[Drabble] Fantastic Beasts: Lust

https-%2f%2fblueprint-api-production-s3-amazonaws-com%2fuploads%2fcard%2fimage%2f226866%2fc2b9f5ac604e45908fea820f77c09704
Standard

 

Title : Lust
Paring : Someone with Percival Graves
Movies : Fantastic Beasts and Where to find them
Writer : Zolredfox

 

 

สาวเท้าเข้าใกล้ร่างชายตรงหน้าแนบชิด มือสอดไปใต้เสื้อโค้ทตัวหนาสัมผัสผ้าเนื้อหยาบที่อยู่ใต้ฝ่ามือ ค่อยๆ เลื่อนขึ้นเนิบช้า

 

ใบหน้าโน้มเข้าใกล้ผืนผ้าพันคอสีเข้ม มือที่เคยสัมผัสมาตามชุดสูทราคาแพงดึงผ้าพันคอซึ่งพาดอยู่บนบ่าให้ไหลหล่นลงสู่พื้น

 

ฝ่ามือลูบไล้เรือนร่างเลื่อนขึ้นถึงหัวไหล่ทั้งสอง ถอดเสื้อโค้ทราคาแพงหลุดจากหัวไหล่หล่นลงกองบนพื้นกระทบจนเกิดเสียง

 

มือทั้งสองรอดผ่านสูทตัวนอกสัมผัสเนื้อผ้าด้านใน ปลดกระดุมเสื้ออย่างใจเย็น

 

ปลายจมูกเข้าใกล้สูดกลิ่นกาย ลมหายใจร้อนรดปะทะซอกคอ

 

ความเย้ายวนและห้วงอารมณ์นำพาให้ริมฝีปากขยับเข้าใกล้ ไร้ซึ่งการสัมผัส มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วๆ มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นดังอยู่ภายใต้ความเงียบสงัด

 

 


 

I don’t know who he is(?) Maybe it’s Credence? Newt?.. Grindelwald? It’s up to you. I just wanna write Ha Ha.

 

 

[FantasticBeasts] New World

fantastic-beasts-percival-graves-credence-barebone-colin-farrell-ezra-miller
Standard

 

Title : New World
Paring : Credence Barebone / Percival Graves
Movie : Fantastic Beasts and Where to find them
Writer : Zol Redfox

 

 

         ผ่านมาสักพักแล้วกับกลุ่มประท้วงของซาเลมที่สอง แม้สมาชิกหลักๆ จะมีเพียงสี่คนแต่กลุ่มประท้วงนี้กลับตระเวนไปทั่วทุกๆ ที่ในนิวยอร์ก
        เครเดนซ์เป็นลูกชายของบ้าน แม้จะบอกว่าเป็นลูกชายแต่ความจริงแล้วพี่น้องของเขานั้นต่างมาจากคนละบ้าน พวกเขาเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกรับมาเลี้ยงและเครเดนซ์ก็เป็นลูกที่แม่เกลียดมากที่สุด
         เครเดนซ์ แบร์โบนเป็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง ตัดผมสั้นสีดำขลับแนบชิดใบหน้าจนคนอื่นๆ ต่างมองว่าประหลาด ซ้ำแล้วท่าทางและการแสดงออกยังทำให้ใครต่อใครเรียกเขาว่า ‘ตัวประหลาด’ อีกด้วย
          ชายหนุ่มไม่กล้าแสดงออกถึงอารมณ์ เขาไม่สบตา ความกลัวทำให้ต้องเก็บความรู้สึกมากมายเอาไว้ภายในใจ ก้มหน้าก้มตาทำในสิ่งที่แม่มอบหมายมาให้แม้ว่านั่นอาจไม่ใช่สิ่งที่ตนพอใจจะทำ
          ความรู้สึกของเครเดนซ์ถูกอัดเอาไว้โดยไม่ได้แสดงออกราวกับกล่องขนาดเล็กที่ถูกบรรจุด้วยสิ่งของซึ่งสักวันหนึ่งจะอัดแน่นและระเบิดออก ชายหนุ่มเป็นมนุษยชนทั่วไปที่ต้องการใช้ชีวิตเช่นปกติ แต่ในเมื่อคนทั่วไปผลักไสเขาออกจากสังคมสิ่งที่เครเดนซ์โหยหาเป็นลำดับต่อมาคือเรื่องเหนือธรรมชาติ เขาเคยเห็นครั้งหนึ่งตอนที่ถูกแม่ทำโทษด้วยเข็มขัด หญิงสาวที่เข้ามาช่วยเขาเอาไว้ในตอนนั้นเธอทำบางอย่างกับแม่ เครเดนซ์เชื่อว่านั่นคือเวทมนตร์
          เขาไม่นึกเลยว่าปฏิหาริย์จะเกิดขึ้น แม้กลุ่มของซาเลมที่สองจะต่อต้านการมีอยู่ของเหล่าผู้วิเศษแต่เครเดนซ์กลับเชื่ออย่างสุดใจว่าสิ่งเหล่านั้นคือสิ่งพิเศษ หลังจากได้พบแม่มดคนนั้นเขาไม่นึกเลยว่าโอกาสจะกลับมาหา  บุคคลที่ปรากฏต่อหน้าคือพ่อมดนามว่า ‘เพอร์ซิวัล เกรฟส์’ มือปรามารและหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยแห่งโลกเวทมนตร์
‘การพบกันของเราคือปฏิหาริย์ เครเดนซ์ เธอคือปฏิหาริย์ของฉัน’
          มิสเตอร์เกรฟส์ ชายอายุมากกว่าที่ดูมีภูมิฐานจนทำให้รู้สึกหลงใหล เขาต่างจากคนอื่นที่เคยรู้จัก ต่างจากผู้ชายคนอื่นที่เคยพบหน้า การแต่งตัว ท่าทาง น้ำเสียง สีหน้า ล้วนแตกต่างจากที่เคยได้พบ นี่อาจเป็นความประทับใจแรก ความรู้สึกที่ไม่เคยได้สัมผัส สิ่งที่เครเดนซ์ แบร์โบนต้องการมาตลอด … ใครสักคนที่เห็นคุณค่าของเขา ใครสักคนที่ยอมรับเขา ใครสักคน..ที่ยอมให้เขาได้เคียงข้าง เพอร์ซิวัล เกรฟส์ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าคือคนคนนั้นแม้เพิ่งพบหน้า
          ชายผู้นี้คือทางออกของเครเดนซ์…. ‘เพอร์ซิวัล เกรฟส์’ เขากำลังจะกลายเป็นทุกสิ่งบนโลกของชายหนุ่ม
‘เธอสามารถช่วยฉันได้และสิ่งที่เธอจะได้รับ…ฉันให้สัญญาว่านั่นจะต้องเป็นสิ่งที่คุ้มค่า’
         เครเดนซ์ไม่ได้ต้องการสิ่งของ เขาไม่ต้องการสิ่งที่มีมูลค่า สิ่งที่เขาต้องการ.. คือใครสักคน แม้ชายหนุ่มยังก้มใบหน้า สายตาหลุบมองปลายเท้าแต่เกรฟส์กลับสัมผัสได้ถึงสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ เขาเข้าใจ.. และเข้าใจว่าสิ่งที่ชายคนนี้ต้องการมีค่ามากกว่าเวทมนตร์
             ฝ่ามือกร้านยกสัมผัสใบหน้าเครเดนซ์ ประคองแนบชิดอย่างทะนุถนอม นิ้วหัวแม่มือลูบไปกับโครงหน้า เกรฟส์โน้มใบหน้าเข้าใกล้จดจ้องชายหนุ่มที่ไม่มีทีท่าจะสบสายตามอง
‘เครเดนซ์’
          น้ำเสียงแผ่วเบาของเกรฟส์ดังขึ้น น้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยพลัง น้ำเสียงที่สามารถทำให้อีกฝ่ายคล้อยตาม แม้เพียงชั่วครู่แต่ดวงตาของชายหนุ่มกลับสบมองพ่อมดตรงหน้า.. เขาหลุบสายตาลงอีกครั้ง
          แม้จะไร้ซึ่งบทสนทนาแต่เกรฟส์กลับเข้าใจได้ทั้งหมด ในเมื่อชายหนุ่มต้องการ เขาจะตอบรับความต้องการนั้น มือที่แนบใบหน้าเลื่อนไปสัมผัสที่ลำคอดันร่างเครเดนซ์ แบร์โบนเข้าใกล้ชิดมากกว่าในตอนแรก ร่างที่สั่นกลัวขยับอยู่ภายในอ้อมกอดของมือปราบมาร เครเดนซ์ไม่เคยได้รับสัมผัสอบอุ่มเช่นนี้ ไม่เคยได้รับจากแม่.. เขาถึงโหยหาการยอมรับจากใครสักคน
             ศีรษะของเขาขยับเล็กน้อย พยายามจะวางแนบชิดกับพ่อมดแต่อีกใจกลับสั่งให้หยุดกระทำ เขายังคงมีความกลัวถึงได้แต่ยืนแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น
          ประโยคที่เพอร์ซิวัล เกรฟส์เอ่ยออกมากับตัวเองเบาจนชายหนุ่มแทบไม่ได้ยิน แม้กายอยู่แนบชิดแต่สิ่งที่เขาพอจะจับใจความได้คือคำว่า ‘…greater..’  เครเดนซ์เงยใบหน้าขึ้นมอง ไม่ได้กล่าวถามสิ่งใดออกไป ขอได้อยู่ตรงนี้ ช่วงเวลานี้ให้นานขึ้นอีกเล็กน้อยก็พอแล้วสำหรับคนอย่างเขา
          วันนั้นเครเดนซ์ แบร์โบนกลับบ้านด้วยอารมณ์ที่ต่างจากเคย อารมณ์และความรู้สึกที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าจะเรียก ‘ความสุข’ ได้หรือไม่ แม้จะเป็นความสุขเพียงช่วงเวลาหนึ่งเขากลับยินดีที่จะได้ดื่มด่ำห้วงเวลานั้น เวลาที่มีเพอร์ซิวัล เกรฟส์อยู่ใกล้ๆ เวลาที่ได้รับการสัมผัสแผ่วเบา แนบชิด เปี่ยมด้วยความรู้สึกที่เขาโหยหามาชั่วชีวิต ถึงแม้ว่าต้องกลับไปเจอความเจ็บปวดที่ได้รับจากผู้เป็นแม่แต่สำหรับเครเดนซ์เขายินดีหากในวันรุ่งขึ้นเขาจะได้รับสัมผัสแสนอบอุ่นจากผู้ชายที่ให้สัญญาว่าจะเคียงข้างเขานับจากนี้.. โลกใบใหม่ของเขา.. ‘เพอร์ซิวัล เกรฟส์’

[Marvel]Fantastic Four : Bedtime

1837066-doom_val_583_029
Standard

Title : Bedtime
Paring : Valeria Richards and Victor Von Doom
(Doctor Doom)
Comics : Fantastic Four (Marvel Studio)
Writer : Zol Redfox

