายของเขาโตไป จะยังกล้ามานอนกับเขาแบบนี้อยู่ไหมนะ? … ราลีห์ยังคงมองแยนซีเหมือนกำลังถามว่า ‘พี่หัวเราะอะไรอีกแล้ว?’  คิ้วขมวดมุ่นมองคล้ายกับไม่พอใจหน่อยๆ ที่พี่มักจะหัวเราะเขาแบบนั้น..ไม่เห็นจะมีเหตุผลอะไรเลย

 

“รู้ไหมว่านายพูดแบบนั้นทุกครั้งที่ฝันร้าย..”
“..พี่เองก็พูดแบบนั้นทุกครั้งเหมือนกันนั่นแหละ”
   ราลีห์เม้มปากอีกครั้งก่อนจะเป่าลมจนแก้มพองขึ้นคล้ายกับปลาที่สามารถพองลม ได้ และนั่น…ก็เป็นอีกครั้งที่แยนซีหัวเราะ..หัวเราะให้กับท่าทางของราลีห์… เขานอนลงข้างๆ กับน้องชายในที่สุด  มือยกขึ้นลูบหลังศีรษะอีกคนอย่างเอ็นดูขณะเขยิบตัวเข้าไปนอนใกล้ๆ  ริมฝีปากประทับลงแนบกับหน้าผากเล็ก.. ราลีห์ปิดเปลือกตาลงช้าๆ พร้อมกับประโยคสั้นๆ ของแยนซีที่เอ่ยออกมา
“ฝันดี ราลีห์..”
………………
……….…..
…..…..
……..
….
..
..
   ราลีห์ค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นช้าๆ เขารู้สึกได้ถึงเสียงลมหายใจที่อยู่ใกล้กับเขามาก…มากเสียจนน่าแปลกใจ  นัยน์ตาสีฟ้าพยายามปรับภาพตรงหน้าให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และสิ่งที่เขาเห็นก็แทบทำให้เขาชะงัก..
   ‘แยนซ์?’  พี่ชายของเขากำลังนอนเบียดอยู่บนเตียง… อะไรกัน? ทำไมแยนซีมานอนอยู่ตรงนี้? … คำถามมากมายที่อยู่ในหัวซึ่งเขาหาคำตอบไม่ได้เลยสักคำถามเดียว… แต่เหนือสิ่งอื่นใด..ตอนนี้เขาควรจะปลุกแยนซีก่อน

 

“แยนซ์… แยนซี..ตื่นได้แล้ว”

 

…. ราลีห์นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ๆ เขาเกือบลืมไปว่าพี่ชายของเขานั้นขี้เซามากขนาดไหน.. มือข้างซ้ายยกขึ้นตบๆ แก้มเรียกให้อีกคนตื่น แต่วินาทีต่อมาไม่รู้เป็นเพราอะไร.. ราลีห์กลับแกล้งดึงแก้มของแยนซียืดออก เขายิ้มออกมาในที่สุดขณะมองอีกคนที่ไม่มีท่าทีจะยอมตื่นเลยแม้แต่น้อย

 

“แยนซีตื่นได้แล้วน่า!”
“ขออีก 5 นาที”
“ไม่เอาน่ะแยนซ์ นี่พี่นอนเตียงฉันอยู่นะ”
“……..”

 

   ประโยคนั้นของราลีห์ทำให้แยนซียอมขยับตัวเล็กน้อย มือหนายกขึ้นลูบใบหน้าตัวเองถูไปมาช้าๆ คิ้วขมวดเข้าหากันเพราะยังไม่อยากจะตื่น..

 

“พี่อธิบายฉันมาก่อนว่าทำไมมานอนตรงนี้”
“เมื่อคืน…นาย…Zzzzz ”

 

   ยังไม่ทันที่จะได้พูดจบประโยค เสียงสัญญาณก็ขาดหายไปเสียแล้ว… ไม่น่าเชื่อว่าแยนซีจะขี้เซามากถึงขนาดนี้  ราลีห์แอบเบ้ปาก เขาเขย่าไหล่อีกคนเป็นการปลุกให้ตื่น…
   แยนซีปรือตามองอีกครั้ง ..มองน้องชายตรงหน้าที่ต้องการจะทราบคำตอบเสียให้ได้  …. เสียงตอบกลับไปงึมงำจนแทบจะจับประโยคไม่ได้ของแยนซีทำให้ราลีห์ประหลาดใจ เมื่อคำตอบของพี่ชายของเขานั้นคือ..

 

“นายฝันร้าย”
“…?”

