[Fiction]The Sandglass, The Crucifix and The Piano (2)

piano
Standard

Title : The Sandglass, The Crucifix and The Piano
Paring : Michael Kovak and Rene Lenier
Writer : Zol Redfox

PART 2
นาฬิกาทราย กางเขน เปียโน

 

สามวันแล้วที่เรเน่และไมเคิลไม่ได้พบกัน เรเน่ไม่ได้กระตือรือร้นจะหาคำตอบ เขายังตกอยู่ในความสับสน เรื่องที่เกิดขึ้นคืออะไร? เขาอยู่กับวิญญาณมาตลอดหรือ? แถมเพื่อนเขาก็ยืนยันว่าวันนั้นเห็นเรเน่เพียงคนเดียว แม้เรเน่จะยังมาทำงานตามปกติแต่เมื่อเลิกงานเขาก็เดินทางกลับบ้านในทันทีต่างจากไมเคิล เสียงเปียโนบรรเลงเช่นนั้นทุกๆ คืน เรเน่ไม่ได้อยู่ฟังบทเพลงแสนไพเราะแต่หากเขาอยู่คงรู้สึกได้ถึงสิ่งที่ไมเคิลพยายามจะบอก
เสียงเพลงในคืนนั้นฟังโศกเศร้ามากกว่าที่เคยผ่านมา ไมเคิลเลิกเล่นไปกลางคัน เขานั่งนิ่งเงียบอยู่หน้าเปียโน ก้มใบหน้าลงด้วยความรู้สึกเสียใจจนหยดน้ำตาตกลงกระทบที่หน้าตัก ชายหนุ่มพยายามอดกลั้นแม้จะรู้ตัวดีว่าหลังจากนี้จะต้องกลับมาอยู่เพียงลำพังอีกครั้ง สิ่งที่ทำให้ไมเคิลยังคงอยู่ที่นี่คือเรื่องใดตัวเขาเองก็ไม่ทราบ ไม่มีใครทราบยกเว้นสาเหตุการเสียชีวิต เหล่าบาทหลวงทราบดี.. เด็กโบสถ์ที่อาศัยมารุ่นแรกๆ ต่างทราบดี
เขาวนเวียนอยู่ที่นี่ทุกวัน ทุกคืน และบรรเลงเปียโนเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วงเวลาเดิมด้วยระยะเวลาเพียงสั้นๆ แต่ก็มากพอที่จะปรากฏตัวให้ผู้ซึ่งบังเอิญผ่านมาได้เห็น เขาถึงต้องมีนาฬิกาทรายวางไว้ใกล้ๆ เพื่อให้ทราบว่าเวลาของตนจะหมดลงเมื่อไหร่
มีเพียงคนเดียวที่สามารถเห็นเขาได้แม้ว่าจะเป็นตอนกลางวันนั่นคือเรเน่.. เขาถึงดีใจ เหมือนได้มีเพื่อนใหม่แต่อีกใจเขาก็กลัวว่าหากอีกฝ่ายรู้ว่าเขาไม่ใช่มนุษย์จะหนีไป..ซึ่งสิ่งที่เขากลัวมากที่สุดก็เกิดขึ้นแล้ว ถ้าหากว่าไม่หลงระเริงมากเกินไป หากว่าไม่ยอมมาพบกับเรเน่ในตอนกลางวันแบบนั้นคงจะดี..
ครั้งแรกที่ไมเคิลเอ่ยทักออกไปเขาไม่คิดด้วยซ้ำว่าเรเน่จะรู้ตัว บางทีการอยู่คนเดียวโดยไม่มีใครมองเห็นก็ทำให้เขาอยากลองแสดงละคร แต่เมื่อการกล่าวทักทำให้เรเน่ตอบสนองแถมหันมาจ้องมอง..ไมเคิลกลับแสดงความตกใจเล็กๆ ให้เห็นแทน ไมเคิลจำสายตานั้นได้ สายตาที่กำลังแสดงความสงสัย สายตาที่กำลังพินิจมองอย่างถี่ถ้วน จนทำให้ชั่ววินาทีนั้นเขารู้สึกเหมือนอยู่ในโลกส่วนตัว
