[BlackPanther] Desire (2)

Standard
Title:  Desire (2)
Pairing:  Ulysses Klaue and Everett Ross
Movie: Black Panther
Writer: Zol Redfox

 

 

 

‘บ้าชิบ….’

 

เสียงนาฬิกาปลุกดึงเขาให้หลุดออกจากภวังค์ ห้วงความฝันที่แสนพิสดาร เขานอนหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่อาจทราบได้ เขาผล็อยหลับไปจริงๆ หลังจากที่ไม่ได้นอนพักผ่อนมาเป็นสัปดาห์ นั่นเพราะสมุนไพรนั่นน่ะหรือ? รอสส์กลับรู้สึกสงสัยขึ้นมา ไม่อยากยอมรับเลยว่ารู้สึกดีอยู่ลึกๆ สดชื่นเหมือนได้รีเฟรชตัวเองใหม่อีกครั้ง

 

‘หวังว่าจะเป็นวันที่ดี..’

 

เขาภาวนาในใจ อยากให้ภารกิจแสนยืดเยื้อนี้สิ้นสุดลงเสียที แค่มาสอดส่องคอยดูเป้าหมายแต่ข้อมูลที่ได้ดันคลาดเคลื่อน พอคิดขึ้นมาก็หัวเสียอยู่หน่อยๆ แต่ความหัวเสียนั้นก็อยู่ได้ไม่นานเมื่อประตูห้องถูกเคาะเรียก รอสส์ลุกจากเตียงเพื่อเปิดต้อนรับเจ้าหน้าที่ในทีมของเขา ชายร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อสูทตัวหรู

 

“แต่งตัวเหมือนเจ้าหน้าที่มากไป ถ้าอยู่ไกลๆ มองแวบเดียวก็รู้”

 

ชายหนุ่มตอบรับกลับไปเบาๆ เขาเป็นน้องใหม่ในทีม เพิ่งออกภาคสนามครั้งแรกการตัดสินใจจึงอาจจะดูไม่เฉียบคมโดนรอสส์สอนอยู่ก็มากครั้งแต่ถ้าเก็บคำพูดเขาไปปรับเปลี่ยนก็ถือว่าประสบความสำเร็จ สิ่งที่รอสส์ต้องทำในวันนี้ถูกฝากมากับเจ้าหน้าที่น้องใหม่ ข่าวเรื่องเป้าหมายของพวกเขา ระบุสถานที่และเวลาอย่างชัดเจน ประวัติข้อมูลเองก็บอกรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน ในที่สุด..เขาจะได้ไม่ต้องทรมานกับการมานั่งกังวลเรื่องอะไรพวกนี้อีกแล้ว จัดการเสร็จเขียนรายงานให้หัวหน้าแล้วจะได้พักผ่อนสักสัปดาห์ .. นั่นคือที่เขาคิด ความเป็นจริงอาจได้พักไม่ถึงวัน

 

หนึ่งความคิดที่ผุดขึ้นมาระหว่างเตรียมตัวออกไปทำภารกิจคือเรื่องของ ‘ชายคนนั้น’ ชายผู้ที่มีรอยสักแมงป่องตัวโตบนแขนขวา รอสส์สลัดความคิดออกไปไม่ได้ ปรารถนาในสิ่งที่อาจผิดกฎหมายสิ่งที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ดียิ่งกว่าการใช้ยานอนหลับ เขาต้องการมากกว่านี้.. ถ้าหากทำให้ผ่อนคลายได้จริงก็อยากจะมีเก็บไว้ ใช้ช่วงนี้สักช่วงอาจจะดีกับตัวเอง รอสส์ไม่อยากรายงานเรื่องความบกพร่องของตัวเขาให้ใครฟัง ไม่ต้องการเล่าเรื่องชีวิตตัวเองให้จิตแพทย์ฟัง สิ่งที่ต้องการคือของจากชายคนนั้น เขาอาจจะถูกวางยาเข้าให้แล้ว..

 

 

ร่างเล็กของเจ้าหน้าที่ซีไอเอก้าวเดินไปตามเส้นทางเดิม แต่งตัวด้วยชุดที่ไม่สะดุดตา ยังคงสวมด้วยเสื้อยืดและคลุมห่มร่างด้วยแจ็กเก็ตพอดีตัว ข้อมือข้างถนัดยกขึ้นกดเบาๆ ที่ช่วงอกก่อนจะพูดขึ้นคล้ายกับกำลังคุยกับตนเองแต่ความจริงนั้นกำลังสนทนากับคนในทีม รอสส์ทำหน้าที่เดิม ไม่ได้แตกต่างจากเคย การทำงานเป็นผู้เฝ้ามองบางครั้งก็ทำให้รู้สึกเบื่อหน่าย ไม่เหมือนครั้งที่เข้ามาใหม่ๆ เขาไฟแรงยิ่งกว่านี้มาก ตัดสินใจทำอะไรจนโดนตักเตือน สุดท้ายก็มาเป็นแบบนี้และพออายุมากขึ้นคงไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นให้ทำอีก กลายเป็นคนที่นั่งโต๊ะทำงานและมีอาการของออฟฟิศซินโดรมปวดเมื่อยตามหลัง บ่า ไหล่

 

รอสส์หย่อนตัวลงนั่งที่เบาะในโซนล็อบบี้โรงแรม หยิบนั่งสือพิมพ์ขึ้นอ่านและคอยเฝ้ามองอยู่ห่างๆ หากว่าเป้าหมายเดินเข้ามาพวกเขาจะสามารถรู้ได้ในทันที ระหว่างนี้ก็ได้แต่รอเวลา.. ไม่นึกเลยว่าบางสิ่งจะทำให้รอสส์ไขว้เขว ชายคนนั้น.. ชายผู้ที่มีรอยสักรูปแมงป่อง ชายผู้ที่ให้สมุนไพรแสนวิเศษแก่เขา นอนหลับใหลราวกับไม่เคยมีโอกาสได้นอนพัก ความปรารถนาในสิ่งสิ่งนั้นกำลังผลักดันให้รอสส์ลุกออกจากที่นั่ง เขายกนาฬิกาขึ้นอ่านเวลา ‘ครึ่งชั่วโมง’ น่าจะไม่ได้เสียหายอะไร เมื่อตัดสินใจเป็นที่เรียบร้อยเขาจึงเดินตรงเข้าไปหาในทันที

 

“ผมไม่นึกว่าคุณจะอยู่แถวนี้”

 

แน่ละ.. ร้านที่เขาไปนั่งคอยอยู่เมื่อวานอยู่ห่างออกไปจากโรงแรมพอตัว หากไม่ใช่ความบังเอิญก็คงเป็นอะไรสักอย่าง.. ในถิ่นที่ไม่ใช่ของพวกเขาการพบกันอีกครั้งเป็นเรื่องที่แสนประหลาดและจะประหลาดยิ่งกว่านี้หากพบกันบ่อยๆ ถ้าหากเป็นแบบนั้นขึ้นมาคงหมายถึงมีใครบางคนคอยตามอีกฝ่ายเข้าให้แล้ว

 

“ฉันอยู่ทุกที่ที่อยากอยู่”

 

ในตอนแรกเขาแสดงสีหน้าเหมือนตั้งคำถามว่า ‘นายคือใครวะ’ แต่เมื่อสบมองนัยน์ตาคู่นั้น สีหน้านั้น ถึงนึกออกได้ในทันที .. เขายังสวมด้วยชุดเสื้อผ้าตัวเดิมอยู่เลย รอสส์คิดกับตัวเอง ไม่ทันที่เจ้าหน้าที่ซีไอเอจะได้พูดกล่าวคำใดต่อแขนที่สลักด้วยลวดลายกางเขนกลับยกขึ้นโอบร่างเล็กนั้นเข้ามาใกล้ เขาดันร่างของรอสส์ให้เดินผละจากตรงที่เคยยืนอยู่พลางชี้นิ้วประกอบการสนทนา

 

“ฉันนึกแล้วว่านายต้องติดใจ”

 

“ผมไม่ได้ติดใจ ก็แค่อยากบอกว่ามันใช้ได้ผล”

 

“เห็นไหมล่ะ? แต่พูดมาแบบนี้แสดงว่าไม่อยากได้เพิ่มแล้วสิ?”

 

ชายร่างเล็กขมวดคิ้ว เกลียดนักเวลาถูกต้อนเข้ามุมด้วยคำพูดโน้มน้าวหรือทำให้ต้องกล่าวตามใจอยาก บางครั้งหากไม่อ่อนข้อก็คงไม่ได้สิ่งที่ต้องการ เขาถอนใจเบาๆ แล้วยอมเผยสิ่งที่ปรารถนานั้นออกมา

 

“ผมต้อง..”

 

“ชู่ว..”

 

ไม่ทันที่จะได้กล่าวจนสิ้นสุดประโยคนิ้วมือของชายผู้มากด้วยรอยสักกลับยกขึ้นแนบริมฝีปากปิดเสียงคำเหล่านั้นในทันที รอสส์ไม่ได้รู้สึกว่าตนกำลังถูกคุกคามไปมากกว่าแขนที่โอบกอดรอบตัวเขาอยู่ในตอนนี้ แขนซ้ายที่โอบไว้ราวกับพวกเขาทั้งสองเป็นคู่ที่มางานเลี้ยงหรือออกงานการกุศล

 

“มาหาได้หลังสี่ทุ่ม”

 

ชายคนนั้นนัดหมายคร่าวๆ พร้อมกับลดมือไปหยิบกระดาษและปากกาจากกระเป๋าเสื้อ เขียนรายละเอียดลงบนนั้นและยัดเข้ากระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตของรอสส์ แถมทิ้งท้ายไว้ด้วยรอยยิ้มและการขยิบตา

 

“อย่าลืมพกเงินไว้ในกระเป๋าด้วยนะ”

 

รอสส์กลายเป็นคนใบ้ไปชั่วขณะนั้น ไม่อาจทราบได้ว่าเคลิ้มกับคำพูดและท่าทางเหล่านั้นหรือเพราะเหตุผลอื่น คนแบบเขาเนี่ยนะคิดคำพูดไม่ออก? ตลกแล้วน่ะ.. ถึงจะพยายามปลอบใจแต่สุดท้ายก็ปล่อยชายคนนั้นให้เดินจากไป ตอนนี้เขาต้องกลับมาสนใจหน้าที่ความรับผิดชอบของตนเองเสียก่อนแม้ในใจจะกำลังรู้สึกสุขอย่างบอกไม่ถูก รอสส์นึกถึงสมุนไพรเหล่านั้นและเขากำลังจะได้มาครอบครองอีกครั้ง

 

 

 

 

ภารกิจสำหรับวันนี้ลุล่วงไปได้ด้วยดี ถึงจะถูกปรับเปลี่ยนมาหลายครั้งแต่มันก็เสร็จสิ้นลงในท้ายที่สุด รอสส์รายงานตรงต่อหัวหน้าทีม หลังจากนี้พวกเขาต้องเดินทางกลับ แน่นอนว่ารอสส์เลือกที่จะขอพักเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ระหว่างนี้จะรีบทำสรุปในส่วนของเขาและถ้าหากระหว่างพักผ่อนทีมต้องการความช่วยเหลือรอสส์ก็พร้อมจะกลับไปทำงานในทันที

 

“นายคิดจะไปไหนระหว่างที่หยุด?”

 

“ผมตั้งใจว่าจะอยู่ที่นี่สักสองสามวันแล้วค่อยกลับไปพักที่บ้าน”

 

“เที่ยวสักหน่อยก็ดี ฉันจะไม่ลงไว้ว่าเป็นการขอลางานเพราะนายระบุไว้ว่าพร้อมกลับมาทำหน้าที่หากมีการถูกเรียกตัวระหว่างพัก ถือซะว่าทำงานล่วงเวลา … ส่วนนาย..เรื่องที่บ้านเป็นอย่างไรบ้างล่ะตอนนี้?”

 

คำถามนั้นเป็นสิ่งที่รอสส์ไม่ต้องการพูดถึงมากที่สุดในตอนนี้ ที่เขาต้องการคือถอยห่าง ทิ้งเรื่องเหล่านั้นไว้เบื้องหลัง เรื่องครอบครัวเป็นหนึ่งสิ่งที่ทำให้เจ้าหน้าที่ซีไอเอปวดหัวจนต้องหันไปพึ่งสมุนไพรของชายคนนั้น หากเป็นไปได้รอสส์จะเลือกไม่ตอบคำถามอะไรที่เกี่ยวข้องกับตัวเองแม้ว่าหัวหน้าของเขาจะเป็นผู้ถามก็เถอะ

 

“เหมือนๆ เคยครับ”

 

รอสส์เลือกจะตอบออกไปเพียงเท่านั้น ไม่ต้องอธิบายหรือเปิดช่องทางให้ถามถึงอีก คำพูดนั้นทำให้รอสส์ได้รับรอยยิ้มเล็กๆ จากผู้อาวุโสกว่าคืนกลับมา ใช่ว่าหัวหน้าของเขาจะไม่ทราบ เรื่องของลูกน้องในทีมเขาทราบดีเลยทีเดียว

 

“ตอนนี้ไม่มีอะไรต้องทำเพิ่มแล้ว ไว้ถ้ามีเรื่องด่วนฉันจะบอกให้เฮนดริคติดต่อหาโดยตรง เขาเคารพนายมากเลยนะเด็กนั่น โดนนายดุบ่อยๆ สอนเขาบ่อยจนอีกหน่อยคงกลายเป็น เอเวอร์เร็ตต์ รอสส์ หมายเลขสอง”

 

“อย่าเลยครับ”

 

รอสส์ยกมุมปากขึ้นระบายยิ้มเพียงเล็กน้อย ถ้าหากน้องใหม่ของทีมกลายมาเป็นแบบเขาก็คงจะแย่น่าดู ทั้งใจร้อน บุ่มบ่ามและบางทีก็อาจจะดูพูดจารุนแรงเชือดเฉือนไปหน่อย ตอนนี้ก็นับว่าต่างจากเดิมไปมากแล้วยกเว้นเรื่องการพูดจา ถ้าหากน้องใหม่ของทีมจะกลายมาเป็นแบบเขาสมัยเข้ามาทำงานใหม่ๆ สงสัยจะได้ถูกตักเตือนกันไปทุกวี่วัน

 

หลังจากส่งรายงานและเข้าพบหัวหน้าทีม เวลาทั้งหมดในตอนนี้จึงตกเป็นของเจ้าหน้าที่ซีไอเอเช่นรอสส์ เขาพ่นลมหายใจออกมายาวๆ ถึงจะยังไม่ได้ไปพบชายคนนั้นแต่ในตอนนี้กลับรู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะทำงานเสร็จสิ้นหรือเป็นเพราะว่าคืนนี้จะได้ไปพบกับคนคนนั้น แต่เหนือสิ่งอื่นใดเขาต้องจัดการเรื่องเงินเสียก่อน เงินสดหรือเช็ค? ไม่น่าจะต้องถามให้มากความ ถ้าเป็นเช็คก็คงได้เด้งกันพอดีในเมื่อชื่อที่ใช้อยู่ก็ไม่ได้จริงไปกว่าตัวตนที่กำลังสวมบทบาท

