[Fiction]The Sandglass, The Crucifix and The Piano (3)

Standard

Title : The Sandglass, The Crucifix and The Piano
Paring : Michael Kovak and Rene Lenier
Writer : Zol Redfox

 PART 3

 

 

นาฬิกาทราย กางเขน เปียโน

 

 

เรเน่มารอก่อนเวลา เขาเดินสำรวจไปรอบๆ ห้องโถง แม้จะมาหลายครั้งแต่กลับไม่มีโอกาสได้สำรวจโดยรอบ สิ่งที่ทำให้เรเน่สนใจคือภาพวาดลงด้วยสีน้ำมันดูมีมิติและเสมือนจริงราวกับภาพวาดมีชีวิต…หรือจะมีชีวิต? ถ้าหากเขาถามไมเคิลว่ามีเพื่อนอาศัยอยู่ในภาพวาดบ้างไหมจะถูกโกรธรึเปล่านะ? แต่พอคิดดูดีๆ .. ไมเคิลอยู่ที่โบสถ์แต่เวลาที่อีกฝ่ายไม่ปรากฏตัวจะไปอยู่ที่ไหน? สิงอยู่กับวัตถุ? หรือแค่หายตัวไป?
ไม่ทันที่เรเน่จะได้คำตอบเสียงอันคุ้นเคยกลับเอ่ยทักขึ้นเสียแล้ว ชายในชุดเสื้อยืดสีเลือดหมูหันไปหา ไมเคิลส่งยิ้มให้เล็กๆ ความรู้สึกหลายอย่างถูกสร้างขึ้นจากความสนิทสนมของพวกเขาและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนต่างฝ่ายเริ่มคิดว่าตนนั้นจะไม่ยอมหายไปโดยง่าย

 

“เฮ้.. สดใสเหมือนเดิมเลยนะพักหลังมานี้”
“มันทำให้คุณหงุดหงิดหรือเปล่า?”

 

ไมเคิลขมวดคิ้วแต่เรเน่กลับโบกปัดมือพร้อมเอ่ยออกไปว่าตนนั้นแซวเล่น

 

“เรเน่… คืนนี้เราออกไปเดินเล่นข้างนอกกันแทนได้ไหม? ผมอยากให้คุณได้เห็นป้ายหลุมศพผม”
“เอาสิ.. ฉันยังไงก็ได้”

 

พอฟังแบบนี้แล้วอดขนลุกซู่ขึ้นมาไม่ได้เลย เรเน่แสดงความอยากรู้อยากเห็นออกมาแต่อีกด้านหนึ่งเขาก็มีความรู้สึกกลัวอยู่ลึกๆ ให้ออกไปกลางสุสานตอนกลางคืนกลัวว่าจะเจอวิญญาณตนอื่นนอกจากไมเคิลน่ะสิ ทำไมถึงไม่ชวนเขาตอนกลางวัน..? ไมเคิลคิดอะไรของเขาอยู่?
แต่อีกด้านหนึ่งไมเคิลกำลังแสดงท่าทางดีใจออกมาอย่างเห็นได้ชัดเหมือนเด็กชายที่กำลังตื่นเต้นกับสิ่งที่ตนกำลังจะเซอร์ไพร์ส ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อยก่อนจะออกตัวเดินในทันที ท่าทางเช่นนี้คงจะมีของเซอร์ไพร์สอย่างแน่นอน

 

“นายรู้ตัวเองไหมตอนที่ต้องมาอยู่ในห้องโถง เล่นเปียโนซ้ำไปซ้ำมา ฉันเคยเข้าใจว่าวิญญาณมักจะทำเหตุการณ์เดิมซ้ำๆ ก่อนที่ตัวเองจะตาย หรืออาจจะเป็นเสี้ยวความทรงจำที่สั่งให้ต้องมาทำอะไรแบบนั้น”
“ผมรู้แค่ว่าตัวเองต้องมาเล่นเปียโนที่นั่น แค่มาเล่นแต่จะเล่นเพลงอะไรนั่นขึ้นกับผม”
“แสดงว่านายยังไม่รู้ว่าทำไมถึงมาอยู่ที่นี่”
“ผมอาจรักเปียโนหลังนั้นจนไม่สามารถไปเกิดได้ก็ได้”

 

ไมเคิลหัวเราะเบาๆ ตั้งแต่ที่พวกเขาได้คุยกันดูเหมือนว่าไมเคิลจะร่าเริงขึ้นมากกว่าแต่ก่อนเสียอีก หากว่าการทำให้ไมเคิลมีความสุขคือการส่งเจ้าตัวให้ไปสู่สุคติก็คงจะดีเรเน่คิดเช่นนั้น
หลังจากเดินสนทนามาได้สักพักก็มาถึงจุดหมายเสียที เรเน่ส่องไฟฉายไปรอบด้าน สังเกตว่าห่างไกลจากตัวโบสถ์มาพอสมควรแต่ไม่เชิงเรียกว่าป่าช้า ที่นี่ยังมีโคมไฟส่องให้ได้เห็นบ้างในบางจุด สายตาของเขาทอดมองไปเบื้องหน้า มองตามแผ่นหลังนักดนตรีที่ดูมีความสุขจากใจจริง เรเน่อดยิ้มไม่ได้.. แม้จะเป็นหนุ่มแล้วแต่บางครั้งกลับรู้สึกว่าไมเคิลคล้ายกับเด็กชายจริงๆ
บรรยากาศรอบด้านไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เขาคิด แม้ความมืดจะทำให้เริ่มจินตนาการถึงเรื่องน่ากลัวแต่การที่มีไมเคิลอยู่ด้วยกลับทำให้เรื่องน่ากลัวพวกนั้นจางหายไป.. นี่ไม่ใช่การพามาหลอกใช่ไหม? ชักจูงให้เขาตามมาแล้วโดนวิญญาณตนอื่นหลอกให้กลัว…..
บางทีเรเน่ควรเลิกคิดมากเสียที…

 

“ถึงแล้วครับ”

 

ชายหนุ่มหยุดยืนที่หน้าหลุมศพ ป้ายหินที่ถูกทำอย่างดีแสดงเด่นตรงหน้า เรเน่ใช้ไฟฉายส่องเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นที่ของไมเคิลจริงๆ แถวนี้ไม่ได้มืดสนิทแต่การอ่านป้ายหลุมศพนั้นลำบากไปเสียหน่อย
รอยสลักบนป้ายบอกชื่อและปีที่เสียชีวิตเท่าที่ดูแล้วไมเคิลเพิ่งอายุ 20 กว่าๆ จริงเสียด้วย น่าเศร้าสำหรับคนที่ไม่สมควรจะจบชีวิตลงด้วยวัยเพียงเท่านี้ เรเน่แสดงสีหน้าเศร้าสลดออกมา

 

“ผมมีของให้คุณแต่ว่าผมไม่สามารถเอาไปให้ได้เลยต้องให้คุณมาที่นี่แทน”
“ไม่จำเป็นเลยไมเคิล นายไม่ต้องให้อะไรฉันก็ได้.. แค่เจอนาย ได้เล่นเปียโนด้วยกันก็ให้ความสุขฉันมามากแล้ว”

 

ไมเคิลเม้มปาก พอได้ฟังคำพูดของอีกฝ่ายแล้วทำให้รู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาเลย

 

“แต่ถ้าผมไม่ให้คุณผมจะไม่สบายใจ”
“งั้นจะรับไว้ด้วยความเต็มใจ ว่าแต่มันคืออะไร?”
ชายหนุ่มเดินปลีกตัวออกห่างก่อนจะอันตธานไปโผล่อยู่หลังป้ายหลุมศพ พอเงยหน้าอีกทีก็โบกกวักให้เรเน่เดินตามมา สิ่งที่เขาต้องการจะให้อยู่ตรงนี้
เรเน่หาทางอ้อมไป เขาไม่อยากข้ามหลุมศพใครเสียเท่าไหร่ กลัวว่าจะตื่นมาโวยวายใส่เขา.. ในเมื่อไมเคิลยังปรากฏตัวให้เห็นแบบนี้หลุมอื่นๆ จะต้องมีวิญญาณอยู่เป็นแน่
ชายในชุดเสื้อยืดก้มลงมองตามสิ่งที่ไมเคิลชี้ กล่องขนาดเล็กที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินมองผ่านๆ เหมือนกับมีคนเคยขุดขึ้นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง เรเน่ใช้มือขุด นำดินที่ฝังกลบปัดออกไปด้านข้างและหยิบกล่องใบเล็กนั้นขึ้นมาถือไว้ ไมเคิลยิ้มอย่างตื่นเต้น สิ่งที่ชายหนุ่มให้ไม่ได้เป็นของที่มีมูลค่ามากมายแต่เป็นสิ่งที่เขาหวังเอาไว้ว่าเรเน่จะเก็บรักษาเอาไว้อย่างดี

 

“ไม้กางเขน?”

