[OUAT]MadWhale : In the Darkness

Standard

 

Title : In the Darkness
Paring : Victor Frankenstein l Dr.Whale + Mad Hatter l Jefferson
Series : Once Upon A Time
Writer : Zol Redfox

 

…เสียง….เสียงบางอย่าง……เสียงของเหล็ก……การกระทบกันของโลหะบางอย่าง…. ในตอนนี้มีเพียงความมืด..มืดสนิทเหมือนคนตาบอด แต่กลับยังคงรู้สึกได้ถึงสัมผัสภายนอก…..ที่นี่คือที่ไหน….และทำไมถึงขยับตัวไม่ได้ดังที่ใจคิด….เหมือนถูกพันธนาการเอาไว้ด้วยบางอย่างที่แน่นหนา…

 

 

   ภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นยามากมายจนรู้สึกแสบจมูกไปหมด… เขาอยากจะอ้าปากและหายใจออกมาทางนั้นแทน…แต่กลับทำไม่ได้ดังที่สมองสั่งการ… นี่เขา…เดี๋ยวก่อน..นี่เกิดอะไรขึ้น? ยิ่งคิดยิ่งหาคำตอบมากเท่าไหร่สติที่ถูกควบคุมเอาไว้มาเป็นเวลานานก็แถมจะบดละเอียดและแตกเป็นเสี่ยงๆ เขาต้องการคำตอบเดี๋ยวนี้และตอนนี้..

 

 

   เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเขา.. ชายหนุ่มมั่นใจว่าลูกนัยน์ตาทั้งสองข้างยังใช้การได้ดี แต่ถูกปกปิดเอาไว้ด้วยผ้าสีดำผืนหนา … ริมฝีปากเองก็เช่นกันแม้จะไม่ใช่ผ้าผืนหนาแต่ลิ้นอุ่นที่พยายามดุนสัมผัสกับสิ่งแปลกปลอมก็สามารถทำให้เขาทราบได้ว่ามันเป็นเส้นหนังบางอย่างที่คาดและรัดปากของตนเอาไว้

 

 

   นี่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนอยู่ในท่าทางไหน.. นั่ง? ยืน? หรือบางทีอาจกลับหัว???!! จะสภาพไหนก็ช่าง ขอให้มีสติและไม่แตกตื่นกับสถานการณ์นี้ให้ได้คงดีไม่น้อย แต่มันกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด.. ความมืดและเสียงประหลาดซึ่งดังต่อเนื่องไม่หยุดหย่อนทำให้หัวใจของเขาเหมือนตกวูบและหายไป ลมหายใจที่กำลังสูดเข้าออกมันช่างลำบากลำบนเสียเหลือเกิน.. เขาไม่เคยรู้สึกว่าการหายใจมันยากจนกระทั่งตอนนี้

 

 

   สัมผัสเย็นชืดจากชิ้นอุปกรณ์บางอย่างแตะแนบลงบริเวณข้างแก้มของเขา ความรู้สึกเย็นวาบแล่นผ่านเข้ามาจนขนลุกไปทั้งตัว ความกลัวก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆ หากนี่เป็นฝันร้ายเขาก็อยากจะลืมตาตื่นขึ้นมาเสียที..ขอให้เป็นแค่ฝัน ..ฝันเท่านั้น… แต่ดูเหมือนว่าคำขอของชายหนุ่มจะไม่เป็นผลเลยแม้แต่น้อยเมื่อเครื่องเงินลักษณะแบนเกลี่ยมาตามโครงหน้าและหยุดอยู่ที่ปลายคางก่อนจะกดลงบนบริเวณลำคอ

 

 

   การหายใจติดขัดและขาดช่วงไปชั่วครู่ เขากลั้นหายใจทันทีที่ปลายแหลมนั้นกดลงบนผิวเนื้อจนรู้สึกเจ็บ แต่แล้วคมมีด.. ซึ่งเขาเดาว่าน่าจะใช่.. กลับเลื่อนลงมาที่ผ้าพันคอสีม่วงซึ่งปกปิดบาดแผลบางอย่างเอาไว้.. บุคคลปริศนาดึงมือของตัวเองออกก่อนจะปลดผ้าผืนบางซึ่งรัดรอบคอของชายตรงหน้าออก เผยบาดแผลฉกรรจ์รอบลำคอขาว…

 

 

   แผลเป็นซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นได้.. ลักษณะการเย็บไม่ต่างจากศีรษะที่ถูกสะบั้นไปแล้วครั้งหนึ่งแล้วนำกลับมาเชื่อมต่ออีกครั้ง.. นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย เพราะวินาทีที่ถูกเชือดเฉือนไปแล้ว แม้ร่างกายไร้ศีรษะจะสามารถขยับได้อยู่ครู่หนึ่งแต่มันก็ไม่ต่างจากการตาย

 

 

   อาการตื่นกลัวของ ‘เหยื่อ’ เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณเมื่อสัมผัสประหลาดลงแนบบนแผลเป็นบริเวณลำคอของตน.. สัมผัสคล้ายกับริมฝีปากที่กำลังเกลี่ยอย่างแผ่วเบาและใจเย็น ไอร้อนจากลมหายใจกระทบกับผิวของเขาจนรู้สึกได้อย่างชัดเจน.. เสียงครางร้องดังผ่านลำคอด้วยความสับสน ตื่นกลัว และอยากจะร้องไห้…ใช่..เขาอยากจะร้องไห้ออกมากับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญในตอนนี้

 

 