 

ชายคนนั้นบอกให้ตนไปพบได้หลังสี่ทุ่ม ถ้าหากเผื่อเวลาเดินทางอะไรเล็กน้อยตอนนี้ก็ควรออกจากที่พักเดิมได้แล้วไม่นึกเลยว่าเฮนดริคจะมาหาตนถึงห้อง พวกเขาไม่ได้คุยอะไรกันมากมาย โดยรวมแล้วชายหนุ่มคนนั้นก็แค่ต้องการบอกให้วางใจเรื่องภารกิจต่อไปเท่านั้นเอง รอสส์คิดกับตัวเองว่าชายคนนี้จะร่าเริงได้ถึงเมื่อไหร่ หากชินชาเฉยชากับงานแล้วจะกลายเป็นคนไร้อารมณ์ไปเลยหรือเปล่า จะด้านชากับความรู้สึกของตัวเองเหมือนที่เขาอาจกำลังเป็นอยู่ในตอนนี้เลยหรือเปล่า เจ้าหน้าที่หน่วยราชการลับที่ต้องปลอมตัวเป็นคนนั้นคนนี้นอกจากการเป็นตัวเอง.. จะมีความรู้สึกใดหลงเหลืออยู่บ้าง รอสส์เพียงคิดไม่ได้ต้องการหาคำตอบใดใด ปล่อยให้มันเป็นไปและอะไรจะเกิดก็คงเกิดขึ้น

 

 

 

รอสส์เดินทางไปยังสถานที่นัดหมายหลังจากแยกกับเฮนดริคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ข้อมูลบนหน้ากระดาษใบเล็กไม่ได้บ่งบอกอะไรไปมากกว่าชื่อโรงแรมและห้องพัก หากถามว่าตื่นเต้นหรือไม่ คงตอบได้ว่าก็มีบ้าง เหนือสิ่งอื่นใด.. ชายคนนั้นทำให้รอสส์รู้สึกกังวลอยู่เล็กน้อย เขามาในฐานะคนธรรมดา ไม่ได้พกปืนหรืออุปกรณ์พิเศษใดใด ถ้าหากเกิดเรื่องไม่คาดคิดหวังว่าจะพาตัวเองรอดพ้นจากสถานการณ์เหล่านั้นได้อย่างชาญฉลาด แค่ซื้อของคงไม่เกิดเรื่องอะไรหรอกน่า

 

โรงแรมที่ชายคนนั้นพักไม่ได้ดูโอ่อ่าเลิศหรู เรียกว่าเป็นระดับกลางที่มีผู้คนนิยมมาเข้าพัก ทำเลดีเหมาะแก่การเดินทางไปไหนต่อไหนหรือแวะพักชมวิวเมือง เจ้าหน้าที่ซีไอเอเดินตรงไปด้านใน ขึ้นลิฟต์ไปชั้นที่ระบุอยู่บนหน้ากระดาษ ก้าวเดินไปตามโถงทางเดินที่มีเสียงอันหลากหลายรอดผ่านจากฝาผนังมาให้ได้ยิน ดึกป่านนี้บางคนคงจะมีกิจกรรมให้ได้ทำเป็นพิเศษ สำหรับรอสส์หากข้างห้องมีกิจกรรมอะไรทำกันทั้งคืนก็ขอที่อุดหูเสียดีกว่าถึงพักหลังมานี้จะเป็นโรคนอนไม่หลับติดๆ กันก็ตาม

 

ชายร่างเล็กหยุดยืนอยู่หน้าบานประตูห้องที่มีหมายเลขระบุตรงกับที่ได้รับข้อมูลมา รอสส์คิดกับตัวเองว่าอะไรทำให้ตนต้องมาที่นี่ กระหายในสิ่งของหรือว่าถูกดึงดูดด้วยสิ่งอื่น มาคิดเอาป่านนี้คงไม่ทันแล้วคุณเจ้าหน้าที่เอเวอร์เร็ตต์ รอสส์ ฉุกคิดช้าเกินไปหน่อยนะ.. เขาส่ายศีรษะกับตัวเองก่อนจะตัดสินใจเคาะประตูห้องไปสองที

 

Knock! knock!

 

ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นบานประตูจึงเปิดออก ชายผู้มากด้วยรอยสักคนเดิม แสดงสีหน้าเหมือนเดิมยกเว้นรอยยิ้มแสยะที่ดูแฝงไว้ด้วยแผนการบางอย่าง เขาเปิดประตูออกจนกว้างปล่อยให้ชายผู้เป็นลูกค้าเดินเข้ามาภายในห้องที่ถูกจัดเป็นระเบียบเรียบร้อย รอสส์จะกล่าวชมเงียบๆ ว่าตนค่อนข้างแปลกใจกับการจัดเรียงของภายในห้องพัก นัยน์ตาคู่สวยสอดส่องไปทุกมุมห้อง นิสัยช่างสังเกตและวางแผนประกอบการเอาตัวรอดอย่างที่เคยฝึกมากำลังทำงานเข้าให้แล้ว

 

ชายเจ้าของห้องวางมือลงบนบ่าเล็กก่อนจะบีบเบาๆ พร้อมกับเปล่งด้วยน้ำเสียงกระซิบแม้ว่าภายในห้องจะมีเพียงพวกเขาทั้งสองคนก็ตาม นึกแล้วสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้พกอุปกรณ์ใดใดมานั่นก็ดูน่าหวั่นใจอยู่หน่อยๆ

 

“นั่งลงก่อนเดี๋ยวฉันจะให้นายลองอีกตัว”

 

Advertisements

[ล่า]Lost Stars

Standard
Title: Lost Stars
Pairing: แป๊วย้ง
TV-Series: ล่า (2017)
Writer: Zol Redfox

 

แป๊วนอนเอกเขนกอยู่บนพื้นหญ้า มองดวงดาว ท้องฟ้ายามค่ำคืน เขาไม่ได้มีอารมณ์สุนทรีย์กับอะไรพวกนี้มากนักหรอก ก็แค่… รู้สึกอยากดูดาวก็เท่านั้น ถ้าหากลูกน้องตัวไหนมากล่าวแซวก็คงตอกกลับแล้วอาจจะกระทืบสักที นั่นเป็นแค่ความนึกคิด แป๊วคงไม่เสียเวลามากระทืบจริงๆ เขารักลูกน้องเหมือนลูกเหมือนหลานไม่ได้ต่างจากครอบครัวของตัวเองเลยสักนิด

 

ระหว่างที่แป๊วนอนมองท้องฟ้าเงียบๆ เพียงลำพังร่างของชายหนุ่มมากด้วยรอยสักกลับชะโงกมาบดบังทัศนียภาพฟากฟ้ายามค่ำคืนไปเสียหมด สายตาทั้งสองสอดประสานกันภายใต้ความเงียบ ชายหนุ่มกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะคลี่ยิ้มกว้างส่งให้

 

“พี่แป๊ว ผมก็นึกว่าพี่หายไปไหน มานอนอยู่นี่เอง”

 

“มีเรื่องอะไร?”

 

เขาตอบกลับเรียบๆ อาจจะฟังเหมือนน้ำเสียงหาเรื่องแต่นั่นเป็นน้ำเสียงที่เขามักจะพูดกล่าวออกมาเป็นปกติอยู่แล้ว แป๊วยกมือที่สอดหนุนใต้ศีรษะขึ้นโบกปัดไปอีกทางเพื่อบอกให้ลูกน้องคนสนิทหลบให้พ้นหน้า

 

‘ย้ง’ คือคนที่สนิทที่สุดสำหรับแป๊ว ตัวติดกันในบางครั้ง แต่บางเวลาถึงจะอยากตัวติดก็ทำไม่ได้ แป๊วไม่ยอมให้ลูกน้องคนนี้ตามเขาไปในทุกที่ด้วยหลายเหตุผล สำหรับคนอื่นคงมองว่าย้งเป็นคนกวนบาทายียวนและอวดเก่งแถมอารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรงแทบจะพุ่งไปหาเรื่องทุกคนหากแป๊วไม่พยายามห้าม บางทีย้งอาจจะพยายามพิสูจน์อะไรบางอย่างอยู่ก็ได้

 

“หลบสักทีสิวะ มายิ้มน้อยยิ้มใหญ่อะไรของเมิง?”

 

ย้งฉีกยิ้มกว้าง ใบหน้าที่อาจจะดูหวานและติดสาวเล็กๆ ช่างขัดกับหุ่นที่มากด้วยรอยสักและถูกฝึกมาอย่างดี เขาปล่อยตัวลงนั่งข้างๆ ลูกพี่ใหญ่ของแก๊ง กอดเข่าแล้วหันไปมองคนที่นอนอยู่บนพื้นหญ้า

 

“พี่..เราออกมาทำอะไรแบบนี้บางครั้งก็ดีเนอะ”

 

“นอนเฉยๆ ดูดาว?”

 

“นั่นแหละพี่แป๊ว ผมว่าอยู่เงียบๆ บ้าง ห่างจากเสียงเอะอะโวยวาย อยู่ด้วยกันแค่ผมกับพี่สองคนก็พอ”

 

“เมิงกำลังจะบอกว่าอยากอยู่ด้วยกันกับกุ?”

 

“เออน่ะ! นั่นแหละพี่! ทำไมพี่เข้าใจยากจังวะ?”

 

ย้งอาจจะทำท่าทีงอแงแต่ก็เป็นการงอแงแบบเด็กที่อยากจะอ้อนผู้ใหญ่ สำหรับแป๊วแล้วการกระทำนั้นก็ดูไม่ได้น่าเกลียดอะไร

 

“ผมอยากอยู่กับพี่สองคนบ้าง เงียบๆ นอนดูดาว”

 

“ย้ง ตั้งแต่เมิงมาเมิงเองก็พูดไม่หยุดเลยนะ”

 

“ก็ได้พี่แป๊ว ผมไม่พูดแล้ว”

 

แป๊วยกยิ้มเล็กๆ รอยยิ้มที่แฝงด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่มีต่อลูกน้องคนสนิทคนนี้ เขาลุกขึ้นถอดเสื้อคลุมตัวนอกโยนไปให้

 

“เมิงเอาไปปูพื้นแล้วนอนดูดาวข้างๆ กุนี่ ไม่ต้องพูดห่าอะไรแล้วเข้าใจไหม?”

 

ย้งเกือบจะหลุดปากส่งเสียงออกมาเมื่อเสื้อตัวนั้นกระแทกเข้าที่ใบหน้า ถึงตอนแรกจะสับสนอยู่นิดหน่อยแต่สุดท้ายเขากลับยกนิ้วมือทำท่าโอเคในทันที มือทั้งสองบรรจงพับชุดตัวนอกของแป๊วทำเป็นหมอนหนุนศีรษะ สายตาคู่นั้นไม่ได้จดจ้องไปยังผืนฟ้าที่มากด้วยกลุ่มดาวสว่างไสว สายตาคู่นั้นกำลังจ้องมองแป๊วที่นอนอยู่ใกล้ๆ แถมยังส่งรอยยิ้มสดใสคล้ายลูกสุนัขตัวโตที่พร้อมจะเล่นกับเจ้านายของมันเสียอีก

 

“ย้ง… กุไม่ใช่ดาวหรือท้องฟ้า จ้องกุเหลือเกิน”

 

แป๊วรู้สึกได้โดยไม่ต้องหันไปมองเสียด้วยซ้ำ เพียงอยู่ใกล้ๆ เขานั้นรู้สึกได้ เพียงอยู่ใกล้ๆ เขานั้นสัมผัสได้ รู้ว่าลูกน้องของตนกำลังทำอะไรส่วนเรื่องความนึกคิดความรู้สึกเขาไม่ได้รู้ทั้งหมดว่าย้งต้องการอะไร ใช้แต่การอนุมานจากท่าทางเอาเอง

 

“ผมแค่อยากเห็นสีหน้าพี่ตอนทำนั่นทำนี่ เพิ่งเห็นว่าพี่ดูผ่อนคลาย สบายๆ ผมก็อยากจะมองให้นานๆ”

 

“สีหน้ากุไม่ได้น่าดูอะไรมากขนาดนั้น มีใครกี่คนจะสนใจ”

 

“ผมไงพี่! ผมชอบมองนะ ผมสนใจมากด้วย!”

 

ย้งอาจไม่ทันนึกว่านั่นเป็นคำสารภาพว่าตนแอบมองแป๊วอยู่เสมอๆ เขาพูดไปเพราะอยากให้กำลังใจแต่ที่พูดออกมาทำให้แป๊วรู้จนหมดเปลือก

 

“สนใจกุมากเลยเหรอวะไอ้ย้ง?”

 

“ใช่พี่! ผมสนใจพี่มากเลยนะพี่…แป๊ว…”

 

ชายหนุ่มผ่อนเสียงในท้ายประโยคเมื่อตระหนักได้ถึงคำพูดเหล่านั้น ฟังแล้วเหมือนตนเพิ่งสารภาพความในใจออกไปเลย นอกจากความนับถือแล้วครั้งนี้แป๊วคงทราบว่าอีกคนนั้นรู้สึกเทิดทูนและรักใคร่มากเพียงใด อาจมากเกินไปจนแม้แต่ตัวย้งเองก็ต้องทบทวน

 

วินาทีนั้นมีเพียงความเงียบที่เข้ามาปกคลุม ชายทั้งสองไม่ได้กล่าวพูดคำใดไปชั่วครู่หนึ่ง มีเพียงเสียงของสายลม ธรรมชาติ แมลงและใบไม้ใบหญ้าที่เสียดสีกันเพราะกรรโชกลม ย้งอาจกำลังรู้สึกอึดอัดเรื่องคำสารภาพที่ไม่ได้ตั้งใจเผยให้อีกคนได้รับรู้ เขารักแป๊ว เชิดชู นับถือ แต่ไม่ได้ชัดเจนเรื่องความรู้สึกจริงๆ ของตัวเอง แค่.. รักแป๊วมากเท่านั้นเอง คำพูดเหล่านั้นเหมือนจะพูดอะไรที่ทำให้ลูกพี่ของตนนั้นไม่สบายใจไปแล้วด้วยสิ…

 

กลับกลายเป็นย้งที่นอนดูดาวเงียบๆ และเป็นแป๊วที่นอนมองลูกน้องตัวเอง ความนึกคิดเหล่านั้นแป๊วไม่มีทางรับรู้ได้หากชายหนุ่มข้างกายไม่เผยออกมาทางคำพูด เขาเอื้อมมือไปลูบศีรษะของย้งทำราวกับเจ้าตัวเป็นเด็กๆ

 

“กุก็สนใจเมิงนะย้ง มากกว่าคนอื่น”

 

คำพูดของลูกพี่ใหญ่ทำเอาลูกน้องอย่างย้งต้องหันขวับกลับมามอง สายตาทั้งสองสอดประสานกันอีกครั้งเพียงแต่ครั้งนี้เป็นแป๊วที่เผยรอยยิ้มให้เห็น

 

“เป็นอะไรไปเมิง? ทีงี้เงียบกริบไม่พูดไม่จา”

 

“ผม..แค่พูดไม่ถูกน่ะพี่…”

 

ย้งไม่มีทางสารภาพหรอกว่ารู้สึกเขินแปลกๆ ผู้ชายที่ไหนจะไปสารภาพว่าตัวเองกำลังเขินให้คนอื่นรับรู้โดยเฉพาะลูกพี่ของตัวเอง ถึงจะรู้ว่าแป๊วไม่มีวันหยอกหรือแกล้งด้วยการพูดแซวแต่ก็ไม่อยากพูดอยู่ดี ยิ่งคิดก็ดันยิ่งเขินขึ้นมาจนต้องแสร้งทำเป็นมองดูดาวต่อ ไม่กล้าสบตาอีกคนในตอนนี้เลย หรือควรจะกลับเข้าด้านในดี? ย้งคิดทวนกับตัวเองอยู่หลายครั้งแถมทำท่าเหมือนจะลุกออกจากที่เดิมเมื่อได้ข้อสรุป

 

“เมิงจะไปไหนย้ง?”