ในตอนนี้เขากลับมาอยู่คนเดียวอีกครั้ง โดดเดี่ยวแล้วว้าเหว่ มีเพียงเปียโนและความรู้สึกเสียใจที่แน่นอยู่เต็มอก ไมเคิลยกหลังมือขึ้นเช็ดดวงตา เขาจะอยู่แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าสิ่งที่ค้างคาใจจะถูกทำให้คลี่คลาย
บาทหลวงเจ้าคณะผ่อนลมหายใจเบาๆ ช่วงเวลานี้คือช่วงที่ไมเคิลปรากฏตัว เขามองเห็นชายหนุ่มได้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกับคนอื่นๆ แต่ก็ใช่ว่าเมื่อหมดเวลาเขาจะมองไม่เห็นเสียทีเดียว บาทหลวงยังคงมาเห็นเป็นบางสิ่งเลือนลางไม่แจ่มชัดเท่าในตอนนี้  เขาเดินเข้าหานักดนตรีซึ่งยังนั่งอยู่หน้าเปียโน ถามคำถามและแสดงความห่วงใยเช่นที่เคยทำมา
“ฟาเธอร์..ผม…ไม่น่าทำแบบนั้นเลย”
“พ่อเข้าใจว่าลูกดีใจที่ได้เพื่อนใหม่ เรเน่เขาพิเศษกว่าคนอื่นเขาถึงมองเห็นลูก”
“ถ้าหากผมระวังมากกว่านี้เขาคงไม่รู้”
“แต่หากลูกปิดบังต่อไปเขาจะโกรธที่ลูกไม่บอกกับเขา”
“ตอนนี้เขารู้แล้ว ผมทำอะไรไม่ได้แล้ว.. เขากลัวผม เขาต้องกลัวผม”
ไมเคิลไม่ได้แสดงท่าทางออกมามากมาย เขายังคงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เรียบนิ่งแต่โศกเศร้า
“เรเน่ทำให้ผมรู้สึกเหมือน…ได้กลับมาเป็นคนอีกครั้ง..”
“ถ้าหากว่าพระเจ้าต้องการให้ลูกกับเรเน่อยู่ด้วยกันเขาจะกลับมาหาลูกเอง”
“ผม..หวังแบบนั้นไม่ได้”
ชายหนุ่มตอบกลับเบาๆ ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้วที่ไมเคิลเจอเหตุการณ์นี้ แม้ว่าคนก่อนหน้าจะไม่เหมือนเรเน่แต่สุดท้ายก็จบลงโดยการหายตัวไปและไม่กลับมาอีก เรื่องที่เขาเป็นวิญญาณอาจน่ากลัวกับใครหลายๆ คน สิ่งที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้แถมภาพยนตร์ก็นำเสนอว่าวิญญาณนั้นน่ากลัวอีกด้วย
ไมเคิลจบวันด้วยจิตใจที่ว้าวุ่นแม้จะได้คุยกับบาทหลวงแต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาดีขึ้นมากมาย หากเป็นไปได้เขาอยากจะขอโทษเรเน่และเล่าเรื่องให้อีกฝ่ายฟัง เขาต้องการอยู่กับเรเน่มากกว่าใครที่ผ่านมา
ชายหนุ่มฝากข้อความให้กับเรเน่ผ่านทางบาทหลวงด้วยประโยคสั้นๆ แม้ว่าจะต้องการมากกว่านี้แต่เวลาของเขาก็หมดลงแล้ว
เรเน่ได้รับข้อความในวันรุ่งขึ้นขณะที่กำลังพักกลางวัน เขาเองก็รู้สึกว้าวุ่นไม่แพ้กัน คิดถึงแต่เรื่องที่ผ่านมา คิดถึงแต่เรื่องของไมเคิลจนก่อเกิดความใคร่รู้.. ทำไมไมเคิลจึงอยู่ที่นี่ ทำไมถึงปรากฏตัวให้เขาเห็นและทำไมถึงมาบรรเลงเปียโนทุกๆ คืนในเวลาเดิมๆ