 

เขาเอ่ยเป็นเชิงถาม ไม้กางเขนที่ถูกใช้เป็นสร้อยคอบรรจุอยู่ภายในกล่อง มองดูแล้วคล้ายของประดับตกแต่งมากกว่าใช้ในเชิงพิธี

 

“ของสำคัญที่สุดของผมก่อนที่ทุกอย่างจะเกิดขึ้น”
“นายให้ของสำคัญที่สุดกับฉัน?”
“เพราะตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดของผมคือคุณ”
“ห้ะ?”

 

เป็นคราวของเรเน่ที่แสดงสีหน้าประหลาดใจ เหมือนถูกประโยคที่เคยพูดวิ่งอัดหน้าเข้าจังๆ เรเน่จ้องมองนัยน์ตาสีฟ้าตรงหน้า รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความสุข ใบหน้าที่กำลังแสดงความดีใจ.. ไมเคิลแสดงออกมาด้วยความสัตย์จริง
“ทำแบบนี้บ่อยหรือเปล่า?”
“คุณเป็นคนแรกและอาจเป็นคนสุดท้ายครับ..”

 

เรเน่ถอนใจก่อนจะสั่นศีรษะไปมา เขาเก็บไม้กางเขนลงกล่องและกำเอาไว้กระชับติดมือให้แน่ใจว่าจะไม่หล่นหายไปไหน

 

“พูดแบบนี้แต่งงานกับฉันเลยดีกว่า”
“ครับ?!”

 

ไมเคิลตอบกลับด้วยความตกใจแต่เรเน่ดันคลี่ยิ้มออกมาพร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า

 

“นั่นคำตอบรับของนายใช่ไหม? น่ายินดีจริงๆ”
“ผมเปล่าพูดเลยนะ เรเน่!”
“ฉันแค่แซวเล่น”

 

เรเน่หัวเราะ เขายกมือขึ้นก่อนจะวางลงบนศีรษะของไมเคิล ไม่รู้ว่าจะสัมผัสโดนหรือไม่หากไม่โดนเขาก็จะทำเป็นลูบผมอีกฝ่ายอยู่ดี… แต่เมื่ฝ่ามือถูกวางลงเรเน่ลูกสึกได้ถึงพื้นผิว เขาลูบเบาๆ ก่อนจะกล่าวต่อไป

 

“ขอบคุณที่ฉันได้มาเจอนาย”
“ขอบคุณที่ผมได้มาเจอคุณเหมือนกัน”

 

 

 

 

[Fiction]The Sandglass, The Crucifix and The Piano (2)

Standard

Title : The Sandglass, The Crucifix and The Piano
Paring : Michael Kovak and Rene Lenier
Writer : Zol Redfox

PART 2
นาฬิกาทราย กางเขน เปียโน

 