   แม้จะพยายามขยับมากเพียงใด แต่เหมือนสิ่งที่พันธนการตนกลับรัดแน่นมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เขาทำอะไรไม่ได้นอกจากพยายามคิดหาทางออก…ทางออก ที่หากเป็นชีวิตของเขาจริงๆ มันคงเป็นการกระโดดลงหมวกทรงสูงสีดำที่ตัดเย็บอย่างประณีตและใช้เดินทางไปทั่วทุกอาณาจักร.. ต่างตรงที่ตอนนี้เขาไม่มีเวทมนตร์ .. มันใช้งานไม่ได้อีกแล้ว..และคงไม่มีวันใช้ได้อีก

 

 

   ‘เดอะ แมดแฮตเตอร์’ กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นทุกข์มากกว่าครั้งไหนๆ เขาไม่อาจรู้ได้เลยว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร หรือเป็นเพราะตนเองที่พลาดพลั้งไป… แต่มันคงทำอะไรในตอนนี้ไม่ได้เมื่อสัมผัสจากริมฝีปากถูกกดลงหนักกว่าเดิมแถมยังรับรู้ได้ถึงลิ้นอุ่นที่ลงมาแนบกับผิวของเขาอีกด้วย…อยากให้มันจบลงเสียที….อยากให้เรื่องนี้มันหยุดเสียที

 

 

   ดูเหมือนว่าเจฟเฟอร์สันจะไม่โชคดีเท่าไหร่นักเมื่อเสื้อกั๊กตัวสวยถูกปลดกระดุมออกในที่สุดเสียงลมหายใจกลายเป็นอาการหอบถี่ๆ แทน อย่างน้อยเขาก็อยากจะปลดเจ้าของที่อยู่ในปากของตนออก มันรู้สึกหายใจได้ไม่สะดวกเอาเสียเลย.. . ความคิดแรกที่แล่นเข้ามาในหัวตอนนี้คือเขากำลังจะถูกทรมานใช่ไหม… นี่เขากำลังจะถูกฆ่า… แถมยังจับต้นชนปลายไม่ถูกเสียอีกว่าเกิดเรื่องนี้ขึ้นได้อย่างไร

 

 

   ไม่นานนักผู้กระทำกลับปลดสายที่พันคาดโพรงปากของเดอะแมดแฮตเตอร์ออก เขาโยนมันทิ้งไว้บนโต๊ะจนสามารถได้ยินเสียงกระทบดังขึ้นมาอย่างชัดเจน… วินาทีนั้นเองที่เจฟเฟอร์สันพูดโพล่งขึ้นมาในทันที

 

 

“ปล่อยผมไป”

 

 

   น้ำเสียงสั่นเครือไม่ต่างจากร่างซึ่งสั่นเทาเสียจนคล้ายลูกหมาที่เพิ่งตากฝนมาหมาดๆ .. ดูน่าเอ็นดูเกินกว่าจะปล่อยให้หนีไปโดยง่าย.. ทั้งน้ำเสียงและท่าทางที่แสดงออกมาทำให้อยากจะรัดร่างเอาไว้ให้แน่นขึ้นและลงมืออย่างเชื่องช้าภายใต้เสียงกรีดร้องคร่ำครวญ

 

 

   ไม่อยากจะเชื่อว่าเสียงของโลหะดังขึ้นอีกแล้ว…เขาอยากจะรู้ว่านั่นใช่สิ่งที่ตนกำลังคิดอยู่รึเปล่า.. ‘เครื่องมือแพทย์’ หากเดาไม่ผิดมันต้องใช่แน่ๆ และพอพูดถึงแพทย์…ก็ดันทำให้คิดถึงคนคนหนึ่งขึ้นมา

 

 

“ดร.เวล”

 

 

   ชื่อของศัลยแพทย์ที่ตนรู้จักถูกเอ่ยออกมาแผ่วเบาภายใต้เสียงหอบหายใจถี่ๆ เขาเพียงแค่คิดถึงด็อกเตอร์เวล.. ด็อกเตอร์แฟรงเกนสไตน์ที่ตนได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วย สำหรับแมดแฮตเตอร์แล้วแม้จะทราบว่าแฟรงเกนสไตน์เป็นคนแบบไหนและชื่นชอบที่จะทำอะไร…แต่สถานการณ์นี้คงไม่ใช่เขาหรอก… เจฟเฟอร์สันเชื่อแบบนั้น

 

 

   อาการชะงักงันและนิ่งไปครู่หนึ่งของร่างเงาตรงหน้าทำให้เขาอยากจะหยุดหายใจ… เป็นไปไม่ได้….เป็นไปได้…..ศีรษะรู้สึกหนักอึ้งไปหมด อยากจะรับรู้…แต่อีกใจก็อยากจะปฏิเสธหากคนคนนี้คือวิคเตอร์ แฟรงเกนสไตน์จริงล่ะก็.. ทำไมคนที่ใจดีและสุภาพแบบนั้นถึง..

 

 

“เวล..นั่นคุณใช่ไหม?”