หลายคนเข้าใจว่า วิคเตอร์ วอน ดูม คือ วายร้ายตัวฉกาจของจักรวาล
หลายคนเข้าใจว่า วิคเตอร์ วอน ดูม คือ ผู้ชายซึ่งสามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อสิ่งที่ตนต้องการ
หลายคนเข้าใจว่า วิคเตอร์ วอน ดูม คือ ผู้ที่ต้องการเป็นพระเจ้า
แต่หลายคน.. ไม่มีโอกาสได้เห็นตัวตนของ วิคเตอร์ วอน ดูม ในรูปแบบอื่น
ด็อกเตอร์ดูมคือผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งซึ่งพยายามไขว่คว้าสิ่งที่ตนถูกดูแคลน เหตุผลมากมายสำหรับดูมแสดงออกมาเพียงคำคำเดียว ‘พระเจ้า’
ทำไมเขาจึงต้องการเป็นพระเจ้า? ทำไมเขาถึงมองเห็นมนุษย์ในแบบที่แตกต่างจากคนอื่น? ทำไมเขาจึงทำทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ? แต่ทำไมเขาถึงรักประชาชนของลัตวีเรีย? ทำไมเขาถึงรักผู้หญิงคนหนึ่งได้เช่นเดียวกับผู้ชายทั่วไป? หากใครมองว่าดูมคือปีศาจ  วอน ดูม คงไม่ปฏิเสธเพราะนั่นคือสิ่งที่เขาต้องการให้ทุกคนได้รับรู้ พลังและอำนาจที่สามารถควบคุมได้ด้วยมือสองข้างของดูม
นานมากแล้วที่ด็อกเตอร์ดูมไม่ได้มีความรู้สึกรักใคร่ นั่นผ่านมานานจนตัวเขาเองก็ไม่อาจนึกออก ทุกสิ่งรอบตัวมีเพียงความมืดมิด  ความมุมานะ ความริษยาและความถือตัว  วิคเตอร์เป็นผู้ชายที่ถูกแปะฉลากไว้ตั้งแต่ต้นว่าเป็นวายร้ายและเมื่อใครเห็นต่างต้องยำเกรงและหวาดกลัว
พวกเขาไม่เคยได้เห็นอีกมุมของผู้ชายคนนี้ .. พระราชาผู้ปกครองประเทศลัตวีเรีย เขารักลัตวีเรียและประชาชนมากกว่าสิ่งใด เหตุผลนั้นอาจเพราะทำให้รู้สึกว่าตนมีอำนาจ แต่สิ่งสิ่งเดียวที่วิคเตอร์ วอน ดูมรักและยอมได้ไม่ว่าจะเป็นเมื่อใดนั่นก็คือเด็กหญิงตัวน้อยๆ นามว่า ‘วัลเลเรีย ริชาร์ดส์’ ลูกสาวคนเล็กของรี้ด ริชาร์ดส์และซูซาน สตอร์ม
วิคเตอร์ตกหลุมรักเด็กหญิงตั้งแต่เกิด ร่างเล็กๆ ที่ถูกอุ้มอยู่ในอ้อมกอดของดูม ไม่มีครั้งใดที่เขารู้สึกอบอุ่นและรักใคร่ได้เท่ากับครั้งนี้ เขาบอกกับตัวเองว่าจะไม่ให้เด็กสาวคนนี้เป็นอะไรไปตราบใดที่ดูมยังมีชีวิตอยู่ และเขาก็ได้มอบชื่อแสนวิเศษให้กับเธอ.. ชื่อของผู้หญิงคนสำคัญที่จากไปนานแสนนาน ‘วัลเลเรีย’
เหตุการณ์มากมายเกิดขึ้นก่อนที่วัลเลเรียจะเกิด สิ่งที่ดูมทำคือการช่วยเหลือ.. อย่างไรก็ตามไม่ว่าด้วยเหตุผลใดในตอนนี้ เด็กสาวตัวน้อยๆ คนนี้.. คือคนของด็อกเตอร์ดูม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เขาเฝ้ามองวัลเลเรียเติบโต จากเด็กทารกที่อยู่ในอ้อมกอดกลายมาเป็นเด็กหญิงตัวเล็กที่นั่งเล่นอยู่ภายในบ้าน ดูมหาเหตุผลให้กับตัวเองว่าทำไมวัลเลเรียจะต้องอยู่กับริชาร์ดส์ตลอดเวลา แม้มิสเตอร์แฟนแทสติกจะคือพ่อแต่ลูกสาวที่ไม่ได้ถูกดูแลตลอดเวลาก็ควรได้รับการเอาใจใส่จากเขา
วิคเตอร์ไม่ปฏิเสธว่าความสัมพันธ์ของเขากับรี้ดไม่ค่อยดีนักพวกเขาทั้งสองเปรียบเสมือนกระจกซึ่งสะท้อนกันและกันการแสดงออกของดูมค่อนข้างจะแสดงให้ผู้คนรับรู้แตกต่างจากรี้ดที่เก็บไว้ภายในส่วนลึกของจิตใจ ซึ่งเหตุผลนี้อาจเป็นคำตอบว่าทำไมวัลเลเรีย ริชาร์ดส์จึงรักดูมไม่ต่างจากพ่อของเธอ.. พวกเขาทั้งสองคนต่างเติมเต็มกันและกันโดยไม่รู้ตัว
วัลเลเรียมีโอกาสได้ไปอยู่ที่ลัตวีเรียบ่อยครั้ง เธอไปอย่างเต็มใจและวิคเตอร์ก็แสดงออกให้หลานสาวเห็นว่าตนนั้นดีใจเช่นกันที่เธอชอบลัตวีเรีย … ทุกสิ่งที่ดูมทำคือการตามใจเด็กหญิงคนนี้แม้เขาจะทำเช่นนั้นแต่วัลเลเรียก็ไม่ได้เติบโตมาเป็นเด็กเอาแต่ใจ การที่มีพ่อเป็นนักวิทยาศาสตร์ทำให้เธอได้กรรมพันธุ์มาเต็มๆ .. ความเฉลียวฉลาดและช่างสังเกต เธอเป็นอัจฉริยะตัวน้อยๆ ที่ทำให้วิคเตอร์ ดูม ภูมิใจ แม้ว่าเด็กหญิงจะเก่งเกินเด็กทั่วไปแต่เธอก็ยังคงเป็นเด็กอยู่ดี
“Uncle Victor, why you are still here?”
เจ้าของชุดเกราะสีเงินอร่ามซึ่งถูกปกคลุมด้วยผืนผ้าสีเขียวหันใบหน้ามายังต้นเสียงที่เอ่ยทัก เด็กหญิงตัวเล็กผมบลอนด์ทองกำลังยกหลังมือขึ้นขยี้เปลือกตา เธอแสดงท่าทางงัวเงียอย่างเห็นได้ชัด
“You must go to sleep, Valeria.”
“But you don’t.”
“I’m not a child like you, young lady. Children get  a good night’s sleep.”
“I want a good night’s sleep but you’re still here. I’ll sleep when you sleep, Uncle Victor.”
คำตอบของวัลเลเรียทำให้ดูมส่ายใบหน้าแผ่วเบา เด็กหญิงในชุดนอนสีฟ้าเดินเข้ามาใกล้ชายร่างใหญ่ซึ่งอยู่ในชุดเกราะ เธอยกมือเล็กขึ้นจับโลหะสีเงินที่ปกคลุมมือของอีกฝ่าย กระชับไว้แน่นพร้อมกับดึงเบาๆ
“It’s time to sleep. Tomorrow will be back to work.”
“Doom demands you to go to bed but it’s not work because it’s you.”
“You know that then.. come here, Uncle Doom.”
วัลเลเรียคลี่ยิ้มน้อยๆ เธอมักจะชนะดูมอยู่เสมอ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความสามารถในการชักจูงคนหรือเป็นเพราะดูมให้ความเอ็นดูเด็กหญิงมากกว่าใครอื่น แต่ที่แน่ๆ .. หากไม่มีข้อตกลงดีๆ สักข้อดูมจะไม่ยอมทำตาม
วิคเตอร์จูงเด็กหญิงตัวน้อยไปตามทางเดินเงียบสงัด แสงไฟจากคบเพลิงส่องสว่างวาบเมื่อเดินผ่าน พวกเขาทั้งสองใช้เวลาเพียงไม่นานก็มาถึงห้องนอนเป็นที่เรียบร้อย มือซึ่งถูกปกปิดด้วยโลหะคลายออกเป็นสัญญาณบอกแก่วัลเลเรียว่าถึงเวลาที่เธอต้องขึ้นเตียงนอน
วัลเลเรีย ริชาร์ดส์ไม่ปฏิเสธ เธอทราบอยู่เต็มอกว่าชายผู้นี้จะต้องกลับไปทำงานเมื่อเธอนอนหลับ คงจะห้ามไม่ได้ เช่นเดียวกับที่เธอเคยบอกกับพ่อ ทั้งสองคนไม่ได้แตกต่างกันมากนัก มุมานะทำงานเพื่อให้ตนรู้สึกพึงพอใจ.. เด็กหญิงปฏิเสธไม่ได้เลย ในตอนนี้อย่างน้อยขอให้ได้อยู่ด้วยกันกับดูมอีกสักพักก็พอ
“Good night, Uncle Victor”
เธอเอ่ยแผ่วเบา ผืนผ้าห่มถูกเลื่อนขึ้นมาชิดแนบอกโดยการกระทำของดูม มือหนาวางลงสัมผัสเรือนผมสีบลอนด์ทองอย่างนุ่มนวล นัยน์ตาที่จ้องมองเด็กหญิงแฝงไว้ด้วยความรู้สึกมากมาย ไร้ซึ่งความเกลียดชัง ไร้ซึ่งความริษยา มีเพียงความรู้สึกอื่น.. ความรู้สึกที่หลายคนไม่เคยได้สัมผัส กระนั้นแล้วยังคงเปี่ยมด้วยอำนาจ
“Valeria”
“Yes?”
วิคเตอร์ผ่อนลมหายใจแผ่วเบา แต่กลับได้ยินชัดเจนเมื่อลอดผ่านชุดเกราะ เขาปล่อยตัวลงนั่งบนเตียงแล้วเงียบไป
“…?”
เด็กหญิงแสดงสีหน้าสงสัยแต่ไม่นานเธอกลับยิ้มแล้วหลับตาลงนอน ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดตอบของด็อกเตอร์ดูมเธอก็แทบจะเข้าใจทั้งหมดแล้ว ไม่ใช่เพราะว่าเธอเก่งแต่เป็นเพราะเธอเข้าใจและเชื่อมั่นในตัวชายคนนี้
“Good night, Valeria.”

[Fiction]The Sandglass, The Crucifix and The Piano (3)

780926-cross-wallpaper
Standard

Title : The Sandglass, The Crucifix and The Piano
Paring : Michael Kovak and Rene Lenier
Writer : Zol Redfox

 PART 3

 

 

นาฬิกาทราย กางเขน เปียโน

 

 

เรเน่มารอก่อนเวลา เขาเดินสำรวจไปรอบๆ ห้องโถง แม้จะมาหลายครั้งแต่กลับไม่มีโอกาสได้สำรวจโดยรอบ สิ่งที่ทำให้เรเน่สนใจคือภาพวาดลงด้วยสีน้ำมันดูมีมิติและเสมือนจริงราวกับภาพวาดมีชีวิต…หรือจะมีชีวิต? ถ้าหากเขาถามไมเคิลว่ามีเพื่อนอาศัยอยู่ในภาพวาดบ้างไหมจะถูกโกรธรึเปล่านะ? แต่พอคิดดูดีๆ .. ไมเคิลอยู่ที่โบสถ์แต่เวลาที่อีกฝ่ายไม่ปรากฏตัวจะไปอยู่ที่ไหน? สิงอยู่กับวัตถุ? หรือแค่หายตัวไป?
ไม่ทันที่เรเน่จะได้คำตอบเสียงอันคุ้นเคยกลับเอ่ยทักขึ้นเสียแล้ว ชายในชุดเสื้อยืดสีเลือดหมูหันไปหา ไมเคิลส่งยิ้มให้เล็กๆ ความรู้สึกหลายอย่างถูกสร้างขึ้นจากความสนิทสนมของพวกเขาและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนต่างฝ่ายเริ่มคิดว่าตนนั้นจะไม่ยอมหายไปโดยง่าย

 

“เฮ้.. สดใสเหมือนเดิมเลยนะพักหลังมานี้”
“มันทำให้คุณหงุดหงิดหรือเปล่า?”

 

ไมเคิลขมวดคิ้วแต่เรเน่กลับโบกปัดมือพร้อมเอ่ยออกไปว่าตนนั้นแซวเล่น

 

“เรเน่… คืนนี้เราออกไปเดินเล่นข้างนอกกันแทนได้ไหม? ผมอยากให้คุณได้เห็นป้ายหลุมศพผม”
“เอาสิ.. ฉันยังไงก็ได้”

 

พอฟังแบบนี้แล้วอดขนลุกซู่ขึ้นมาไม่ได้เลย เรเน่แสดงความอยากรู้อยากเห็นออกมาแต่อีกด้านหนึ่งเขาก็มีความรู้สึกกลัวอยู่ลึกๆ ให้ออกไปกลางสุสานตอนกลางคืนกลัวว่าจะเจอวิญญาณตนอื่นนอกจากไมเคิลน่ะสิ ทำไมถึงไม่ชวนเขาตอนกลางวัน..? ไมเคิลคิดอะไรของเขาอยู่?
แต่อีกด้านหนึ่งไมเคิลกำลังแสดงท่าทางดีใจออกมาอย่างเห็นได้ชัดเหมือนเด็กชายที่กำลังตื่นเต้นกับสิ่งที่ตนกำลังจะเซอร์ไพร์ส ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อยก่อนจะออกตัวเดินในทันที ท่าทางเช่นนี้คงจะมีของเซอร์ไพร์สอย่างแน่นอน

 

“นายรู้ตัวเองไหมตอนที่ต้องมาอยู่ในห้องโถง เล่นเปียโนซ้ำไปซ้ำมา ฉันเคยเข้าใจว่าวิญญาณมักจะทำเหตุการณ์เดิมซ้ำๆ ก่อนที่ตัวเองจะตาย หรืออาจจะเป็นเสี้ยวความทรงจำที่สั่งให้ต้องมาทำอะไรแบบนั้น”
“ผมรู้แค่ว่าตัวเองต้องมาเล่นเปียโนที่นั่น แค่มาเล่นแต่จะเล่นเพลงอะไรนั่นขึ้นกับผม”
“แสดงว่านายยังไม่รู้ว่าทำไมถึงมาอยู่ที่นี่”
“ผมอาจรักเปียโนหลังนั้นจนไม่สามารถไปเกิดได้ก็ได้”

