[Fiction]The Sandglass, The Crucifix and The Piano (3)

780926-cross-wallpaper
Standard

Title : The Sandglass, The Crucifix and The Piano
Paring : Michael Kovak and Rene Lenier
Writer : Zol Redfox

 PART 3

 

 

นาฬิกาทราย กางเขน เปียโน

 

 

เรเน่มารอก่อนเวลา เขาเดินสำรวจไปรอบๆ ห้องโถง แม้จะมาหลายครั้งแต่กลับไม่มีโอกาสได้สำรวจโดยรอบ สิ่งที่ทำให้เรเน่สนใจคือภาพวาดลงด้วยสีน้ำมันดูมีมิติและเสมือนจริงราวกับภาพวาดมีชีวิต…หรือจะมีชีวิต? ถ้าหากเขาถามไมเคิลว่ามีเพื่อนอาศัยอยู่ในภาพวาดบ้างไหมจะถูกโกรธรึเปล่านะ? แต่พอคิดดูดีๆ .. ไมเคิลอยู่ที่โบสถ์แต่เวลาที่อีกฝ่ายไม่ปรากฏตัวจะไปอยู่ที่ไหน? สิงอยู่กับวัตถุ? หรือแค่หายตัวไป?
ไม่ทันที่เรเน่จะได้คำตอบเสียงอันคุ้นเคยกลับเอ่ยทักขึ้นเสียแล้ว ชายในชุดเสื้อยืดสีเลือดหมูหันไปหา ไมเคิลส่งยิ้มให้เล็กๆ ความรู้สึกหลายอย่างถูกสร้างขึ้นจากความสนิทสนมของพวกเขาและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนต่างฝ่ายเริ่มคิดว่าตนนั้นจะไม่ยอมหายไปโดยง่าย

 

“เฮ้.. สดใสเหมือนเดิมเลยนะพักหลังมานี้”
“มันทำให้คุณหงุดหงิดหรือเปล่า?”

 

ไมเคิลขมวดคิ้วแต่เรเน่กลับโบกปัดมือพร้อมเอ่ยออกไปว่าตนนั้นแซวเล่น

 

“เรเน่… คืนนี้เราออกไปเดินเล่นข้างนอกกันแทนได้ไหม? ผมอยากให้คุณได้เห็นป้ายหลุมศพผม”
“เอาสิ.. ฉันยังไงก็ได้”

 

พอฟังแบบนี้แล้วอดขนลุกซู่ขึ้นมาไม่ได้เลย เรเน่แสดงความอยากรู้อยากเห็นออกมาแต่อีกด้านหนึ่งเขาก็มีความรู้สึกกลัวอยู่ลึกๆ ให้ออกไปกลางสุสานตอนกลางคืนกลัวว่าจะเจอวิญญาณตนอื่นนอกจากไมเคิลน่ะสิ ทำไมถึงไม่ชวนเขาตอนกลางวัน..? ไมเคิลคิดอะไรของเขาอยู่?
แต่อีกด้านหนึ่งไมเคิลกำลังแสดงท่าทางดีใจออกมาอย่างเห็นได้ชัดเหมือนเด็กชายที่กำลังตื่นเต้นกับสิ่งที่ตนกำลังจะเซอร์ไพร์ส ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อยก่อนจะออกตัวเดินในทันที ท่าทางเช่นนี้คงจะมีของเซอร์ไพร์สอย่างแน่นอน

 

“นายรู้ตัวเองไหมตอนที่ต้องมาอยู่ในห้องโถง เล่นเปียโนซ้ำไปซ้ำมา ฉันเคยเข้าใจว่าวิญญาณมักจะทำเหตุการณ์เดิมซ้ำๆ ก่อนที่ตัวเองจะตาย หรืออาจจะเป็นเสี้ยวความทรงจำที่สั่งให้ต้องมาทำอะไรแบบนั้น”
“ผมรู้แค่ว่าตัวเองต้องมาเล่นเปียโนที่นั่น แค่มาเล่นแต่จะเล่นเพลงอะไรนั่นขึ้นกับผม”
“แสดงว่านายยังไม่รู้ว่าทำไมถึงมาอยู่ที่นี่”
“ผมอาจรักเปียโนหลังนั้นจนไม่สามารถไปเกิดได้ก็ได้”

 

ไมเคิลหัวเราะเบาๆ ตั้งแต่ที่พวกเขาได้คุยกันดูเหมือนว่าไมเคิลจะร่าเริงขึ้นมากกว่าแต่ก่อนเสียอีก หากว่าการทำให้ไมเคิลมีความสุขคือการส่งเจ้าตัวให้ไปสู่สุคติก็คงจะดีเรเน่คิดเช่นนั้น
หลังจากเดินสนทนามาได้สักพักก็มาถึงจุดหมายเสียที เรเน่ส่องไฟฉายไปรอบด้าน สังเกตว่าห่างไกลจากตัวโบสถ์มาพอสมควรแต่ไม่เชิงเรียกว่าป่าช้า ที่นี่ยังมีโคมไฟส่องให้ได้เห็นบ้างในบางจุด สายตาของเขาทอดมองไปเบื้องหน้า มองตามแผ่นหลังนักดนตรีที่ดูมีความสุขจากใจจริง เรเน่อดยิ้มไม่ได้.. แม้จะเป็นหนุ่มแล้วแต่บางครั้งกลับรู้สึกว่าไมเคิลคล้ายกับเด็กชายจริงๆ
บรรยากาศรอบด้านไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เขาคิด แม้ความมืดจะทำให้เริ่มจินตนาการถึงเรื่องน่ากลัวแต่การที่มีไมเคิลอยู่ด้วยกลับทำให้เรื่องน่ากลัวพวกนั้นจางหายไป.. นี่ไม่ใช่การพามาหลอกใช่ไหม? ชักจูงให้เขาตามมาแล้วโดนวิญญาณตนอื่นหลอกให้กลัว…..
บางทีเรเน่ควรเลิกคิดมากเสียที…