 

 

   ไม่มีคำตอบจากชายตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย… และดูเหมือนจะถูกเมินไปเสียอีก.. ลมหายใจแผ่วเข้าปะทะบริเวณข้างใบหูก่อนที่ปลายจมูกจะถูกไล้มาตามใบหน้าอย่างเชื่องช้า สัมผัสที่ข้างแก้มรู้สึกได้ว่าอีกคนสวมถุงมือยางที่ใช้ในการผ่าตัดและทดลอง เขาเลื่อนมือลงมาจับที่บริเวณลำคอพร้อมกับใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองกดลงบริเวณคอหอย แม้จะเป็นแรงเพียงเบาๆ แต่มันก็ทำให้การหายใจของตนติดขัดได้มากทีเดียว

 

 

   อาการแตกตื่นเกิดขึ้นทันตาเห็นเหมือนกับการหย่อนซีเซียมลงทำปฏิกิริยาในน้ำ ช่างทำหมวกพยายามสูดหายใจเข้าลึกเมื่อรู้สึกว่าแรงกดมีมากขึ้นจนเริ่มขาดอากาศหายใจ ทันทีที่เสียงของเดอะแมดแฮตเตอร์จะถูกเปล่งออกไปอีกครั้งมันกลับถูกขัดด้วยท่อลมบางอย่างลักษณะคล้ายกับหลอดอันยาวที่ถูกสอดใส่เข้าในโพรงปาก เขาสำลักในทันทีเมื่อมันถูกยัดให้ลึกไปจนถึงหลอดอาหาร ร่างกายบิดเกร็งจนกระตุกเป็นช่วง… เสียงหอบหายใจดังขึ้นถี่ ขณะเดียวกับที่พยายามหันใบหน้าหลบสิ่งแปลกปลอมที่สอดใส่เข้ามา

 

 

   แสงจากหลอดไฟลงกระทบกับคมมีดจนสะท้อนไปแยงนัยน์ตาสีฟ้าซึ่งตอนนี้ถูกปกปิดด้วยผ้าสีดำผืนหนา… ชายตรงหน้าของเจฟเฟอร์สันก็มีนัยน์ตาสีเดียวฟ้าเช่นเดียวกันแม้จะอ่อนกว่าแต่ก็เป็นสีที่สวยหากได้สบตาเป็นเวลานาน…
ตอนนี้คนตรงหน้าเริ่มลงมือปลดเสื้อตัวในออก แม้ร่างกายจะสั่นเทามากเพียงใดแต่เจฟเฟอร์สันยังคงพยายามเอ่ยพูด…แม้เสียงหอบหายใจจะหนักมากเพียงใดแต่เจฟเฟอร์สันยังคงพยายามร้องขอ… เสื้อสีเข้มถูกถอดออกในที่สุด ผิวร่างของแมดแฮตเตอร์ปรากฏต่อหน้าของ ‘คุณหมอ’ ที่ใช้เวลาเล่นสนุกกับร่างกายเขามาเป็นเวลานาน และ…คงไม่หยุดเพียงเท่านี้

 

 

   มีดผ่าตัดถูกวางแนบผิวหนังของเหยื่ออีกครั้งและครั้งนี้ก็ดูเหมือนว่าเขาตั้งใจจะลงมีดต่างจากในตอนแรกที่ใช้มันลูบไล้อย่างอ้อยอิ่งตามโครงหน้าสวยของแมดแฮตเตอร์ ความรู้สึกเย็นวาบทำให้เจ้าตัวรู้สึกสั่นสะท้านไปหมดยิ่งมันลงแตะตรงส่วนอ่อนไหวก็ยิ่งรู้สึกแปลกจนต้องผ่อนลมหายใจออกมาทางปากแผ่วเบา

 

 

   ‘คุณหมอ’ โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้กับอีกฝ่ายพลางเอ่ยกระซิบแผ่วเบาที่ข้างใบหู ด้วยน้ำเสียงที่เจฟเฟอร์สันไม่มีวันลืมไปได้…น้ำเสียงเรียบๆ ที่มักจะพูดสุภาพและติดตลกในบางโอกาส..เสียงของด็อกเตอร์เวล

 

 

“ตอนนี้คุณกลัวผมแล้วหรือยัง คุณเจฟเฟอร์สัน?”

 

“……..”

 

 

   ไม่มีคำเอ่ยพูดใดใดออกจากปากของชายหนุ่มผู้เป็นเหยื่อ .. อาจเพราะอาการช็อคที่สุดท้ายแล้ว..ก็เป็นดังที่ตนคิดจริงๆ เขาไม่อยากเชื่อเลยว่าคนอย่างเวลจะทำแบบนี้กับตน.. เวลต้องมีเหตุผล..และเขามักจะมีเสมอ เหตุผลว่าทำไมถึงต้องทำแบบนี้…ทำไมถึงต้อง……

 

 

   มุมปากของศัลยแพทย์ยกขึ้นยิ้มเล็กๆ ขณะพินิจมองภาพตรงหน้า แม้จะไม่ใช่สิ่งที่น่าดูเท่าไหร่นักแต่วิคเตอร์กลับรู้สึกดีอย่างประหลาด … อาจเพราะแฟรงเกนสไตน์เรียกร้องให้ทำแบบนี้มานานมากแล้ว… ผ่าตัด…กรีดเนื้อ…กลั่นโลหิต.. การทดลองที่เขาโหยหามาเป็นเวลา 28 ปี ….. มันปะทุขึ้นมาในวันเดียว…รู้สึกดีเสียจนอยากให้คนที่ตนสนใจได้เป็นผู้ลิ้มลองมัน

 

 

   สิ่งเดียวที่เจฟเฟอร์สันรู้สึกในตอนนี้คือความเสียใจ.. เขาวางใจเวลมาตลอด …ดร.เวลเป็นคนดีมากคนหนึ่งซึ่งเขาเคยรู้จักแต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน…หรือแท้จริงแล้วเขาไม่เคยรู้จักตัวตนจริงๆ ของวิคเตอร์กันนะ… ทั้งหมดที่เขาทำมันก็แค่การหลอกลวงให้ตนเชื่อใจ อีกทั้งคำพูดมีน้ำหนักเหล่านั้น…การแสดงออก ทุกๆ อย่าง….มันไม่ใช่ของจริงงั้นหรือ..