 

ประโยคคำถามสั้นๆ ที่ถูกเปล่งออกมาดันทำให้เสียวสันหลังวาบ น้ำเสียงของแป๊วเหมือนจะเชือดเฉือนตัวเขาเสียให้ได้ ฟังแล้วเหมือนกำลังถูกดุอยู่เลย ย้งแทบจะนอนนิ่งกลายเป็นหิน

 

“ผมจะกลับไปนอนแล้วพี่..”

 

“นอนกับกุอยู่ตรงนี้แหละ ถ้าเมิงหลับเดี๋ยวกุพากลับเอง ไหนตอนแรกบอกอยากอยู่กับกุมากนักไง?”

 

ถ้าตอนนี้ย้งแหกปากตะโกนได้คงร้อง ‘อ้าก’ ออกมาเหมือนในการ์ตูนหรือภาพยนตร์แล้ว เขาเป็นคนเปิดประเด็นเรื่องนี้เอง พลาดที่พูดเผยความในใจบางเรื่องของตัวเองออกไป ตอนนี้ถึงทำให้รู้สึกว้าวุ่นอยู่ไม่เป็นสุขเลยแม้แต่นิดเดียว ยิ่งแป๊วรู้เรื่องด้วยแล้วเขาดันรู้สึกเก้อ บ้าเอ๊ย! จะเขินทำไมวะ?

 

“ผมก็อยากอยู่กับพี่ตลอดเวลานั่นแหละ”

 

กลายเป็นแป๊วที่ขยับตัวลุกขึ้นเพื่อชะโงกใบหน้าไปหาลูกน้องคนสนิทแต่การตัดสินใจครั้งนี้ของแป๊วดันเป็นความซวยเมื่อมันเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ย้งกระเด้งตัวมาชี้บอกตำแหน่งของดวงดาว เล่นเอาศีรษะกระแทกกันอย่างแรงจนแป๊วเองก็มึนไปชั่วครู่

 

“พี่แป๊ว?! โอ๊ยพี่ เจ็บไหม? ผมขอโทษ”

 

แป๊วค่อยๆ เอนตัวลงนอนที่พื้นอีกครั้ง จะพูดว่าเห็นดาวนั่นก็ใช่.. นอนมองดาวมาทั้งคืนแต่ดันได้ดาววิ๊งๆ เพราะหัวกระแทกมาเสียได้ ย้งก็ดันตื่นตูมเข้ามาจับมาเขย่าเขาจนมึนมากกว่าเดิม พูดอะไรไม่หยุดหย่อนจนชักจะหงุดหงิด แป๊วส่งเสียงในลำคอตอบรับกลับไป ฟังแล้วเหมือนกำลังขู่มากกว่าบอกว่าไม่เป็นไร ยิ่งชายหนุ่มเหนือกายพยายามพูดถามไม่หยุดหย่อนยิ่งอยากจะอุดปาก ถึงแป๊วจะอยากหาคำพูดออกมาโต้เถียงแต่อาการมึนงงนั้นทำให้ต้องเรียบเรียงคำพูดสักพักหนึ่ง เขายกแขนข้างถนัดขึ้นคว้ากอดร่างของย้ง กดให้ลงมานอนทับอยู่บนตัวโดยหวังว่าลูกน้องคนสนิทจะอยู่เฉยๆ และเลิกพูดจาวกไปวนมาเสียที

 

“เงียบปากได้สักทีนะไอ้ย้ง..”

 

“…….”

 

ที่ย้งยอมเงียบไม่ใช่เพราะกลัวแป๊วลุกมาตบหัวหรือกระทืบแต่ที่เขาเงียบเป็นเพราะภายในใจกำลังสับสน ว้าวุ่นและพยายามหาคำตอบจากเหตุการณ์ในตอนนี้ ถูกลูกพี่กอดนั่นก็ไม่เท่าไหร่แต่ถูกกอดทั้งที่นอนทับอยู่บนตัวอีกคน… เขาอยากจะสลบหนีหายไปเลย ควรอยู่ตรงนั้นต่อหรือควรลุกหนี? ยิ่งคิดยิ่งสับสนจนต้องกดใบหน้ามุดลงไปกับแผ่นอกของอีกคนไม่ยอมพูดจา

 

“กุหายแล้วถ้าหากเมิงสงสัย”

 

แป๊วเลื่อนมืออีกข้างขึ้นลูบเรือนผมของชายหนุ่มแผ่วเบาดูเหมือนเป็นการปลอบให้เจ้าตัวคลายความรู้สึกผิด หารู้ไม่ว่าการกระทำนั้นกลับทำให้ย้งอยากอ้อนวอนให้แป๊วปล่อยตนออกไป อยากจะพูดบอกลูกพี่ตนว่า ‘ปล่อยผมเถอะพี่แป๊ว ผมทนไม่ไหวแล้ว’ เขาเขินจนทำอะไรไม่ถูกถึงเอาแต่นอนนิ่งเงียบซุกใบหน้าอยู่เช่นนั้น ความร่าเริงที่พร้อมกระโจนหาเจ้านายเหมือนลูกสุนัขตัวใหญ่ๆ ในตอนแรกนั้นมลายหายเป็นปลิดทิ้ง

 

“พี่แม่ง…”

 

“กุทำไม? พูดให้ดีๆ นะเมิง”

 

ย้งงึมงำพูดกับตัวเองพร้อมขยับใบหน้าไถไปกับเสื้อของอีกคน ถ้าหากถามว่าความรู้สึกที่รักและเชิดชูแป๊วนั้นมากล้นเพียงใดย้งก็คงพูดได้ว่ามันมากเกินจนเขาเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แค่แป๊วคอยใส่ใจและอยู่ด้วยกันสำหรับลูกน้องเช่นเขาเท่านี้ก็พอใจแล้ว

 

“ผมได้ยินเสียงหัวใจพี่โคตรชัดเลย”

 

ประโยคนั้นคือประโยคที่ชายหนุ่มพยายามพูดเบี่ยงออกจากประเด็นเดิม แต่เหมือนคำพูดของย้งจะทำให้ทั้งแป๊วและย้งต่างเงียบกันไปอีกครั้งเพราะเมื่อแป๊วถูกทักเรื่องเสียงหัวใจ ไม่รู้อะไรดลบันดาลให้เลือดสูบฉีดมากกว่าเคยทำเอาจังหวะการเต้นหัวใจนั้นถี่มากขึ้น แป๊วรู้ตัว.. และย้งเองก็คงจะได้ยินอย่างชัดเจน

 

“เมิงหุบปากไม่ต้องพูด”

 

กลับเป็นฝ่ายแป๊วที่ดักคอย้งไว้ล่วงหน้า ไม่รู้ว่าสำหรับแป๊วแล้วอาการแบบนี้เรียกว่าเก้อเขินหรือไม่ บางทีอาจจะพูดเพื่อตัดความรำคาญเรื่องการถูกเซ้าซี้หรือเอ่ยแซวซึ่งนั่นก็ทำให้ย้งนอนอยู่เงียบๆ ไม่พูดไม่จาปล่อยให้ชายที่มากด้วยอายุและประสบการณ์วางแขนกระชับกอดตนไว้เช่นนั้น

 

“พรุ่งนี้กุว่างถ้าหากเมิงอยากไปไหนก็ชวนกุมา”

 

ย้งไม่เคยนึกเลยว่าลูกพี่ของเขาจะเป็นฝ่ายชวนไปเที่ยวถึงจะเป็นประโยคโดยนัยแบบนั้นก็เถอะ เขาแอบยิ้มกับตัวเองทั้งที่กดใบหน้าอยู่บนแผ่นอกของอีกคน ดูเหมือนแป๊วจะกลายเป็นหมอนหนุนโดยสมบูรณ์แล้ว

 

“ผมไม่มีที่อยากไปเป็นพิเศษ..”

 

“งั้นกุนอนอยู่บ้าน”

 

“ฟังผมก่อนดิพี่!”

 

คนอายุน้อยกว่าถึงกับโวยวายขึ้นมาพร้อมยกใบหน้าขึ้นจากอีกคนในทันที เผลอทำหน้ามุ่ยไม่พอใจไปเสียอีก แป๊วก็ได้แค่กระตุกยิ้มแล้วหัวเราะหึกับตัวเอง ที่เขาชอบอยู่กับย้งอาจเพราะความรั้นๆ ในบางเวลาแบบนี้ด้วยหรือเปล่าก็ไม่อาจทราบได้ เขายันตัวลุกกลับมานั่งอีกครั้ง สายตามองสำรวจใบหน้าลูกน้องคนสนิทอย่างตั้งใจ

 

“ผมจะบอกว่าเราไปที่ธรรมดาๆ ก็ได้ ซื้อของดูหนัง หาอะไรกินกลับบ้านนอนกับพี่แค่นั้นพอ”

 

“กุตามใจเมิงเพราะเมิงเป็นคนชวน แต่กุสงสัยว่านอนกับกุเนี่ยหมายถึงนอนกับกุหรือนอนกับกุ?”

 

“ไอ้พี่แป๊ว!”

 

ย้งไม่ควรตอบสนองกับคำพูดหยอกล้อของแป๊วมากถึงเพียงนั้น ไม่รู้ทำไมถึงต้องแสดงอาการถ้าหากตนไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่าการนอนอยู่ข้างกัน ความรู้สึกที่มีต่อแป๊วดูเหมือนวันนี้มันจะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

 

“พี่แม่ง!! ผมก็นอนกับพี่ดิ หมายถึงนอนเฉยๆ พี่แป๊วแม่ง.. พี่แม่ง…..”

 

ชายหนุ่มไม่ยอมอยู่ตรงนั้นอีกต่อไปแล้ว สายตาที่จ้องมองและรอยยิ้มของลูกพี่ที่ตนเคารพรักทำให้รู้สึกไม่อยากสบตา ลุกหนีไปเลยในตอนนี้น่าจะดีที่สุดตัวเขาจะได้จัดการกับความว้าวุ่นและสับสนนี้ให้เรียบร้อยด้วย แป๊วเงยหน้ามองตามเจ้าของร่างที่มากด้วยรอยสักก่อนจะคว้าข้อมือนั้นไว้เมื่อกล่าวจนจบประโยค

 

“เดี๋ยวพรุ่งนี้หลังจากทำอะไรธรรมดาๆ ของเมิงเสร็จกุจะพาไปที่พิเศษๆ ของกุต่อ”

 

แป๊วไม่ได้พูดว่าที่พิเศษสำหรับเขานั้นคือที่ใด บางทีอาจจะเป็นสถานที่ที่พวกเขาทั้งสองไม่เคยไปมาก่อน คนอื่นอาจเรียกว่าธรรมดาแต่สำหรับแป๊วมันคงจะพิเศษถ้าหากมีย้งไปด้วย ทุกสถานที่ ทุกเวลามันพิเศษถ้าหากพวกเขาทั้งสองได้อยู่ด้วยกันเหมือนกับที่คนอื่นๆ ทำในวันหยุดแม้ว่ามันจะเป็นเพียงการนอนมองดวงดาวบนฟากฟ้าเหมือนกับคืนนี้ก็ตาม

 

[BlackPanther] Desire (1)

Standard
Title:  Desire
Pairing:  Ulysses Klaue and Everett Ross
Movie: Black Panther
Writer: Zol Redfox

 

 

แรงปรารถนา.. ใช่.. ใครๆ ก็มีกันทั้งนั้นแม้แต่เจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการอย่าง เอเวอเรตต์ รอสส์

 

 

ภายในห้องประชุมขนาดกลาง จอมอนิเตอร์ฉายภาพข้อมูลบุคคลและหัวข้องาน เหล่าเจ้าหน้าที่ต่างจดจ่อตั้งใจฟังสิ่งที่ถูกนำเสนออยู่บนภาพฉาย หลายบุคคลที่ถูกกล่าวถึงและยกให้ต้องติดตาม ไม่ว่าจะด้วยเรื่องงานหรือชีวิตประจำวัน พวกเขาทำกันแบบนี้เป็นเรื่องปกติและมักเป็นพวกตัวใหญ่ๆ ของวงการที่อาจบั่นทอนทำลายประชาคมโลก

 

รอสส์มีชีวิตประจำวันแบบนี้ นั่งฟังรายงาน คอยติดตามเหล่าผู้คน ตามจับจอมวายร้ายมาสอบสวนเค้นความจริง ยิ่งอายุมากขึ้นก็ต้องทำงานนั่งโต๊ะมากขึ้น ใช่ว่าฝีมือเขานั้นจะค่อยๆ ถดถอยจนอ่อนปวกเปียก เขาสั่งสมประสบการณ์และหมั่นฝึกฝนฝีมืออยู่เสมอ ยิ่งประสบการณ์มากยิ่งพาตัวเองไปได้ไกล สักวันเขาคงได้ออกไปใช้ชีวิตสุขสบายอยู่ที่ไหนสักที่กับครอบครัว เขาหวังไว้มาเนิ่นนาน…

 

รายงานวันนี้ดูจะพิเศษกับเจ้าหน้าที่อาวุโสอย่างรอสส์เสียหน่อยเพราะข้อมูลของคนคนหนึ่งปรากฏขึ้นบนจอภาพ คนที่เขาอาจจะรู้จักแต่ไม่ได้รู้จักเป็นอย่างดี หลังจากที่นั่งฟังมาหลายชั่วโมงชายผู้นี้กลับดึงดูดความสนใจของรอสส์ได้จนไม่น่าเชื่อ ภาพเก่าๆ หวนย้อนคืนกลับมาอีกครั้งราวกับเขื่อนกั้นน้ำพังทลายลง ภายในใจกระวนกระวายแต่กลับแสดงออกดังเช่นที่ถูกฝึกมา สุขุมและเยือกเย็น การแสดงความสุขุมคือสิ่งที่รอสส์ถนัดแต่เขาไม่อาจปฏิเสธอารมณ์ที่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้นั้นได้เลย