สิ่งที่เรเน่ได้รับจากบาทหลวงคือข้อความจากไมเคิล โคแว็ค เขาไม่ได้ปฏิเสธหรือแสดงท่าทางหงุดหงิด ตรงกันข้าม..เรเน่กลับแสดงท่าทางสนใจราวกับกำลังเฝ้ารอ
“ ’ผมขอโทษ.. ผมกลัวเกินกว่าจะบอกกับคุณ ผมขอโทษ เรเน่..’ ไมเคิลฝากพ่อมาบอกเท่านี้”
“ฟาเธอร์ผมอยากรู้เรื่องไมเคิล ตอนนี้ถึงเวลาที่ผมต้องรู้แล้วหรือยัง?”
“มันจะดีกว่าหากลูกทั้งสองคนได้คุยกันเอง ลูกรู้อยู่แล้วว่าจะพบเขาได้ที่ไหน”
“…”
เขาพยักหน้าและไมได้เอ่ยกล่าวสิ่งใดแต่หันกลับไปหาเพื่อนร่วมงานพร้อมกับบอกว่าเขาอาจเลิกงานไวเพราะคืนนี้มีนัดสำคัญ
เรเน่ยืนสูบบุหรี่อยู่ข้างโบสถ์ รู้สึกกดดันเล็กๆ ราวกับว่าตนกำลังต้องไปเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่าพิศวง เขาอยากจะคิดแบบนั้นแต่นั่นคือไมเคิล ชายหนุ่มนักดนตรีที่รอคอยเขาไปหา.. เรเน่ไม่คิดปฏิเสธ ไม่คิดหนีหรือเพิกเฉยแต่ที่หายตัวไปตลอดสี่วันนั่นเพราะยังคงสับสน เขาควรวางตัวอย่างไร ควรพูดคุยแบบใด.. เรื่องที่สัมผัสตัวไมเคิลได้อีก หากไม่บอกว่าคือวิญญาณเขาก็ไม่ทราบจริงๆ ปริศนามีมากมายเสียเหลือเกิน
ถึงเวลาที่เขาจะต้องไปยังห้องโถงเสียที มวนบุหรี่ถูกปล่อยลงกับพื้น ขยี้ดับไฟด้วยปลายรองเท้าก่อนจะก้าวเดินเพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดหมาย เรเน่ไม่ได้นึกถึงเรื่องวิญญาณกับมนุษย์เลยแม้แต่น้อย หากไมเคิลน่ากลัวเหล่าบาทหลวงและคนอื่นที่อยู่ที่นี่จะต้องทำการขับไล่อย่างแน่นอนแต่การที่อีกฝ่ายสามารถอยู่ที่นี่ได้คงจะมีเหตุผลบางประการ.. ถึงขั้นวานเจ้าคณะมาบอก ไมเคิลนี่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ คิดแล้วน่าตลก.. ชายหนุ่มคนนี้ยังมีบางส่วนที่เหมือนเด็ก
เรเน่ชะโงกหน้ามองเมื่อมาถึง สอดส่องสายตาไปทั่วบริเวณเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่จากนั้นถึงเดินเข้าใกล้เปียโนตัวเดิม ไมเคิลไม่ได้อยู่ที่นั่น ไม่มีโน้ตไม่มีเสียงดนตรี ไม่มีใคร.. มีเพียงนาฬิกาทรายซึ่งวางอยู่ตรงที่เดิม เขาคว้าจับอย่างเบามือ หมุนสำรวจไปรอบๆ  ก่อนจะพลิกด้านเพื่อให้เม็ดทรายไหลลงมา
“ไมเคิล นายอยู่รึเปล่า?”
เขาเอ่ยถามโดยยังคงยืนอยู่ใกล้กับเปียโน
“ฉันมาหานาย วันนี้นายไม่เล่นเปียโนแล้วเหรอ?”
ไร้ซึ่งคำตอบ ไม่มีแม้แต่เสียงลม แต่แล้วเพียงชั่วอึดใจเปียโนกลับดังขึ้นราวกับมีคนมากด เรเน่ซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ หันมองในทันที