 

ไมเคิลหัวเราะเบาๆ ตั้งแต่ที่พวกเขาได้คุยกันดูเหมือนว่าไมเคิลจะร่าเริงขึ้นมากกว่าแต่ก่อนเสียอีก หากว่าการทำให้ไมเคิลมีความสุขคือการส่งเจ้าตัวให้ไปสู่สุคติก็คงจะดีเรเน่คิดเช่นนั้น
หลังจากเดินสนทนามาได้สักพักก็มาถึงจุดหมายเสียที เรเน่ส่องไฟฉายไปรอบด้าน สังเกตว่าห่างไกลจากตัวโบสถ์มาพอสมควรแต่ไม่เชิงเรียกว่าป่าช้า ที่นี่ยังมีโคมไฟส่องให้ได้เห็นบ้างในบางจุด สายตาของเขาทอดมองไปเบื้องหน้า มองตามแผ่นหลังนักดนตรีที่ดูมีความสุขจากใจจริง เรเน่อดยิ้มไม่ได้.. แม้จะเป็นหนุ่มแล้วแต่บางครั้งกลับรู้สึกว่าไมเคิลคล้ายกับเด็กชายจริงๆ
บรรยากาศรอบด้านไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เขาคิด แม้ความมืดจะทำให้เริ่มจินตนาการถึงเรื่องน่ากลัวแต่การที่มีไมเคิลอยู่ด้วยกลับทำให้เรื่องน่ากลัวพวกนั้นจางหายไป.. นี่ไม่ใช่การพามาหลอกใช่ไหม? ชักจูงให้เขาตามมาแล้วโดนวิญญาณตนอื่นหลอกให้กลัว…..
บางทีเรเน่ควรเลิกคิดมากเสียที…

 

“ถึงแล้วครับ”

 

ชายหนุ่มหยุดยืนที่หน้าหลุมศพ ป้ายหินที่ถูกทำอย่างดีแสดงเด่นตรงหน้า เรเน่ใช้ไฟฉายส่องเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นที่ของไมเคิลจริงๆ แถวนี้ไม่ได้มืดสนิทแต่การอ่านป้ายหลุมศพนั้นลำบากไปเสียหน่อย
รอยสลักบนป้ายบอกชื่อและปีที่เสียชีวิตเท่าที่ดูแล้วไมเคิลเพิ่งอายุ 20 กว่าๆ จริงเสียด้วย น่าเศร้าสำหรับคนที่ไม่สมควรจะจบชีวิตลงด้วยวัยเพียงเท่านี้ เรเน่แสดงสีหน้าเศร้าสลดออกมา

 

“ผมมีของให้คุณแต่ว่าผมไม่สามารถเอาไปให้ได้เลยต้องให้คุณมาที่นี่แทน”
“ไม่จำเป็นเลยไมเคิล นายไม่ต้องให้อะไรฉันก็ได้.. แค่เจอนาย ได้เล่นเปียโนด้วยกันก็ให้ความสุขฉันมามากแล้ว”

 

ไมเคิลเม้มปาก พอได้ฟังคำพูดของอีกฝ่ายแล้วทำให้รู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาเลย

 

“แต่ถ้าผมไม่ให้คุณผมจะไม่สบายใจ”
“งั้นจะรับไว้ด้วยความเต็มใจ ว่าแต่มันคืออะไร?”
ชายหนุ่มเดินปลีกตัวออกห่างก่อนจะอันตธานไปโผล่อยู่หลังป้ายหลุมศพ พอเงยหน้าอีกทีก็โบกกวักให้เรเน่เดินตามมา สิ่งที่เขาต้องการจะให้อยู่ตรงนี้
เรเน่หาทางอ้อมไป เขาไม่อยากข้ามหลุมศพใครเสียเท่าไหร่ กลัวว่าจะตื่นมาโวยวายใส่เขา.. ในเมื่อไมเคิลยังปรากฏตัวให้เห็นแบบนี้หลุมอื่นๆ จะต้องมีวิญญาณอยู่เป็นแน่
ชายในชุดเสื้อยืดก้มลงมองตามสิ่งที่ไมเคิลชี้ กล่องขนาดเล็กที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินมองผ่านๆ เหมือนกับมีคนเคยขุดขึ้นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง เรเน่ใช้มือขุด นำดินที่ฝังกลบปัดออกไปด้านข้างและหยิบกล่องใบเล็กนั้นขึ้นมาถือไว้ ไมเคิลยิ้มอย่างตื่นเต้น สิ่งที่ชายหนุ่มให้ไม่ได้เป็นของที่มีมูลค่ามากมายแต่เป็นสิ่งที่เขาหวังเอาไว้ว่าเรเน่จะเก็บรักษาเอาไว้อย่างดี

 

“ไม้กางเขน?”

 

เขาเอ่ยเป็นเชิงถาม ไม้กางเขนที่ถูกใช้เป็นสร้อยคอบรรจุอยู่ภายในกล่อง มองดูแล้วคล้ายของประดับตกแต่งมากกว่าใช้ในเชิงพิธี

 

“ของสำคัญที่สุดของผมก่อนที่ทุกอย่างจะเกิดขึ้น”
“นายให้ของสำคัญที่สุดกับฉัน?”
“เพราะตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดของผมคือคุณ”
“ห้ะ?”

 

เป็นคราวของเรเน่ที่แสดงสีหน้าประหลาดใจ เหมือนถูกประโยคที่เคยพูดวิ่งอัดหน้าเข้าจังๆ เรเน่จ้องมองนัยน์ตาสีฟ้าตรงหน้า รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความสุข ใบหน้าที่กำลังแสดงความดีใจ.. ไมเคิลแสดงออกมาด้วยความสัตย์จริง
“ทำแบบนี้บ่อยหรือเปล่า?”
“คุณเป็นคนแรกและอาจเป็นคนสุดท้ายครับ..”

 

เรเน่ถอนใจก่อนจะสั่นศีรษะไปมา เขาเก็บไม้กางเขนลงกล่องและกำเอาไว้กระชับติดมือให้แน่ใจว่าจะไม่หล่นหายไปไหน

 

“พูดแบบนี้แต่งงานกับฉันเลยดีกว่า”
“ครับ?!”

 

ไมเคิลตอบกลับด้วยความตกใจแต่เรเน่ดันคลี่ยิ้มออกมาพร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า

 

“นั่นคำตอบรับของนายใช่ไหม? น่ายินดีจริงๆ”
“ผมเปล่าพูดเลยนะ เรเน่!”
“ฉันแค่แซวเล่น”

 

เรเน่หัวเราะ เขายกมือขึ้นก่อนจะวางลงบนศีรษะของไมเคิล ไม่รู้ว่าจะสัมผัสโดนหรือไม่หากไม่โดนเขาก็จะทำเป็นลูบผมอีกฝ่ายอยู่ดี… แต่เมื่ฝ่ามือถูกวางลงเรเน่ลูกสึกได้ถึงพื้นผิว เขาลูบเบาๆ ก่อนจะกล่าวต่อไป

 

“ขอบคุณที่ฉันได้มาเจอนาย”
“ขอบคุณที่ผมได้มาเจอคุณเหมือนกัน”

 

 

 

 

[Fiction]The Sandglass, The Crucifix and The Piano (2)

piano
Standard

Title : The Sandglass, The Crucifix and The Piano
Paring : Michael Kovak and Rene Lenier
Writer : Zol Redfox

PART 2
นาฬิกาทราย กางเขน เปียโน

 