 

“ยูลิซิส คลอว์”

 

ชื่อชายฉกรรจ์ที่ถูกจับตามองจากหลายหน่วยงาน เขาไม่ใช่เพียงพ่อค้าอาวุธหรือพ่อค้าของผิดกฎหมายจากใต้ดิน แต่เขาขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม เป็นมหาโจรที่ทำงานได้อย่างแยบยล เป็นผู้มากด้วยประสบการณ์ หากต้องการของสิ่งใดเขาจะหามาให้ ต้องการของหายากเพียงใดเขาจะนำมาให้ตราบใดที่ผู้ซื้อมีกำลังทรัพย์มากพอ ไม่ว่าจะเป็นคนดีคนเลว นักธุรกิจ มหาเศรษฐีหรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานใดคลอว์ยินดีทำงานร่วมด้วยกับทุกคน เรื่องของตอบแทนที่มีมูลค่าสูงคือสิ่งที่ต้องมาอันดับแรก

 

รอสส์อาจกำลังกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย อารมณ์ที่แปรเปลี่ยนไปนั้นแทบจะปกปิดเอาไว้ไม่อยู่อีกต่อไปแล้ว เขายกนิ้วมือขึ้นดันกับข้างขมับ ทำเป็นสนใจหน้าจอและคำบรรยายแต่ความคิดนั้นดันย้อนกลับไปยังอดีตห่างไกล ครั้งที่เขาพบกับคลอว์ครั้งแรก แรงปรารถนาครั้งที่เขาไม่มีวันลืม

 

 

 

 

หลายปีก่อนหน้านี้

 

เจ้าหน้าที่รอสส์ ชายร่างเล็กในชุดเสื้อผ้าแสนธรรมดา เขารู้สึกเหนื่อยล้าจากภารกิจ อ่อนล้าหมดแรงไม่ต่างจากปัญหาเรื่องของครอบครัว มีบ้างในบางครั้งที่ต้องการหายไปซะเดี๋ยวนั้น ต้องการออกไปพักผ่อนที่ไกลๆ แต่ก็ทำได้แค่วนเวียนอยู่ในพื้นที่การทำงานเหมือนเช่นครั้งนี้ การติดตามนักธุรกิจรายใหญ่ที่คาดว่าจะทำการซื้อขายกับผู้ค้าอาวุธ ภารกิจที่คอยเฝ้าติดตามไม่ได้เข้าไปขัดระหว่างการซื้อขาย ทีมของเขามารออยู่แล้วสองวันแต่ยังไร้ซึ่งวี่แวว ช่วงเวลาหนึ่งรอสส์ถึงหลุดจากภารกิจและตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง

 

บางครั้งการทำงานนั้นก็แสนจะน่าเบื่อ…

 

“ไม่ใช่คนแถวนี้สินะ?”

 

เสียงเอ่ยทักดังขึ้นจากที่นั่งข้างๆ ไม่น่าแปลกใจหากจะพบผู้คนมากหน้าหลายตาเมื่อใช้เวลาอยู่หน้าเคาท์เตอร์บาร์นานนับชั่วโมง รอสส์ดื่มไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แทบจะไม่ได้ดื่มเลยก็ว่าได้ ของเหลวสีใสนั้นยังคงอยู่ในแก้วราวกับเพิ่งสั่งมาใหม่ นัยน์ตาสีสวยสบมองผู้เอ่ยทัก ความรู้สึกครั้งแรก.. รอสส์สังเกตได้ถึงความบ้าคลั่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้แววตา ต่างจากการแต่งตัวและการแสดงออกที่ดูมีภูมิฐานเหมือนพวกนักแสดงมากกว่านักธุรกิจ

 

“ผมมาเที่ยวน่ะ”

 

รอสส์เลือกจะตอบกลับไปสั้นๆ แล้วยกแก้วเครื่องดื่มนั้นขึ้นจิบเหมือนเป็นการแสดงออกเพื่อบอกผู้ที่เข้ามาทักทายว่าตนกำลังจะไปแล้ว

 

“บริติชกาย? อเมริกัน? มาไกลถึงนี่ท่าทางจะไม่ใช่เที่ยว มาเรื่องธุรกิจ?”

 

เขาเผลอแสดงสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อยเมื่อเริ่มถูกซักไซ้ สำเนียงของคู่สนทนาก็ไม่ได้ต่างจากชาวยุโรปเท่าไหร่นักหรอก

 

“ผมคิดว่าไม่ใช่ธุระของคุณ”

 

“ฉันเลี้ยงนายสักแก้วดีไหม เห็นนายนั่งมานานแล้วฉันเองก็รอเพื่อน ไม่มาสักที”

 

คู่สนทนาแทบจะมัดมือชกเมื่อเขายกมือขึ้นสั่งบาร์เทนเดอร์เพื่อเลี้ยงเครื่องดื่ม รอสส์ควรปฏิเสธแต่รอยสักรูปแมงป่องที่แขนขวากลับดึงดูดความสนใจไปชั่วครู่ ชายคนนี้เข้าหาเขาด้วยเหตุผลบางอย่างหรือว่าเป็นนักท่องเที่ยวที่ต้องการหาเพื่อนคุยระหว่างอยู่ต่างถิ่นกันแน่

 

“ผมจ่ายเอง”

 

“อ๊ะ อ๊ะ!”

 

ชายคนนั้นส่งเสียงพร้อมกับเลื่อนมือขึ้นจับแขนของเจ้าหน้าที่ซีไอเอเพื่อเป็นการห้าม รอสส์ขมวดคิ้ว การถึงเนื้อถึงตัวนี้ดูจะแปลกไปหน่อยแต่เขาจะไม่แสดงความไม่พอใจออกไปมากก็แล้วกัน ในเมื่ออยากเลี้ยงนักเขาก็จะยอมดื่มให้ หลังจากนั้นจะได้แยกย้ายกันไปเสียที หวังว่าวันนี้เป้าหมายของเขาจะเดินทางมาถึงที่นี่แล้ว

 

“ชนแก้ว!”

 

เขาคนนั้นกล่าวพูดโดยไม่รอให้รอสส์ได้ปฏิเสธ แถมเลื่อนแก้วมาชนกับเขาเสียอีก นิสัยการเข้าหาคนอย่างเป็นธรรมชาติและพยายามผูกมิตรอย่างรวดเร็วคงเป็นความสามารถพิเศษของคนคนนี้ เขาคิดก่อนจะยกแก้วดื่มโดยที่สายตายังคงจ้องมองอย่างจับพิรุธ

 

“รู้ไหมว่านายดูเครียดจริงๆ ถ้าอยากผ่อนคลายฉันช่วยได้นะ”

 

‘ขายยาสินะ’ รอสส์คิดกับตัวเอง อาจจะคิดในแง่ร้ายเกินไปสักหน่อย

 

ถ้าหากอีกคนขายยาจริงถึงจะอยากจับกุมแต่เขาคงทำได้แค่ปฏิเสธอย่างหนักแน่นแทนการเปิดเผยตัวตน หน้าที่เขาไม่ใช่มาล่อซื้อยา งานที่ต้องทำคือเฝ้าสังเกตการการค้าอาวุธเท่านั้น หรือถ้าหากได้ข้อมูลเกี่ยวกับยาก็คงส่งให้อีกหน่วยงานมาจัดการ แต่อย่างว่า..นี่ไม่ใช่ธุระของเจ้าหน้าที่ซีไอเออย่างเขาเลยสักนิด

 

“สมุนไพรจากเอเชีย ชงดื่มจะทำให้ผ่อนคลายนอนหลับสบายไร้กังวล”

 

ชายคนนั้นหยิบซองบรรจุขนาดเล็กขึ้นมาวางลงบนโต๊ะ เลื่อนซองนั้นไปให้รอสส์ก่อนจะกล่าวต่อเหมือนอ่านใจคนได้ เป็นใครก็ต้องกลัวเรื่องที่ว่าเป็นสารเสพติด

 

“ไม่ผิดกฎหมายไม่ต้องห่วง ลองดื่มดูถ้าชอบหรือติดใจอยากได้เพิ่มติดต่อมาได้เป็นของนำเข้า”

 

เขาส่งเสียงจิ๊จ๊ะเหมือนแสดงออกว่ากำลังชอบใจในอะไรบางอย่าง รอสส์ไม่อาจรู้ได้ว่าชายคนนี้กำลังคิดอะไร รอยยิ้มที่ส่งมากับท่าทางขยิบตานั่นอีก

 

“ถือว่าให้ทดลองฟรีอย่างเป็นมิตร ให้เฉพาะนายเลยนะ เห็นครั้งแรกก็ถูกชะตาด้วยแล้ว”

 

รอสส์อยากจะบอกอยู่หรอกว่า ‘แต่ผมไม่..’ เขาได้แต่เก็บเงียบไว้ในใจเท่านั้น นั่งมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย สงสัยตั้งแต่ต้นจนจบตั้งแต่เข้าหาจนกระทั่งเดินจากไป บังเอิญ? ก็ไม่น่าใช่.. นัยน์ตาคู่สวยมองตามแผ่นหลังชายคนนั้นกระทั่งเขาเดินหายไปอยู่อีกมุมหนึ่งของร้าน เขาคงเป็นพ่อค้าสินะ.. เพราะเหมือนจะไปหาเหยื่อรายถัดไปเสียแล้ว

 

 

 

รอสส์ยังคงนั่งอยู่ที่นั่น บนเก้าอี้ตัวเดิมหลังจากผ่านไปได้ราวๆ ชั่วโมงตั้งแต่เขาได้รับสมุนไพรปริศนามาไว้ในกระเป๋าเสื้อ ไม่มีวี่แวว ไม่มีการติดต่อจากหัวหน้า มีแต่ประโยคบอกเล่าที่ว่าวันนี้เป้าหมายยังไม่มาแน่ๆ หน่วยข่าวกรองบ้าบออะไร ทำไมถึงไม่แม่นยำเอาเสียเลย อยากจะบ่นอยู่หรอกแต่เขาก็ทำได้แค่คิดกับตัวเอง คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ คิดเรื่องงาน คิดเรื่องครอบครัว กดดันจนอยากจะหายไปพักร้อนสักสองเดือน

 

ถ้าหากมีสิ่งที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ช่วยให้นอนหลับสบายก็คงจะคงดี…

 

‘ไม่…’

 

มือซ้ายยกขึ้นวางแนบกระเป๋าเสื้อแทบจะทันทีที่นึกถึง แน่ใจหรือว่าจะนำของจากคนแปลกหน้ามาชงดื่ม ถ้าหากทำให้มึนเมาจนไม่สามารถลุกมาทำงานได้พรุ่งนี้คงเป็นเรื่องแต่ว่าการอดนอนและความเครียดสะสมเหล่านี้อีกเพียงนิดเดียวอาจจะทำให้เขาระเบิดออกมา รอสส์ควรเลือกการพบจิตแพทย์เพื่อระบายความอัดอั้นแต่คนแบบพวกเขาไม่ชอบพูดเรื่องตัวเองและสิ่งที่กล่าวไปอาจจะเป็นตัวตนที่พวกเขาสร้างขึ้นระหว่างทำภารกิจก็ได้ ไม่มีใครรู้ดีไปมากกว่าตัวของตัวเอง

 

เมื่อกลับถึงห้องพักรอสส์บอกกับตนเองว่าเขาจะดื่มสิ่งที่เพิ่งได้รับมา การกระทำนี้อาจไม่ได้ชาญฉลาดแต่เขาได้ตัดสินใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่มีอะไรจะเสียและไม่ได้ผิดหากจะลอง ถ้าหากเจ้าสิ่งนี้ช่วยให้เขาผ่อนคลายได้แม้เพียงไม่กี่ชั่วโมงก็นับว่าดี แต่ถ้าจะดีที่สุดคงเป็นตอนที่เขาสามารถนอนหลับพักผ่อนโดยไร้ซึ่งความกังวล ณ ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดคือการผ่อนคลาย

 

รอสส์เทผงสมุนไพรชงกับน้ำอุ่นตามที่เข้าใจ บางทีดื่มไปอาจไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นก็ได้ อาจเป็นแค่ของหลอกตา อย่างว่านะ.. เขายักไหล่กับตัวเองก่อนยกแก้วเครื่องดื่มนั้นขึ้นมาดม กลิ่นที่โชยมาแตะจมูกไม่ได้เลวร้าย หวังว่ารสชาติจะไม่ได้เลวร้ายเช่นเดียวกัน นั่นคือสิ่งที่เขาคิดแต่เมื่อรู้ตัวอีกทีดันดื่มจนหมดแก้ว ไม่อาจทราบได้ว่านั่นเพราะรสชาติอร่อยหรือความกระหายในน้ำดื่ม

 

เสื้อแจ็คเก็ตถูกนำไปแขวนกับราวผ้า นาฬิกาปลุกถูกตั้งอยู่ที่โต๊ะหัวเตียงเตรียมร้องบอกเวลา รอสส์พ่นลมหายใจยาวๆ ทุกคืนเขามักนั่งเอนตัวดูโทรทัศน์และลุกจากเตียงในตอนเช้าโดยไม่ต้องพึ่งนาฬิกา เขาไม่ค่อยได้นอนหลับเลยภายใต้ความกังวลเหล่านี้ คืนนี้จะแตกต่างหรือเปล่า.. ดูเหมือนเขาจะหวังเอาไว้หลังจากดื่มสมุนไพรแก้วนั้นไปแล้ว

 

[Marvel]Wolverine: Wild Animals

Standard

 

Title:  Wild Animals
Pairing:  Victor Creed l Sabretooth and Wolverine l James ‘Logan’ Howlett
Comics: Wolverine (Marvel Studio)
Writer: Zol Redfox

 

 

Note : กิจกรรม Week 12 ของ 
Wild Animals in this chapter is Sabretooth, Wolverine and Tiny Wolverine

 

 

 

เจมส์ ‘โลแกน’ ฮาวเล็ตต์ คิดเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งกับตนเองอยู่หลายครั้ง คิดมาเนิ่นนาน บางทีเขาอาจจะคิดถึงเรื่องนี้มาตลอดตั้งแต่สูญเสียความทรงจำครั้งแรก หรืออาจจะครั้งที่สอง? ที่แน่ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของเขาทั้งชีวิตได้เลย เขาไม่อยากเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ ไม่เคยคิดอยากจะเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ เขาต้องการเป็นคนธรรมดา ผู้ชายแสนธรรมดาที่มีครอบครัวและมีลูกๆ ลูกที่เป็นที่รักของเขามากกว่าใครอื่น แต่ความพิเศษนั้นกลับถูกฝังหยั่งลึกไว้ในสายเลือด ในกรรมพันธุ์ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ‘วูล์ฟเวอรีน’ ไม่มีสิทธิ์ได้เลือกและเขาก็ต้องยอมรับกับความพิเศษนี้ ‘มนุษย์กลายพันธุ์’ ที่มีกรงเล็บและประสาทการรับรู้ดั่งสัตว์ป่า

 