“จะแกล้งให้ฉันกลัวมันไม่ได้ผลหรอกรู้รึเปล่า อยู่กันมาเกือบเดือนจะให้กลัวคนแบบนายน่ะตลกแล้ว.. ฉันรู้จักนาย และอยากรู้จักนายมากขึ้นอีก”
ไมเคิลไม่ยอมปรากฏตัว เขาอยู่ไม่ห่างจากเรเน่เท่าใดนักเรียกว่าอยู่ตรงหน้าอีกฝ่ายก็ว่าได้ นัยน์ตาสีฟ้าสำรวจมองชายอายุมากกว่า ยกมือขึ้นคล้ายกับกำลังจะประคองใบหน้าแต่ทราบแก่ใจว่าตนไม่สามารถกระทำได้ หากว่าต้องอยู่แบบนี้เขาก็ต้องการให้เรเน่เลิกมาข้องเกี่ยว
นักดนตรีลืมไปเรื่องหนึ่ง.. เรื่องที่ร่างของเขาจะปรากฏตัวให้ใครต่อใครเห็นในเวลาเดิมๆ แม้จะไม่ต้องการแต่ดูเหมือนเรเน่จะสามารถมองเห็นเป็นบางสิ่งตรงหน้าเสียแล้ว
“ฉันเห็นนายเพราะงั้นอย่าหนีฉัน”
เขาไม่ได้กล่าวเพียงเท่านั้น แต่ส่งมือไปจับส่วนที่ตนมองเห็น ไมเคิลรู้สึกตื่นตระหนก หากจะหายไปจากตรงนี้คงทำให้เรเน่หัวเสียแต่อีกใจก็ไม่ต้องการให้เขามาข้องเกี่ยว…. สุดท้ายแล้ว..คงต้องยอม
“ผมไม่ได้หนีคุณ”
“ใช่ ฉันรู้..”
ชายหนุ่มปรากฏตัวขึ้นต่อหน้า เรเน่ยอมปล่อยมือที่คว้าจับเมื่อครู่เพื่อไม่ให้คนตรงหน้ารู้สึกอึดอัด
“ฉันขอโทษที่ไม่ได้มาหา พอดี..มันเป็นอะไรที่..”
“น่ากลัว”
ไมเคิลเสริมแต่เรเน่กลับสั่นศีรษะเบาๆ
“ไม่.. เป็นอะไรที่ทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้นทั้งที่คนปกติอาจกลัว ฉันแค่สับสน.. ใช้เวลาคิดว่าเรื่องจริงหรือว่าฝัน”
“คุณต้องการเจอผมเพราะอะไร?”
“เพื่อบอกกับนายว่า ฉันขอโทษ..”
“ผมมากกว่าที่ควรบอกคำคำนั้น ผมโกหกคุณ..”
“นายไม่ได้โกหกฉัน ฉันมองว่านั่นคือความลับของนายและนายไม่จำเป็นต้องบอก”
“แต่ว่า..”
“ไมเคิล ฉันอยากรู้จักนาย และฉันหมายความว่าแบบนั้นจริงๆ”
เรเน่ปล่อยตัวลงนั่งที่เก้าอี้หน้าเปียโน เขาวางมือตบๆ ที่ข้างๆ ซึ่งมักจะเป็นที่ของไมเคิลเพื่อบอกให้เจ้าตัวมานั่ง
“วันนี้เราจะเล่นเพลงอะไรกันดี?”
ไมเคิลยังอ้ำอึ้ง.. เรเน่ดูต่างจากทุกๆ คนอย่างที่บาทหลวงกล่าว ต่างจากพวกเขา..ที่เคยเป็นเพื่อนแต่กลับหนีหายไปเพราะรู้ว่าเขานั้นไม่ใช่มนุษย์ เพียงเท่านี้ไมเคิลก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นเสียแล้ว เรียวนิ้วถูกวางลงบนแป้นอย่างนุ่มนวลและบรรเลงไปเนิบช้า บทเพลงในคืนนี้ไม่ได้โศกเศร้าอย่างที่ผ่านมา หากใครได้สดับฟังจะสามารถทราบได้ถึงความสุขเล็กๆ ที่ถูกผสานเข้ากับความกลัว นี่เป็นบทเพลงที่ไพเราะแต่กลับซ่อนความรู้สึกมากมายเอาไว้เหลือเกิน นั่นรวมถึงความรู้สึกที่เรียกว่า…..