สามวันแล้วที่เรเน่และไมเคิลไม่ได้พบกัน เรเน่ไม่ได้กระตือรือร้นจะหาคำตอบ เขายังตกอยู่ในความสับสน เรื่องที่เกิดขึ้นคืออะไร? เขาอยู่กับวิญญาณมาตลอดหรือ? แถมเพื่อนเขาก็ยืนยันว่าวันนั้นเห็นเรเน่เพียงคนเดียว แม้เรเน่จะยังมาทำงานตามปกติแต่เมื่อเลิกงานเขาก็เดินทางกลับบ้านในทันทีต่างจากไมเคิล เสียงเปียโนบรรเลงเช่นนั้นทุกๆ คืน เรเน่ไม่ได้อยู่ฟังบทเพลงแสนไพเราะแต่หากเขาอยู่คงรู้สึกได้ถึงสิ่งที่ไมเคิลพยายามจะบอก
เสียงเพลงในคืนนั้นฟังโศกเศร้ามากกว่าที่เคยผ่านมา ไมเคิลเลิกเล่นไปกลางคัน เขานั่งนิ่งเงียบอยู่หน้าเปียโน ก้มใบหน้าลงด้วยความรู้สึกเสียใจจนหยดน้ำตาตกลงกระทบที่หน้าตัก ชายหนุ่มพยายามอดกลั้นแม้จะรู้ตัวดีว่าหลังจากนี้จะต้องกลับมาอยู่เพียงลำพังอีกครั้ง สิ่งที่ทำให้ไมเคิลยังคงอยู่ที่นี่คือเรื่องใดตัวเขาเองก็ไม่ทราบ ไม่มีใครทราบยกเว้นสาเหตุการเสียชีวิต เหล่าบาทหลวงทราบดี.. เด็กโบสถ์ที่อาศัยมารุ่นแรกๆ ต่างทราบดี
เขาวนเวียนอยู่ที่นี่ทุกวัน ทุกคืน และบรรเลงเปียโนเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วงเวลาเดิมด้วยระยะเวลาเพียงสั้นๆ แต่ก็มากพอที่จะปรากฏตัวให้ผู้ซึ่งบังเอิญผ่านมาได้เห็น เขาถึงต้องมีนาฬิกาทรายวางไว้ใกล้ๆ เพื่อให้ทราบว่าเวลาของตนจะหมดลงเมื่อไหร่
มีเพียงคนเดียวที่สามารถเห็นเขาได้แม้ว่าจะเป็นตอนกลางวันนั่นคือเรเน่.. เขาถึงดีใจ เหมือนได้มีเพื่อนใหม่แต่อีกใจเขาก็กลัวว่าหากอีกฝ่ายรู้ว่าเขาไม่ใช่มนุษย์จะหนีไป..ซึ่งสิ่งที่เขากลัวมากที่สุดก็เกิดขึ้นแล้ว ถ้าหากว่าไม่หลงระเริงมากเกินไป หากว่าไม่ยอมมาพบกับเรเน่ในตอนกลางวันแบบนั้นคงจะดี..
ครั้งแรกที่ไมเคิลเอ่ยทักออกไปเขาไม่คิดด้วยซ้ำว่าเรเน่จะรู้ตัว บางทีการอยู่คนเดียวโดยไม่มีใครมองเห็นก็ทำให้เขาอยากลองแสดงละคร แต่เมื่อการกล่าวทักทำให้เรเน่ตอบสนองแถมหันมาจ้องมอง..ไมเคิลกลับแสดงความตกใจเล็กๆ ให้เห็นแทน ไมเคิลจำสายตานั้นได้ สายตาที่กำลังแสดงความสงสัย สายตาที่กำลังพินิจมองอย่างถี่ถ้วน จนทำให้ชั่ววินาทีนั้นเขารู้สึกเหมือนอยู่ในโลกส่วนตัว
ในตอนนี้เขากลับมาอยู่คนเดียวอีกครั้ง โดดเดี่ยวแล้วว้าเหว่ มีเพียงเปียโนและความรู้สึกเสียใจที่แน่นอยู่เต็มอก ไมเคิลยกหลังมือขึ้นเช็ดดวงตา เขาจะอยู่แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าสิ่งที่ค้างคาใจจะถูกทำให้คลี่คลาย
บาทหลวงเจ้าคณะผ่อนลมหายใจเบาๆ ช่วงเวลานี้คือช่วงที่ไมเคิลปรากฏตัว เขามองเห็นชายหนุ่มได้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกับคนอื่นๆ แต่ก็ใช่ว่าเมื่อหมดเวลาเขาจะมองไม่เห็นเสียทีเดียว บาทหลวงยังคงมาเห็นเป็นบางสิ่งเลือนลางไม่แจ่มชัดเท่าในตอนนี้  เขาเดินเข้าหานักดนตรีซึ่งยังนั่งอยู่หน้าเปียโน ถามคำถามและแสดงความห่วงใยเช่นที่เคยทำมา
“ฟาเธอร์..ผม…ไม่น่าทำแบบนั้นเลย”
“พ่อเข้าใจว่าลูกดีใจที่ได้เพื่อนใหม่ เรเน่เขาพิเศษกว่าคนอื่นเขาถึงมองเห็นลูก”
“ถ้าหากผมระวังมากกว่านี้เขาคงไม่รู้”
“แต่หากลูกปิดบังต่อไปเขาจะโกรธที่ลูกไม่บอกกับเขา”
“ตอนนี้เขารู้แล้ว ผมทำอะไรไม่ได้แล้ว.. เขากลัวผม เขาต้องกลัวผม”
ไมเคิลไม่ได้แสดงท่าทางออกมามากมาย เขายังคงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เรียบนิ่งแต่โศกเศร้า
“เรเน่ทำให้ผมรู้สึกเหมือน…ได้กลับมาเป็นคนอีกครั้ง..”
“ถ้าหากว่าพระเจ้าต้องการให้ลูกกับเรเน่อยู่ด้วยกันเขาจะกลับมาหาลูกเอง”
“ผม..หวังแบบนั้นไม่ได้”
ชายหนุ่มตอบกลับเบาๆ ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้วที่ไมเคิลเจอเหตุการณ์นี้ แม้ว่าคนก่อนหน้าจะไม่เหมือนเรเน่แต่สุดท้ายก็จบลงโดยการหายตัวไปและไม่กลับมาอีก เรื่องที่เขาเป็นวิญญาณอาจน่ากลัวกับใครหลายๆ คน สิ่งที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้แถมภาพยนตร์ก็นำเสนอว่าวิญญาณนั้นน่ากลัวอีกด้วย
ไมเคิลจบวันด้วยจิตใจที่ว้าวุ่นแม้จะได้คุยกับบาทหลวงแต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาดีขึ้นมากมาย หากเป็นไปได้เขาอยากจะขอโทษเรเน่และเล่าเรื่องให้อีกฝ่ายฟัง เขาต้องการอยู่กับเรเน่มากกว่าใครที่ผ่านมา
ชายหนุ่มฝากข้อความให้กับเรเน่ผ่านทางบาทหลวงด้วยประโยคสั้นๆ แม้ว่าจะต้องการมากกว่านี้แต่เวลาของเขาก็หมดลงแล้ว
เรเน่ได้รับข้อความในวันรุ่งขึ้นขณะที่กำลังพักกลางวัน เขาเองก็รู้สึกว้าวุ่นไม่แพ้กัน คิดถึงแต่เรื่องที่ผ่านมา คิดถึงแต่เรื่องของไมเคิลจนก่อเกิดความใคร่รู้.. ทำไมไมเคิลจึงอยู่ที่นี่ ทำไมถึงปรากฏตัวให้เขาเห็นและทำไมถึงมาบรรเลงเปียโนทุกๆ คืนในเวลาเดิมๆ
สิ่งที่เรเน่ได้รับจากบาทหลวงคือข้อความจากไมเคิล โคแว็ค เขาไม่ได้ปฏิเสธหรือแสดงท่าทางหงุดหงิด ตรงกันข้าม..เรเน่กลับแสดงท่าทางสนใจราวกับกำลังเฝ้ารอ
“ ’ผมขอโทษ.. ผมกลัวเกินกว่าจะบอกกับคุณ ผมขอโทษ เรเน่..’ ไมเคิลฝากพ่อมาบอกเท่านี้”
“ฟาเธอร์ผมอยากรู้เรื่องไมเคิล ตอนนี้ถึงเวลาที่ผมต้องรู้แล้วหรือยัง?”
“มันจะดีกว่าหากลูกทั้งสองคนได้คุยกันเอง ลูกรู้อยู่แล้วว่าจะพบเขาได้ที่ไหน”
“…”
เขาพยักหน้าและไมได้เอ่ยกล่าวสิ่งใดแต่หันกลับไปหาเพื่อนร่วมงานพร้อมกับบอกว่าเขาอาจเลิกงานไวเพราะคืนนี้มีนัดสำคัญ
เรเน่ยืนสูบบุหรี่อยู่ข้างโบสถ์ รู้สึกกดดันเล็กๆ ราวกับว่าตนกำลังต้องไปเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่าพิศวง เขาอยากจะคิดแบบนั้นแต่นั่นคือไมเคิล ชายหนุ่มนักดนตรีที่รอคอยเขาไปหา.. เรเน่ไม่คิดปฏิเสธ ไม่คิดหนีหรือเพิกเฉยแต่ที่หายตัวไปตลอดสี่วันนั่นเพราะยังคงสับสน เขาควรวางตัวอย่างไร ควรพูดคุยแบบใด.. เรื่องที่สัมผัสตัวไมเคิลได้อีก หากไม่บอกว่าคือวิญญาณเขาก็ไม่ทราบจริงๆ ปริศนามีมากมายเสียเหลือเกิน
ถึงเวลาที่เขาจะต้องไปยังห้องโถงเสียที มวนบุหรี่ถูกปล่อยลงกับพื้น ขยี้ดับไฟด้วยปลายรองเท้าก่อนจะก้าวเดินเพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดหมาย เรเน่ไม่ได้นึกถึงเรื่องวิญญาณกับมนุษย์เลยแม้แต่น้อย หากไมเคิลน่ากลัวเหล่าบาทหลวงและคนอื่นที่อยู่ที่นี่จะต้องทำการขับไล่อย่างแน่นอนแต่การที่อีกฝ่ายสามารถอยู่ที่นี่ได้คงจะมีเหตุผลบางประการ.. ถึงขั้นวานเจ้าคณะมาบอก ไมเคิลนี่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ คิดแล้วน่าตลก.. ชายหนุ่มคนนี้ยังมีบางส่วนที่เหมือนเด็ก
เรเน่ชะโงกหน้ามองเมื่อมาถึง สอดส่องสายตาไปทั่วบริเวณเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่จากนั้นถึงเดินเข้าใกล้เปียโนตัวเดิม ไมเคิลไม่ได้อยู่ที่นั่น ไม่มีโน้ตไม่มีเสียงดนตรี ไม่มีใคร.. มีเพียงนาฬิกาทรายซึ่งวางอยู่ตรงที่เดิม เขาคว้าจับอย่างเบามือ หมุนสำรวจไปรอบๆ  ก่อนจะพลิกด้านเพื่อให้เม็ดทรายไหลลงมา
“ไมเคิล นายอยู่รึเปล่า?”
เขาเอ่ยถามโดยยังคงยืนอยู่ใกล้กับเปียโน
“ฉันมาหานาย วันนี้นายไม่เล่นเปียโนแล้วเหรอ?”
ไร้ซึ่งคำตอบ ไม่มีแม้แต่เสียงลม แต่แล้วเพียงชั่วอึดใจเปียโนกลับดังขึ้นราวกับมีคนมากด เรเน่ซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ หันมองในทันที
“จะแกล้งให้ฉันกลัวมันไม่ได้ผลหรอกรู้รึเปล่า อยู่กันมาเกือบเดือนจะให้กลัวคนแบบนายน่ะตลกแล้ว.. ฉันรู้จักนาย และอยากรู้จักนายมากขึ้นอีก”
ไมเคิลไม่ยอมปรากฏตัว เขาอยู่ไม่ห่างจากเรเน่เท่าใดนักเรียกว่าอยู่ตรงหน้าอีกฝ่ายก็ว่าได้ นัยน์ตาสีฟ้าสำรวจมองชายอายุมากกว่า ยกมือขึ้นคล้ายกับกำลังจะประคองใบหน้าแต่ทราบแก่ใจว่าตนไม่สามารถกระทำได้ หากว่าต้องอยู่แบบนี้เขาก็ต้องการให้เรเน่เลิกมาข้องเกี่ยว
นักดนตรีลืมไปเรื่องหนึ่ง.. เรื่องที่ร่างของเขาจะปรากฏตัวให้ใครต่อใครเห็นในเวลาเดิมๆ แม้จะไม่ต้องการแต่ดูเหมือนเรเน่จะสามารถมองเห็นเป็นบางสิ่งตรงหน้าเสียแล้ว
“ฉันเห็นนายเพราะงั้นอย่าหนีฉัน”
เขาไม่ได้กล่าวเพียงเท่านั้น แต่ส่งมือไปจับส่วนที่ตนมองเห็น ไมเคิลรู้สึกตื่นตระหนก หากจะหายไปจากตรงนี้คงทำให้เรเน่หัวเสียแต่อีกใจก็ไม่ต้องการให้เขามาข้องเกี่ยว…. สุดท้ายแล้ว..คงต้องยอม
“ผมไม่ได้หนีคุณ”
“ใช่ ฉันรู้..”
ชายหนุ่มปรากฏตัวขึ้นต่อหน้า เรเน่ยอมปล่อยมือที่คว้าจับเมื่อครู่เพื่อไม่ให้คนตรงหน้ารู้สึกอึดอัด
“ฉันขอโทษที่ไม่ได้มาหา พอดี..มันเป็นอะไรที่..”
“น่ากลัว”
ไมเคิลเสริมแต่เรเน่กลับสั่นศีรษะเบาๆ
“ไม่.. เป็นอะไรที่ทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้นทั้งที่คนปกติอาจกลัว ฉันแค่สับสน.. ใช้เวลาคิดว่าเรื่องจริงหรือว่าฝัน”
“คุณต้องการเจอผมเพราะอะไร?”
“เพื่อบอกกับนายว่า ฉันขอโทษ..”
“ผมมากกว่าที่ควรบอกคำคำนั้น ผมโกหกคุณ..”
“นายไม่ได้โกหกฉัน ฉันมองว่านั่นคือความลับของนายและนายไม่จำเป็นต้องบอก”
“แต่ว่า..”
“ไมเคิล ฉันอยากรู้จักนาย และฉันหมายความว่าแบบนั้นจริงๆ”
เรเน่ปล่อยตัวลงนั่งที่เก้าอี้หน้าเปียโน เขาวางมือตบๆ ที่ข้างๆ ซึ่งมักจะเป็นที่ของไมเคิลเพื่อบอกให้เจ้าตัวมานั่ง
“วันนี้เราจะเล่นเพลงอะไรกันดี?”
ไมเคิลยังอ้ำอึ้ง.. เรเน่ดูต่างจากทุกๆ คนอย่างที่บาทหลวงกล่าว ต่างจากพวกเขา..ที่เคยเป็นเพื่อนแต่กลับหนีหายไปเพราะรู้ว่าเขานั้นไม่ใช่มนุษย์ เพียงเท่านี้ไมเคิลก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นเสียแล้ว เรียวนิ้วถูกวางลงบนแป้นอย่างนุ่มนวลและบรรเลงไปเนิบช้า บทเพลงในคืนนี้ไม่ได้โศกเศร้าอย่างที่ผ่านมา หากใครได้สดับฟังจะสามารถทราบได้ถึงความสุขเล็กๆ ที่ถูกผสานเข้ากับความกลัว นี่เป็นบทเพลงที่ไพเราะแต่กลับซ่อนความรู้สึกมากมายเอาไว้เหลือเกิน นั่นรวมถึงความรู้สึกที่เรียกว่า…..