 

 

   แมดแฮตเตอร์พยายามก้มใบหน้าของตนลงแม้ว่าท่อลมอันยาวจะสอดใส่อยู่ในปากของตนก็ตาม รอบดวงตาของเขาแม้จะไม่สามรถมองเห็นได้แต่มันกลับแดงก่ำไปหมด เสียใจจนรู้สึกคับแน่นไปหมดเหมือนกับหัวใจเพิ่งถูกขยี้ทิ้งไป… ในขณะเดียวกันแฟรงเกนสไตน์กลับไม่พูดอะไรออกมาเลยแม้แต่น้อย เขาฟังเพียงเสียงอดกลั้นที่ช่างทำหมวกไม่พยายามแสดงออกมาอยู่สักพัก ก่อนจะจับใบหน้าซึ่งถูกปิดนัยน์ตาสีสวยเอาไว้ขึ้นพร้อมกับดึงท่ออันยาวออกมาวางไว้บนโต๊ะข้างๆ

 

 

   เสียงไอดังไม่ขาดสาย เจฟเฟอร์สันแทบจะกระโดดได้หากไม่ถูกพันธนาการร่างกายจนรัดแน่นขนาดนี้ล่ะก็… เขาไอไม่หยุดจนจมูกเริ่มแดง เสียงหายใจดังหอบถี่และหนักเหมือนในตอนแรก…และแล้วแมดแฮตเตอร์จึงตัดสินใจถามแฟรงเกนสไตน์ออกไป

 

 

“ทำไมคุณถึงทำกับผม…แบบนี้…”

 

 

   แม้จะเป็นน้ำเสียงอ่อนแรงแต่มันกลับทำให้เวลเพ่งความสนใจได้ดี เขาไม่เมินเฉยเหมือนครั้งก่อน…รอยยิ้มถูกคลี่ออกช้าๆ เมื่อฟังจนจบคำถาม… แฟรงเกนสไตน์ไม่คิดอะไรนอกจาก ‘การทดลอง’ แน่นอนว่าเขาไม่รู้จักความสุขหรือความรัก เพราะมักจะสูญเสียสิ่งเหล่านั้นไปเมื่ออ้าแขนรับมันมา…แต่ครั้งนี้จะไม่มีอีกแล้ว….มันจะไม่เกิดขึ้นอีก…ตราบใดที่วิคเตอร์ยังสนใจเจฟเฟอร์สันอยู่..เขาจะไม่ทิ้งไปง่ายๆ เขาแค่แสดงออกแตกต่างจากคนอื่นเพียงเท่านั้นเอง

 

 

 

“ผมจะทำให้คุณเป็นของผมตลอดกาล”

 

 

– END –

 

 

[FIC]Captain America WS : Last Night

Standard

 

 

Title : Last Night
Paring : Jack Rollins + Brock Rumlow
Movie : Captain America : The Winter Soldier 
Writer : Zol Redfox

 

 

     มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากคนสองคนที่สนิทกันจะใช้เวลาร่วมกัน… มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากเพื่อนสนิทสองคนจะออกไปนั่งดื่มและสนทนากันตอนกลางคืนจนใกล้รุ่งสาง … มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากทั้งสองคนจะกลับมาและนอนร่วมห้องกัน……และมันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากคนสองคนจะปล่อยตัวนอนลงบนเตียงเดียวกัน

 

 

   นับเป็นเวลาหลายชั่วโมงกว่าที่เจ้าหน้าที่ทีมสไตร์คจะกลับมารู้สึกตัว สมองหนักอึ้งไปหมด กลิ่นของแอลกอฮอล์คลุ้งไปทั่วห้องจนรู้สึกสะอิดสะเอียน ทั้งที่รสชาติกลับพิสมัยน่าลิ้มลองกว่าหลายเท่า …

 

 

     เปลือกตาหนักอึ้งเสียจนไม่อยากพาตัวเองลุกออกจากเตียง เขาอยากนอนอยู่ตรงนี้และหลับเงียบๆ จนกว่าใครสักคนมาปลุก แน่นอนว่าต้องเป็นเพื่อนร่วมทีมสักคนมาลากเขาออกจากห้องเพื่อไปทำภารกิจ.. แต่กลับทำไม่ได้เมื่อความรู้สึกหนักอึ้งซึ่งกำลังกดทับร่างของตนจนทำให้หายใจไม่สะดวกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

 

 

     มือกร้านยกขึ้นเพื่อจะเสยเรือนผมของตนเอง…… ‘ติด’ .. คือความคิดแรกที่แล่นเข้ามาในหัว ท่อนแขนของเขาขยับได้ไม่สะดวกอย่างที่ควรเป็น มันถูกกดทับเอาไว้ด้วยอะไรบางอย่าง …อะไรซึ่งหนักจนเขาไม่สามารถเดาได้ ดังนั้นแล้วชายหนุ่มจึงพยายามฝืนให้ตัวเองเปิดเปลือกตาขึ้น.. .. และก็ต้องพบสิ่งที่คาดไม่ถึง…

 

 

     ‘บร็อค รัมโลว์’ เจ้าหน้าที่ไฮดร้า…. หัวหน้าทีมสไตร์คกำลังนอนทับเขาอยู่ด้วยสภาพที่ไม่สวมเสื้อ.. ใช่…เขาเองก็ด้วย… โรลลินส์ไม่ได้แตกตื่นเมื่อเห็นว่าทั้งเขาและรัมโลว์อยู่ในสภาพเปลือยท่อนบน…..หรือหากจะพูดให้ถูกคือไม่ได้คิดอะไรเลย.. หรือควรจะคิด? ..