สามวันแล้วที่เรเน่และไมเคิลไม่ได้พบกัน เรเน่ไม่ได้กระตือรือร้นจะหาคำตอบ เขายังตกอยู่ในความสับสน เรื่องที่เกิดขึ้นคืออะไร? เขาอยู่กับวิญญาณมาตลอดหรือ? แถมเพื่อนเขาก็ยืนยันว่าวันนั้นเห็นเรเน่เพียงคนเดียว แม้เรเน่จะยังมาทำงานตามปกติแต่เมื่อเลิกงานเขาก็เดินทางกลับบ้านในทันทีต่างจากไมเคิล เสียงเปียโนบรรเลงเช่นนั้นทุกๆ คืน เรเน่ไม่ได้อยู่ฟังบทเพลงแสนไพเราะแต่หากเขาอยู่คงรู้สึกได้ถึงสิ่งที่ไมเคิลพยายามจะบอก
เสียงเพลงในคืนนั้นฟังโศกเศร้ามากกว่าที่เคยผ่านมา ไมเคิลเลิกเล่นไปกลางคัน เขานั่งนิ่งเงียบอยู่หน้าเปียโน ก้มใบหน้าลงด้วยความรู้สึกเสียใจจนหยดน้ำตาตกลงกระทบที่หน้าตัก ชายหนุ่มพยายามอดกลั้นแม้จะรู้ตัวดีว่าหลังจากนี้จะต้องกลับมาอยู่เพียงลำพังอีกครั้ง สิ่งที่ทำให้ไมเคิลยังคงอยู่ที่นี่คือเรื่องใดตัวเขาเองก็ไม่ทราบ ไม่มีใครทราบยกเว้นสาเหตุการเสียชีวิต เหล่าบาทหลวงทราบดี.. เด็กโบสถ์ที่อาศัยมารุ่นแรกๆ ต่างทราบดี
เขาวนเวียนอยู่ที่นี่ทุกวัน ทุกคืน และบรรเลงเปียโนเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วงเวลาเดิมด้วยระยะเวลาเพียงสั้นๆ แต่ก็มากพอที่จะปรากฏตัวให้ผู้ซึ่งบังเอิญผ่านมาได้เห็น เขาถึงต้องมีนาฬิกาทรายวางไว้ใกล้ๆ เพื่อให้ทราบว่าเวลาของตนจะหมดลงเมื่อไหร่
มีเพียงคนเดียวที่สามารถเห็นเขาได้แม้ว่าจะเป็นตอนกลางวันนั่นคือเรเน่.. เขาถึงดีใจ เหมือนได้มีเพื่อนใหม่แต่อีกใจเขาก็กลัวว่าหากอีกฝ่ายรู้ว่าเขาไม่ใช่มนุษย์จะหนีไป..ซึ่งสิ่งที่เขากลัวมากที่สุดก็เกิดขึ้นแล้ว ถ้าหากว่าไม่หลงระเริงมากเกินไป หากว่าไม่ยอมมาพบกับเรเน่ในตอนกลางวันแบบนั้นคงจะดี..
ครั้งแรกที่ไมเคิลเอ่ยทักออกไปเขาไม่คิดด้วยซ้ำว่าเรเน่จะรู้ตัว บางทีการอยู่คนเดียวโดยไม่มีใครมองเห็นก็ทำให้เขาอยากลองแสดงละคร แต่เมื่อการกล่าวทักทำให้เรเน่ตอบสนองแถมหันมาจ้องมอง..ไมเคิลกลับแสดงความตกใจเล็กๆ ให้เห็นแทน ไมเคิลจำสายตานั้นได้ สายตาที่กำลังแสดงความสงสัย สายตาที่กำลังพินิจมองอย่างถี่ถ้วน จนทำให้ชั่ววินาทีนั้นเขารู้สึกเหมือนอยู่ในโลกส่วนตัว
ในตอนนี้เขากลับมาอยู่คนเดียวอีกครั้ง โดดเดี่ยวแล้วว้าเหว่ มีเพียงเปียโนและความรู้สึกเสียใจที่แน่นอยู่เต็มอก ไมเคิลยกหลังมือขึ้นเช็ดดวงตา เขาจะอยู่แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าสิ่งที่ค้างคาใจจะถูกทำให้คลี่คลาย
บาทหลวงเจ้าคณะผ่อนลมหายใจเบาๆ ช่วงเวลานี้คือช่วงที่ไมเคิลปรากฏตัว เขามองเห็นชายหนุ่มได้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกับคนอื่นๆ แต่ก็ใช่ว่าเมื่อหมดเวลาเขาจะมองไม่เห็นเสียทีเดียว บาทหลวงยังคงมาเห็นเป็นบางสิ่งเลือนลางไม่แจ่มชัดเท่าในตอนนี้  เขาเดินเข้าหานักดนตรีซึ่งยังนั่งอยู่หน้าเปียโน ถามคำถามและแสดงความห่วงใยเช่นที่เคยทำมา
“ฟาเธอร์..ผม…ไม่น่าทำแบบนั้นเลย”
“พ่อเข้าใจว่าลูกดีใจที่ได้เพื่อนใหม่ เรเน่เขาพิเศษกว่าคนอื่นเขาถึงมองเห็นลูก”
“ถ้าหากผมระวังมากกว่านี้เขาคงไม่รู้”
“แต่หากลูกปิดบังต่อไปเขาจะโกรธที่ลูกไม่บอกกับเขา”
“ตอนนี้เขารู้แล้ว ผมทำอะไรไม่ได้แล้ว.. เขากลัวผม เขาต้องกลัวผม”
ไมเคิลไม่ได้แสดงท่าทางออกมามากมาย เขายังคงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เรียบนิ่งแต่โศกเศร้า
“เรเน่ทำให้ผมรู้สึกเหมือน…ได้กลับมาเป็นคนอีกครั้ง..”
“ถ้าหากว่าพระเจ้าต้องการให้ลูกกับเรเน่อยู่ด้วยกันเขาจะกลับมาหาลูกเอง”
“ผม..หวังแบบนั้นไม่ได้”
ชายหนุ่มตอบกลับเบาๆ ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้วที่ไมเคิลเจอเหตุการณ์นี้ แม้ว่าคนก่อนหน้าจะไม่เหมือนเรเน่แต่สุดท้ายก็จบลงโดยการหายตัวไปและไม่กลับมาอีก เรื่องที่เขาเป็นวิญญาณอาจน่ากลัวกับใครหลายๆ คน สิ่งที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้แถมภาพยนตร์ก็นำเสนอว่าวิญญาณนั้นน่ากลัวอีกด้วย
ไมเคิลจบวันด้วยจิตใจที่ว้าวุ่นแม้จะได้คุยกับบาทหลวงแต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาดีขึ้นมากมาย หากเป็นไปได้เขาอยากจะขอโทษเรเน่และเล่าเรื่องให้อีกฝ่ายฟัง เขาต้องการอยู่กับเรเน่มากกว่าใครที่ผ่านมา
ชายหนุ่มฝากข้อความให้กับเรเน่ผ่านทางบาทหลวงด้วยประโยคสั้นๆ แม้ว่าจะต้องการมากกว่านี้แต่เวลาของเขาก็หมดลงแล้ว
เรเน่ได้รับข้อความในวันรุ่งขึ้นขณะที่กำลังพักกลางวัน เขาเองก็รู้สึกว้าวุ่นไม่แพ้กัน คิดถึงแต่เรื่องที่ผ่านมา คิดถึงแต่เรื่องของไมเคิลจนก่อเกิดความใคร่รู้.. ทำไมไมเคิลจึงอยู่ที่นี่ ทำไมถึงปรากฏตัวให้เขาเห็นและทำไมถึงมาบรรเลงเปียโนทุกๆ คืนในเวลาเดิมๆ
สิ่งที่เรเน่ได้รับจากบาทหลวงคือข้อความจากไมเคิล โคแว็ค เขาไม่ได้ปฏิเสธหรือแสดงท่าทางหงุดหงิด ตรงกันข้าม..เรเน่กลับแสดงท่าทางสนใจราวกับกำลังเฝ้ารอ
“ ’ผมขอโทษ.. ผมกลัวเกินกว่าจะบอกกับคุณ ผมขอโทษ เรเน่..’ ไมเคิลฝากพ่อมาบอกเท่านี้”
“ฟาเธอร์ผมอยากรู้เรื่องไมเคิล ตอนนี้ถึงเวลาที่ผมต้องรู้แล้วหรือยัง?”
“มันจะดีกว่าหากลูกทั้งสองคนได้คุยกันเอง ลูกรู้อยู่แล้วว่าจะพบเขาได้ที่ไหน”
“…”
เขาพยักหน้าและไมได้เอ่ยกล่าวสิ่งใดแต่หันกลับไปหาเพื่อนร่วมงานพร้อมกับบอกว่าเขาอาจเลิกงานไวเพราะคืนนี้มีนัดสำคัญ
เรเน่ยืนสูบบุหรี่อยู่ข้างโบสถ์ รู้สึกกดดันเล็กๆ ราวกับว่าตนกำลังต้องไปเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่าพิศวง เขาอยากจะคิดแบบนั้นแต่นั่นคือไมเคิล ชายหนุ่มนักดนตรีที่รอคอยเขาไปหา.. เรเน่ไม่คิดปฏิเสธ ไม่คิดหนีหรือเพิกเฉยแต่ที่หายตัวไปตลอดสี่วันนั่นเพราะยังคงสับสน เขาควรวางตัวอย่างไร ควรพูดคุยแบบใด.. เรื่องที่สัมผัสตัวไมเคิลได้อีก หากไม่บอกว่าคือวิญญาณเขาก็ไม่ทราบจริงๆ ปริศนามีมากมายเสียเหลือเกิน
ถึงเวลาที่เขาจะต้องไปยังห้องโถงเสียที มวนบุหรี่ถูกปล่อยลงกับพื้น ขยี้ดับไฟด้วยปลายรองเท้าก่อนจะก้าวเดินเพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดหมาย เรเน่ไม่ได้นึกถึงเรื่องวิญญาณกับมนุษย์เลยแม้แต่น้อย หากไมเคิลน่ากลัวเหล่าบาทหลวงและคนอื่นที่อยู่ที่นี่จะต้องทำการขับไล่อย่างแน่นอนแต่การที่อีกฝ่ายสามารถอยู่ที่นี่ได้คงจะมีเหตุผลบางประการ.. ถึงขั้นวานเจ้าคณะมาบอก ไมเคิลนี่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ คิดแล้วน่าตลก.. ชายหนุ่มคนนี้ยังมีบางส่วนที่เหมือนเด็ก
เรเน่ชะโงกหน้ามองเมื่อมาถึง สอดส่องสายตาไปทั่วบริเวณเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่จากนั้นถึงเดินเข้าใกล้เปียโนตัวเดิม ไมเคิลไม่ได้อยู่ที่นั่น ไม่มีโน้ตไม่มีเสียงดนตรี ไม่มีใคร.. มีเพียงนาฬิกาทรายซึ่งวางอยู่ตรงที่เดิม เขาคว้าจับอย่างเบามือ หมุนสำรวจไปรอบๆ  ก่อนจะพลิกด้านเพื่อให้เม็ดทรายไหลลงมา
“ไมเคิล นายอยู่รึเปล่า?”
เขาเอ่ยถามโดยยังคงยืนอยู่ใกล้กับเปียโน
“ฉันมาหานาย วันนี้นายไม่เล่นเปียโนแล้วเหรอ?”
ไร้ซึ่งคำตอบ ไม่มีแม้แต่เสียงลม แต่แล้วเพียงชั่วอึดใจเปียโนกลับดังขึ้นราวกับมีคนมากด เรเน่ซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ หันมองในทันที
“จะแกล้งให้ฉันกลัวมันไม่ได้ผลหรอกรู้รึเปล่า อยู่กันมาเกือบเดือนจะให้กลัวคนแบบนายน่ะตลกแล้ว.. ฉันรู้จักนาย และอยากรู้จักนายมากขึ้นอีก”
ไมเคิลไม่ยอมปรากฏตัว เขาอยู่ไม่ห่างจากเรเน่เท่าใดนักเรียกว่าอยู่ตรงหน้าอีกฝ่ายก็ว่าได้ นัยน์ตาสีฟ้าสำรวจมองชายอายุมากกว่า ยกมือขึ้นคล้ายกับกำลังจะประคองใบหน้าแต่ทราบแก่ใจว่าตนไม่สามารถกระทำได้ หากว่าต้องอยู่แบบนี้เขาก็ต้องการให้เรเน่เลิกมาข้องเกี่ยว
นักดนตรีลืมไปเรื่องหนึ่ง.. เรื่องที่ร่างของเขาจะปรากฏตัวให้ใครต่อใครเห็นในเวลาเดิมๆ แม้จะไม่ต้องการแต่ดูเหมือนเรเน่จะสามารถมองเห็นเป็นบางสิ่งตรงหน้าเสียแล้ว
“ฉันเห็นนายเพราะงั้นอย่าหนีฉัน”
เขาไม่ได้กล่าวเพียงเท่านั้น แต่ส่งมือไปจับส่วนที่ตนมองเห็น ไมเคิลรู้สึกตื่นตระหนก หากจะหายไปจากตรงนี้คงทำให้เรเน่หัวเสียแต่อีกใจก็ไม่ต้องการให้เขามาข้องเกี่ยว…. สุดท้ายแล้ว..คงต้องยอม
“ผมไม่ได้หนีคุณ”
“ใช่ ฉันรู้..”
ชายหนุ่มปรากฏตัวขึ้นต่อหน้า เรเน่ยอมปล่อยมือที่คว้าจับเมื่อครู่เพื่อไม่ให้คนตรงหน้ารู้สึกอึดอัด
“ฉันขอโทษที่ไม่ได้มาหา พอดี..มันเป็นอะไรที่..”
“น่ากลัว”
ไมเคิลเสริมแต่เรเน่กลับสั่นศีรษะเบาๆ
“ไม่.. เป็นอะไรที่ทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้นทั้งที่คนปกติอาจกลัว ฉันแค่สับสน.. ใช้เวลาคิดว่าเรื่องจริงหรือว่าฝัน”
“คุณต้องการเจอผมเพราะอะไร?”
“เพื่อบอกกับนายว่า ฉันขอโทษ..”
“ผมมากกว่าที่ควรบอกคำคำนั้น ผมโกหกคุณ..”
“นายไม่ได้โกหกฉัน ฉันมองว่านั่นคือความลับของนายและนายไม่จำเป็นต้องบอก”
“แต่ว่า..”
“ไมเคิล ฉันอยากรู้จักนาย และฉันหมายความว่าแบบนั้นจริงๆ”
เรเน่ปล่อยตัวลงนั่งที่เก้าอี้หน้าเปียโน เขาวางมือตบๆ ที่ข้างๆ ซึ่งมักจะเป็นที่ของไมเคิลเพื่อบอกให้เจ้าตัวมานั่ง
“วันนี้เราจะเล่นเพลงอะไรกันดี?”
ไมเคิลยังอ้ำอึ้ง.. เรเน่ดูต่างจากทุกๆ คนอย่างที่บาทหลวงกล่าว ต่างจากพวกเขา..ที่เคยเป็นเพื่อนแต่กลับหนีหายไปเพราะรู้ว่าเขานั้นไม่ใช่มนุษย์ เพียงเท่านี้ไมเคิลก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นเสียแล้ว เรียวนิ้วถูกวางลงบนแป้นอย่างนุ่มนวลและบรรเลงไปเนิบช้า บทเพลงในคืนนี้ไม่ได้โศกเศร้าอย่างที่ผ่านมา หากใครได้สดับฟังจะสามารถทราบได้ถึงความสุขเล็กๆ ที่ถูกผสานเข้ากับความกลัว นี่เป็นบทเพลงที่ไพเราะแต่กลับซ่อนความรู้สึกมากมายเอาไว้เหลือเกิน นั่นรวมถึงความรู้สึกที่เรียกว่า…..