 

 

——————————–
“ผมถามจริงๆ นะเรเน่.. คุณกลัวผมไหม?”
เรเน่ซึ่งนั่งอยู่บนม้าหินเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มเจ้าของนัยน์ตาสีฟ้า หลังจากผ่านเรื่องเมื่อคืนนั้นดูเหมือนพวกเขาจะมีโอกาสได้ปรับตัวเข้าหากันมากขึ้น ไมเคิลเองก็ยอมเดินไปเดินมาและปรากฏตัวให้เห็นในตอนกลางวันบ้างในบางโอกาสแม้คนอื่นจะมองไม่เห็นแต่เรเน่มองเห็นเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
“อาจจะกลัวหรือไม่กลัวก็ได้… รู้แค่ว่าเห็นนายครั้งแรกฉันก็หลงนายแล้ว”
“ครับ??”
ไมเคิลกะพริบตาปริบๆ ขมวดคิ้วจนเป็นปม ชายคนนี้กำลังบอกกับเขาว่าอะไรนะ?
“แค่รู้สึกว่านายพิเศษ.. ฉันเองก็ชอบอะไรที่พิเศษๆ อย่างเรื่องเหนือธรรมชาติพวกนี้ก็ดูเป็นไปได้แต่ก็เป็นไปไม่ได้”
“ผมไม่ใช่ของทดลองนะเรเน่”
“ฉันอาจจะรู้สึกแบบนั้นแค่กับนายก็ได้ พิเศษมากกว่าคนอื่น…  ว่าแต่..นายจะได้กลิ่นไหมถ้าฉันสูบบุหรี่?”
“ถึงผมจะไม่ได้กลิ่น.. แต่คุณก็ไม่ควรสูบในโบสถ์นะครับ”
เรเน่หัวเราะ
“เหมือนครั้งแรกที่เราเจอกัน นายพูดแบบนั้น.. ”
“ผมบอกให้คุณเล่นเปียโนต่างหาก”
บรรยากาศของทั้งสองคนดูเหมือนสนิทกันมาเนิ่นนาน เรเน่ยังต้องมาทำงานที่โบสถ์อีกหลายสัปดาห์ดังนั้นคงไม่แปลกเลยหากจะหายไปในบางที .. เขาหนีมาคุยกับไมเคิลแลกเปลี่ยนเรื่องของกันและกันแต่น่าเศร้าที่เพื่อนของเรเน่เริ่มคิดว่าเจ้าตัวเครียดจนคุยกับตัวเอง
“คืนนี้จะเล่นอีกไหม?”
“แล้วแต่ว่าคุณอยากฟังหรือเปล่า”
“ฉันไม่อยากฟังแต่อยากเล่นด้วย”
“ถ้าแบบนั้นผมก็จะให้คุณเล่น”

 

 

 

 

 

 

[Fiction]The Sandglass, The Crucifix and The Piano (1)

isam-hourglass
Standard

Title : The Sandglass, The Crucifix and The Piano
Paring : Michael Kovak and Rene Lenier
Writer : Zol Redfox

 PART 1

 

นาฬิกาทราย กางเขน เปียโน

 

เสียงดนตรีบรรเลงยามค่ำคืนทำให้ผู้ที่ฟังรู้สึกหลงใหลและเคลิบเคลิ้มไปกับท่วงทำนอง คีย์เสียงที่นุ่มนวลแสดงความโดดเดี่ยวให้ได้ยินอยู่เนืองๆ ทุกค่ำคืนไมเคิล โคแว็คจะมานั่งบรรเลงเปียโนเพียงลำพังที่โบสถ์เล็กๆ ซึ่งห่างไกลผู้คน เขาแสดงความเศร้าสร้อยออกมาจากอารมณ์และความคิด สร้างเสียงดนตรีจนกลายเป็นเรื่องราวแสนเศร้าสร้อย แม้จะแสดงความรู้สึกออกมาเช่นนั้นแต่หลายคนกลับไม่เข้าใจในสิ่งที่ไมเคิลกำลังบอกผ่านโน้ตดนตรี
เรเน่ เลอร์เนียร์ไม่ใช่ศิลปิน.. เขามีโอกาสได้มาที่โบสถ์แห่งนี้อยู่บ่อยครั้งด้วยเหตุผลบางประการ โบสถ์แห่งนี้ต้องการบูรณะใหม่ทั้งหมดเพื่อให้สะอาดสะอ้านและน่าเข้ามาพักผ่อน เรเน่เลือกมาทำงานก่อสร้างที่นี้ รับเงินรายวัน จ่ายมากทำงานมากแถมหัวหน้างานก็ไม่ได้ขี้เหนียวอีกด้วย
เย็นวันหนึ่งหลังเลิกงานเรเน่ไม่ได้กลับไปพร้อมคนอื่นๆ เขาไม่ต้องการทิ้งงานของตัวเองที่เหลือเพียงน้อยนิดจึงถือโอกาสอยู่ทำต่ออีกหน่อย กว่าจะเลิกงานฟ้าก็มืดสนิทพอดี  มวนบุหรี่ที่คาบอยู่ในปากสามารถมองเห็นได้เด่นชัดเมื่อเปลวไฟเล็กๆ ที่ปลายมวนถูกดูด เขาปล่อยควันสีจางๆ ลอยขึ้นในอากาศ เดินเตร็ดเตร่จากด้านหน้ามาตามข้างโบสถ์ซึ่งมีต้นไม้ถูกปลูกรกไปหมด รู้สึกตัวอีกทีก็ดันมาหยุดอยู่ที่ประตูหลังโบสถ์เสียแล้ว
กว่าจะได้ทำสิ่งใดต่อเสียงดนตรีกลับบรรเลงดังจนเรเน่หยุดการกระทำทั้งหมด เขาตั้งใจฟังแต่ไม่นานก็สาวเท้าเดินไปตรงอื่นพร้อมกับมวนบุหรี่ที่กำลังจะหมดมวน สิ่งที่ทำให้เรเน่ต้องประหลาดใจคือโน้ตดนตรี.. เขาไม่ใช่ศิลปินด้านดนตรีแต่กลับสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่แฝงอยู่ในตัวโน้ต บทเพลงที่กำลังเล่าเรื่องบางเรื่อง สิ่งที่ผู้บรรเลงพยายามบอกแก่ผู้ฟัง..
เรเน่ตัดสินใจดับมวนบุหรี่ที่เหลืออยู่น้อยนิด ขยี้ดับด้วยปลายรองเท้าบุ๊ทก่อนจะพาร่างตนเองเดินผ่านห้องต่างๆ จนมาถึงห้องโถงใหญ่ซึ่งมีเปียโนแต่กลับไม่มีใคร ดนตรีเองก็เงียบไปได้สักครู่หนึ่งแล้วด้วย สงสัยว่าผู้บรรเลงจะกลับไปแล้วกระมัง เขาคิดกับตนเองพลางยกมือขึ้นขยี้หลังศีรษะ วินาทีที่ชายหนุ่มหมุนตัวกลับเสียงโน้ตดนตรีกลับดังขึ้นอีกครั้ง
“…..”

 

ชายหนุ่มหันกลับไปมอง เลิกคิ้วแสดงความฉงน .. ปกติหากเจอเหตุการณ์เช่นนี้ตอนกลางคืนควรจะเดินหนีไปให้ไกลแต่สำหรับเรเน่แล้วบางอย่างกำลังดึงดูดให้ต้องสาวเท้าเดินไปใกล้เปียโนซึ่งไร้ผู้บรรเลง เขามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ลองกดคีย์บอร์ดดูอยู่หลายครั้ง น่าแปลกใจที่ไม่ใช่ดังที่ตนคิด ในตอนแรกนึกว่าคีย์เด้งเสียอีก
เขาลองสำรวจมองรอบด้าน นาฬิกาทรายถูกวางอยู่ใกล้กับเปียโนและทรายก็เพิ่งไหลไปจนหมดเมื่อครู่นี้เอง ด้วยความสงสัยเรเน่จึงหยิบมาเขย่า นาฬิกาขนาดปานกลางที่พอมองดูแล้วน่าจะจับเวลาได้ไม่กี่นาที
ความเงียบภายในโบสถ์และไฟจากคบเพลิงสลัวๆ ทำให้เขาต้องปล่อยนาฬิกาทรายลงวางที่เดิมแต่ไม่ได้เหมือนเดิมทั้งหมดเพราะเขาจงใจพลิกด้านที่เต็มไปด้วยเม็ดทรายให้ไหลตกลงมาตามแรงโน้มถ่วงอีกครั้ง

 

เช้าวันรุ่งขึ้นเรเน่ได้รับแจ้งว่าตลอดสัปดาห์นี้ตนต้องทำงานเลิกดึกเนื่องด้วยจำนวนช่างที่มีไม่เพียงพอ ถึงจะบอกว่ามีไม่พอแต่ความจริงแล้วพนักงานทั้งหมดก็มีเพียง 6-7 คนเท่านั้น เขาไม่เกี่ยงหากจะทำงานจนเลิกดึกดื่น ไม่จำเป็นต้องรีบไปที่อื่น ไม่ได้มีใครรอ ดีเสียอีกทำงานมากเข้าเงินของเขาก็ได้มากกว่าเก่า แถมได้ทานมื้อเย็นฟรีจากทางโบสถ์อีกด้วย
เขามีโอกาสได้แวะมาที่ห้องโถงอีกครั้งตอนช่วงพัก เดินมานั่งอยู่ที่เก้าอี้หน้าเปียโนโดยที่ยังคาบมวนบุหรี่ไว้ในปาก นิ้วมือวางลงบนคีย์โน้ต กดเบาๆ ด้วยความอยากรู้และบรรเลงไปในเพลงที่ตนเคยได้ฟัง เพลงง่ายๆ แบบการกดเพียงไม่กี่ปุ่มแต่แล้วเสียงหัวเราะเบาๆ กลับดังขึ้นขัดเสียก่อน

 

“ผมเคยเล่นเพลงนั้นเหมือนกัน”

 

ชายหนุ่มที่มาใหม่ยิ้มให้จางๆ นัยน์ตาสีฟ้าสวยจับจ้องมาที่เปียโนซึ่งตอนนี้มีเรเน่นั่งจองพื้นที่

 

“เล่นต่อได้ไหม? ผมอยากฟัง”

 

เรเน่ไม่ได้เอ่ยทักทาย ไม่ได้ส่งเสียงตอบรับ ไม่แม้แต่เปล่งเสียงใดใด สายตาของเขาไม่สามารถละไปจากชายคนนี้ได้เลย เรือนผมสีดำสนิท ใบหน้าคม ผิวขาวและดวงตาสีฟ้าใสดึงดูดให้ต้องจ้องมอง แถมสังเกตดีๆ เหมือนมีออร่าเสียด้วยสิ คิดมาถึงตรงนี้เรเน่ก็ดันปล่อยให้มวนบุหรี่หล่นลงพื้นเสียนี่ ดีที่เขายังไม่ได้จุดสูบแต่ชายหนุ่มซึ่งอยู่ตรงนั้นกลับแสดงสีหน้าตกใจออกมาเล็กๆ แล้ว

 

“ห้ามสูบบุหรี่ในโบสถ์สิครับ คุณครับ?”

 

มือเรียวบางโบกปัดไปมาตรงหน้าช่างไม้ เรเน่คืนสติได้หลังจากนั้น เขาลุกพรวดพราดพยายามจะก้มเก็บมวนบุหรี่แต่เข่าก็ดันกระแทกเข้ากับเปียโนเต็มแรงจนต้องร้องโอดครวญ

 

“เป็นอะไรมากไหมครับ?!”
“ไม่.. ไม่เป็นอะไร”
“ระวังหน่อยนะครับ”

 

 

“เรเน่!”

 

เสียงทุ้มก้องกังวานดังขึ้นที่ประตูด้านข้าง เรเน่หันขวับไปยังต้นเสียงพอพบว่าเป็นเพื่อนร่วมงานจึงรอฟังแต่กลับโดนคำถามมาเสียก่อน พอจะอธิบายให้ฟังว่าทำไมตนถึงมาอยู่ตรงนี้หันกลับมาอีกทีชายหนุ่มคนนั้นกลับอันตธานหายไปเสียแล้ว สงสัยจะคิดไปเอง.. กลับไปทำงานดีกว่า เรเน่คิดเช่นนั้น

 

หลังเลิกงานเรเน่ไม่ได้กลับบ้านในทันที เขามาขอทานอาหารกับเหล่าบรรดาบาทหลวงและลูกศิษย์นั่นรวมถึงเพื่อนร่วมงานอีกสองคนด้วย บรรยากาศโต๊ะอาหารเป็นไปอย่างเรียบง่าย พูดคุยอย่างสนุกสนานแต่ไม่ได้อึกทึกครึกโครมกระทั่งสองทุ่มทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับห้อง เรเน่เองก็ตั้งใจจะกลับบ้านตั้งแต่ตอนนั้นน่าแปลกใจที่ระหว่างทางเดินเขาดันได้ยินเสียงเปียโนอีกแล้วสิ
ในเมื่อต้องการคำตอบเขาถึงตรงรี่ไปยังห้องโถง บทเพลงซึ่งบรรเลงด้วยท่วงทำนองแสนโดดเดี่ยว เรเน่จำได้แม่น เพลงเพลงนี้เป็นเพลงเดียวกันกับเมื่อวาน
ชายหนุ่มร่างโปร่งที่ตนได้พบเมื่อกลางวันกำลังบรรเลงบทเพลงแสนไพเราะราวกับเขานั้นเป็นโน้ตตัวหนึ่งในท่วงทำนอง เรเน่ค่อยๆ สาวเท้าเดินเข้าหา พยายามไม่ขัดจังหวะการบรรเลง สายตาสอดส่องไปทั่วบริเวณพินิจมองชายหนุ่มด้วยความสนใจ ใบหน้า คิ้ว ปลายจมูก ริมฝีปาก ลำคอ มือ หรือแม้แต่นิ้วมือ
“……”
“..?!”