 

 

     วินาทีต่อมาผ้าห่มที่คลุมปิดท่อนล่างของหัวหน้าทีมจึงถูกดึงขึ้น เสียงร้องครางอย่างรำคาญดังออกมาเบาๆ เมื่อตนกำลังถูกรบกวนการนอน   รัมโลว์ขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมกับขยับตัวและกดศีรษะลงใกล้ข้างลำคอจนโรลลินส์สามารถสัมผัสได้ถึงไอร้อน…สัมผัสได้ถึงลมหายใจต่อเนื่องที่อยู่ใกล้กับตน
“ตื่นได้แล้วโดเบอร์แมน”

 

     ในที่สุดแจ็ค โรลลินส์จึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงยากจะอธิบาย นี่เป็นครั้งแรกที่รู้สึกอยากเลิกดื่มพวกแอลกอฮอล์เสียให้ได้.. อาการขาดสติอย่างรุนแรงคงไม่ได้ชักนำให้เขากับรัมโลว์ทำอะไรพิเรนๆ ไปเมื่อคืนหรอกนะ…

 

“รัมโลว์…”

 

     ไม่ใช่แค่เสียงที่พยายามปลุกเพื่อนร่วมเตียงแต่ในตอนนี้มือข้างที่ว่างกลับยกขึ้นตบใบหน้าเพื่อเรียกสติคนที่นอนหลับเป็นตายอยู่ข้างๆ อีกด้วย… หัวหน้าทีมสไตร์คขมวดคิ้วพร้อมส่งเสียงออกมาอย่างไม่พอใจแถมยังใช้ใบหน้าดันมือที่มาตบกลับไปเสียอีก

 

“…เงียบน่ะ….โรลลินส์..”

 

     เมื่อความพยายามเบื้องต้นไม่เป็นผลคงต้องกลับมาใช้ไม้แข็งกันอีกครั้ง โรลลินส์ออกแรงชันเข่าของตนเองขึ้นหวังจะดันร่างซึ่งทับตนอยู่ให้พลิกกลับไปแต่ดูเหมือนไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อรัมโลว์ใช้ท่อนแขนของตนดันให้ขานั้นเบี่ยงไปด้านข้าง

 

“ถ้านายตื่นแล้วก็ลุกสักที ฉันจะได้ไม่ต้องออกแรง”

 

“ทั้งที่เมื่อคืนนายออกแรงไม่ยั้งแท้ๆนะแจ็ค โรลลินส์”

 

     ความเงียบเข้าปกคลุมภายในห้องโดยทันทีเมื่อคำพูดของรัมโลว์ทำให้เขาแทบจะหยุดหายใจไปชั่วครู่.. โรลลินส์รู้สึกพูดไม่ออกกับคำล้อเล่นที่ได้รับกลับมา… แม้จะถูกหยอกอยู่หลายเรื่อง… แม้จะมีการแกล้งแซวกันไปมาตามประสาเพื่อนสนิทแต่ทำไมครั้งนี้เขาจึงรู้สึกแปลกกว่าครั้งไหน… นี่เขากำลังคิดอะไรอยู่..

 

“ฉันทำอะไร?”

 

     เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเช่นเดิมแม้ว่าในตอนนี้จะรู้สึกหน่วงไปหมด ยิ่งตื่นมาเจอรัมโลว์ปั่นหัวแต่เช้าก็ยิ่งรู้สึกอยากจะกลับไปนอนให้รู้แล้วรู้รอด… แต่ความคิดของโรลลินส์ก็ต้องถูกขัดขวางเมื่อเพื่อนร่วมทีมที่ทำตัวงัวเงียเมื่อครู่ลุกมานั่งทับร่างของตนจนได้

 

“แล้วนั่นนายจะทำอะไร”

 

     โรลลินส์เอ่ยถามขึ้นอีกครั้งขณะมองหัวหน้าทีมสไตร์คซึ่งยิ้มออกมานิดๆ ให้แก่เขา.. แม้จะไม่มีเสียงตอบรับหรือคำอธิบายใดใด แค่ทั้งสองคนมองสบสายตากันก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ อาจเพราะความสนิทสนมและช่วงเวลาที่ใช้ร่วมกันมานานของทั้งคู่.. แต่น่าหน่ายใจที่เจ้าหน้าที่ไฮดร้าอย่างแจ็ค โรลลินส์ไม่ต้องการที่จะรับรู้สาส์นในครั้งนี้เลย

 

     ‘ไม่’ คือคำที่เอ่ยกลับไปแก่ชายที่กำลังนั่งทับร่างของตนอยู่ และหวังว่ารัมโลว์จะเข้าใจความหมายของคำว่า ‘ไม่’ ที่ตนปฏิเสธออกไป … ไม่ใช่เช้านี้ที่เขาต้องไปออกกำลังหนักๆ … ไม่ใช่เช้านี้ที่เขาจะพาตัวเองออกไปทำภารกิจ…และไม่ใช่เช้านี้ที่เขาจะต้องถูกรัมโลว์ปั่นหัว..แม้จะโดนไปแล้วก็ตาม

 

 

     เสียงถอนใจดังขึ้นแผ่วเบาพร้อมกับใบหน้าที่ส่ายไปมาช้าๆ เพราะดูเหมือนว่าหัวหน้าทีมสไตร์คจะไม่รับฟังคำพูดของตนเลยแม้แต่น้อย
     ไม่นานนักรอยยิ้มของรัมโลว์กลับเปลี่ยนไป เขายกตัวขึ้นเล็กน้อยเหนือบริเวณที่ตนกำลังนั่งทับอยู่และชะงักไปชั่วครู่เหมือนเกิดบางอย่างขึ้น แม้ไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมามาก แต่โรลลินส์สามารถสังเกตเห็นสีหน้าได้อย่างชัดเจนและเขาก็พอจะรู้แล้วว่านั่นเป็นเพราะอะไร