 

 

——————————–
“ผมถามจริงๆ นะเรเน่.. คุณกลัวผมไหม?”
เรเน่ซึ่งนั่งอยู่บนม้าหินเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มเจ้าของนัยน์ตาสีฟ้า หลังจากผ่านเรื่องเมื่อคืนนั้นดูเหมือนพวกเขาจะมีโอกาสได้ปรับตัวเข้าหากันมากขึ้น ไมเคิลเองก็ยอมเดินไปเดินมาและปรากฏตัวให้เห็นในตอนกลางวันบ้างในบางโอกาสแม้คนอื่นจะมองไม่เห็นแต่เรเน่มองเห็นเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
“อาจจะกลัวหรือไม่กลัวก็ได้… รู้แค่ว่าเห็นนายครั้งแรกฉันก็หลงนายแล้ว”
“ครับ??”
ไมเคิลกะพริบตาปริบๆ ขมวดคิ้วจนเป็นปม ชายคนนี้กำลังบอกกับเขาว่าอะไรนะ?
“แค่รู้สึกว่านายพิเศษ.. ฉันเองก็ชอบอะไรที่พิเศษๆ อย่างเรื่องเหนือธรรมชาติพวกนี้ก็ดูเป็นไปได้แต่ก็เป็นไปไม่ได้”
“ผมไม่ใช่ของทดลองนะเรเน่”
“ฉันอาจจะรู้สึกแบบนั้นแค่กับนายก็ได้ พิเศษมากกว่าคนอื่น…  ว่าแต่..นายจะได้กลิ่นไหมถ้าฉันสูบบุหรี่?”
“ถึงผมจะไม่ได้กลิ่น.. แต่คุณก็ไม่ควรสูบในโบสถ์นะครับ”
เรเน่หัวเราะ
“เหมือนครั้งแรกที่เราเจอกัน นายพูดแบบนั้น.. ”
“ผมบอกให้คุณเล่นเปียโนต่างหาก”
บรรยากาศของทั้งสองคนดูเหมือนสนิทกันมาเนิ่นนาน เรเน่ยังต้องมาทำงานที่โบสถ์อีกหลายสัปดาห์ดังนั้นคงไม่แปลกเลยหากจะหายไปในบางที .. เขาหนีมาคุยกับไมเคิลแลกเปลี่ยนเรื่องของกันและกันแต่น่าเศร้าที่เพื่อนของเรเน่เริ่มคิดว่าเจ้าตัวเครียดจนคุยกับตัวเอง
“คืนนี้จะเล่นอีกไหม?”
“แล้วแต่ว่าคุณอยากฟังหรือเปล่า”
“ฉันไม่อยากฟังแต่อยากเล่นด้วย”
“ถ้าแบบนั้นผมก็จะให้คุณเล่น”

 

 

 

 

 

 

[Fiction]The Sandglass, The Crucifix and The Piano (1)

Standard

Title : The Sandglass, The Crucifix and The Piano
Paring : Michael Kovak and Rene Lenier
Writer : Zol Redfox

 PART 1

 

นาฬิกาทราย กางเขน เปียโน

 

เสียงดนตรีบรรเลงยามค่ำคืนทำให้ผู้ที่ฟังรู้สึกหลงใหลและเคลิบเคลิ้มไปกับท่วงทำนอง คีย์เสียงที่นุ่มนวลแสดงความโดดเดี่ยวให้ได้ยินอยู่เนืองๆ ทุกค่ำคืนไมเคิล โคแว็คจะมานั่งบรรเลงเปียโนเพียงลำพังที่โบสถ์เล็กๆ ซึ่งห่างไกลผู้คน เขาแสดงความเศร้าสร้อยออกมาจากอารมณ์และความคิด สร้างเสียงดนตรีจนกลายเป็นเรื่องราวแสนเศร้าสร้อย แม้จะแสดงความรู้สึกออกมาเช่นนั้นแต่หลายคนกลับไม่เข้าใจในสิ่งที่ไมเคิลกำลังบอกผ่านโน้ตดนตรี
เรเน่ เลอร์เนียร์ไม่ใช่ศิลปิน.. เขามีโอกาสได้มาที่โบสถ์แห่งนี้อยู่บ่อยครั้งด้วยเหตุผลบางประการ โบสถ์แห่งนี้ต้องการบูรณะใหม่ทั้งหมดเพื่อให้สะอาดสะอ้านและน่าเข้ามาพักผ่อน เรเน่เลือกมาทำงานก่อสร้างที่นี้ รับเงินรายวัน จ่ายมากทำงานมากแถมหัวหน้างานก็ไม่ได้ขี้เหนียวอีกด้วย
เย็นวันหนึ่งหลังเลิกงานเรเน่ไม่ได้กลับไปพร้อมคนอื่นๆ เขาไม่ต้องการทิ้งงานของตัวเองที่เหลือเพียงน้อยนิดจึงถือโอกาสอยู่ทำต่ออีกหน่อย กว่าจะเลิกงานฟ้าก็มืดสนิทพอดี  มวนบุหรี่ที่คาบอยู่ในปากสามารถมองเห็นได้เด่นชัดเมื่อเปลวไฟเล็กๆ ที่ปลายมวนถูกดูด เขาปล่อยควันสีจางๆ ลอยขึ้นในอากาศ เดินเตร็ดเตร่จากด้านหน้ามาตามข้างโบสถ์ซึ่งมีต้นไม้ถูกปลูกรกไปหมด รู้สึกตัวอีกทีก็ดันมาหยุดอยู่ที่ประตูหลังโบสถ์เสียแล้ว
กว่าจะได้ทำสิ่งใดต่อเสียงดนตรีกลับบรรเลงดังจนเรเน่หยุดการกระทำทั้งหมด เขาตั้งใจฟังแต่ไม่นานก็สาวเท้าเดินไปตรงอื่นพร้อมกับมวนบุหรี่ที่กำลังจะหมดมวน สิ่งที่ทำให้เรเน่ต้องประหลาดใจคือโน้ตดนตรี.. เขาไม่ใช่ศิลปินด้านดนตรีแต่กลับสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่แฝงอยู่ในตัวโน้ต บทเพลงที่กำลังเล่าเรื่องบางเรื่อง สิ่งที่ผู้บรรเลงพยายามบอกแก่ผู้ฟัง..
เรเน่ตัดสินใจดับมวนบุหรี่ที่เหลืออยู่น้อยนิด ขยี้ดับด้วยปลายรองเท้าบุ๊ทก่อนจะพาร่างตนเองเดินผ่านห้องต่างๆ จนมาถึงห้องโถงใหญ่ซึ่งมีเปียโนแต่กลับไม่มีใคร ดนตรีเองก็เงียบไปได้สักครู่หนึ่งแล้วด้วย สงสัยว่าผู้บรรเลงจะกลับไปแล้วกระมัง เขาคิดกับตนเองพลางยกมือขึ้นขยี้หลังศีรษะ วินาทีที่ชายหนุ่มหมุนตัวกลับเสียงโน้ตดนตรีกลับดังขึ้นอีกครั้ง
“…..”