หากมีโอกาสโลแกนก็อยากจะหายไปใช้ชีวิตแสนเรียบง่ายแต่ส่วนหนึ่งกลับพยายามต่อต้านเขาถูกปลูกฝังจากเพื่อนคนสำคัญ ‘ชาร์ลส์ เอ็กซ์ เซเวียร์’ ชายผู้ที่ทำให้โลแกนเป็นอย่างที่เป็นแม้ภายในใจจะบอกกับตนเองมานับครั้งไม่ถ้วน คนเช่นเจมส์ ฮาวเล็ตต์ไม่ต้องการเป็นฮีโร่ เขาต้องการพักจากการเป็นฮีโร่… พอแล้ว.. มันมากเกินพอแล้ว ไม่มีใครรู้ดีไปมากกว่าตัวของเขาเอง

 

‘Enough, old man. You can’t do this shit anymore. You can’t do it anymore…’

 

หยาดเลือดไหลหยดลงกระทบกับพื้นกรงเล็บแหลมที่เชือดเฉือนมานักต่อนักค่อยๆ เคลื่อนกลับคืนสู่ใต้ผิวหนัง กรงเล็บที่ถูกหล่อหลอมเป็นหนึ่งเดียวกับอดาแมนเทียม โลหะที่แข็งแกร่งมากที่สุดชนิดหนึ่ง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดโลแกนได้มันมาเพราะการเข้าร่วม ‘Project X’ และเขาก็ไม่ได้ยินดีกับมันสักเท่าไหร่ เขาพอแล้ว.. ตลอดหลายสิบปีที่มีชีวิตมาเขาพอแล้ว การต่อสู้ที่ผ่านมาตลอดร้อยปี สงครามที่เคยฝ่าฟันมา..เหล่าผู้คนที่เขาต้องสู้ตลอดมา เขาพอแล้ว.. วูล์ฟเวอรีนพอกับเรื่องเหล่านี้แล้ว

 

 

หลายเดือนที่วูล์ฟเวอรีนหายเข้ากลีบเมฆ ไม่มีใครทราบว่าชีวิตของชายผู้นี้เป็นเช่นไร ผู้ที่สามารถบอกได้ดีที่สุดเป็นใครไปไม่ได้นอกจากโลแกน หากให้กล่าวในตอนนี้เขาก็คงบอกออกมาว่า ‘สบายดี’   ชุดสูทวูล์ฟเวอรีนที่เคยสวมตลอดมาถูกเก็บไว้ภายในกล่องไม้ เก็บซ่อนไว้ราวกับว่าจะไม่มีผู้ใดได้สวมชุดนี้อีก ชีวิตของโลแกนเป็นไปอย่างที่เขาต้องการ ชีวิตเรียบง่ายอยู่กลางหุบเขา ท่ามกลางป่าไม้และสัตว์ป่า ‘ความสุข’ นั่นเป็นสิ่งที่เขาต้องการมาตลอดหลายปี หากไม่สามารถพบความสุขกับมนุษย์ได้อย่างน้อยก็ขอให้ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติก็เพียงพอ

 

ไม่นึกเลยว่าความสุขของเขานั้นจะสั้นนัก…

 

..Sniff… Sniff..

 

ความคุ้นเคย…ความโกลาหล.. จมูกที่ไวต่อกลิ่นดั่งสัตว์ป่าสูดดมกลิ่นที่ลอยมาตามสายลม ไม่ใช่เรื่องดี.. ไม่เคยเป็นเรื่องดีเลยเมื่อเขาต้องพบหน้าชายคนนี้ การพบกันของพวกเขาทั้งสองมันไม่เคยดีเลยแม้สักครั้งเดียวยกเว้นครั้งแรกสุดที่ผ่านมานานหลายสิบปี.. โลแกนขมวดคิ้วหลังจากวางข้าวของลงบนโต๊ะ เขาก้าวเท้าเดินไปหยุดอยู่ที่บานประตูบ้าน ไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้มาเยือนเคาะประตูเสียด้วยซ้ำ เพียงกลิ่นอันแสนคุ้นเคยนี้มาแตะจมูกก็ทราบในทันทีแล้วว่าคือใคร เขากระชากบานประตูเปิดออก

 

“Fuck off, Creed. I’m …..”

 

เสียงของวูล์ฟเวอรีนขาดตอนไปครู่หนึ่ง คิ้วที่ขมวดมุ่นนั้นเป็นปมมากกว่าเก่า สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าไม่ใช่ชายร่างยักษ์อย่างที่เขาคาดการณ์ สิ่งที่ปรากฏให้เห็นตรงหน้าเป็นสัตว์หน้าขนตัวสีน้ำตาลเข้มแกมดำ อุ้งมือของมันแสดงเด่นอยู่ตรงหน้า ใบหน้าและคมเขี้ยว ให้ตายเถอะครีด..นี่นายเล่นอะไรของนาย? โลแกนไม่เคยเข้าใจการกระทำนี้เลย

 

“Do ya miss me, runt?”

 

นั่นคือประโยคคำพูดของ ‘เซเบอร์ทูธ’ คู่ปรับตลอดกาลของวูล์ฟเวอรีน ไม่นึกเลยว่าการมาหาครั้งนี้จะมีสัตว์หน้าขนในอุ้งมือติดมาด้วย

 

“What do you want from me, bub?”

 

น้ำเสียงประชดประชันยังคงแฝงอยู่ในประโยคคำพูด เขาแสดงสีหน้าไม่พอใจแหงนใบหน้ามองชายร่างสูงกว่า โลแกนไม่เคยแสดงสีหน้าพอใจเลยสักครั้งเมื่อต้องมาพบหน้าเซเบอร์ทูธ มือทั้งสองกระชับกำหมัดแน่น รู้สึกได้ถึงโลหะที่กำลังเคลื่อนอยู่ใต้ผิวหนัง เตรียมพร้อมเข้าปะทะกับชายตรงหน้าในทุกเมื่อ ‘วิคเตอร์ ครีด’ ไม่เคยปล่อยให้เขาได้พักหายใจ ทุกครั้งพวกเขาทั้งคู่มักจะปะทะกันและแทบทุกครั้งก็มักจะเป็นเหตุผลอันแสนไร้สาระของครีด …ครีดกระหายในตัวของวูล์ฟเวอรีน…

 

“You didn’t answer my question.”

 

“Grr.. NEVER.. I never miss you, Creed.”

 

โลแกนขมวดคิ้วแสดงสีหน้าไม่พอใจขณะที่ครีดหลุดส่งเสียงหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะที่ทำเอาโลแกนอยากจะเฉือนปากสักทียิ่งเห็นรอยยิ้มที่ฉีกกว้างโชว์คมเขี้ยวแหลมดั่งเสือตัวโตนั่นแล้วยิ่งอยากจะข่วนเข้าที่ใบหน้าจนเป็นรอยกรงเล็บของเขา เขาได้เพียงคิดเพราะเมื่อกรงเล็บแหลมนั่นเฉือนลงบนผิวเนื้ออีกคนไม่นานแผลที่เกิดขึ้นจะสมานกลับเข้าที่ดังเดิม..

 

ภายในอุ้งมือทั้งสองของครีดอุ้มสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเอาไว้ไม่ได้ปล่อยให้หลุดหนี แท้จริงแล้วจะจับด้วยมือเดียวโลแกนแน่ใจว่าครีดสามารถทำได้โดยง่าย การมาประคองสองมือคงทำให้เห็นเหมือนเป็นการถนอม สิ่งมีชีวิตที่ครีดมองว่าไม่แตกต่างจากวูล์ฟเวอรีนเลยสักนิด.. ความจริงแล้วมันไม่แตกต่างเลยคงถูกต้องกว่า

 

“Here..”

 

“What?!”

 

“My gift.”

 

“What are you doin’? Why you bring this ‘Wolverine’ to me?”

 

“’Cause he is tiny and I think ‘bout you when I saw this runt.”

 

โลแกนเงียบไปสักพักใหญ่ มองจ้องใบหน้าของเซเบอร์ทูธก่อนจะปิดประตูบ้านลงในทันที นี่ครีดเล่นบ้าอะไร จู่ๆ มาบอกว่าเห็นวูล์ฟเวอรีนตัวนั้นแล้วคิดถึงเขา แค่นึกก็ขนลุกขึ้นมาแล้ว นี่ไปโดนใครฉีดยาอะไรมาหรือเปล่าก็ไม่รู้ หรือแค่เป็นบ้าอยากขอคืนดี? ไม่ล่ะ.. เขาขอผ่าน

 

“Runt!!”

 

เซเบอร์ทูธเริ่มส่งเสียงโหวกเหวก เขาจงใจส่งเสียงดังๆ กวนประสาทเสียมากกว่า การก่อกวนโลแกนเป็นสิ่งที่เขารักเสมอมา นอกจากตามล่าวูล์ฟเวอรีนแล้วยอมรับเลยว่าเขารักการได้ปะทะกับวูล์ฟเวอรีนแม้หลายครั้งมันจะไม่มีเหตุผลก็ตาม

 

“Go away, Sabretooth!! Go back with ‘YOUR’ tiny Wolverine!!”

 

โลแกนส่งเสียงตะโกนกลับออกไป อยากจะกระโดดเสียบลำตัวอีกคนด้วยกรงเล็บอยู่หรอกแต่เขาขออยู่เงียบๆ ท่ามกลางธรรมชาตินี้ทีเถอะ ไม่ต้องการได้กลิ่นคาวเลือดหรือปะทะกับใคร อยู่เงียบๆ มาได้หลายเดือนไม่นึกเลยว่าครีดจะตามเขาจนเจอ…อีกครั้ง… เป็นแบบนี้ทุกครั้งไม่ว่าเขาจะไปซ่อนอยู่ที่ใดของมุมโลก

 

บานประตูถูกเปิดออกในที่สุดเรียกว่ากระเด็นจากที่เคยอยู่เข้ามาในตัวบ้านคงถูกกว่า โลแกนนึกไว้อยู่แล้วว่าอีกคนจะต้องพังเข้ามา ไม่เคยมีการทำอะไรนุ่มนวลต่อกันเลยสักครั้ง เขามองเจ้าวูล์ฟเวอรีนตัวเล็กกระโดดวิ่งเข้าไปในบ้านก่อนจะหันกลับไปหาเซเบอร์ทูธที่ตั้งท่าเตรียมเข้าปะทะเสียเต็มที่ ฮอร์โมนที่หลั่งออกมาเขาได้กลิ่นอย่างชัดเจนและแน่นอนว่าฮอร์โมนนั้นก็ทำให้ร่างกายของเซเบอร์ทูธขยายใหญ่ขึ้น เข้าสู่โหมดออกล่าเต็มตัว

 

“You forgot again, runt”

 

เซเบอร์ทูธส่งเสียงคำรามในลำคอ เสียงคำรามที่ดูจะแสดงความปิติเป็นอย่างมากเมื่อเห็นกรงเล็บแหลมเคลื่อนผ่านออกจากผิวเนื้อนั้น

 

SNIKT!!

 

เสียงอันแสนคุ้นเคย…

 

“I remember everything you did to me.”

 

“Nah~ Logan. You forgot one thing.”

 

ครีดส่งเสียงคำรามดัง มือกางกรงเล็บทั้งสองข้างพร้อมวิ่งเข้าปะทะกับร่างเล็กของวูล์ฟเวอรีน เสียงของโลแกนที่พยายามออกแรงจัดการกับชายตรงหน้า เขาต้องใช้แรงและกำลังมหาศาลทุกครั้งที่ต้องเข้าปะทะกับเซเบอร์ทูธ กรงเล็บแหลมแทงเข้าไปในผิวเนื้อของวิคเตอร์ ครีดจังหวะนั้นเองที่อุ้งมือใหญ่คว้าจับกับลำคอของโลแกนกระแทกเข้ากับข้างกำแพงในทันที เลือดที่ไหลรินออกจากบาดแผลกลางลำตัวแม้จะทำให้เจ็บแสบแต่กลับหยุดความกระหายของสัตว์นักล่าอย่างเซเบอร์ทูธไม่ได้เลย

 

กรงเล็บแหลมของครีดกรีดลงบนลำคอของวูล์ฟเวอรีน เขาพยายามส่งเสียงและออกแรงขัดขืน แต่กลับดูไร้ค่าเมื่อพยายามสู้แรงเซเบอร์ทูธตรงๆ เขาไม่มีทางชนะสัตว์ป่าแสนกระหายตรงหน้านี้ได้เลย ครีดแสยะยิ้มกว้าง แสดงความพึงพอใจอย่างที่เขามักกระทำ รู้สึกดีเสียจนอยากจะขย้ำชายตรงหน้าเสียเดี๋ยวนั้น ลิ้นร้อนเลียชิมรสเลือดที่ไหลซึมออกมาจากบาดแผล ไม่ว่าอย่างไรรสชาติของวูล์ฟเวอรีนก็ยังคงอร่อยไม่ได้ต่างจากที่ผ่านมา

 

 

“You’re my Wolverine. Always and forever.”

 

“Hhh.. Fuck…”

 

 

[Marvel]Hawkeye: All my life

Standard
Title: All my life
Pairing: Bruce Banner l The Hulk and Clint Barton l Hawkeye
Comics: Civil War II (Marvel Studio)
Writer: Zol Redfox
Note: เรื่องราวช่วง CWII หลังจากที่ยูลิซิสเห็นนิมิตว่าบรูซ แบนเนอร์จะกลายเป็นฮัล์ค เหล่าฮีโร่เลยยกโขยงกันไปหา โดยมีโทนี่ สตาร์ค (Iron man) ไปเพื่อพิสูจน์ว่าบรูซสบายดีแต่แครอล เดนเวอร์ส (Captain Marvel) เชื่อนิมิตว่านิมิตจะเกิดขึ้นเลยต้องการจะจับกุม

 

 

 

บรูซ แบนเนอร์เคยบอกกับคลิ้นท์ บาร์ตันเรื่องที่เขาไม่ได้กลายเป็นเดอะฮัล์คมานานหลายเดือน นั่นเป็นสัญญาณที่ดี แบนเนอร์เหนื่อยมามากพอแล้ว เขาทำการทดลองกับตัวเองเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นอีก เขาไม่ต้องการทำร้ายใคร เขาไม่ต้องการฆ่าใคร เขาเลือกที่จะฝากภาระอันแสนหนักอึ้งให้กับคลิ้นท์ .. ภาระที่แม้แต่คลิ้นท์เองก็ต้องการปฏิเสธ เหตุผลของบรูซมันมีอะไรมากเกินกว่าที่เขาบอกกับคลิ้นท์ ตาเหยี่ยวผู้ที่ไม่เคยยิงพลาดแม้สักเป้าเดียว

 

“ฉันไม่ได้กลายเป็นฮัล์คมาเกือบปีแล้ว”

 

“โว้ว?! นั่นเยี่ยมไปเลย เป็นสัญญาณที่ดีมาก”

 

บาร์ตันแสดงสีหน้าประหลาดใจ รู้สึกดีใจกับอีกฝ่ายที่ในที่สุดการควบคุมพลังและอารมณ์ก็เหมือนจะเป็นผล เขาคิดว่าวันนี้อาจจะเป็นการถูกเรียกมาเพื่อเป็นการฉลอง แต่แล้วทำไมถึงมีเขาเพียงคนเดียว? บาร์เล็กๆ ที่แสนไม่สะดุดตาแถมสีหน้าของบรูซกลับแฝงไว้ด้วยความสิ้นหวัง มันเป็นความเหนื่อยอ่อนและคลิ้นท์ก็รู้ดีว่าชายตรงหน้าต้องการพักผ่อน

 

แบนเนอร์ล้วงหยิบของบางอย่างออกมาจากกระเป๋า ปล่อยลงบนโต๊ะที่มีขวดเบียร์ก่อนจะเลื่อนกล่องใบเล็กมาไว้ตรงหน้า เขาเปิดมันออก ของที่บรรจุภายในเป็นสิ่งที่แม้แต่บาร์ตันก็นึกไม่ออกว่าควรจะทำอย่างไรกับมัน วัสดุที่เป็นโลหะขนาดพอๆ กับหัวธนู

 

“นายอยากให้ฉันทำอะไรกับมัน?”