 

เจ้าของนัยน์ตาสีฟ้าแสดงสีหน้าประหลาดใจเมื่อมีเสียงปรบมือเบาๆ ดังขึ้นมาหลังบรรเลงจบ ดวงตาคู่สวยเบิกโพลงด้วยความตกใจแถมท่าทางแตกต่างจากเมื่อตอนกลางวันมากทีเดียว

 

“ปกตินายเล่นที่นี่ทุกคืนเลยเหรอ? เมื่อวานฉันผ่านมาแต่ไม่เห็นใคร”
“…ครับ.. เป็นเหมือนงานอดิเรก ผมดีใจที่พบคุณอีกครั้งแต่ตอนนี้คงต้องขอตัว”
“เดี๋ยวก่อนสิ .. อย่าเพิ่งรีบไป ฉันเรเน่แล้วนายล่ะ?”
“ไมเคิล”

 

ไมเคิลเอ่ยแนะนำตัว แม้จะยังคงท่าทางนิ่งสงบแต่ใบหน้ากลับแสดงความกระวนกระวายใจเล็กๆ ออกมาจนสามารถสังเกตได้หากมองดูดีๆ ชายหนุ่มเหลือบมองนาฬิกาทราย จ้องมองเม็ดทรายซึ่งกำลังไหลลงมาที่ก้นขวดก่อนจะสาวเท้าเดินออกจากตรงนั้น

 

“ผมขอโทษจริงๆ เรเน่ แต่ผมต้องไปแล้ว”

 

สิ้นสุดคำพูดไมเคิลจึงรีบสาวเท้าเดินหนีออกไปจากตรงนั้น เขาไม่ต้องการให้เรเน่ตามมาทัน หากเป็นไปได้ก็แทบจะวิ่งหนีแต่เขาไม่สามารถทำได้นี่สิ กว่าเรเน่จะรู้สึกตัวไมเคิลกลับหายไปแล้ว แถมเมื่อครู่ยังไม่แน่ใจด้วยว่าชายหนุ่มวิ่งผ่านหน้าไปหรือเปล่า เขาสัมผัสได้เพียงลมที่พัดมาแผ่วเบา
ช่างไม้หันไปมองยังเปียโนที่ตนเพิ่งมีโอกาสได้เล่นเมื่อตอนกลางวัน ขณะเดียวกันสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นนาฬิกาทรายที่เพิ่งหมดเวลาไปเมื่อครู่นี้เอง
เกิดคำถามมากมายขึ้นในหัวของเรเน่ เลอร์เนียร์ บางทีอาจเป็นการเข้าใจผิด เขาคงเหนื่อยและง่วงนอนมากจนเรียบเรียงเหตุการณ์ไม่ถูก วันนี้คงต้องกลับบ้านเสียก่อนแล้วพรุ่งนี้เขาจะลองหาตัวไมเคิลดูอีกครั้ง ถ้าหากว่าเล่นเปียโนอีกฝ่ายจะโผล่มาหรือเปล่านะ?  แทนที่เรเน่จะคิดอะไรแบบนั้นเขาควรถามกับตัวเองได้แล้วว่าสิ่งที่ทำให้เริ่มรู้สึกสนใจไมเคิลขึ้นมาคืออะไร

 

 

วันถัดมาเรเน่รีบไปโบสถ์แต่เช้า แน่นอนว่าห้องที่ตนเดินเข้าหาเป็นห้องแรกหนีไม่พ้นห้องโถงที่ตนได้พบกับไมเคิล เขาเดินไปยืนอยู่หน้าเปียโนหันมองซ้ายขวาแล้วจึงนั่งลงจ้องมองคีย์บอร์ดตรงหน้า ครั้งก่อนตนลองจิ้มเล่นเพลงง่ายๆ ครั้งนี้จะลองเล่นอะไรที่ดูยากขึ้นเสียหน่อย เพลงที่เคยได้มีโอกาสเล่น เพลงที่เคยได้ฟังสมัยเด็กๆ และเป็นเพลงเดียวที่พอจะเล่นได้
เปียโนบรรเลงแผ่วเบามีบ้างบางครั้งที่เพลงบรรเลงขาดหายเป็นพักๆ ช้าและเร็วแตกต่างกันจนฟังเหมือนไม่เป็นเพลง เรเน่เล่นจากประสบการณ์ ความทรงจำเก่าซึ่งแทบจะลืมไปจนหมดสิ้น เขาไม่แน่ใจว่าทำไมจึงมานั่งเล่นเปียโนอยู่เช่นนี้ หากให้ตอบด้วยความสัตย์จริง ใจเขารู้สึกว่าการที่เล่นเปียโนจะทำให้ได้พบไมเคิล บางทีชายคนนี้คงจะหวงเปียโนหรือหลงรักเปียโนมากจนต้องออกมาดู แต่กลับไร้ซึ่งวี่แววของชายหนุ่มคนนั้น เรเน่ถอนใจเบาๆ และลุกออกจากตรงนั้นเพื่อเข้าทำงานโดยหารู้ไม่ว่าสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องการกระทำของเขาอยู่ที่ใดสักที่ภายในห้องนั้น
เช่นเดียวกับเมื่อวาน เรเน่ยืนสูบบุหรี่อยู่ที่ข้างโบสถ์หลังเลิกงาน วันนี้เขาจะกลับเย็นเช่นเดิมหากว่าได้พบไมเคิลอีกครั้งคงจะดีไม่น้อยเลย ชายหนุ่มคนนั้นดึงดูดให้เขาต้องการสนทนาและอยู่ใกล้ชิด หากว่าไมเคิลมาเล่นเปียโนทุกๆ วันอย่างไรแล้วก็ต้องพบบ้างในสักวันหนึ่ง
เสียงเปียโนบรรเลงขึ้นในยามวิกาลเวลาใกล้เคียงกับเมื่อคืน เรเน่ถือโอกาสถามบาทหลวงที่ร่วมทานอาหารมื้อเย็นด้วยความสงสัยแต่สีหน้าเหล่าบาทหลวงนั้นกลับแสดงบางอย่างที่ดูผิดปกติ

 

“นานมากแล้วที่ไม่มีใครมาเล่นเปียโนยกเว้นไมเคิล”
“ไมเคิลมักมาเล่นที่โบสถ์เป็นประจำ เขารักเพลงเหล่านั้นและอยากให้คนอื่นๆ ได้เข้าใจถึงสิ่งที่เขากำลังบอก”

 

บาทหลวงอีกคนกล่าวเสริม

 

“แต่เพลงที่เขาเล่น..ฟังแล้วเหมือนเขากำลังต้องการใครสักคน”

 

เรเน่ขมวดคิ้วพลางยกเครื่องดื่มขึ้นจิบช้าๆ ในตอนนี้เพลงที่บรรเลงดำเนินมาจวนจะจบ เขายอมรับว่าอยากไปยังห้องโถงเสียเดี๋ยวนี้แต่หากว่าลุกออกไปอาจจะดูไม่ดีเท่าไหร่ อีกอย่าง..ดูเหมือนไมเคิลจะเล่นเป็นเวลาถ้าไปกวนอาจทำให้หนีเขาไปอีกก็ได้

 

“เขาเป็นเด็กดี น่ารักและเอาใจใส่ เคยอยู่ที่นี่เมื่อนานมาแล้ว”
“แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน?”

 

ไร้ซึ่งคำตอบของเหล่าบาทหลวง เรเน่เองก็ไม่ได้ซักไซ้มากมาย เขาลุกขึ้นยืนหลังจากกล่าวขอตัว เดินมุ่งหน้าไปยังห้องโถงที่ยังคงบรรเลงบทเพลงแสนไพเราะจากเรียวนิ้วที่เรเน่คิดว่า ‘สวย’
ไมเคิล โคแว็คอยู่ตรงนั้น นั่งบรรเลงราวกับว่าเขาอยู่ในโลกส่วนตัว เพลงที่บรรเลงซ้ำแล้วซ้ำอีก บทเพลงเดียวกับเมื่อวานนี้และก่อนหน้านี้..
เรเน่ถือวิสาสะเดินเข้าไปหย่อนตัวนั่งใกล้ๆ ชายหนุ่มที่ตอนนี้ตกอยู่ในภวังค์ ไมเคิลตอบสนองแทบจะในทันทีเมื่อรู้สึกถึงบางสิ่งข้างตัว เขากระเด้งตัวลุกขึ้นจากตรงนั้นด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

 

“ขอโทษ.. พอดีอยากเห็นใกล้ๆ”

 

ช่างไม้เงยหน้ามองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ไม่ห่างจากเปียโน

 

“และ.. ขอโทษที่ขัดนาย”
“ไม่…เป็นไรครับ”

 

สีหน้าชายหนุ่มดูค่อนข้างวิตกกังวลซึ่งนั่นทำให้เรเน่ต้องขยับตัวลุกตามไปหา

 

“ทำนายขวัญผวารึเปล่า? หน้าซีดเลยนะ..”
“.. เปล่าเลยครับ.. ผมแค่กำลังสนใจเปียโน เวลาในการเล่นเปียโนของผมไม่ค่อยมีเท่าไหร่”
“งั้นทำไมไม่มาเล่นตอนกลางวัน?”

 

ไมเคิลทำท่าอึกอัก ครั้งก่อนเขามาตอนกลางวันก็จริงแต่นั่นมีเหตุผลที่ทำให้เขามาในตอนนั้น

 

“ไม่ต้องตอบก็ได้.. นั่นไม่ใช่เรื่องของฉันนี่นะ”
“ไม่ใช่แบบนั้น.. ผมแค่อยากซ้อมมือตอนกลางคืนมากกว่า”
“แต่กลางคืนไม่มีคนฟัง ไม่เหงาเหรอ?”

 

เรเน่มุ่นคิ้วเล็กๆ สายตาของเขาสำรวจมองไมเคิลที่แสดงสีหน้าออกมาอย่างขัดเจน เป็นคำตอบของคำถามได้อย่างดี.. เรเน่ทราบอยู่แล้วว่าไมเคิลคงจะเหงามิเช่นนั้นคงไม่บรรเลงเพลงเพลงนี้

 

“เหงา.. แต่ว่า.. มีคุณฟังนี่ครับ?”

 

‘บ้าจริง!’ คงเป็นคำพูดของเรเน่ในตอนนี้ ทำไมถึงรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาเสียได้ ทั้งที่เป็นคำตอบแสนเศร้าแต่ทำไมเขาถึงรู้สึกดีแบบนี้ จากคำตอบที่ชายหนุ่มเอ่ยออกมาดูเหมือนจะแฝงความดีใจเล็กๆ ที่อย่างน้อยก็มีคนรับฟัง

 

“นายจะมาเล่นตอนกลางวันบ้างไหม?”
“ไว้ผมพร้อมเมื่อไหร่จะเล่นตอนนั้น… ขอบคุณที่คอยฟังเพลงของผมนะ เรเน่”

 

ไมเคิลก้มใบหน้าลงเล็กน้อยก่อนจะเหลือบมองนาฬิกาทรายที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ เรเน่หันมองตามและทราบได้ในทันทีว่าคงถึงเวลาที่ไมเคิลต้องไป แต่หากว่าเขารั้งเอาไว้ล่ะ? เอื้อมไปจับอีกฝ่ายแล้วบอกให้อยู่ต่อจะเป็นอย่างไร? … ดูเหมือนร่างกายจะตอบสนองแทบจะในทันที มือของเขาคว้าจับไมเคิลที่กำลังจะเดินออกจากตรงนั้น ไมเคิลนัยน์ตาเบิกโพลงด้วยความตกใจอยากจะถอยหลบแต่หนีไม่พ้นเสียแล้ว..
สิ่งที่ทำให้เรเน่แปลกใจคือร่างอีกฝ่ายนั้นเย็นเสียเหลือเกิน แต่คงไม่เท่ากับไมเคิลที่ตอนนี้แทบจะอยากกรีดร้องออกมา เขาตกใจ.. แต่สิ่งที่ตกใจมากกว่าคือมีคนมาสัมผัสตัวเขา

 

“คุณจับผม…”
“ใช่ ฉันจับนาย..ฉันไม่อยากให้นายไป เราคุยกันไม่นานนี้เอง ฉันอยากรู้จักนายมากกว่านี้”
“ปล่อยผมเถอะเรเน่ ผมต้องไปจริงๆ ผมห้ามไม่ได้”

 

เขาไม่ได้เอะใจประโยคที่ไมเคิลเอ่ยกล่าวแต่เพราะร่างกายที่สั่นเทาทำให้เรเน่ยอมปล่อยมือออกจากอีกฝ่าย สัมผัสจางๆ ยังคงอยู่ในฝ่ามือ เขาไม่ต้องการทำให้ไมเคิลเจ็บแต่หากไม่ออกแรงคงจะหนีเขาไป

 

“……..”
“ฉันจะเจอนายอีกไหม?”
“ถ้าหากว่าคุณอยากเจอผม พรุ่งนี้ตอนค่ำเรามาเจอกันอีกก็ได้”
“นัดไว้แล้วนะ อย่าหายไปไหนล่ะ”
“ผมกลัวคุณจะหายไปมากกว่า”

 