 

ชายหนุ่มหันกลับไปมอง เลิกคิ้วแสดงความฉงน .. ปกติหากเจอเหตุการณ์เช่นนี้ตอนกลางคืนควรจะเดินหนีไปให้ไกลแต่สำหรับเรเน่แล้วบางอย่างกำลังดึงดูดให้ต้องสาวเท้าเดินไปใกล้เปียโนซึ่งไร้ผู้บรรเลง เขามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ลองกดคีย์บอร์ดดูอยู่หลายครั้ง น่าแปลกใจที่ไม่ใช่ดังที่ตนคิด ในตอนแรกนึกว่าคีย์เด้งเสียอีก
เขาลองสำรวจมองรอบด้าน นาฬิกาทรายถูกวางอยู่ใกล้กับเปียโนและทรายก็เพิ่งไหลไปจนหมดเมื่อครู่นี้เอง ด้วยความสงสัยเรเน่จึงหยิบมาเขย่า นาฬิกาขนาดปานกลางที่พอมองดูแล้วน่าจะจับเวลาได้ไม่กี่นาที
ความเงียบภายในโบสถ์และไฟจากคบเพลิงสลัวๆ ทำให้เขาต้องปล่อยนาฬิกาทรายลงวางที่เดิมแต่ไม่ได้เหมือนเดิมทั้งหมดเพราะเขาจงใจพลิกด้านที่เต็มไปด้วยเม็ดทรายให้ไหลตกลงมาตามแรงโน้มถ่วงอีกครั้ง

 

เช้าวันรุ่งขึ้นเรเน่ได้รับแจ้งว่าตลอดสัปดาห์นี้ตนต้องทำงานเลิกดึกเนื่องด้วยจำนวนช่างที่มีไม่เพียงพอ ถึงจะบอกว่ามีไม่พอแต่ความจริงแล้วพนักงานทั้งหมดก็มีเพียง 6-7 คนเท่านั้น เขาไม่เกี่ยงหากจะทำงานจนเลิกดึกดื่น ไม่จำเป็นต้องรีบไปที่อื่น ไม่ได้มีใครรอ ดีเสียอีกทำงานมากเข้าเงินของเขาก็ได้มากกว่าเก่า แถมได้ทานมื้อเย็นฟรีจากทางโบสถ์อีกด้วย
เขามีโอกาสได้แวะมาที่ห้องโถงอีกครั้งตอนช่วงพัก เดินมานั่งอยู่ที่เก้าอี้หน้าเปียโนโดยที่ยังคาบมวนบุหรี่ไว้ในปาก นิ้วมือวางลงบนคีย์โน้ต กดเบาๆ ด้วยความอยากรู้และบรรเลงไปในเพลงที่ตนเคยได้ฟัง เพลงง่ายๆ แบบการกดเพียงไม่กี่ปุ่มแต่แล้วเสียงหัวเราะเบาๆ กลับดังขึ้นขัดเสียก่อน

 

“ผมเคยเล่นเพลงนั้นเหมือนกัน”

 

ชายหนุ่มที่มาใหม่ยิ้มให้จางๆ นัยน์ตาสีฟ้าสวยจับจ้องมาที่เปียโนซึ่งตอนนี้มีเรเน่นั่งจองพื้นที่

 

“เล่นต่อได้ไหม? ผมอยากฟัง”

 

เรเน่ไม่ได้เอ่ยทักทาย ไม่ได้ส่งเสียงตอบรับ ไม่แม้แต่เปล่งเสียงใดใด สายตาของเขาไม่สามารถละไปจากชายคนนี้ได้เลย เรือนผมสีดำสนิท ใบหน้าคม ผิวขาวและดวงตาสีฟ้าใสดึงดูดให้ต้องจ้องมอง แถมสังเกตดีๆ เหมือนมีออร่าเสียด้วยสิ คิดมาถึงตรงนี้เรเน่ก็ดันปล่อยให้มวนบุหรี่หล่นลงพื้นเสียนี่ ดีที่เขายังไม่ได้จุดสูบแต่ชายหนุ่มซึ่งอยู่ตรงนั้นกลับแสดงสีหน้าตกใจออกมาเล็กๆ แล้ว

 

“ห้ามสูบบุหรี่ในโบสถ์สิครับ คุณครับ?”

 

มือเรียวบางโบกปัดไปมาตรงหน้าช่างไม้ เรเน่คืนสติได้หลังจากนั้น เขาลุกพรวดพราดพยายามจะก้มเก็บมวนบุหรี่แต่เข่าก็ดันกระแทกเข้ากับเปียโนเต็มแรงจนต้องร้องโอดครวญ

 

“เป็นอะไรมากไหมครับ?!”
“ไม่.. ไม่เป็นอะไร”
“ระวังหน่อยนะครับ”

 

 

“เรเน่!”

 

เสียงทุ้มก้องกังวานดังขึ้นที่ประตูด้านข้าง เรเน่หันขวับไปยังต้นเสียงพอพบว่าเป็นเพื่อนร่วมงานจึงรอฟังแต่กลับโดนคำถามมาเสียก่อน พอจะอธิบายให้ฟังว่าทำไมตนถึงมาอยู่ตรงนี้หันกลับมาอีกทีชายหนุ่มคนนั้นกลับอันตธานหายไปเสียแล้ว สงสัยจะคิดไปเอง.. กลับไปทำงานดีกว่า เรเน่คิดเช่นนั้น

 

หลังเลิกงานเรเน่ไม่ได้กลับบ้านในทันที เขามาขอทานอาหารกับเหล่าบรรดาบาทหลวงและลูกศิษย์นั่นรวมถึงเพื่อนร่วมงานอีกสองคนด้วย บรรยากาศโต๊ะอาหารเป็นไปอย่างเรียบง่าย พูดคุยอย่างสนุกสนานแต่ไม่ได้อึกทึกครึกโครมกระทั่งสองทุ่มทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับห้อง เรเน่เองก็ตั้งใจจะกลับบ้านตั้งแต่ตอนนั้นน่าแปลกใจที่ระหว่างทางเดินเขาดันได้ยินเสียงเปียโนอีกแล้วสิ
ในเมื่อต้องการคำตอบเขาถึงตรงรี่ไปยังห้องโถง บทเพลงซึ่งบรรเลงด้วยท่วงทำนองแสนโดดเดี่ยว เรเน่จำได้แม่น เพลงเพลงนี้เป็นเพลงเดียวกันกับเมื่อวาน
ชายหนุ่มร่างโปร่งที่ตนได้พบเมื่อกลางวันกำลังบรรเลงบทเพลงแสนไพเราะราวกับเขานั้นเป็นโน้ตตัวหนึ่งในท่วงทำนอง เรเน่ค่อยๆ สาวเท้าเดินเข้าหา พยายามไม่ขัดจังหวะการบรรเลง สายตาสอดส่องไปทั่วบริเวณพินิจมองชายหนุ่มด้วยความสนใจ ใบหน้า คิ้ว ปลายจมูก ริมฝีปาก ลำคอ มือ หรือแม้แต่นิ้วมือ
“……”
“..?!”

 

เจ้าของนัยน์ตาสีฟ้าแสดงสีหน้าประหลาดใจเมื่อมีเสียงปรบมือเบาๆ ดังขึ้นมาหลังบรรเลงจบ ดวงตาคู่สวยเบิกโพลงด้วยความตกใจแถมท่าทางแตกต่างจากเมื่อตอนกลางวันมากทีเดียว

 

“ปกตินายเล่นที่นี่ทุกคืนเลยเหรอ? เมื่อวานฉันผ่านมาแต่ไม่เห็นใคร”
“…ครับ.. เป็นเหมือนงานอดิเรก ผมดีใจที่พบคุณอีกครั้งแต่ตอนนี้คงต้องขอตัว”
“เดี๋ยวก่อนสิ .. อย่าเพิ่งรีบไป ฉันเรเน่แล้วนายล่ะ?”
“ไมเคิล”

 

ไมเคิลเอ่ยแนะนำตัว แม้จะยังคงท่าทางนิ่งสงบแต่ใบหน้ากลับแสดงความกระวนกระวายใจเล็กๆ ออกมาจนสามารถสังเกตได้หากมองดูดีๆ ชายหนุ่มเหลือบมองนาฬิกาทราย จ้องมองเม็ดทรายซึ่งกำลังไหลลงมาที่ก้นขวดก่อนจะสาวเท้าเดินออกจากตรงนั้น

 

“ผมขอโทษจริงๆ เรเน่ แต่ผมต้องไปแล้ว”

 

สิ้นสุดคำพูดไมเคิลจึงรีบสาวเท้าเดินหนีออกไปจากตรงนั้น เขาไม่ต้องการให้เรเน่ตามมาทัน หากเป็นไปได้ก็แทบจะวิ่งหนีแต่เขาไม่สามารถทำได้นี่สิ กว่าเรเน่จะรู้สึกตัวไมเคิลกลับหายไปแล้ว แถมเมื่อครู่ยังไม่แน่ใจด้วยว่าชายหนุ่มวิ่งผ่านหน้าไปหรือเปล่า เขาสัมผัสได้เพียงลมที่พัดมาแผ่วเบา
ช่างไม้หันไปมองยังเปียโนที่ตนเพิ่งมีโอกาสได้เล่นเมื่อตอนกลางวัน ขณะเดียวกันสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นนาฬิกาทรายที่เพิ่งหมดเวลาไปเมื่อครู่นี้เอง
เกิดคำถามมากมายขึ้นในหัวของเรเน่ เลอร์เนียร์ บางทีอาจเป็นการเข้าใจผิด เขาคงเหนื่อยและง่วงนอนมากจนเรียบเรียงเหตุการณ์ไม่ถูก วันนี้คงต้องกลับบ้านเสียก่อนแล้วพรุ่งนี้เขาจะลองหาตัวไมเคิลดูอีกครั้ง ถ้าหากว่าเล่นเปียโนอีกฝ่ายจะโผล่มาหรือเปล่านะ?  แทนที่เรเน่จะคิดอะไรแบบนั้นเขาควรถามกับตัวเองได้แล้วว่าสิ่งที่ทำให้เริ่มรู้สึกสนใจไมเคิลขึ้นมาคืออะไร