 

คลิ้นท์เลิกคิ้วแสดงความสงสัย เขาภาวนาในใจว่าขอให้ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงแต่จากสีหน้าของด็อกเตอร์แบนเนอร์แล้ว.. คงไม่ใช่เรื่องดี

 

“ฉันอยากให้นายฆ่าฉัน”

 

“บรูซ… ฉันจะไม่ฆ่านาย”

 

ตาเหยี่ยวโพล่งขึ้นในทันที แต่บรูซกลับไม่ยอมฟังและยังกล่าวต่อไปราวกับว่าตนไม่ได้ยินสิ่งที่ชายตรงหน้าพยายามพูดบอก เขาต้องมั่นคงและไม่ยอมใจอ่อน เขารู้มาตลอดว่าบาร์ตันเป็นคนอย่างไร ชายผู้ที่น่านับถือ ชายผู้ที่เขาสามารถวางใจได้ นิสัยที่ทำให้บรูซมักจะยอมอ่อนข้ออยู่บ่อยครั้ง บาร์ตันเป็นที่รักของทุกคนรวมถึงตัวเขาด้วย

 

“ถ้าหากฉันกลายเป็นเดอะฮัล์คหรือกำลังจะกลายเป็นเขา แค่เสี้ยววินาทีนั้น.. ฉันอยากให้นายฆ่าฉัน”

 

“ฉันไม่มีวันฆ่านาย บรูซ”

 

“นายจำเป็นต้องทำ”

 

ด็อกเตอร์แบนเนอร์ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นหรือมุกตลก เขาเหนื่อยมามากพอแล้วและการมอบหน้าที่อันแสนหนักอึ้งนี้ไว้กับคนที่เขาวางใจ คนที่เขาเชื่อใจมากที่สุดอย่างบาร์ตันมันเป็นทางเลือกที่ทำให้บรูซรู้สึกสบายใจ อย่างน้อยชีวิตของเขาก็อยู่ในมือคนที่เขาต้องการฝากทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้.. คลิ้นท์ บาร์ตันไม่เคยทำให้เขาผิดหวังเลย

 

“ทำไมถึงเป็นฉัน…?”

 

ลมหายใจถูกพ่นออกมาแผ่วเบา สายตาของบรูซ แบนเนอร์หลุบต่ำลง เขาอธิบายเหตุผลมากมาย เหตุผลว่าทำไมถึงต้องเป็นคลิ้นท์ ทำไมถึงเป็นคนที่ใกล้ชิดกับเขาแทนที่จะเป็นคนอื่น .. เหตุผลจากวิสัยทัศน์และความเชื่อที่เขามีให้แก่ฮอคอาย ไม่ว่าใครคงไม่ต้องการรับภาระอันแสนหนักอึ้งนี้ไว้ เหตุผลเดียวที่เขามอบให้แก่คลิ้นท์กลับทำให้ตาเหยี่ยวยอมใจอ่อน

 

“ฉันบอกนายไปแล้วคลิ้นท์… ฉันเชื่อนายด้วยชีวิตของฉัน ชีวิตฉันขึ้นอยู่กับนาย… มันเป็นแบบนั้นมาตลอด เป็นแบบนั้นเสมอมาและฉันก็อยากให้นายเป็นคนตัดสินใจว่าเมื่อไหร่มันคือเวลาที่ฉันต้องไปจากนาย… ไปจากทุกคน”

 

“บางที… บรูซ.. บางทีที่นายทำมามันอาจได้ผล การทดลองของนาย มันต้องได้ผล”

 

เจ้าของเรือนผมสีบลอนด์มุ่นคิ้วเข้าหากัน นัยน์ตาฉายแววผิดหวัง เขารู้สึกผิดตั้งแต่ยังไม่เริ่ม ความรู้สึกมากมายที่ถาโถมเข้าใส่เมื่อทราบว่าสักวันหนึ่งเขาจำเป็นต้องยิงลูกดอกใส่คนสำคัญของตัวเอง บรูซ แบนเนอร์

 

“คลิ้นท์ ฉันรู้ว่าฉันเห็นแก่ตัวที่เอาภาระนี้มาให้นาย แต่ถ้าหากชีวิตฉันกำลังจะจบลงฉันก็อยาก…ให้มันเป็นฝีมือนาย… ความรู้สึกสุดท้ายที่ฉันรู้คือมีนายอยู่ใกล้ๆ เสมอ”

 

บาร์ตันลดสายตาลงมองกับโต๊ะ เขาไร้ซึ่งคำพูดตอบใดๆ  รู้สึกพูดไม่ออกและไม่รู้ว่าควรจะกล่าวคำใดกลับไปกระทั่งมือข้างนั้นเลื่อนมาวางแนบลงกับแขนซึ่งวางค้ำกับโต๊ะ สัมผัสผิวกายของตาเหยี่ยวกระทั่งหยุดลงบนข้อมือ บรูซไม่ได้พูดคำใดต่อ พวกเขาใช้เวลาอยู่ตรงนั้นภายใต้ความเงียบ ปล่อยให้บรรยากาศและสายตาบอกความรู้สึกของกันและกัน คลิ้นท์ยกมือขึ้นวางลงบนหลังมือของนักวิทยาศาสตร์ตรงหน้า เขาสบตามองก่อนตอบออกไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

 

“ฉันจะทำเพื่อนาย และฉันก็ขอให้มันไม่มีวันเกิดขึ้น..”

 

 

 

… หลายเดือนต่อมา

 

“พวกนายมาที่บ้านฉันแล้วกล่าวหาว่าฉันจะทำในสิ่งที่มันยังไม่เกิดขึ้น?!”

 

“บรูซใจเย็นๆ ก่อน”

 

โทนี่ สตาร์คพยายามพูดปลอบชายในชุดเสื้อกาวน์ ชายผู้ที่ทำการทดลองกับตัวเองตลอดมาเพื่อไม่ให้ตนกลายเป็นเดอะฮัล์ค เขายอมรับว่าไม่พอใจกับการกระทำเหล่านี้ เหล่าเพื่อนพ้อง.. การยกเหล่าฮีโร่ทั้งอเวนเจอร์ส เอ็กซ์เม็น อินฮิวเมนและชิลด์มายังที่พักอันแสนห่างไกลจากตัวเมืองของเขา เพื่อขอคำพิสูจน์ว่าตนจะไม่กลายเป็นฮัล์คอีก ความกดดันและหัวข้อถกเถียง บรูซรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง คำพูดที่ไม่มีมูลเหตุ.. ภาพนิมิตที่ยังไม่เกิดขึ้นแต่แครอล เดนเวอร์สกลับเชื่อว่ามันกำลังจะเกิดขึ้น สิ่งที่แฮงค์ แม็คคอยทำ.. การแฮ็คข้อมูลงานวิจัยของเขา สิ่งที่มาเรีย ฮิลล์ขอให้ทำ การจับกุมตัวเขา.. ส่วนโทนี่… เขาคงไม่ใจเย็นลงถึงแม้ว่าโทนี่จะพยายามปลอบ

 

“ฉันไม่ได้กลายเป็นฮัล์คมาจะครบปีแล้วเพราะงานทดลองของฉัน”

 

“บรูซ?”

 

“แต่พวกนาย.. พวกนายมาที่นี่และพยายามพิสูจน์ว่าฉันจะกลายเป็นเขา อะไรที่ทำให้คิดว่า…..”

 

 

 

CHUCK!!

 

ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบแทบจะทันทีเมื่อร่างของบรูซ แบนเนอร์ล้มลงกับพื้นหญ้า ไร้ซึ่งคำพูดกล่าว ไร้ซึ่งลมหายใจ ไร้ซึ่งคำตอบและเหตุผล.. ลูกธนูที่ทะลุผ่านร่างนักวิทยาศาสตร์คนดัง ลูกธนูที่ถูกทำขึ้นด้วยกระบวนการแสนพิเศษ ชายผู้ซึ่งตัดสินใจในชั่ววินาทีที่แววตาของบรูซ แบนเนอร์เปลี่ยนไป เขาโยนคันธนูลงจากต้นไม้ จุดซ่อนตัวของเขาคือบนต้นไม้สูงห่างออกไปจากที่พักของแบนเนอร์ สายตาอันเฉียบคมของเขาสามารถมองเห็นได้ในมุมมองแบบตาเหยี่ยว…คลิ้นท์ บาร์ตัน… ฮอคอายกำลังรอถูกควบคุมตัว

 

สีหน้าของคลิ้นท์ไม่ได้แสดงอารมณ์ใดมากนักนอกจากความรู้สึกผิด เขาถูกคุมตัว เขาคิด.. คิดว่าตนจะสามารถยืนอยู่ตรงหน้าของบรูซได้แต่เมื่อเห็นร่างอีกคนนอนอยู่บนพื้นเข่าทั้งสองข้างกลับอ่อนฮวบจนล้มลงไปนั่งในทันที คลิ้นท์ไม่อาจปริปากพูดตอบได้ เขาพูดไม่ได้.. ในตอนนี้เขาไม่สามารถตอบได้ หยาดน้ำตาไหลรินออกจากนัยน์ตาคู่สวยทั้งสองข้าง ตาเหยี่ยวที่มองทุกสิ่งได้อย่างคมชัดและไม่เคยผิดพลาด เขาไม่อยากพูดตอบอะไรทั้งสิ้น แค่ขอได้ใช้เวลาอยู่ใกล้กับบรูซ แบนเนอร์อีกสักครู่หนึ่งเท่านั้น..

 

 ‘บรูซ.. ฉันขอโทษ.. ’

 

 

 

ร่างของฮอคอายถูกหิ้วส่งไปยังห้องคุมขัง เขาต้องถูกสอบสวนและขึ้นศาลเพื่อหาคำตอบจากเรื่องทั้งหมดนี้ หลายชั่วโมงหลายวันที่คลิ้นท์ทนอยู่กับตัวเอง ความเกลียดชังที่เขามอบให้กับตัวเอง ไม่จำเป็นต้องให้ใครมามอบให้.. เขาผิดหวังกับเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกคืน พร่ำบอกกับตัวเองว่า ‘ฉันขอโทษ บรูซ..’

 

หลายคนถูกขึ้นไปเป็นพยานให้แก่ศาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งโทนี่ สตาร์คและแครอล เดนเวอร์สผู้เป็นสาเหตุของเรื่อง สตาร์คไปที่นั่นเพื่อพิสูจน์ว่าแบนเนอร์สบายดีไม่ได้เป็นไปตามนิมิตที่แครอลเชื่อพวกเขาให้การตามความจริงที่พวกเขาเชื่อและรู้สึก… ส่วนบาร์ตัน คำถามที่เขาได้รับเป็นคำถามที่ทุกคนต้องการทราบทั่วทั้งมุมโลก เหตุผลที่เขาฆ่าดร. บรูซ แบนเนอร์

 

“ดร.แบนเนอร์วางใจให้ผมจัดการเขา …. บรูซ… ”

 

คลิ้นท์ทิ้งช่วงพูดไปครู่หนึ่ง สูดหายใจเข้าและพยายามอดกลั้นอารมณ์ไม่แสดงความอ่อนแอให้แก่ใครได้เห็นอีก แต่สีหน้าและแววตาของเขายังเจือด้วยความรู้สึกผิดและความเศร้าโศกอยู่ตลอดเวลา

 

“สายตาที่ผมมองอะไรต่างๆ มันแตกต่างจากที่คนอื่นมองเห็นนั่นเป็นเหตุผลที่ผมไม่เคยพลาด เหตุผลว่าทำไม ดร.แบนเนอร์ถึงวางใจให้ผมเป็นคนจัดการเขา”

 

ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ รอฟังคำพูดอธิบายของอเวนเจอร์คนดังอย่างฮอคอาย

 

“เสี้ยววินาทีที่พวกเขากำลังถกเถียง แค่เสี้ยววินาทีนั้นที่ผมเห็นประกายสีเขียวในแววตาของบรูซ แบนเนอร์ นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ผมตัดสินใจ”

 

เสี้ยววินาทีที่บาร์ตันเลือกปลิดชีพเพื่อนคนสนิท ชายผู้เป็นหลายๆ สิ่งสำหรับเขา.. ชายผู้ที่เคยใช้เวลาร่วมกันมาไม่ว่าจะเป็นในร่างของบรูซ แบนเนอร์หรือเดอะฮัล์ค ทุกครั้งคือคลิ้นท์ บาร์ตันนี่เองที่คอยกล่อมให้แบนเนอร์ใจเย็น แต่ครั้งนี้มันแตกต่างออกไป บรูซสิ้นหวังและบางทีบรูซอาจจะไม่สามารถได้ยินเสียงของบาร์ตันที่คอยขับกล่อมได้อีกแล้ว นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงเลือกที่จะจบชีวิตตัวเองด้วยฝีมือของนกน้อยที่อยู่เคียงข้างกับเขาเสมอมา

 

 

“ดร.แบนเนอร์ เชื่อผมด้วยทั้งชีวิตของเขา เหมือนที่ผมเชื่อเขาด้วยทั้งชีวิตของผม”

 

 

[Star Wars]Last chance

Standard
Title: Last chance
Pairing: Captain Han Solo and Luke Skywalker
Star Wars: Episode V + Episode VIII
Note: Time travel

 

SPOILER ALERT

 

 

‘Where’s Han?’