 

“มาออกกำลังตอนเช้ากันหน่อยดีกว่าโรลลินส์ ฉันรู้สึกว่าแอร์ในห้องจะเย็นไปสำหรับนาย”

 

“ถ้าแอร์มันเย็นสำหรับฉัน มันคงเย็นสำหรับนายด้วยรัมโลว์”

 

     ทั้งคู่เงียบไปครู่หนึ่ง.. ไม่มีเสียงเอ่ยพูดอะไรอีกนอกจากความเงียบและการมองสบตากันเพียงเท่านั้น… ไม่มีใครสามารถทราบได้ว่าโรลลินส์และรัมโลว์คิดอะไร… ไม่มีใครสามารถทราบได้ว่าทั้งคู่กำลังสนทนาอะไรภายใต้ความเงียบ … ไม่มีใครสามารถเข้าใจถึงความสนิทสนมของทั้งสองคนได้ดีเท่ากับตัวของพวกเขาเอง

 

 

     แม้จะไม่มีคำตอบสำหรับโรลลินส์เรื่องเมื่อคืน… แม้จะไม่มีคำตอบเรื่องที่เสื้อผ้าถูกถอดอย่างเป็นปริศนา…. แม้จะไม่มีคำตอบอะไรเลยสำหรับเรื่องทั้งหมดนี้… แต่อย่างเดียวที่เขารู้คือตอนนี้เขามีสติต่างจากเมื่อคืน

 

– END –

 

>–)O ขอคนมีเมตตาพาเราไปเก็บทีครับ พีค 2RL ไม่ไหวแล้ว ชอบความสัมพันธ์เพื่อนๆ แบบนี้
ส่วนเรื่องที่เขียนข้างบนนี่ให้คิดเอาเองครับ แอบเอามาจากบอทด้วยเรื่องที่เขาคุยกันว่า ‘แอร์ไฮดร้าหนาวมาก’ แล้วก็มีแท็กข้างหลังเรื่องหนาวจนแข็ง #สวัสดีครับ

[Fic]Once Upon A Time : Story (1)

Standard

 

Title : Story l Part 1
Paring : Victor Frankenstein l Dr.Whale + Mad Hatter l Jefferson
Series : Once Upon A Time
Writer : Zol Redfox

 

 

     คุณคงเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับเจ้าหญิงเจ้าชาย แม่มด… มังกร สัตว์เทพนิยาย อัศวิน หรือเรื่องราวเกี่ยวกับรักแท้ บางคนบอกว่ามันเป็นเรื่องจริง และมันจะต้องเกิดขึ้นเมื่อเราพบรักแท้….แต่ไม่ใช่สำหรับผม… รักแท้เป็นเรื่องไร้สาระมันไม่มีเหตุผลที่จะชี้วัดอะไรได้ มันเป็นเพียงความชื่นชอบและลุ่มหลงของมนุษย์สองคนที่มีความรู้สึกดีๆ ต่อกัน แน่นอนว่าผมไม่เคยสนใจอะไรไปมากกว่าวิทยาศาสตร์

 

     ในอาณาจักรของผมไม่เคยมีเรื่องราวเกี่ยวกับรักแท้หรือแม้แต่พวกราชินีแม่มด ที่นั่นมีเพียงความมืด ท้องฟ้าครึ้มกับคฤหาสน์หลังโตที่ตั้งติดริมทะเลสาบ คฤหาสน์ของแฟรงเกนสไตน์…. เรื่องราวของแฟรงเกนสไตน์เป็นเรื่องเล่าที่แสดงออกมาผ่านตัวอักษรของมารี แชลลี่ย์ แน่นอนว่าผมมีตัวตนอยู่จริง และกำลังเล่าในสิ่งที่ผมได้เผชิญ

 

     ครั้งหนึ่งในอาณาจักรไร้สี…มันเป็นเรื่องราวแบบเดิมๆ ที่ไม่มีอะไรเป็นพิเศษนอกจากชีวิตของผมเอง… ตอนนั้นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดของผมคือ ‘วิทยาศาสตร์’ และ ‘เกอร์ฮาร์ด’ น้องชายที่ไม่ได้พบหน้ากันมานาน กระทั่งบางสิ่ง… บางสิ่งที่ดึงดูดให้ผมสนใจ…

 

     ผมได้พบชายคนหนึ่งในสถานที่แห่งหนึ่ง… น่าแปลกที่เราได้พบกัน….และน่าแปลกยิ่งกว่านั้นคือท่าทางและคำพูดประหลาด ซึ่งชายคนนี้เอ่ยออกมา …

 

‘เจ้าเห็นไข่มุกอยู่แถวนี้ไหม’

 

     เขาพูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นและท่าทางที่กระตือรือร้นยิ่งกว่าจนผมอยากจะเดินหนีออกไปโดยทันที… วิคเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ไม่มีเวลาว่างมาคุยกับคนเสียสติอย่างเขา เพราะทุกวินาทีที่ยินดีจะเสียต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทดลองเพียงเท่านั้น…

 

‘หากนายจะช่วยหันไปดูป้ายที่ทางเข้ามันคงตอบคำถามให้นายได้ คุณสุภาพบุรุษ’

 

     แฟรงเกนสไตน์ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงกึ่งประชดประชันพลางชี้นิ้วมือไปยังประตูที่มีป้ายขนาดใหญ่เขียนเอาไว้ว่า ‘สุสาน’ … ในตอนนี้เขากำลังง่วนอยู่กับการขุดหลุมฝังศพเพื่อนำร่างไร้วิญญาณไปทำการทดลอง ‘การคืนชีพ’ .. วิคเตอร์ใช้เวลาอยู่หลายปีในการศึกษาเรื่องโครงสร้างร่างกายมนุษย์รวมถึงเรื่องอื่นๆ ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ และเขาต้องทำมันให้สำเร็จ..