 

 

วันถัดมาเรเน่รีบไปโบสถ์แต่เช้า แน่นอนว่าห้องที่ตนเดินเข้าหาเป็นห้องแรกหนีไม่พ้นห้องโถงที่ตนได้พบกับไมเคิล เขาเดินไปยืนอยู่หน้าเปียโนหันมองซ้ายขวาแล้วจึงนั่งลงจ้องมองคีย์บอร์ดตรงหน้า ครั้งก่อนตนลองจิ้มเล่นเพลงง่ายๆ ครั้งนี้จะลองเล่นอะไรที่ดูยากขึ้นเสียหน่อย เพลงที่เคยได้มีโอกาสเล่น เพลงที่เคยได้ฟังสมัยเด็กๆ และเป็นเพลงเดียวที่พอจะเล่นได้
เปียโนบรรเลงแผ่วเบามีบ้างบางครั้งที่เพลงบรรเลงขาดหายเป็นพักๆ ช้าและเร็วแตกต่างกันจนฟังเหมือนไม่เป็นเพลง เรเน่เล่นจากประสบการณ์ ความทรงจำเก่าซึ่งแทบจะลืมไปจนหมดสิ้น เขาไม่แน่ใจว่าทำไมจึงมานั่งเล่นเปียโนอยู่เช่นนี้ หากให้ตอบด้วยความสัตย์จริง ใจเขารู้สึกว่าการที่เล่นเปียโนจะทำให้ได้พบไมเคิล บางทีชายคนนี้คงจะหวงเปียโนหรือหลงรักเปียโนมากจนต้องออกมาดู แต่กลับไร้ซึ่งวี่แววของชายหนุ่มคนนั้น เรเน่ถอนใจเบาๆ และลุกออกจากตรงนั้นเพื่อเข้าทำงานโดยหารู้ไม่ว่าสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องการกระทำของเขาอยู่ที่ใดสักที่ภายในห้องนั้น
เช่นเดียวกับเมื่อวาน เรเน่ยืนสูบบุหรี่อยู่ที่ข้างโบสถ์หลังเลิกงาน วันนี้เขาจะกลับเย็นเช่นเดิมหากว่าได้พบไมเคิลอีกครั้งคงจะดีไม่น้อยเลย ชายหนุ่มคนนั้นดึงดูดให้เขาต้องการสนทนาและอยู่ใกล้ชิด หากว่าไมเคิลมาเล่นเปียโนทุกๆ วันอย่างไรแล้วก็ต้องพบบ้างในสักวันหนึ่ง
เสียงเปียโนบรรเลงขึ้นในยามวิกาลเวลาใกล้เคียงกับเมื่อคืน เรเน่ถือโอกาสถามบาทหลวงที่ร่วมทานอาหารมื้อเย็นด้วยความสงสัยแต่สีหน้าเหล่าบาทหลวงนั้นกลับแสดงบางอย่างที่ดูผิดปกติ

 

“นานมากแล้วที่ไม่มีใครมาเล่นเปียโนยกเว้นไมเคิล”
“ไมเคิลมักมาเล่นที่โบสถ์เป็นประจำ เขารักเพลงเหล่านั้นและอยากให้คนอื่นๆ ได้เข้าใจถึงสิ่งที่เขากำลังบอก”

 

บาทหลวงอีกคนกล่าวเสริม

 

“แต่เพลงที่เขาเล่น..ฟังแล้วเหมือนเขากำลังต้องการใครสักคน”

 

เรเน่ขมวดคิ้วพลางยกเครื่องดื่มขึ้นจิบช้าๆ ในตอนนี้เพลงที่บรรเลงดำเนินมาจวนจะจบ เขายอมรับว่าอยากไปยังห้องโถงเสียเดี๋ยวนี้แต่หากว่าลุกออกไปอาจจะดูไม่ดีเท่าไหร่ อีกอย่าง..ดูเหมือนไมเคิลจะเล่นเป็นเวลาถ้าไปกวนอาจทำให้หนีเขาไปอีกก็ได้

 

“เขาเป็นเด็กดี น่ารักและเอาใจใส่ เคยอยู่ที่นี่เมื่อนานมาแล้ว”
“แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน?”

 

ไร้ซึ่งคำตอบของเหล่าบาทหลวง เรเน่เองก็ไม่ได้ซักไซ้มากมาย เขาลุกขึ้นยืนหลังจากกล่าวขอตัว เดินมุ่งหน้าไปยังห้องโถงที่ยังคงบรรเลงบทเพลงแสนไพเราะจากเรียวนิ้วที่เรเน่คิดว่า ‘สวย’
ไมเคิล โคแว็คอยู่ตรงนั้น นั่งบรรเลงราวกับว่าเขาอยู่ในโลกส่วนตัว เพลงที่บรรเลงซ้ำแล้วซ้ำอีก บทเพลงเดียวกับเมื่อวานนี้และก่อนหน้านี้..
เรเน่ถือวิสาสะเดินเข้าไปหย่อนตัวนั่งใกล้ๆ ชายหนุ่มที่ตอนนี้ตกอยู่ในภวังค์ ไมเคิลตอบสนองแทบจะในทันทีเมื่อรู้สึกถึงบางสิ่งข้างตัว เขากระเด้งตัวลุกขึ้นจากตรงนั้นด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

 

“ขอโทษ.. พอดีอยากเห็นใกล้ๆ”

 

ช่างไม้เงยหน้ามองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ไม่ห่างจากเปียโน

 

“และ.. ขอโทษที่ขัดนาย”
“ไม่…เป็นไรครับ”

 

สีหน้าชายหนุ่มดูค่อนข้างวิตกกังวลซึ่งนั่นทำให้เรเน่ต้องขยับตัวลุกตามไปหา

 

“ทำนายขวัญผวารึเปล่า? หน้าซีดเลยนะ..”
“.. เปล่าเลยครับ.. ผมแค่กำลังสนใจเปียโน เวลาในการเล่นเปียโนของผมไม่ค่อยมีเท่าไหร่”
“งั้นทำไมไม่มาเล่นตอนกลางวัน?”

 

ไมเคิลทำท่าอึกอัก ครั้งก่อนเขามาตอนกลางวันก็จริงแต่นั่นมีเหตุผลที่ทำให้เขามาในตอนนั้น

 

“ไม่ต้องตอบก็ได้.. นั่นไม่ใช่เรื่องของฉันนี่นะ”
“ไม่ใช่แบบนั้น.. ผมแค่อยากซ้อมมือตอนกลางคืนมากกว่า”
“แต่กลางคืนไม่มีคนฟัง ไม่เหงาเหรอ?”

 

เรเน่มุ่นคิ้วเล็กๆ สายตาของเขาสำรวจมองไมเคิลที่แสดงสีหน้าออกมาอย่างขัดเจน เป็นคำตอบของคำถามได้อย่างดี.. เรเน่ทราบอยู่แล้วว่าไมเคิลคงจะเหงามิเช่นนั้นคงไม่บรรเลงเพลงเพลงนี้

 

“เหงา.. แต่ว่า.. มีคุณฟังนี่ครับ?”