 

นั่นคือประโยคที่ลุคกล่าวถามเพื่อนชนเผ่าวู้คกี้ซึ่งปรากฏตัวขึ้นหลังจากพังบานประตูบ้านพักเข้ามา สีหน้าแรกของ ‘ลุค สกายวอร์คเกอร์’ มาสเตอร์เจไดแสดงความประหลาดใจเมื่อได้พบเพื่อนเก่า ชายสูงวัยเช่นเขาหายตัวไปเนิ่นนานหลายปี ตัดขาดจากสงคราม ปิดกั้นจากทุกสิ่ง ปฏิเสธทุกคนรวมทั้งเลอาผู้เป็นน้องสาว เขาผิดหวังในตัวเอง ความรู้สึกเหล่านั้นยังคงวนเวียนอยู่ภายในใจแม้ลึกๆ แล้วลุคยังคงรู้สึกคิดถึงเพื่อนเก่าและช่วงเวลาเก่าๆ การได้พบชิวเบคก้าทำให้อดจะนึกถึงเพื่อนชายคนสนิทอย่าง ‘ฮาน โซโล’ เสียไม่ได้เพราะฮานและชิววี่ตัวติดกันอย่างกับถูกมัดไว้

 

ลุคไม่อาจปฏิเสธได้ว่าภายใต้ความประหลาดใจกลับมีความดีใจซ่อนอยู่ แต่แล้วความรู้สึกเหล่านั้นกลับพังทลายลงแทบจะในทันที

 

“ท่านต้องรีบไป เรื่องอื่นจะเล่าให้ฟังบนยานฟัลคอน”

 

“ฟัลคอน?”

 

‘มิลเลนเนียม ฟัลคอน’ ยานสุดรักสุดหวงของกัปตันโซโล ในตอนนี้กลับกลายเป็นของเด็กสาวนามว่า ‘เรย์’ แล้วหรอกหรือ? คำพูดของเธอทำให้ดวงตาของมาสเตอร์เจไดเบิกกว้าง นัยน์ตาสีฟ้าสวยนั้นสั่นไหวแต่ใบหน้ากลับแสดงออกถึงความฉงนสงสัย หัวคิ้วมุ่นเข้าหากันจนขมวดเป็นปม สาเหตุใดเด็กสาวคนนี้ถึงมากับฟัลคอน? หากมากับฟัลคอนแล้วนอกจากชิวเบคก้าก็ต้องมีฮาน ..

 

“แล้วฮานล่ะ?”

 

สีหน้าของเรย์และท่าทางของชิวเบคก้าทำให้หัวใจของลุคเหมือนถูกบีบรัด เขาทราบคำตอบดีแล้ว.. คำตอบที่ทำให้เขาต้องการนั่งอยู่ตรงนั้นไปตลอดทั้งวัน .. รู้สึกผิดที่ตนหนีจากผู้คนอันเป็นที่รัก รู้สึกผิดที่ทิ้งฮานและเลอาไว้ตรงนั้นทั้งที่ไม่สมควรทำ ความผิดหวัง ลุคผิดหวังในตัวเองและเขาก็แบกรับสิ่งเหล่านั้นมาเนิ่นนาน

 

ความจริงเรื่องที่ฮาน โซโลไม่อยู่แล้วทำให้ลุคสกายวอร์คเกอร์หวั่นวิตก เขาคิดอะไรมากมายทั้งเรื่องของฮานและเรื่องของเลอาหลังจากที่ฮานไม่อยู่แล้ว หากว่าเขายังอยู่ที่นั่นมันจะเกิดเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นหรือเปล่า.. หากเขาอยู่ที่นั่นฮานจะยังอยู่แล้วพูดกับเขาว่า ‘Be careful, kid’ หรือเปล่า แต่ไม่ว่าจะอย่างไรเขาก็ไม่สามารถแก้ไขสิ่งใดได้อีกแล้ว

 

ลุคยังจดจำได้ดี น้ำเสียง คำพูด ท่าทางของฮาน สีหน้าของชายที่ตนเคยไม่ถูกชะตาด้วยตั้งแต่วันแรกที่พบหน้า ฮานเป็นสมักเกลอร์ ยียวนเต๊ะท่าแถมโก่งราคาค่าเดินทางจนเขาอยากให้ ‘เบน เคโนบี’ เลิกคุยด้วย แต่สุดท้ายก็จมหัวชนท้ายกันจนได้ หากวันนั้นพวกเขาไม่พบกันคงไม่ได้อยู่ด้วยกันจนตอนนี้

 

มันไม่ใช่เพียงจังหวะเวลาแต่มันคือพรหมลิขิตที่ทำให้บุคคลทั้งสองมาพบเจอกัน หากลุคไม่ได้เข้ามายังคันติน่าคงไม่ได้พบฮาน หากว่าลุงของเขาไม่ได้ซื้อ R2-D2 และ C-3PO มาเขาคงไม่ได้พบฮาน หากว่าเบน เคโนบีไม่ได้อยู่ที่นั่น ลุคจะไม่มีวันได้พบฮาน โซโล.. เช่นเดียวกันกับสมักเกลอร์หนุ่มคนนั้น หากว่าฮานไม่ถูกจับเรื่องขนของเถื่อนคงไม่ได้พบลุค หากว่าแจ๊บบ้าไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ของฮานก็คงไม่ได้พบลุค หากฮานและชิวเบคก้าไม่ได้มายังแทนทูอินก็คงไม่ได้พบลุค สกายวอร์คเกอร์ แม้พวกเขาสองคนจะเริ่มต้นกันได้ไม่ดีแต่สุดท้ายกลับสนิทกันจนไม่สามารถขาดจากกันได้

 

‘ฉันขอโทษ ฮาน’

 

คืนนั้นลุคเดินจากบ้านพักตรงไปยังสถานที่จอดยานมิลเลนเนียม ฟัลคอน ภายในยานลำเก่าที่แสนคุ้นเคย ความรู้สึกเก่าๆ หวนคืน ถาโถมราวกับลมพายุ รุนแรงไม่ต่างจากเกลียวคลื่น การที่เขาปิดกั้นตนเองออกจากภายนอกและสมดุลของพลังทำให้ไม่อาจรับรู้เรื่องราวเหล่านี้

 

ลุครู้สึกผิด ในใจของเขาปวดร้าวคล้ายกับหัวใจจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ไม่ใช่เพียงเพราะเรื่องที่ทำให้ฮานและเลอาผิดหวัง แต่การที่เขาไม่ได้อยู่ตรงนั้นเพื่อช่วยเหลือฮานนั่นคือเรื่องที่ทำให้ลุครู้สึกผิด รู้สึกผิดจนพูดกับตนเองอยู่หลายครั้งว่า ‘ฉันขอโทษ ฮาน’

 

ภายในห้องนักบินแผงควบคุมยานและที่นั่งนักบินหันเหความสนใจของลุคไปครู่หนึ่ง เก้าอี้ที่กัปตันโซโลเคยนั่งพร้อมกับส่งเสียงโวยวายต่างๆ นานา ไม่อยากนึกเลยว่าในตอนนี้เขากลับคิดถึงมันมากกว่าครั้งไหนๆ โหยหามันมากกว่าครั้งอดีตและหวังว่าจะได้ยินอีกสักครั้ง…เครื่องรางนำโชคของฮาน ลูกเต๋าสองลูกที่แขวนอยู่เหนือศีรษะยังคงทอประกายและโดดเด่นทุกครั้งที่จ้องมอง ลุคจดจำได้ดีว่าทำไมมันจึงเป็นเครื่องรางนำโชค ฮานบอกกับเขาว่าเจ้าของชิ้นนี้ทำให้ได้ยานมิลเลนเนียม ฟัลคอนมา สมบัติชิ้นสุดท้ายก่อนหมดตัวจากการเล่นไพ่ซาแบ็ค

 

‘นายมักจะเชื่อดวงกับโชคอยู่เสมอ ฉันเชื่อแล้วว่านายเป็นนักพนันตัวยง’

 

ลุคพ่นลมหายใจหนัก ฝ่ามือกำเครื่องรางของฮานไว้แน่น เขาปล่อยตัวลงบนที่นั่งประจำของฮาน โซโล สัมผัสมืออีกข้างไปกับคอนโซลตรงหน้าแล้วเอนตัวพิงกับเบาะก่อนจะหลับตาลง ช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของลุค สกายวอร์คเกอร์ไม่ว่าจะฮานหรือเลอา เขาอยากจะมีช่วงเวลาแบบนั้นอีกสักครั้ง.. เป็นเด็กหนุ่มชาวนาที่ออกผจญภัยไปกับพวกเขาเหล่านั้น เสี่ยงอันตราย ทำภารกิจเจไดและรักษาสมดุลแห่งพลัง

 

ฮานเคยพูดอยู่บ่อยครั้งในสมัยนั้น ‘ตัวนายเองยังดูแลตัวเองไม่ได้เลย’ ท่าทางของฮานไม่ใช่การต่อว่าแต่เป็นความห่วงใย คงเพราะเห็นลุคดูเป็นเด็กที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ถึงชอบถูกบ่นใส่แบบนั้นแต่เขาก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเด็กหนุ่มเช่นลุค สกายวอร์คเกอร์เติบโตมาเป็นแบบใด

 

ไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูเหมือนฮานจะห่วงเขาเกินหน้าเกินตาไปเสียหน่อย ห่วงใยโดยไม่ยอมพูดออกมาว่าห่วงใย ทุกช่วงเวลาทุกคำพูดที่ฮานบอกกับเขา ลุคจดจำมันได้ทั้งหมดแม้แต่ครั้งที่ต้องออกไปเสี่ยงตายบนยาน X-wing สายตาของฮานที่จ้องมองมายังเขา มีเพียงสีหน้าที่บ่งบอกถึงความห่วงใย ฮานไม่ยอมพูดสิ่งที่อยู่ในใจ ลุคถึงได้แต่ยิ้มตอบรับไปเพียงเท่านั้น วินาทีที่เขาตัดสินใจเดินออกจากจุดเดิมราวกับมีบางสิ่งทำให้ฮาน โซโลยอมเอ่ยปากพูดแม้จะเป็นเพียงคำสั้นๆ ‘Be careful, kid.’

 

‘นายมักจะเป็นแบบนั้นเสมอ..และฉันก็รักนายที่เป็นแบบนั้น’

 

รอยยิ้มของลุคในช่วงเวลาหลายปีหลังจากตกอยู่ในอารมณ์ขุ่นมัว ความทุกข์ระทม.. ช่วงเวลาสั้นๆ ที่หวนนึกถึงภาพในอดีต ภาพเก่าๆ ที่สดใหม่ทุกครั้งเมื่อความรู้สึกถูกส่งไปถึง ลุคได้ยินเสียงของฮานและเลอา ทั้งสองคนมักจะทะเลาะกันบ่อยครั้ง บางครั้งกลับทำให้หน่ายใจแต่บางครั้งกลับรู้สึกตลกคนทั้งสอง ลุคส่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะลืมตาขึ้น ภาพตรงหน้าที่ปรากฏทำให้มาสเตอร์เจไดต้องประหลาดใจ ฮานกับเลอาอยู่ตรงนั้น กำลังถกเถียงกันเหมือนเคย ชิวเบคก้านั่งอยู่ใกล้ๆ บรรยากาศโดยรอบเปลี่ยนไปจนหมดสิ้น ยานมิลเลนเนียม ฟัลคอนกลับกลายเป็นห้องพักไปได้อย่างไร?

 

ลุคหันไปหาชิววี่พร้อมกับทำหน้าสงสัย เขาก้มลงมองมือของตนเอง ความรู้สึกที่เหมือนจริงนี่คืออะไร? มือทั้งสองข้างที่ยังไม่ถูกเวเดอร์ฟันขาดสะบั้น ลุคคว้าหากระจกหรือถาดที่สามารถสะท้อนเงาของตัวเองได้ ใบหน้าอ่อนวัยที่มีบาดแผล นี่เหมือนครั้งที่เขาเกือบตายอยู่บนดาว Hoth ห้องพยาบาลที่เขาพักไข้หลังจากเกือบแข็งตายหากฮานไม่ออกไปช่วย

 

สกายวอร์คเกอร์หนุ่มพยายามตั้งสมาธิ มันอาจเป็นภาพความทรงจำ เขาอาจติดอยู่ในภาพเหล่านี้ มันคงเป็นภาพฝันที่ตัวเขาต้องการ.. แต่ทำไมถึงเป็นที่นี่

 

ลุคไม่สามารถหาคำตอบหรือคำอธิบายใดได้ ในเมื่อตอนนี้เขาจดจ่อกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้ามากกว่าสิ่งอื่น หากมีโอกาสอีกครั้งเขาจะทำอะไรและจะให้มันเป็นไปอย่างไร? สกายวอร์คเกอร์ที่กำลังเหม่อลอยไม่ทันได้ระวังตัวแม้แต่น้อย เขาดันถูกเลอาจู่โจมเข้าให้แล้ว ริมฝีปากของเจ้าหญิงผู้เป็นน้องสาวของเขาเอง อยากจะโพล่งออกไปเสียจริงเชียวว่าฉันเป็นพี่เธอนะเลอา..

 

เลอาทำไปก็เพียงประชดฮานเท่านั้น แน่นอนว่าฮานคงจะรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก หลังจากที่เลอาออกไปแล้วกัปตันโซโลถึงย่อตัวลงมาหาเขาพร้อมกับพูดขึ้นว่า

 

“นายติดฉันสองครั้งแล้วนะลุค”

 

เด็กหนุ่มไม่ได้ตอบกลับหรือแสดงสีหน้าใด เขาจ้องมองใบหน้าที่อยู่ใกล้ ไม่แน่ใจนักว่าที่ฮานพูดคือเรื่องไหนบ้างเพราะในตอนนี้ความรู้สึกเก่าๆ ถาโถมเข้าหาจนไม่อาจอดกลั้นได้อีก ความรู้สึกที่เขาต้องการฮานจนเผลอคว้าชายตรงหน้าเข้ามาสวมกอดแน่นแนบกาย ลุคไม่ยอมปล่อยให้ฮานออกจากอ้อมกอดแม้ว่าชิววี่จะส่งเสียงร้องถามออกมา ฮานเองก็ไม่ได้ขัดขืนอะไรถึงจะแสดงสีหน้างงๆ อยู่ก็เถอะ

 

“เฮ้.. เป็นอะไรไป?”

 

ฮานยกมือขึ้นลูบแผ่นหลังเด็กหนุ่ม สถานการณ์นี้กำลังทำให้สมักเกลอร์สับสนจนหันไปหาเพื่อนซี้ชาววู้คกี้เพื่อหาคำตอบแต่กลับได้มาเพียงการยักไหล่และส่ายหัว

 

“ฉันดีใจที่นายอยู่ตรงนี้ ดีใจที่ฉันมีนายอยู่ด้วย…”

 

เขาคิดว่าลุคคงกำลังหมายถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นก่อนหน้า เรื่องที่เขาออกไปตามหาและช่วยลุคเอาไว้ ฮานโบกปัดมือเป็นการบอกให้ชิวเบคก้าออกไปข้างนอกก่อน ที่ไล่ไปนั้นอาจเพราะไม่อยากให้เห็นว่าตัวเขากอดตอบเด็กหนุ่มคนนี้แน่นแค่ไหน ให้ตายเถอะสกายวอร์คเกอร์ ถ้าหากไม่มีเขาแล้วจะอยู่ได้อย่างไร

 

“ใครจะดูแลนายถ้าไม่ใช่ฉัน”

 

“คงไม่มีใครดูแลฉันได้ดีเท่านายแล้วฮาน”

 

ในตอนแรกฮานตั้งใจจะพูดเรื่องที่เขาช่วยชีวิตของอีกคนแต่พอถูกลุคแสดงออกเช่นนี้เขาเองก็ทำตัวไม่ค่อยถูกอยู่เหมือนกัน เขาเอ็นดูลุคและเขาทราบดีว่าลุคชอบเลอา มันอาจเป็นเหตุผลที่ในบางครั้งฮานจึงยอมถอยห่างออกมาอยู่ในที่ของตัวเอง เขารักหนุ่มสาวทั้งสองคน..