 

‘แล้วนั่นเจ้ากำลังทำอะไร?’

 

     ชายปริศนาในหมวกทรงสูงใบใหญ่เอ่ยทักอีกครั้ง เขาย่อตัวลงนั่งยองข้างๆ กับหลุมศพที่ถูกขุดลงไปจนลึก ศีรษะเอนเล็กน้อยขณะจับจ้องยังสิ่งตรงหน้าอย่างสนใจ

 

‘อยากให้ข้าช่วยไหม? คิดราคาไม่แพง อาจจะเป็น….แหวนสักวงหรือกำไลสักอัน’

 

‘ถ้านายช่วยเงียบแล้วออกไปห่างๆ ฉันจะยินดีมาก’

 

     นักวิทยาศาสตร์หยุดขุดดินไปชั่วขณะ เขาเงยหน้ากลับมาหาชายท่าทางสติไม่ดีที่เอาแต่จ้องมาทางนี้…รู้สึกหงุดหงิดอย่างน่าประหลาดที่มีคนมากวนใจ….แต่แล้วเมื่อสังเกตดีๆ ชายคนนี้มีบางสิ่งที่เขาไม่สามารถอธิบายได้… นัยน์ตาสีฟ้าสว่างที่กำลังมองจ้องอย่างสนใจ…สีฟ้าที่ไม่ควรจะมีในอาณาจักรไร้สีนี้…..

 

     ชายคนนี้คือใคร? เป็นตัวอะไร? ยิ่งชุดหนังที่แต่งกับผ้าพันคอสีแดงซึ่งมัดเอาไว้โดยรอบมันสดเสียยิ่งกว่าที่เขาเคยเห็น … ยิ่งเป็นตัวดึงดูดให้วิคเตอร์หันมาสนใจมากกว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ในตอนนี้… เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยพลางมองสำรวจชายปริศนาที่ยิ้มให้แก่เขา…

 

‘เจ้ามองข้าแบบนั้นทำไม?’

 

     คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อถูกจ้องมองคล้ายกับตนเป็นตัวประหลาด ซึ่ง….อาจจะใช่ เขาเป็นชายท่าทางประหลาดที่ตระเวนไปทั่วทุกอาณาจักรผ่านหมวกใบโตทรงสูงซึ่งสวมเอาไว้บนศีรษะ ‘เดอะ แมดแฮตเตอร์’ คือชื่อที่เขาถูกเรียก..อาจจะมาจากท่าทางแปลกๆ คล้ายคนสติหลุดอยู่ตลอดเวลา กับสิ่งที่เขาหลงใหล…นั่นก็คือหมวก

 

     แฟรงเกนสไตน์วางจอบลงกับพื้นดินก่อนจะพาตัวเองกลับขึ้นมายืนยังพื้นปกติอีกครั้ง เขายังคงมองเดอะ แมดแฮตเตอร์โดยไม่ละสายตาไปไหน คล้ายกับกำลังคิดจะพาชายคนนี้ไปทำการทดลองแทนที่จะเป็นร่างไร้วิญญาณซึ่งนอนอยู่ในโลงไม้

 

     ทั้งสองมองสบตากันอยู่แบบนั้นแม้คนหนึ่งจะยิ้มแย้มมากแต่อีกคนกลับทำหน้าตาตึงเครียดที่แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างภายใต้สิ่งที่เขาแสดงออก… หลังจากปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่นานเสียงของทั้งคู่ก็กลับมาอีกครั้ง

 

‘วิคเตอร์ วอน แฟรงเกนสไตน์’

 

‘เจฟเฟอร์สัน เดอะ แมดแฮตเตอร์’

 

 

. . . To be continue . . .

 

[FIC]Captain America WS : Silence

Standard

 

Title : Silence
Paring : Jack Rollins + Brock Rumlow
Movie : Captain America : The Winter Soldier 
Writer : Zol Redfox

 

…..เสียงนาฬิกา… เข็มนาฬิกาที่กำลังเดินบอกเวลา…. เสียงชีพจร… เครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจ…. หยดน้ำ… หยดน้ำเกลือที่กำลังหยดเป็นจังหวะเชื่องช้า… กลิ่นของยา กลิ่น..คละคลุ้งไปทั่วห้อง….. เสียงของลมหายใจ…ที่แทบไม่ได้ยิน

 

     นับเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่ต้องมาอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมภายใต้แสงไฟสลัวๆ นับเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วกับการนั่งอยู่บนเตียงคนไข้ด้วยสภาพสะบักสะบอม.. นับเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วกับการมองเพื่อนร่วมรบที่กำลังถูกทีมแพทย์เข้ารักษา… แต่ไม่ใช่ครั้งนี้…

 

     ร่างของชายหนุ่มในชุดเสื้อทีมสไตร์คเยื้องย่างเข้าใกล้เตียงคนไข้ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากตนอย่างช้าๆ  นัยน์ตาสีเข้มจับจ้องไปยังชายอีกคนซึ่งนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง.. แน่นอนว่านี่เป็นครั้งแรกที่รู้สึกเงียบขนาดนี้  ไม่มีคำเอ่ยพูดหยอกล้อ  ไม่มีคำเอ่ยกล่าวล้อเลียน  ไม่มีมุกตลก ไม่มีคำสบถหรือกนด่าออกจากปากของบร็อค  รัมโลว์หัวหน้าทีมสไตร์ค เอเจนท์ของไฮดร้า

 