 

‘บ้าจริง!’ คงเป็นคำพูดของเรเน่ในตอนนี้ ทำไมถึงรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาเสียได้ ทั้งที่เป็นคำตอบแสนเศร้าแต่ทำไมเขาถึงรู้สึกดีแบบนี้ จากคำตอบที่ชายหนุ่มเอ่ยออกมาดูเหมือนจะแฝงความดีใจเล็กๆ ที่อย่างน้อยก็มีคนรับฟัง

 

“นายจะมาเล่นตอนกลางวันบ้างไหม?”
“ไว้ผมพร้อมเมื่อไหร่จะเล่นตอนนั้น… ขอบคุณที่คอยฟังเพลงของผมนะ เรเน่”

 

ไมเคิลก้มใบหน้าลงเล็กน้อยก่อนจะเหลือบมองนาฬิกาทรายที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ เรเน่หันมองตามและทราบได้ในทันทีว่าคงถึงเวลาที่ไมเคิลต้องไป แต่หากว่าเขารั้งเอาไว้ล่ะ? เอื้อมไปจับอีกฝ่ายแล้วบอกให้อยู่ต่อจะเป็นอย่างไร? … ดูเหมือนร่างกายจะตอบสนองแทบจะในทันที มือของเขาคว้าจับไมเคิลที่กำลังจะเดินออกจากตรงนั้น ไมเคิลนัยน์ตาเบิกโพลงด้วยความตกใจอยากจะถอยหลบแต่หนีไม่พ้นเสียแล้ว..
สิ่งที่ทำให้เรเน่แปลกใจคือร่างอีกฝ่ายนั้นเย็นเสียเหลือเกิน แต่คงไม่เท่ากับไมเคิลที่ตอนนี้แทบจะอยากกรีดร้องออกมา เขาตกใจ.. แต่สิ่งที่ตกใจมากกว่าคือมีคนมาสัมผัสตัวเขา

 

“คุณจับผม…”
“ใช่ ฉันจับนาย..ฉันไม่อยากให้นายไป เราคุยกันไม่นานนี้เอง ฉันอยากรู้จักนายมากกว่านี้”
“ปล่อยผมเถอะเรเน่ ผมต้องไปจริงๆ ผมห้ามไม่ได้”

 

เขาไม่ได้เอะใจประโยคที่ไมเคิลเอ่ยกล่าวแต่เพราะร่างกายที่สั่นเทาทำให้เรเน่ยอมปล่อยมือออกจากอีกฝ่าย สัมผัสจางๆ ยังคงอยู่ในฝ่ามือ เขาไม่ต้องการทำให้ไมเคิลเจ็บแต่หากไม่ออกแรงคงจะหนีเขาไป

 

“……..”
“ฉันจะเจอนายอีกไหม?”
“ถ้าหากว่าคุณอยากเจอผม พรุ่งนี้ตอนค่ำเรามาเจอกันอีกก็ได้”
“นัดไว้แล้วนะ อย่าหายไปไหนล่ะ”
“ผมกลัวคุณจะหายไปมากกว่า”

 

ไมเคิลก้มใบหน้าหลบรอยยิ้มของเรเน่ เขามาที่นี่เป็นปกติทุกคืนอยู่แล้วความจริงไม่จำเป็นต้องนัดก็ได้ แต่เมื่ออีกฝ่ายอยากนัดเขาก็ยอม.. เมื่อตกลงจนเสร็จสิ้นชายหนุ่มจึงเดินหนีไปจากตรงนั้นโดยทันที แต่เหมือนเรเน่จะเพิ่งนึกบางสิ่งออกเขาถึงเดินตามหลังไมเคิลไป แทนที่จะได้พบชายหนุ่มร่างโปร่งเขากลับเจอะเข้ากับบาทหลวงแทน

 

“ยังไม่กลับอีกหรือ?”
“อ่า.. กำลังจะไป ฟาเธอร์เห็นไมเคิลบ้างไหม? พอดีลืมบอกเขาไปบางอย่าง”

 

บาทหลวงนิ่งเงียบไปสักครู่ก่อนจะเอ่ยตอบ

 

“เขาไปได้สักพักหนึ่งแล้ว”
“แต่เขาเพิ่งเดินออกมาเมื่อกี้”
“เชื่อพ่อสิเรเน่.. ตอนนี้ดึกแล้วกลับบ้านไปก่อนเถอะ แล้วพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”

 

เรเน่ได้แต่ยืนทำหน้างงงวยอยู่ตรงนั้น แถมยอมกลับบ้านแต่โดยดีเสียด้วย.. อย่างไรแล้วเขาก็นัดกับไมเคิลไว้ในคืนวันพรุ่งนี้ อีกฝ่ายคงไม่เบี้ยวนัดหรอกกระมัง หากเบี้ยวแล้วล่ะก็จะยึดเปียโนเอาไว้เองเสียเลย

 