 

 

——————————–
“ผมถามจริงๆ นะเรเน่.. คุณกลัวผมไหม?”
เรเน่ซึ่งนั่งอยู่บนม้าหินเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มเจ้าของนัยน์ตาสีฟ้า หลังจากผ่านเรื่องเมื่อคืนนั้นดูเหมือนพวกเขาจะมีโอกาสได้ปรับตัวเข้าหากันมากขึ้น ไมเคิลเองก็ยอมเดินไปเดินมาและปรากฏตัวให้เห็นในตอนกลางวันบ้างในบางโอกาสแม้คนอื่นจะมองไม่เห็นแต่เรเน่มองเห็นเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
“อาจจะกลัวหรือไม่กลัวก็ได้… รู้แค่ว่าเห็นนายครั้งแรกฉันก็หลงนายแล้ว”
“ครับ??”
ไมเคิลกะพริบตาปริบๆ ขมวดคิ้วจนเป็นปม ชายคนนี้กำลังบอกกับเขาว่าอะไรนะ?
“แค่รู้สึกว่านายพิเศษ.. ฉันเองก็ชอบอะไรที่พิเศษๆ อย่างเรื่องเหนือธรรมชาติพวกนี้ก็ดูเป็นไปได้แต่ก็เป็นไปไม่ได้”
“ผมไม่ใช่ของทดลองนะเรเน่”
“ฉันอาจจะรู้สึกแบบนั้นแค่กับนายก็ได้ พิเศษมากกว่าคนอื่น…  ว่าแต่..นายจะได้กลิ่นไหมถ้าฉันสูบบุหรี่?”
“ถึงผมจะไม่ได้กลิ่น.. แต่คุณก็ไม่ควรสูบในโบสถ์นะครับ”
เรเน่หัวเราะ
“เหมือนครั้งแรกที่เราเจอกัน นายพูดแบบนั้น.. ”
“ผมบอกให้คุณเล่นเปียโนต่างหาก”
บรรยากาศของทั้งสองคนดูเหมือนสนิทกันมาเนิ่นนาน เรเน่ยังต้องมาทำงานที่โบสถ์อีกหลายสัปดาห์ดังนั้นคงไม่แปลกเลยหากจะหายไปในบางที .. เขาหนีมาคุยกับไมเคิลแลกเปลี่ยนเรื่องของกันและกันแต่น่าเศร้าที่เพื่อนของเรเน่เริ่มคิดว่าเจ้าตัวเครียดจนคุยกับตัวเอง
“คืนนี้จะเล่นอีกไหม?”
“แล้วแต่ว่าคุณอยากฟังหรือเปล่า”
“ฉันไม่อยากฟังแต่อยากเล่นด้วย”
“ถ้าแบบนั้นผมก็จะให้คุณเล่น”

 

 

 

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s