 

“ขอบคุณที่ช่วยฉันทุกครั้ง.. ขอบคุณที่ไว้ใจฉัน ฮาน… แม้ว่าฉันจะทำให้นายผิดหวัง”

 

“นี่นายทำให้ฉันภูมิใจเรื่องไหนบ้างเนี่ย ไอ้หนู?”

 

นั่นคือประโยคปากเสียตามนิสัยของกัปตันโซโล ถึงเขาจะอยากทำให้บรรยากาศกลับไปเป็นแบบเดิมแต่มันคงเป็นไปไม่ได้เมื่อลุคดึงเขาเข้าหามากกว่าเดิม ท่อนแขนกระชับกอดแนบแน่นเป็นการบอกว่าลุคจะไม่ยอมปล่อยเขาออกไปโดยง่าย

 

“รู้ใช่ไหมว่าฉันไม่ถนัดเรื่องปลอบ…”

 

ฮานยกมือขยี้เรือนผมของลุคก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาแผ่วเบา

 

“ฉันอยู่ตรงนี้ ไม่ทิ้งนายไปไหนหรอกลุค.. จนกว่าฉันจะแน่ใจว่านายดูแลตัวเองได้แล้ว”

 

“ฉันคงทำใจไม่ได้..หากสักวันหนึ่งนายหายไป”

 

มาสเตอร์เจไดในร่างของเด็กหนุ่มกล่าวออกมาแผ่วเบา ประโยคนั้นบีบคั้นหัวใจเขามากเกินกว่าจะทนไหว นี่อาจเป็นโอกาสเดียวที่เขาจะได้เจอกับฮาน โซโล มันคงเป็นโอกาสสุดท้ายหลังจากผ่านมาหลายปี แม้ว่านี่จะเป็นเพียงภาพในอดีตส่วนหนึ่งที่เขาจดจำได้แต่มันช่างเสมือนจริง

 

“ฮาน”

 

“…ฉันฟังอยู่..”

 

เพียงชั่วอึดใจที่ลุคตัดสินใจกล่าวความรู้สึกนั้นออกไป อย่างน้อยครั้งนี้มันก็ไม่สายเกินไปสำหรับเขา

 

“ฉันรักนาย”

 

“……”

 

“ฉันรักนาย ฮาน”

 

 

[Marvel]Loki: Coffee or Tea (2)

Standard
Title: Coffee or Tea? (2)
Pairing: Victor Von Doom and Loki Laufeyson
Comics: Loki (Marvel Studio)
Writer: Zol Redfox

 

It’s not a question about do you prefer [Coffee] or [Tea]?

 

It’s about [Red] or [Green]?

 

Part 2: Green
‘โลกิ’ บุตรของลาฟฟี่ เผ่าพันธุ์ยักษ์น้ำแข็งแห่งโยธันไฮม์ บุตรบุญธรรมของโอดินเทพแห่งแอสการ์ด เทพมุสามากด้วยเล่ห์เหลี่ยม หลากหลายชื่อที่ถูกขนานนามแต่คงไม่อาจสู้กับคำเปรยที่ถูกกล่าวขาน จอมวายร้ายที่รักในพลังอำนาจ โลกิรักในอำนาจ.. ด้วยเหตุนี้เองกระมังที่ทำให้เขาและบุรุษผู้นี้สนิทชิดเชื้อกัน

 

บ่อยครั้งที่โลกิและชายผู้นี้จะติดต่อกันเพื่อผลประโยชน์ บ่อยครั้งที่เขามักมาเยี่ยมเยียนโดยไม่ได้นัดหมายแต่ทุกครั้งชายผู้นี้มักจะล่วงรู้ราวกับมองเห็นอนาคต ปริศนาที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากโลหะสีเงิน ความคิดและอารมณ์ซึ่งถูกปกปิดไว้ได้อย่างแนบเนียน ไม่มีใครสามารถเข้าถึงความคิดของคนคนนี้ได้เลย

 

ครั้งนี้ก็เช่นกันโลกิเลือกจะมาเยี่ยมเยียนเพื่อนเก่ายังประเทศลัตวีเรีย ประเทศซึ่งมี ‘วิคเตอร์ วอน ดูม’ เป็นผู้ครอบครอง ประเทศซึ่งอำนาจทั้งหมดตกเป็นของ ‘Dr.Doom’ จอมวายร้ายเลื่องชื่อที่ใครๆ ต่างรู้จัก

 

แม้ว่าโลกิจะเป็นอาคันตุกะแต่เขากลับปล่อยร่างลงนั่งบนบัลลังก์อย่างถือวิสาสะ บัลลังก์ซึ่งถูกปูด้วยผ้ากำมะหยี่ผืนสีแดง เหนือบัลลังก์มีสัญลักษณ์ของดูม ตัวอักษร ‘D’ ที่ทำจากทองคำ เทพแอสการ์ดเอนตัวจัดท่าทางการนั่ง ยกขาข้างหนึ่งขึ้นพาดกับพนักวางแขน โลกิในร่างบุรุษนั้นมักจะชอบนั่งยกแข้งยกขาซึ่งดูมก็ไม่เคยติหรือทักท้วงในเรื่องนี้

 

เทพมุสานั่งอยู่ตรงนั้นมาเนิ่นนานเกือบครึ่งชั่วโมง แต่กลับไม่มีใครแสดงการต้อนรับ ภายในห้องโถงนั้นแสนเงียบสงัด มีเพียงสายตาภายใต้หน้ากากโลหะที่จดจ้องมองไปยังบัลลังก์

 

“นายนั่งอยู่ตรงนี้มานานแล้วโลกิ บัลลังก์ไม่ใช่ของนาย”

 

เสียงที่คล้ายจะคุ้นหูดังขึ้น แม้ก้องกังวานแต่กลับรู้สึกได้ว่าน้ำเสียงและโทนเสียงนั้นแตกต่างไปจากเคย บุรุษในชุดเกราะซึ่งปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า หากใครมองก็คงเข้าใจว่าคือด็อกเตอร์ดูม แต่กับโลกิแล้วเขาทราบในทันทีว่าชายผู้นี้ไม่ใช่ดูม โลกิเหยียดยิ้มกว้าง แสดงสีหน้าเจ้าเล่ห์

 

“ข้าไม่นึกว่าจะกลายเป็นเจ้าที่มาต้อนรับ ไม่เคยเห็นเจ้าอยู่แถวนี้เวลาข้ามาหาวิคเตอร์ คง…ถูกพ่อเจ้าไล่ออกไปไกลล่ะสิท่า?”

 

“ฉันมีหน้าที่ดูแลและเดินทางไปทำงานตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ไม่แปลกถ้านายจะไม่เจอฉัน”

 

“คริสตอฟ เวอร์นาร์ด เจ้าหลอกข้าไม่ได้หรอก”

 

ชายหนุ่มในชุดสีแดงแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างราชนิกุลก้าวเท้าเดินเข้าหาแต่แล้วกลับต้องหยุดเมื่อเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นขัด ร่างของวิคเตอร์ วอน ดูม ปรากฏอยู่เบื้องหลังของเขา ชุดคลุมสีเขียวและเกราะโลหะที่ปกปิดร่างกาย หน้ากากที่ซ่อนสีหน้าและอารมณ์ทั้งหลาย ชายผู้ซึ่งเป็นบิดาทำให้คริสตอฟต้องขยับถอยห่าง

 

“ท่านพ่อ”

 

“ออกไปได้แล้วคริสตอฟ ยังมีงานที่ต้องทำตามคำสั่งของดูมอยู่อีกมาก”

 

เขาตัดบทด้วยการกล่าวประโยคที่แฝงด้วยการออกคำสั่ง คริสตอฟได้แต่เหลือบสายตามองเทพแอสการ์ดที่ยกมือโบกไปมาพร้อมเหยียดยิ้มกว้าง สักวันหนึ่งเขาจะแสดงให้เห็นว่าคริสตอฟ เวอร์นาร์ดเองก็คือ ‘ดูม’

 

“ครั้งนี้มีเรื่องอะไรถึงมาหาฉันถึงนี่? เรื่องบัลลังก์ของธอร์หรือว่าอย่างอื่น?”

 

“ถูกต้องแล้ว ข้ากำลังคิดถึงเรื่องการเป็นราชา”

 

โลกิคลี่ยิ้มกว้างพร้อมกับยกขาอีกข้างขึ้นวางพาดกับพนักวางแขน ในตอนนี้เขาแทบจะลงไปนอนบนบัลลังก์แถมยังแสดงต่อหน้าผู้เป็นเจ้าของเสียอีก ดูมยกท่อนแขนทั้งสองขึ้นคล้องกอดที่ช่วงอกมองดูการกระทำนั้นโดยไม่แสดงท่าทีใดใด

 

“คงเป็นไปไม่ได้ถ้านายกำลังหมายถึงลัตวีเรียเพราะที่นี่มีเพียงดูมที่เป็นใหญ่”

 

“โธ่ วิคเตอร์.. เจ้านึกว่าข้าจะมาแย่งเจ้าเป็นราชาน่ะหรือ? มันคงง่ายกว่าหากข้าเป็นราชินีของเจ้า”

 

สิ้นสุดประโยคคำพูดรูปลักษณ์ของบุรุษกลับกลายเป็นสตรีในชั่วพริบตา ปรากฏใบหน้าสละสวย เรือนผมสีดำสนิทยาวลงมาจนถึงเอวและรอยยิ้มแสนยั่วยวนไม่ต่างจากชุดที่โชว์สัดส่วนและเนื้อหนัง โลกิขยับลงมานั่งเอนตัวบนบัลลังก์ให้ดูสุภาพมากกว่าเคย ไม่ใช่เพราะเกรงใจแต่เพราะดูองอาจและน่าหลงใหลมากกว่าในท่าทางนี้ เธอส่งจูบให้กับดูมพร้อมขยิบตา

 

“เจ้าชอบแบบใดมากกว่ากัน ผู้หญิง? ผู้ชาย?”

 

“นั่นเป็นเหตุผลของนายใช่ไหม ที่ชอบมาหาฉันในรูปลักษณ์ของสตรี เพื่อจะเป็นราชินีของลัตวีเรีย”

 

“เจ้ากล่าวราวกับข้านั้นไม่เคยอยู่ห้องเดียวกับเจ้ามาก่อน เจ้าเองก็ถูกอกถูกใจที่มีข้าในร่างนี้ไม่ใช่หรอกหรือ?”

 

เธอส่งเสียงทำท่าทีเป็นน้อยใจก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าหาวิคเตอร์ วอน ดูมช้าๆ พร้อมรอยยิ้มที่ยังคงยั่วยวนราชาของลัตวีเรีย

 

“หากเจ้าไม่ชอบ.. ข้ายังมีตัวเลือกอื่นอยู่อีกเล็กน้อย”

 

ร่างของเลดี้โลกิในชุดสีเขียวแปรเปลี่ยนกลายเป็นชุดประจำตัวสีแดงของสตรีอีกคนหนึ่ง รูปร่างที่ดูมคุ้นเคยและโหยหามากครั้งหนึ่ง ‘Scarlet Witch’ อดีตคู่หมั้นของเขา

 

“คิดถึงฉันไหมวิคเตอร์?”

 

น้ำเสียงนั้นเป็นของเธอ ทุกอิริยาบถนั้นเป็นวอนด้า แม็กซิมอฟ เธอยกมือทั้งสองขึ้นอังกับข้างแก้มที่ถูกปกปิดด้วยหน้ากากโลหะ ส่วนสูงที่แตกต่างทำให้เธอต้องเขย่งตัวจนใบหน้าถูกส่งเข้าใกล้

 

“นายควรจะหยุดเล่นสนุกได้แล้วโลกิ”

 

“คุณไม่รักฉันแล้วเหรอคะ?”

 

แม้ว่าสตรีตรงหน้านั้นจะเป็นอดีตคู่หมั้นแต่ดูมกลับมีทั้งความรักและเกลียดชังผสมปนเปกันไป เขายกมือขึ้นบีบคอของเทพแอสการ์ดในร่างของสการ์เล็ต วิช ยกร่างนั้นสูงขึ้นเหนือพื้นห้องจนโลกิในร่างแม็กซิมอฟต้องยอมแพ้ แต่เป็นการยอมแพ้ที่ดูจะตั้งใจกวนโทสะของวอน ดูม

 

ร่างของสการ์เล็ต วิชแปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นร่างของบุรุษในชุดเสื้อยืดคอกลม ทรงผมที่ถูกหวีจัดทรงและหนวดเคราที่ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็สามารถทราบได้ในทันทีว่าคือ ‘โทนี่ สตาร์ค’

 

“ดูมซี่ นายควรวางฉันลงก่อนที่ฉันจะขาดอากาศ นายไม่อยากให้ฉันตายหรอกถูกไหม?”

 

บุรุษในชุดเกราะปล่อยชายตรงหน้าลงโดยไม่กล่าวพูดประโยคใด เขาไม่ได้วางลงอย่างนุ่มนวลแต่ปล่อยให้ลงกระแทกพื้นอย่างจงใจ ตอนนั้นเองที่ร่างของโลกิถูกเปลี่ยนกลับไปเป็นรูปลักษณ์ของบุรุษอีกครั้ง

 

“หากข้าเปลี่ยนเป็นมอร์แกน เล เฟย์ เจ้าคงบีบคอข้าจนตาย”

 

“ฉันรู้ว่านายจะไม่ทำอะไรที่ทำให้เสี่ยงต่อชีวิตของตัวเอง นอกจากอำนาจนายก็ยังคงรักชีวิต”

 

“รู้ใจข้าเสียจริงนะ เช่นนี้ตัดสินใจรับข้าเป็นราชินีเจ้าเสียทีสิดูม”

 

ดูมเงียบไปครู่หนึ่งราวกับข้อเสนอนั้นทำให้เขาสนใจ นัยน์ตาสีเข้มจดจ้องไปยังโลกิ ผืนผ้าคลุมกระพือไปตามแรงลมเมื่อเขาหมุนตัวหันหลัง ดูมก้าวเดินออกจากจุดที่เคยยืนอยู่โดยไม่ตอบคำถาม

 

“เราอาจเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการดื่ม”

 

“กาแฟหรือชา?”

 

“ดื่มอะไรก็ตามที่นายต้องการ”

 

โลกิเหยียดยิ้มกว้างเมื่อตนได้ข้อสรุป รับรองว่ามันจะต้องเป็นสิ่งที่ถูกใจดูมมากกว่ากาแฟหรือชาอย่างแน่นอน

 

87222DoomFrost