เรเน่ทำงานอย่างอารมณ์ดีตลอดวันจนเพื่อนร่วมงานเอ่ยทักว่ามีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นหรือ ทำไมถึงท่าทางมีความสุขแบบนั้น เรเน่ตอบกลับด้วยประโยคสั้นๆ ว่า ‘มีนิดหน่อย’ สำหรับเขานั้นเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก การที่ได้เจอไมเคิลคือหนึ่งสิ่งที่ทำให้รู้สึกมีความสุข เขาอดทนรอเจอในตอนค่ำไม่ไหวแล้ว
สุดท้ายสิงห์อมควันอย่างเรเน่ก็ต้องแวะไปแอบมองว่าไมเคิลอยู่ที่ห้องโถงหรือไม่ แม้ว่าจะต้องการถามเหล่าบาทหลวงและเด็กโบสถ์แต่ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ต้องการตอบคำถามของเรเน่เสียเท่าไหร่ซึ่งเขาก็ไม่ได้เก็บมาคิดมาก ขอแค่ได้พบชายหนุ่มคนนั้นเขาก็สุขใจ
เมื่อมาถึงห้องโถงเป็นดังทีคาดการณ์ ไมเคิลไม่ได้อยู่ที่นั่น สงสัยจะมีธุระ มีงานถึงไม่มาช่วงตอนกลางวันเขาจะรอจนหัวค่ำ มั่นใจว่าในตอนนั้นไมเคิลต้องมาอย่างแน่นอน
ผ่านไปหลายชั่วโมงในที่สุดจึงถึงเวลาเลิกงานเสียที เรเน่ยังมีแรงมากพอจนแสดงออกมาให้คนอื่นๆ เห็นว่าเขากำลังตื่นเต้นกับการรอคอยอะไรบางอย่าง เพื่อนของเขาไม่ได้ถามแต่ชวนสนทนาตามประสาแขกที่ร่วมรับประทานอาหารกับเหล่าเด็กโบสถ์แม้จะไม่ได้มาทานทุกวันแต่อาหารกลับเตรียมไว้อย่างดีจนอยากจะซื้อของมาให้โบสถ์เสียจริงเชียว
เรเน่แทบไม่ได้ให้ความสนใจกับมื้ออาหารนี้ เขาทานจนเกือบอิ่ม สายตาเขามองดูนาฬิกาอยู่เนืองๆ จนใกล้ถึงเวลานัดถึงขอตัวและเดินตรงไปยังห้องโถง
ขณะเดียวกันไมเคิลซึ่งมารอก่อนเวลาดูกำลังกระวนกระวายใจอยู่ลึกๆ เขาคิดหนักจนขมวดคิ้วเป็นปม นิ้วเรียวสัมผัสกลีบปากตัวเองเบาๆ สายตาจ้องมองคีย์บอร์ดตรงหน้าก่อนจะเหลือบไปเห็นชายอายุมากกว่าที่เพิ่งเดินเข้ามา ไมเคิลลุกขึ้นยืน
“คุณมาก่อนเวลา”
“นายก็มาก่อนเวลา”
เรเน่สาวเท้าเดินจนมาหยุดอยู่ข้างเปียโน
“วันนี้เราจะเล่นเพลงอะไรกันดี?”
“เรา?”
ไมเคิลเอ่ยทวนอย่างสงสัยแต่เรเน่กลับไม่กล่าวตอบแถมยังปล่อยตัวลงนั่งข้างๆ กับเขาเสียอีก ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ก่อนได้แต่กะพริบตาปริบๆ แล้วขยับพื้นที่ให้
“ฉันอยากเล่นเปียโนกับคนเก่งเปียโน ให้ความรู้สึกเหมือนฉันเล่นได้เก่งมาก”
ประโยคคำตอบของอีกฝ่ายทำให้ไมเคิล โคแว็คหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ นี่ช่างเป็นอะไรที่แปลกเสียจริงเชียวแต่เขากลับไม่ได้ว่าหรือแสดงความเห็นอะไรเพราะตอนนี้ถึงเวลาที่จะบรรเลงบทเพลงแล้ว
ชายหนุ่มนักดนตรีเอื้อมมือไปจับนาฬิกาทรายขึ้นมาถือไว้ เขาบอกกับเรเน่ว่าตนนั้นมีเวลาไม่นานดังนั้นถ้าหากเล่นไม่จบเพลงก็ต้องขอโทษด้วยเพราะเขาอาจต้องไปในทันที คล้ายๆ ซินเดอเรลร่า เรเน่ได้แต่เลิกคิ้ว อยากจะถามว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้นแต่เจ้าตัวก็ดันวางนิ้วมือลงบนแป้นคีย์เตรียมบรรเลงเสียแล้ว
นาฬิกาทรายถูกคว่ำลงจับเวลา ไมเคิลวางมือสัมผัสลงช้าๆ พร้อมกับบอกเรเน่ให้วางมือลงตามตน เขาจะเล่นเพลงที่อีกฝ่ายเคยเล่นก่อนหน้านี้และอยากให้เจ้าตัวบรรเลงไปพร้อมๆ กัน
ค่ำคืนนั้นบทเพลงบรรเลงแตกต่างไปจากทุกๆ คืน หลายคนที่อาศัยในโบสถ์ต่างแสดงความแปลกใจ พวกเขามีเหตุผลส่วนตัวที่ไม่สามารถบอกกล่าวกับผู้มาพักแรมหรือมาทำพิธีที่โบสถ์ได้ ปริศนานั้นคือตัวไมเคิล โคแว็ค พวกเขาหวังเอาไว้ว่าจะไม่มีใครให้ความสนใจชายหนุ่มคนนี้มากจนเกินไปแต่ดูเหมือนจะไม่เป็นดังที่หวังเอาไว้
เสียงบรรเลงเพลงไม่ได้ดังอย่างต่อเนื่องเพราะมีบางจุดที่เรเน่ไม่สามารถเล่นได้ ไมเคิลไม่ปฏิเสธที่จะสอนและคอยนำการแสดงของพวกเขาทั้งคู่ แม้เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่พวกเขากลับสนุกและมีความรู้สึกดีๆ เกิดขึ้นน่าเสียดายที่เวลาของไมเคิลหมดลงแล้ว เม็ดทรายกำลังไหลลงมากองรวมกันที่ก้นแก้ว ไมเคิลหยุดการบรรเลง เขาหันไปหาเรเน่พร้อมกับคลี่ยิ้มสุภาพ
“ผมจะมาเจอคุณพรุ่งนี้ ขอบคุณที่อยู่เป็นเพื่อนผม เรเน่”
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไป เรเน่เองก็ไม่ได้รั้งเอาไว้เพราะเจ้าตัวบอกไว้แล้วว่าจะมาพบในคืนพรุ่งนี้ เขาเพียงกล่าวอำลาสั้นๆ พร้อมรอยยิ้ม
“โชคดีไมเคิล”
การพบกันของทั้งสองคนเป็นเช่นนี้ทุกๆ คืน บรรเลงบทเพลงเดิมซ้ำๆ บรรเลงบทเพลงใหม่ๆ  หรืออาจมีเพียงเสียงดนตรีที่กลั่นจากความรู้สึกของไมเคิล สิ่งเหล่านี้ดำเนินไปตลอดสัปดาห์จนครบกำหนดงานของเรเน่ แม้โบสถ์จะยังซ่อมแซมไม่เสร็จดีแต่เรเน่ก็ได้หยุดงานทั้งที่เขาไม่อยากเลยแม้แต่น้อย..
ในเมื่อได้วันหยุดมาแบบนี้ก็ขอใช้วันหยุดกลับมาหาไมเคิลก็แล้วกัน.. วันนั้นเรเน่กลับมาที่โบสถ์ตอนเย็นๆ สวดมนต์และอ่านคัมภีร์ขณะรอเวลาแต่ไมเคิลกลับไม่ปรากฏตัวทั้งที่บอกเจ้าตัวไว้แล้วว่าตนนั้นอาจมาหา
เขาไม่ได้ผิดหวังที่ไม่ได้พบแต่เสียดายที่จะไม่ได้เล่นดนตรีกับชายหนุ่มคนนี้ สุดท้ายเรเน่จึงเขียนโน้ตเสียบไว้ใต้นาฬิกาทรายเพื่อบอกกับอีกฝ่ายหากกลับมาเห็นว่าตนนั้นอยากพบในตอนเที่ยงของวันพรุ่งนี้ หากมาได้จะดีมาก
โน้ตที่ถูกวางไว้ยังคงอยู่ที่เดิมแต่นาฬิกาทรายกลับให้ความรู้สึกเหมือนกำลังขยับไปมา เรเน่ไม่ได้สนใจ..เขาไม่ได้สังเกตกระทั่งเตรียมเดินออกไปจากห้องโถง เสียงเปียโนดังขึ้นเช่นเดียวกับในคืนวันนั้น ราวกับมีคนมากดแป้นคีย์บอร์ด แต่เมื่อเหลียวหลังมองกลับพบเพียงความว่างเปล่า.. เรเน่ไม่อาจทราบได้เลยว่าโน้ตที่เขาเขียนและทับด้วยนาฬิกาทรายนั้นในตอนนี้ได้อันตธานหายไปเสียแล้ว
วันรุ่งขึ้น เรเน่ เลอร์เนียร์ เดินทางมายังโบสถ์ดังที่กล่าวไว้ในโน้ต พอเช็คว่าโน้ตหายไปจากที่เดิมเขารู้สึกได้ว่าไมเคิลจะต้องรับทราบและคงจะได้พบกันในเร็วๆ นี้ซึ่งนั่นก็เป็นดังที่หวัง ไมเคิลเดินออกมาจากอีกทาง ท่าทางดูหวาดระแวงเล็กๆ เรเน่สังเกตเห็นจนต้องกล่าวทักแต่ชายหนุ่มกลับยิ้มจางๆ พร้อมทั้งสั่นศีรษะปฏิเสธ ตนนั้นสบายดีและพร้อมจะบรรเลงเปียโนแล้วในตอนนี้
พวกเขาทั้งคู่นั่งลงตรงที่เดิม วางนิ้วมือลงอย่างนุ่มนวลและบรรเลงด้วยอารมณ์มากมายที่ถูกกลั่นออกมาเป็นโน้ตดนตรี เสียงบรรเลงเพลงไพเราะจนทำให้เพื่อนที่มีเวรเข้างานของเรเน่ต้องเดินตามมาจนถึงห้องโถงเพื่อหาว่าใครคือผู้บรรเลงเพลงเพลงนี้
“คุณเล่นคล่องขึ้นมากเลยเรเน่”
“มีนายคอยสอนฉันถึงเล่นเป็นไวกว่าเดิม แต่ก็ไม่ได้เท่ากับนาย”
ผู้มาใหม่เลิกคิ้วแสดงความสงสัยเมื่อพบว่าผู้บรรเลงเพลงคือเพื่อนชายของเขา ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเรเน่จนอดเอ่ยถามไม่ได้เมื่ออีกฝ่ายบรรเลงจบ
“ไม่ยักรู้ว่าเล่นเปียโนเป็น”
“เล่นเป็นแต่เกิดเลยรู้ไหมล่ะ?”
เขาตอบกลับด้วยท่าทางโอ้อวดเป็นการหยอกล้อเพื่อนชาย
“ฉันมีคนสอนถึงเล่นเป็นไว”
ไมเคิลที่นั่งอยู่ข้างๆ ได้แต่อึกอัก นัยน์ตาสีฟ้าสั่นเทาแสดงความกลัวออกมาอย่างเด่นชัด เขาจ้องมองคนที่ยืนอยู่อีกฝั่งก่อนจะหันกลับมาจ้องเรเน่ มือที่พยายามจะยกไปจับอีกฝ่ายดูแข็งทื่อไปหมด เขาไม่กล้าสัมผัส.. กลัวจนอยากหายไปเสียในตอนนี้เลย
“ใครเขาจะมาทนสอนคนแก่เรียนช้าอย่างนายกัน”
“ใครแก่? นายน่ะแก่ แถมฉันเป็นคนเรียนไว คนสอนฉันเขามีความสามารถ ไหนๆ นายก็ถามแล้ว.. นี่ไมเคิลคนสอนฉันเอง”
ชายหนุ่มหลุบสายตาลงต่ำ ไม่กล้าสบตาใครอีกแล้วในตอนนี้ เขาหวาดกลัว.. แต่เรเน่ที่พยายามเอ่ยแนะนำตัวเขานั้นช่างร่าเริงเหลือเกิน
“ไหน? ใคร?”
“ไมเคิล โคแว็คนี่ไง”
เรเน่ผายมือเล็กน้อยเป็นการบอก
“เพื่อนในจินตนาการของนายรึไงเรเน่? ฉันไม่เห็นใครนอกจากนาย”
“อย่าตลกหน่อยเลยมันเสียมารยาท”
“ฉันเปล่าตลก ฉันเห็นแค่นาย.. ถ้าบอกว่ามีคนสอนนายก็น่าจะพาฉันไปหาไม่ใช่ให้ฉันจิตนาการว่าเขาอยู่ข้างนาย.. เฮ้ ฉันไปทำงานก่อนแล้วเดี๋ยวเลิกงานอาจมาชวนนายไปกินด้วยกันถ้ายังอยู่”
ไมเคิลลุกขึ้นยืนและถอยห่างเมื่อชายคนนั้นออกไปแล้ว เรเน่ซึ่งยืนอยู่ข้างเปียโนหันมองชายหนุ่มนักดนตรีในทันที นี่เขา..กำลังถูกแกล้งหรือว่าเกิดอะไรขึ้น
“ไมเคิล..”
“ผมขอโทษ… ผมขอโทษ.. เรเน่..”
เขาไม่กล้าสบตามองชายอายุมากกว่าเลย แถมไม่กล้าขยับไปไหนเสียด้วย เรเน่ไม่ได้กล่าวถาม ไมเคิลไม่กล่าวอธิบาย สุดท้ายชายหนุ่มคนนั้นกลับจางหายไปต่อหน้าต่อตาทิ้งความประหลาดใจและตื่นตระหนกให้กับเรเน่ เลอร์เนียร์ที่ยังคงอยู่ตรงนั้น