ไมเคิลก้มใบหน้าหลบรอยยิ้มของเรเน่ เขามาที่นี่เป็นปกติทุกคืนอยู่แล้วความจริงไม่จำเป็นต้องนัดก็ได้ แต่เมื่ออีกฝ่ายอยากนัดเขาก็ยอม.. เมื่อตกลงจนเสร็จสิ้นชายหนุ่มจึงเดินหนีไปจากตรงนั้นโดยทันที แต่เหมือนเรเน่จะเพิ่งนึกบางสิ่งออกเขาถึงเดินตามหลังไมเคิลไป แทนที่จะได้พบชายหนุ่มร่างโปร่งเขากลับเจอะเข้ากับบาทหลวงแทน

 

“ยังไม่กลับอีกหรือ?”
“อ่า.. กำลังจะไป ฟาเธอร์เห็นไมเคิลบ้างไหม? พอดีลืมบอกเขาไปบางอย่าง”

 

บาทหลวงนิ่งเงียบไปสักครู่ก่อนจะเอ่ยตอบ

 

“เขาไปได้สักพักหนึ่งแล้ว”
“แต่เขาเพิ่งเดินออกมาเมื่อกี้”
“เชื่อพ่อสิเรเน่.. ตอนนี้ดึกแล้วกลับบ้านไปก่อนเถอะ แล้วพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”

 

เรเน่ได้แต่ยืนทำหน้างงงวยอยู่ตรงนั้น แถมยอมกลับบ้านแต่โดยดีเสียด้วย.. อย่างไรแล้วเขาก็นัดกับไมเคิลไว้ในคืนวันพรุ่งนี้ อีกฝ่ายคงไม่เบี้ยวนัดหรอกกระมัง หากเบี้ยวแล้วล่ะก็จะยึดเปียโนเอาไว้เองเสียเลย

 

เรเน่ทำงานอย่างอารมณ์ดีตลอดวันจนเพื่อนร่วมงานเอ่ยทักว่ามีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นหรือ ทำไมถึงท่าทางมีความสุขแบบนั้น เรเน่ตอบกลับด้วยประโยคสั้นๆ ว่า ‘มีนิดหน่อย’ สำหรับเขานั้นเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก การที่ได้เจอไมเคิลคือหนึ่งสิ่งที่ทำให้รู้สึกมีความสุข เขาอดทนรอเจอในตอนค่ำไม่ไหวแล้ว
สุดท้ายสิงห์อมควันอย่างเรเน่ก็ต้องแวะไปแอบมองว่าไมเคิลอยู่ที่ห้องโถงหรือไม่ แม้ว่าจะต้องการถามเหล่าบาทหลวงและเด็กโบสถ์แต่ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ต้องการตอบคำถามของเรเน่เสียเท่าไหร่ซึ่งเขาก็ไม่ได้เก็บมาคิดมาก ขอแค่ได้พบชายหนุ่มคนนั้นเขาก็สุขใจ
เมื่อมาถึงห้องโถงเป็นดังทีคาดการณ์ ไมเคิลไม่ได้อยู่ที่นั่น สงสัยจะมีธุระ มีงานถึงไม่มาช่วงตอนกลางวันเขาจะรอจนหัวค่ำ มั่นใจว่าในตอนนั้นไมเคิลต้องมาอย่างแน่นอน
ผ่านไปหลายชั่วโมงในที่สุดจึงถึงเวลาเลิกงานเสียที เรเน่ยังมีแรงมากพอจนแสดงออกมาให้คนอื่นๆ เห็นว่าเขากำลังตื่นเต้นกับการรอคอยอะไรบางอย่าง เพื่อนของเขาไม่ได้ถามแต่ชวนสนทนาตามประสาแขกที่ร่วมรับประทานอาหารกับเหล่าเด็กโบสถ์แม้จะไม่ได้มาทานทุกวันแต่อาหารกลับเตรียมไว้อย่างดีจนอยากจะซื้อของมาให้โบสถ์เสียจริงเชียว
เรเน่แทบไม่ได้ให้ความสนใจกับมื้ออาหารนี้ เขาทานจนเกือบอิ่ม สายตาเขามองดูนาฬิกาอยู่เนืองๆ จนใกล้ถึงเวลานัดถึงขอตัวและเดินตรงไปยังห้องโถง
ขณะเดียวกันไมเคิลซึ่งมารอก่อนเวลาดูกำลังกระวนกระวายใจอยู่ลึกๆ เขาคิดหนักจนขมวดคิ้วเป็นปม นิ้วเรียวสัมผัสกลีบปากตัวเองเบาๆ สายตาจ้องมองคีย์บอร์ดตรงหน้าก่อนจะเหลือบไปเห็นชายอายุมากกว่าที่เพิ่งเดินเข้ามา ไมเคิลลุกขึ้นยืน
“คุณมาก่อนเวลา”
“นายก็มาก่อนเวลา”
เรเน่สาวเท้าเดินจนมาหยุดอยู่ข้างเปียโน
“วันนี้เราจะเล่นเพลงอะไรกันดี?”
“เรา?”
ไมเคิลเอ่ยทวนอย่างสงสัยแต่เรเน่กลับไม่กล่าวตอบแถมยังปล่อยตัวลงนั่งข้างๆ กับเขาเสียอีก ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ก่อนได้แต่กะพริบตาปริบๆ แล้วขยับพื้นที่ให้
“ฉันอยากเล่นเปียโนกับคนเก่งเปียโน ให้ความรู้สึกเหมือนฉันเล่นได้เก่งมาก”
ประโยคคำตอบของอีกฝ่ายทำให้ไมเคิล โคแว็คหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ นี่ช่างเป็นอะไรที่แปลกเสียจริงเชียวแต่เขากลับไม่ได้ว่าหรือแสดงความเห็นอะไรเพราะตอนนี้ถึงเวลาที่จะบรรเลงบทเพลงแล้ว
ชายหนุ่มนักดนตรีเอื้อมมือไปจับนาฬิกาทรายขึ้นมาถือไว้ เขาบอกกับเรเน่ว่าตนนั้นมีเวลาไม่นานดังนั้นถ้าหากเล่นไม่จบเพลงก็ต้องขอโทษด้วยเพราะเขาอาจต้องไปในทันที คล้ายๆ ซินเดอเรลร่า เรเน่ได้แต่เลิกคิ้ว อยากจะถามว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้นแต่เจ้าตัวก็ดันวางนิ้วมือลงบนแป้นคีย์เตรียมบรรเลงเสียแล้ว
นาฬิกาทรายถูกคว่ำลงจับเวลา ไมเคิลวางมือสัมผัสลงช้าๆ พร้อมกับบอกเรเน่ให้วางมือลงตามตน เขาจะเล่นเพลงที่อีกฝ่ายเคยเล่นก่อนหน้านี้และอยากให้เจ้าตัวบรรเลงไปพร้อมๆ กัน
ค่ำคืนนั้นบทเพลงบรรเลงแตกต่างไปจากทุกๆ คืน หลายคนที่อาศัยในโบสถ์ต่างแสดงความแปลกใจ พวกเขามีเหตุผลส่วนตัวที่ไม่สามารถบอกกล่าวกับผู้มาพักแรมหรือมาทำพิธีที่โบสถ์ได้ ปริศนานั้นคือตัวไมเคิล โคแว็ค พวกเขาหวังเอาไว้ว่าจะไม่มีใครให้ความสนใจชายหนุ่มคนนี้มากจนเกินไปแต่ดูเหมือนจะไม่เป็นดังที่หวังเอาไว้
เสียงบรรเลงเพลงไม่ได้ดังอย่างต่อเนื่องเพราะมีบางจุดที่เรเน่ไม่สามารถเล่นได้ ไมเคิลไม่ปฏิเสธที่จะสอนและคอยนำการแสดงของพวกเขาทั้งคู่ แม้เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่พวกเขากลับสนุกและมีความรู้สึกดีๆ เกิดขึ้นน่าเสียดายที่เวลาของไมเคิลหมดลงแล้ว เม็ดทรายกำลังไหลลงมากองรวมกันที่ก้นแก้ว ไมเคิลหยุดการบรรเลง เขาหันไปหาเรเน่พร้อมกับคลี่ยิ้มสุภาพ
“ผมจะมาเจอคุณพรุ่งนี้ ขอบคุณที่อยู่เป็นเพื่อนผม เรเน่”
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไป เรเน่เองก็ไม่ได้รั้งเอาไว้เพราะเจ้าตัวบอกไว้แล้วว่าจะมาพบในคืนพรุ่งนี้ เขาเพียงกล่าวอำลาสั้นๆ พร้อมรอยยิ้ม
“โชคดีไมเคิล”
การพบกันของทั้งสองคนเป็นเช่นนี้ทุกๆ คืน บรรเลงบทเพลงเดิมซ้ำๆ บรรเลงบทเพลงใหม่ๆ  หรืออาจมีเพียงเสียงดนตรีที่กลั่นจากความรู้สึกของไมเคิล สิ่งเหล่านี้ดำเนินไปตลอดสัปดาห์จนครบกำหนดงานของเรเน่ แม้โบสถ์จะยังซ่อมแซมไม่เสร็จดีแต่เรเน่ก็ได้หยุดงานทั้งที่เขาไม่อยากเลยแม้แต่น้อย..
ในเมื่อได้วันหยุดมาแบบนี้ก็ขอใช้วันหยุดกลับมาหาไมเคิลก็แล้วกัน.. วันนั้นเรเน่กลับมาที่โบสถ์ตอนเย็นๆ สวดมนต์และอ่านคัมภีร์ขณะรอเวลาแต่ไมเคิลกลับไม่ปรากฏตัวทั้งที่บอกเจ้าตัวไว้แล้วว่าตนนั้นอาจมาหา
เขาไม่ได้ผิดหวังที่ไม่ได้พบแต่เสียดายที่จะไม่ได้เล่นดนตรีกับชายหนุ่มคนนี้ สุดท้ายเรเน่จึงเขียนโน้ตเสียบไว้ใต้นาฬิกาทรายเพื่อบอกกับอีกฝ่ายหากกลับมาเห็นว่าตนนั้นอยากพบในตอนเที่ยงของวันพรุ่งนี้ หากมาได้จะดีมาก
โน้ตที่ถูกวางไว้ยังคงอยู่ที่เดิมแต่นาฬิกาทรายกลับให้ความรู้สึกเหมือนกำลังขยับไปมา เรเน่ไม่ได้สนใจ..เขาไม่ได้สังเกตกระทั่งเตรียมเดินออกไปจากห้องโถง เสียงเปียโนดังขึ้นเช่นเดียวกับในคืนวันนั้น ราวกับมีคนมากดแป้นคีย์บอร์ด แต่เมื่อเหลียวหลังมองกลับพบเพียงความว่างเปล่า.. เรเน่ไม่อาจทราบได้เลยว่าโน้ตที่เขาเขียนและทับด้วยนาฬิกาทรายนั้นในตอนนี้ได้อันตธานหายไปเสียแล้ว
วันรุ่งขึ้น เรเน่ เลอร์เนียร์ เดินทางมายังโบสถ์ดังที่กล่าวไว้ในโน้ต พอเช็คว่าโน้ตหายไปจากที่เดิมเขารู้สึกได้ว่าไมเคิลจะต้องรับทราบและคงจะได้พบกันในเร็วๆ นี้ซึ่งนั่นก็เป็นดังที่หวัง ไมเคิลเดินออกมาจากอีกทาง ท่าทางดูหวาดระแวงเล็กๆ เรเน่สังเกตเห็นจนต้องกล่าวทักแต่ชายหนุ่มกลับยิ้มจางๆ พร้อมทั้งสั่นศีรษะปฏิเสธ ตนนั้นสบายดีและพร้อมจะบรรเลงเปียโนแล้วในตอนนี้
พวกเขาทั้งคู่นั่งลงตรงที่เดิม วางนิ้วมือลงอย่างนุ่มนวลและบรรเลงด้วยอารมณ์มากมายที่ถูกกลั่นออกมาเป็นโน้ตดนตรี เสียงบรรเลงเพลงไพเราะจนทำให้เพื่อนที่มีเวรเข้างานของเรเน่ต้องเดินตามมาจนถึงห้องโถงเพื่อหาว่าใครคือผู้บรรเลงเพลงเพลงนี้
“คุณเล่นคล่องขึ้นมากเลยเรเน่”
“มีนายคอยสอนฉันถึงเล่นเป็นไวกว่าเดิม แต่ก็ไม่ได้เท่ากับนาย”
ผู้มาใหม่เลิกคิ้วแสดงความสงสัยเมื่อพบว่าผู้บรรเลงเพลงคือเพื่อนชายของเขา ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเรเน่จนอดเอ่ยถามไม่ได้เมื่ออีกฝ่ายบรรเลงจบ
“ไม่ยักรู้ว่าเล่นเปียโนเป็น”
“เล่นเป็นแต่เกิดเลยรู้ไหมล่ะ?”
เขาตอบกลับด้วยท่าทางโอ้อวดเป็นการหยอกล้อเพื่อนชาย
“ฉันมีคนสอนถึงเล่นเป็นไว”
ไมเคิลที่นั่งอยู่ข้างๆ ได้แต่อึกอัก นัยน์ตาสีฟ้าสั่นเทาแสดงความกลัวออกมาอย่างเด่นชัด เขาจ้องมองคนที่ยืนอยู่อีกฝั่งก่อนจะหันกลับมาจ้องเรเน่ มือที่พยายามจะยกไปจับอีกฝ่ายดูแข็งทื่อไปหมด เขาไม่กล้าสัมผัส.. กลัวจนอยากหายไปเสียในตอนนี้เลย
“ใครเขาจะมาทนสอนคนแก่เรียนช้าอย่างนายกัน”
“ใครแก่? นายน่ะแก่ แถมฉันเป็นคนเรียนไว คนสอนฉันเขามีความสามารถ ไหนๆ นายก็ถามแล้ว.. นี่ไมเคิลคนสอนฉันเอง”
ชายหนุ่มหลุบสายตาลงต่ำ ไม่กล้าสบตาใครอีกแล้วในตอนนี้ เขาหวาดกลัว.. แต่เรเน่ที่พยายามเอ่ยแนะนำตัวเขานั้นช่างร่าเริงเหลือเกิน
“ไหน? ใคร?”
“ไมเคิล โคแว็คนี่ไง”
เรเน่ผายมือเล็กน้อยเป็นการบอก
“เพื่อนในจินตนาการของนายรึไงเรเน่? ฉันไม่เห็นใครนอกจากนาย”
“อย่าตลกหน่อยเลยมันเสียมารยาท”
“ฉันเปล่าตลก ฉันเห็นแค่นาย.. ถ้าบอกว่ามีคนสอนนายก็น่าจะพาฉันไปหาไม่ใช่ให้ฉันจิตนาการว่าเขาอยู่ข้างนาย.. เฮ้ ฉันไปทำงานก่อนแล้วเดี๋ยวเลิกงานอาจมาชวนนายไปกินด้วยกันถ้ายังอยู่”
ไมเคิลลุกขึ้นยืนและถอยห่างเมื่อชายคนนั้นออกไปแล้ว เรเน่ซึ่งยืนอยู่ข้างเปียโนหันมองชายหนุ่มนักดนตรีในทันที นี่เขา..กำลังถูกแกล้งหรือว่าเกิดอะไรขึ้น
“ไมเคิล..”
“ผมขอโทษ… ผมขอโทษ.. เรเน่..”
เขาไม่กล้าสบตามองชายอายุมากกว่าเลย แถมไม่กล้าขยับไปไหนเสียด้วย เรเน่ไม่ได้กล่าวถาม ไมเคิลไม่กล่าวอธิบาย สุดท้ายชายหนุ่มคนนั้นกลับจางหายไปต่อหน้าต่อตาทิ้งความประหลาดใจและตื่นตระหนกให้กับเรเน่ เลอร์เนียร์ที่ยังคงอยู่ตรงนั้น