     เวลา…ช้าเหลือเกิน … เวลา…เหมือนไม่เดินไปข้างหน้า เหมือนกับหยุดอยู่ตรงนี้และแสดงให้เขาเห็นภาพเพื่อนคู่หูซึ่งยังหลับไม่ได้สติ  เวลา… 3 ชั่วโมงไม่ต่างจาก 3 เดือนที่ผ่านเข้ามา …ทรมานเสียยิ่งกว่าการถูกกระสุนยิงทะลุร่าง ..ทรมานเสียยิ่งกว่าคมมีดปักทะลุอก…ทรมานไม่ต่างจาก…การสูญเสียสิ่งสำคัญ

 

     เขาทราบดีว่ามันก็เป็นแค่สภาพชั่วคราวที่ไม่นานคนไข้จะต้องหาย โรลลินส์เข้าใจดี… เขาผ่านสมรภูมิมามาก เพื่อนในทีมล้วนเคยตกอยู่ในสภาพแบบนี้กันมาก่อนแต่ความรู้สึกที่มีกลับต่างกัน… มันต่างกันเมื่อเพื่อนคนนั้นคือรัมโลว์  แรงระเบิดครั้งนี้ทำให้เพื่อนคู่หูนอนไม่ได้สติ อีกทั้งได้รับบาดเจ็บสาหัส … แน่นอนว่าเขาทำอะไรไม่ได้นอกจากรอให้อาการของรัมโลว์ดีขึ้น ระหว่างนี้ก็ทำได้แค่ลุยภารกิจและรับตำแหน่งหัวหน้าทีมชั่วคราว

 

     โรลลินส์ไม่ได้ต้องการตำแหน่งนี้ แม้จะพูดหยอกอยู่บ่อยๆ ว่าสักวันเขาจะได้มาทำหน้าที่นี้แทน แต่เหตุผลที่เขายังอยู่ที่นี่… ยังคงทำงานกับไฮดร้า …เหตุผลเดียวของเขาคือรัมโลว์ … รัมโลว์เป็นทั้งเพื่อน คู่หู ครอบครัว คนสำคัญ… เขาคือทุกอย่างที่แจ็ค โรลลินส์ไม่สามารถทิ้งไปได้  และจะไม่มีวันทิ้งไปไหน..

 

“นายจะนอนไปถึงเมื่อไหร่”

 

      เสียงเอ่ยดังขึ้นในจังหวะที่ปลายนิ้วถูกวางลงบนหลังมือของคนเจ็บอย่างเชื่องช้า โรลลินส์ไม่ละสายตาไปจากคนตรงหน้า เขาหวังแค่ว่าบทสนทนาจะถูกต่อด้วยคำพูดกวนๆ จากน้ำเสียงเดิมๆ  แต่ทุกอย่างยังคงกลับเป็นเหมือนเดิม  มีเพียงเสียงของเครื่องมือแพทย์กับนาฬิกา มีเพียงกลิ่นของยากับกลิ่นไหม้..

 

      แจ็ค  โรลลินส์ ปล่อยตัวลงนั่งข้างเตียงคนไข้ในที่สุด เขานิ่งเงียบอยู่สักพักใหญ่ฟังเพียงเสียงลมจากเครื่องช่วยหายใจและไม่ละสายตาไปไหน  ตอนนี้มันเป็นความรู้สึกที่บอกได้ยาก …หากทำได้เขายอมที่จะนอนอยู่ตรงนั้นแทนรัมโลว์ แม้อีกฝ่ายอาจจะไม่ได้นั่งเฝ้าอย่างที่เขาทำอยู่ แต่มันคงดีกว่าหากเขาไม่รับรู้อะไรอีก

 

 “ฉันมีเรื่องจะพูดกับนาย อยากจะฟังไหม?”

 

       มุมปากยกขึ้นยิ้มเล็กๆ ด้วยความรู้สึกหลายอย่าง … ความรู้สึกมากมายที่ถาโถมเข้าใส่จนไม่สามารถอธิบายออกไปได้   มือของเขาในตอนนี้จับกับอีกฝ่ายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบได้ กระชับแผ่วเบาอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน  ลมหายใจเหมือนกับหายไปครู่หนึ่งก่อนจะถูกสูดกลับมาเต็มปอดและผ่อนออกช้าๆ

 

      หลังมือของคนไข้ถูกวางแนบลงบริเวณหน้าผากของตนในตอนนี้  โรลลินส์สัมผัสได้ถึงไออุ่นที่มาจากมืออีกฝ่าย  เขาหันใบหน้าไปทางรัมโลว์และพร้อมที่จะพูดบางอย่างออกมา

 

     มันเป็นคำง่ายๆ ที่แสดงความรู้สึก… คำง่ายๆ ที่กล่าวออกมายากเสียเหลือเกิน.. ยาก…จนต้องปล่อยให้ล่วงเลยมาหลายปี  และยาก… จนทำให้โรลลินส์ตัดสินใจไม่พูดออกไป.. แต่หากผ่านวันนี้ไปแล้วและเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นจนเขาไม่มีโอกาสได้บอกสักครั้งมันคงจะเป็นสิ่งที่ทำให้เสียใจไปชั่วชีวิต  …

 

     แม้ว่าเพื่อนคู่หูของเขาจะนอนไม่ได้สติอยู่ตรงหน้า…แม้ว่าจะมีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วๆ … แม้จะมีแค่เขาเพียงคนเดียวที่ได้ยิน… แต่แจ็ค โรลลินส์กลับพูดในสิ่งที่เขาเก็บไว้เป็นเวลาเนิ่นนาน…

 

“รัมโลว์….ที่จริงแล้วฉัน…..”

 

 

– END –