 

   เขาเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้รับคำตอบที่แม้แต่ตัวเขาเองก็แปลกใจ.. ฝันร้าย?  ทั้งที่เขาไม่ได้ฝันร้ายมานานมากแล้วแท้ๆ …… แยนซีกลิ้งตัวลงไปยืนกับพื้นในที่สุดก่อนจะยืดและเหยียดตัวดึงกล้ามเนื้อของ ตัวเองคล้ายกับเป็นการปลุกร่างกายให้ตื่นขึ้น
   ราลีห์นั่งอยู่บนเตียงพร้อมกับเงยหน้ามองพี่ชาย ..ตอนนี้เขากำลังคิดว่าเมื่อคืนนึ้แอบทำตัวเหมือนตอนเด็กๆ ไปรึเปล่า.. แต่ดูจากท่าทางของแยนซีแล้ว เขาคงไม่ได้ทำอะไรเหมือนเด็กไป

 

“พี่ยังคงปลอบฉันทุกครั้งเหมือนเดิมเลย แยนซี”
“ก็คง…จนกว่านายจะโต”
“ฉันโตแล้วน่ะ! มีแต่พี่ที่ยังมองฉันเป็นเด็ก”
“…แบบนั้นฉันคงต้องเจอเด็กน้อยราลีห์ในการล่องแล้วล่ะมั้ง”

 

แยนซีหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างที่เขามักจะทำบ่อยๆ .. รอยยิ้มผุดขึ้นเล็กน้อย เมื่อน้องชายของเขาเถียงออกมาแบบนั้น… แยนซีต้องการจะพูด..พูดเหมือนครั้งที่ผ่านๆ มา .. เบ็คเก็ตคนพี่ชั่งใจอยู่สักพักหนึ่งจนทำให้อีกคนต้องเอ่ยถามออกมา…… ในที่สุดผู้เป็นพี่จึงยอมกล่าวออกไป

 

ฉันจะอยู่กับนายเสมอ.. ตราบเท่าที่นายต้องการ ราลีห์”
 
———————————————–

 

    ราลีห์สะดุ้งตื่นในตอนกลางคืนที่เงียบสะงัด.. เขาลุกขึ้นนั่งบนเตียงพร้อมสูดหายใจเข้าออกลึกๆ … มันเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกแปลกได้ขนาดนี้…แปลกจนไม่สามารถอธิบายออกมา ได้

 

“แยนซ์…”

 

เสียงเอ่ยเรียกพี่ชายที่ดังเหมือนกำลังจะถามคำถาม.. ความรู้สึกเจ็บแปล๊บที่แขนซ้ายอย่างที่ไม่เคยเป็น…  ฝัน? …ฝันซ้ำไปซ้ำมาจนแยกแยะไม่ออกว่าเรื่องไหนจริงหรือไม่จริง… สำหรับราลีห์มันคือเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้นกับเขาทั้งหมด…

 

“แยนซี พี่ยังนอนอยู่ใช่ไหม?”

 

   ราลีห์ลุกขึ้นยืนและมองไปยังเตียงชั้นบนที่ตอนนี้ว่างเปล่า…น่าแปลกใจที่ แยนซีตื่นก่อนเขา… น่าแปลกใจที่ทุกครั้ง เขาจะตื่นมาเจอพี่ชายนอนอยู่ชั้นบนแทนที่จะเจอความว่างเปล่าแบบนี้ .. … น่าแปลก…

 

“…..”

 

   เบ็คเก็ตคนน้องยกมือขึ้นลูบใบหน้าตัวเองพลางคิดทบทวน… เหตุผลที่เขายังรู้สึกเจ็บแขนข้างซ้ายอยู่ เหตุผลที่เตียงชั้นบนนั้นว่างเปล่า…เหตุผลที่เขาไม่เห็นหน้าแยนซี..…ทั้งหมด…คือฝันร้ายของ ราลีห์ เบ็คเก็ต เมื่อเขาต้องมาเผชิญหน้ากับความจริง

 

..ฉันอยู่ตรงนี้แต่นายแค่ไม่เห็นฉัน..
…ฉันอยู่ตรงนี้แต่นายแค่ไม่ได้ยินฉัน…
ฉันอยู่ตรงนี้แต่นายแค่ไม่สามารถสัมผัสฉัน
..ฉันยังอยู่ตรงนี้เสมอเด็กน้อย..
..ฉันไม่อยากจากนายไป..
 
   ราลีห์รู้สึกได้ถึงบางอย่าง ความรู้สึกที่เขาไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน… ถึงแม้จะฝันอีกสักกี่ครั้ง แต่การที่เขาจะมองเห็นใบหน้าของพี่ชาย ได้พูดคุยกับแยนซีได้คงเป็นเพียงในความฝันของเขาเท่านั้น… … ไม่ว่าอีกสักกี่ครั้งเมื่อเขาตื่น..มันยังคงเป็นฝันร้ายสำหรับเขาเสมอ เมื่อแยนซี เบ็คเก็ตไม่ได้อยู่กับเขาอีกต่อไปแล้ว

 

..นายยังเจอฉันได้เสมอ… ราล..
….หลับตาลงนายจะได้พบกับฉัน….
ในฝันดีของนาย

 

———————————————–