 

 

[SabreWolf]Parallel

product_detail_wolverine_reborn
Standard

Title : Parallel
Paring : James ‘Logan’ Howlett l Wolverine / Victor Creed l Sabretooth
Comics : Wolverine (Marvel Studio)
Writer : Zol Redfox

Note : กิจกรรม Week 16 ของ 

 

 

 

‘เส้นตรง’ คือจุดหลายๆ จุดเชื่อมต่อกันจนเกิดเส้นเส้นหนึ่ง
เส้นแนวนอน เส้นแนวตั้ง เส้นแนวขวาง เส้นตะแคง
แต่สำหรับ ‘เส้นขนาน’ แล้วนั้น เส้นขนานคือเส้นตรงสองเส้น
ที่ห่างกันด้วยระยะทางที่เท่ากันตลอดแนวเส้น
หากให้เปรียบเทียบแล้วล่ะก็คำว่าเส้นขนานคงไม่ต่างจากชีวิตของ
‘วูล์ฟเวอรีน’ และ ‘เซเบอร์ทูธ’ เลย

 

         ชีวิตของผู้ชายสองคนซึ่งแตกต่างราวกับฟ้าและเหว วูล์ฟเวอรีนเป็นที่ยอมรับจากใครหลายคน เขามีครอบครัว เขามีพวกพ้องมิวแทนท์ มีคนรักมากกว่าคนเกลียดชังในทางทฤษฎี.. ด้วยเหตุผลเดียวคือคำว่า ‘ฮีโร่’ สำหรับเซเบอร์ทูธซึ่งไม่เคยได้ใช้ชีวิตอย่างวูล์ฟเวอรีน เรื่องราวในอดีตเป็นแรงผลักดันทำให้เขาเติบโตขึ้นในแบบที่เป็นอยู่…  ‘วายร้าย’

 

         พวกเขาทั้งสองไม่มีทางเข้าใจตัวตนและบทบาทกันและกันเลยแม้แต่น้อย วูล์ฟเวอรีนหรืออีกชื่อหนึ่ง ‘โลแกน’ เคยถามกับตัวเองหลายครั้งว่าความชิงชังที่วิคเตอร์ ครีดมีให้กับตนเป็นเพราะเหตุผลใด? ทำไมชายคนนี้ถึงยึดติดกับตัวเขามากกว่าคนอื่น ทำไมถึงทำให้เขาเจ็บปวดมากกว่าใครคนอื่น เมื่อใดที่มีความสุข.. เซเบอร์ทูธจะเข้ามาทำลายมันจนย่อยยับ เหลือไว้เพียงบาดแผล เหลือไว้เพียงความเจ็บปวด ความโกรธแค้นของวูล์ฟเวอรีน

 

         เหตุผลของวิคเตอร์ ครีดคงไม่ต่างจากการเป็นคู่ปรับตัวฉกาจ ทำไมเขาจึงต้องตามตัววูล์ฟเวอรีนอยู่แบบนี้? ทำไมเขาถึงยึดติดกับมิวแทนท์ร่างเล็กคนนี้มากกว่าใครอื่น ยิ่งทำลายชีวิตอันแสนสงบสุขของโลแกนเขากลับยิ่งมีความสุข ความสุขที่ได้รู้ว่าอีกฝ่ายเกลียดชังตนมากเพียงใด เขาต้องการถูกเกลียดมากกว่าถูกรัก ต้องการให้วูล์ฟเวอรีนบรรดาลโทสะและฮึดสู้กับเขามากกว่าใครอื่น

 

         โลแกนเคยคิดว่าเรื่องทุกอย่างจะจบลงเมื่อครีดตายจากไป เขารู้สึกได้.. เขารับรู้ได้ถึงวินาทีที่คมดาบมุรามาสะฟาดฟันลงบนมัดเนื้อของเซเบอร์ทูธ กล้ามเนื้อที่แข็งเกร็งถูกสะบั้นจนขาด.. ไร้ซึ่งพลังฟื้นตัว วูล์ฟเวอรีนไม่เคยนึกว่าสิ่งนี้จะได้ผลกระทั่งเห็นด้วยตาตัวเองเช่นเดียวกับเซเบอร์ทูธ เขาไม่เคยนึกว่าพลังฟื้นตัวจะไม่สามารถใช้งานได้อีกเมื่อต้องเจอคมดาบของมุรามาสะ

 

         วินาทีที่มุรามาสะสะบั้นลำคอวิคเตอร์ ครีดจนขาดกระเด็นคือวินาทีที่โลแกนเผลอคิดไปชั่ววูบว่าชีวิตของตนจะกลับมาสงบอีกครั้ง  โลหิตสีแดงฉานซึ่งสาดกระเซ็นไปทั่วผืนหิมะสีขาวโพลนเด่นชัดมากกว่าครั้งใดที่เคยได้พบเห็น .. จบลงตรงนี้ เรื่องราวระหว่างวูล์ฟเวอรีนและเซเบอร์ทูธ.. ครั้งนั้น.. คือครั้งสุดท้ายที่วูล์ฟเวอรีนได้พบหน้าเซเบอร์ทูธ แต่นั่นกลับไม่ใช้ท้ายที่สุด

 

         การปรากฏตัวของวิคเตอร์ ครีดหลังจากที่เขาได้สะบั้นคอไปแล้วสร้างความตื่นตะลึงให้กับโลแกนมากกว่าเรื่องอื่นๆ สิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? เซเบอร์ทูธตายไปแล้วอย่างแน่นอน.. ไม่มีผู้ใดสามารถรอดพ้นจากดาบมุรามาสะได้เขามั่นใจ.. แม้ว่าเขาจะทราบถึงเหตุผลและคำตอบของเรื่องราวหลังจากนี้แต่กลับสายเกินไป  วิคเตอร์ ครีดกลับมามีชีวิตอยู่บนโลกได้อีกครั้งเสียแล้ว

 

         จากความชิงชังที่มีให้แก่วิคเตอร์ ครีด ความคิดของโลแกนค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปทีละน้อย หากว่าตนสามารถทำให้ชายคนนี้กลายเป็นฮีโร่ได้แล้วล่ะก็คงเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจสำหรับตัวเซเบอร์ทูธเอง  ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นสัตว์ป่า.. สัญชาตญาณสัตว์ป่าที่มาพร้อมกับการกลายพันธุ์คงไม่แตกต่างจากครีด มีเพียงสิ่งเดียวที่พวกเขาทั้งสองแตกต่างกันคือครีดใช้ชีวิตดังเช่นสัตว์ป่า แต่สำหรับโลแกนเขาใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ นี่อาจเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาทั้งสองไม่สามารถเข้าใจกันได้ เส้นทางที่พวกเขาเลือกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงและไม่มีวันบรรจบกัน.. ไม่มีทางที่จะมาหยุดอยู่ที่จุดเดียวกันได้

 

         หากว่าสักวันหนึ่งสิ่งที่โลแกนพยายามบอกกับครีดเป็นผลสำเร็จมันคงดีไม่น้อยเลย.. มันคงจะดีหากว่าผู้ชายคนนั้นหยุดฆ่าอย่างไร้เหตุผล หยุดที่จะทำลายชีวิตนับร้อยนับพันนั้นเสียที ยิ่งนึกถึงอดีตที่ผ่านมายิ่งทำให้ต้องทบทวน.. ครีดชิงชังเขาหรือความรักกันแน่ ทุกครั้งที่เขามีความรักครีดมักจะทำลายจนย่อยยับ.. วันเกิดในทุกๆ  ปีของเขาครีดมักจะทำลายจนป่นปี้ ปลิดชีพหญิงสาวที่เขารักมากที่สุดสร้างความแค้นและความเกลียดชังมากขึ้นในทุกๆ ปี ด้วยเหตุผลใด? โลแกนไม่เข้าใจและไม่คิดจะเข้าใจ.. สิ่งเดียวที่เขาเข้าใจคือเรื่องเหล่านี้ควรจะจบลงได้เสียที

 

แต่กลับไม่นึกเลยว่าสิ่งที่ทำให้วิคเตอร์ ครีดหยุดการกระทำเหล่านั้น
สิ่งที่ทำให้วิคเตอร์ ครีดเปลี่ยนแปลงตัวเองคือความตายของวูล์ฟเวอรีน
         ความตายที่เซเบอร์ทูธพร่ำบอกว่าจะเป็นผู้ปลิดชีพด้วยตัวเอง..
แต่เมื่อเหตุการณ์นั้นมาถึงแม้ครีดจะบอกใครต่อใครว่าตนมีความปลื้มปิติ
แต่ความจริงนั้นเขากลับรู้สึก ‘คิดถึง’
ราวกับว่าวูล์ฟเวอรีนคือทั้งหมดของชีวิตเขา

 


 

         เรารักเซเบอร์ทูธกับวูล์ฟเวอรีนครับ คู่ที่ไม่ใช่รัก..แต่เป็นความเกลียดชังล้วนๆ ถึงจะบอกว่าเกลียดชังแต่ว่าคนที่น่าตีมากที่สุดก็คือตัววิคเตอร์ ครีดเอง อยากให้เขาเกลียด อยากสู้กับเขาแต่นอนละเมอถึงโลแกนนี่คืออะไร.. มีแต่คิดถึงมีแต่คิดถึง อยู่ทุกครั้งที่มองดาว #…
         ยิ่งตอน Death of Wolverine ปากบอกฉันแฮปปี้มาก ฉันดีใจที่ Runt ตายไปเสียที แต่สุดท้ายกลับคิดถึงเขา ทำไม.. คืออะไร Love-Hate หรือครับวิคเตอร์
      ปล. ถ้ามีโอกาสคิดว่าคงได้เขียนเวอร์ชั่นมูฟวี่เหมือนกันครับ