 

“ถึงแล้วครับ”

 

ชายหนุ่มหยุดยืนที่หน้าหลุมศพ ป้ายหินที่ถูกทำอย่างดีแสดงเด่นตรงหน้า เรเน่ใช้ไฟฉายส่องเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นที่ของไมเคิลจริงๆ แถวนี้ไม่ได้มืดสนิทแต่การอ่านป้ายหลุมศพนั้นลำบากไปเสียหน่อย
รอยสลักบนป้ายบอกชื่อและปีที่เสียชีวิตเท่าที่ดูแล้วไมเคิลเพิ่งอายุ 20 กว่าๆ จริงเสียด้วย น่าเศร้าสำหรับคนที่ไม่สมควรจะจบชีวิตลงด้วยวัยเพียงเท่านี้ เรเน่แสดงสีหน้าเศร้าสลดออกมา

 

“ผมมีของให้คุณแต่ว่าผมไม่สามารถเอาไปให้ได้เลยต้องให้คุณมาที่นี่แทน”
“ไม่จำเป็นเลยไมเคิล นายไม่ต้องให้อะไรฉันก็ได้.. แค่เจอนาย ได้เล่นเปียโนด้วยกันก็ให้ความสุขฉันมามากแล้ว”

 

ไมเคิลเม้มปาก พอได้ฟังคำพูดของอีกฝ่ายแล้วทำให้รู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาเลย

 

“แต่ถ้าผมไม่ให้คุณผมจะไม่สบายใจ”
“งั้นจะรับไว้ด้วยความเต็มใจ ว่าแต่มันคืออะไร?”
ชายหนุ่มเดินปลีกตัวออกห่างก่อนจะอันตธานไปโผล่อยู่หลังป้ายหลุมศพ พอเงยหน้าอีกทีก็โบกกวักให้เรเน่เดินตามมา สิ่งที่เขาต้องการจะให้อยู่ตรงนี้
เรเน่หาทางอ้อมไป เขาไม่อยากข้ามหลุมศพใครเสียเท่าไหร่ กลัวว่าจะตื่นมาโวยวายใส่เขา.. ในเมื่อไมเคิลยังปรากฏตัวให้เห็นแบบนี้หลุมอื่นๆ จะต้องมีวิญญาณอยู่เป็นแน่
ชายในชุดเสื้อยืดก้มลงมองตามสิ่งที่ไมเคิลชี้ กล่องขนาดเล็กที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินมองผ่านๆ เหมือนกับมีคนเคยขุดขึ้นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง เรเน่ใช้มือขุด นำดินที่ฝังกลบปัดออกไปด้านข้างและหยิบกล่องใบเล็กนั้นขึ้นมาถือไว้ ไมเคิลยิ้มอย่างตื่นเต้น สิ่งที่ชายหนุ่มให้ไม่ได้เป็นของที่มีมูลค่ามากมายแต่เป็นสิ่งที่เขาหวังเอาไว้ว่าเรเน่จะเก็บรักษาเอาไว้อย่างดี

 

“ไม้กางเขน?”

 

เขาเอ่ยเป็นเชิงถาม ไม้กางเขนที่ถูกใช้เป็นสร้อยคอบรรจุอยู่ภายในกล่อง มองดูแล้วคล้ายของประดับตกแต่งมากกว่าใช้ในเชิงพิธี

 

“ของสำคัญที่สุดของผมก่อนที่ทุกอย่างจะเกิดขึ้น”
“นายให้ของสำคัญที่สุดกับฉัน?”
“เพราะตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดของผมคือคุณ”
“ห้ะ?”

 

เป็นคราวของเรเน่ที่แสดงสีหน้าประหลาดใจ เหมือนถูกประโยคที่เคยพูดวิ่งอัดหน้าเข้าจังๆ เรเน่จ้องมองนัยน์ตาสีฟ้าตรงหน้า รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความสุข ใบหน้าที่กำลังแสดงความดีใจ.. ไมเคิลแสดงออกมาด้วยความสัตย์จริง
“ทำแบบนี้บ่อยหรือเปล่า?”
“คุณเป็นคนแรกและอาจเป็นคนสุดท้ายครับ..”

 

เรเน่ถอนใจก่อนจะสั่นศีรษะไปมา เขาเก็บไม้กางเขนลงกล่องและกำเอาไว้กระชับติดมือให้แน่ใจว่าจะไม่หล่นหายไปไหน

 

“พูดแบบนี้แต่งงานกับฉันเลยดีกว่า”
“ครับ?!”

 

ไมเคิลตอบกลับด้วยความตกใจแต่เรเน่ดันคลี่ยิ้มออกมาพร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า

 

“นั่นคำตอบรับของนายใช่ไหม? น่ายินดีจริงๆ”
“ผมเปล่าพูดเลยนะ เรเน่!”
“ฉันแค่แซวเล่น”

 

เรเน่หัวเราะ เขายกมือขึ้นก่อนจะวางลงบนศีรษะของไมเคิล ไม่รู้ว่าจะสัมผัสโดนหรือไม่หากไม่โดนเขาก็จะทำเป็นลูบผมอีกฝ่ายอยู่ดี… แต่เมื่ฝ่ามือถูกวางลงเรเน่ลูกสึกได้ถึงพื้นผิว เขาลูบเบาๆ ก่อนจะกล่าวต่อไป

 

“ขอบคุณที่ฉันได้มาเจอนาย”
“ขอบคุณที่ผมได้มาเจอคุณเหมือนกัน”

 

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s