[Star Wars]Last chance

Standard
Title: Last chance
Pairing: Captain Han Solo and Luke Skywalker
Star Wars: Episode V + Episode VIII
Note: Time travel

 

SPOILER ALERT

 

 

‘Where’s Han?’

 

นั่นคือประโยคที่ลุคกล่าวถามเพื่อนชนเผ่าวู้คกี้ซึ่งปรากฏตัวขึ้นหลังจากพังบานประตูบ้านพักเข้ามา สีหน้าแรกของ ‘ลุค สกายวอร์คเกอร์’ มาสเตอร์เจไดแสดงความประหลาดใจเมื่อได้พบเพื่อนเก่า ชายสูงวัยเช่นเขาหายตัวไปเนิ่นนานหลายปี ตัดขาดจากสงคราม ปิดกั้นจากทุกสิ่ง ปฏิเสธทุกคนรวมทั้งเลอาผู้เป็นน้องสาว เขาผิดหวังในตัวเอง ความรู้สึกเหล่านั้นยังคงวนเวียนอยู่ภายในใจแม้ลึกๆ แล้วลุคยังคงรู้สึกคิดถึงเพื่อนเก่าและช่วงเวลาเก่าๆ การได้พบชิวเบคก้าทำให้อดจะนึกถึงเพื่อนชายคนสนิทอย่าง ‘ฮาน โซโล’ เสียไม่ได้เพราะฮานและชิววี่ตัวติดกันอย่างกับถูกมัดไว้

 

ลุคไม่อาจปฏิเสธได้ว่าภายใต้ความประหลาดใจกลับมีความดีใจซ่อนอยู่ แต่แล้วความรู้สึกเหล่านั้นกลับพังทลายลงแทบจะในทันที

 

“ท่านต้องรีบไป เรื่องอื่นจะเล่าให้ฟังบนยานฟัลคอน”

 

“ฟัลคอน?”

 

‘มิลเลนเนียม ฟัลคอน’ ยานสุดรักสุดหวงของกัปตันโซโล ในตอนนี้กลับกลายเป็นของเด็กสาวนามว่า ‘เรย์’ แล้วหรอกหรือ? คำพูดของเธอทำให้ดวงตาของมาสเตอร์เจไดเบิกกว้าง นัยน์ตาสีฟ้าสวยนั้นสั่นไหวแต่ใบหน้ากลับแสดงออกถึงความฉงนสงสัย หัวคิ้วมุ่นเข้าหากันจนขมวดเป็นปม สาเหตุใดเด็กสาวคนนี้ถึงมากับฟัลคอน? หากมากับฟัลคอนแล้วนอกจากชิวเบคก้าก็ต้องมีฮาน ..

 

“แล้วฮานล่ะ?”

 

สีหน้าของเรย์และท่าทางของชิวเบคก้าทำให้หัวใจของลุคเหมือนถูกบีบรัด เขาทราบคำตอบดีแล้ว.. คำตอบที่ทำให้เขาต้องการนั่งอยู่ตรงนั้นไปตลอดทั้งวัน .. รู้สึกผิดที่ตนหนีจากผู้คนอันเป็นที่รัก รู้สึกผิดที่ทิ้งฮานและเลอาไว้ตรงนั้นทั้งที่ไม่สมควรทำ ความผิดหวัง ลุคผิดหวังในตัวเองและเขาก็แบกรับสิ่งเหล่านั้นมาเนิ่นนาน

 

ความจริงเรื่องที่ฮาน โซโลไม่อยู่แล้วทำให้ลุคสกายวอร์คเกอร์หวั่นวิตก เขาคิดอะไรมากมายทั้งเรื่องของฮานและเรื่องของเลอาหลังจากที่ฮานไม่อยู่แล้ว หากว่าเขายังอยู่ที่นั่นมันจะเกิดเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นหรือเปล่า.. หากเขาอยู่ที่นั่นฮานจะยังอยู่แล้วพูดกับเขาว่า ‘Be careful, kid’ หรือเปล่า แต่ไม่ว่าจะอย่างไรเขาก็ไม่สามารถแก้ไขสิ่งใดได้อีกแล้ว

 

ลุคยังจดจำได้ดี น้ำเสียง คำพูด ท่าทางของฮาน สีหน้าของชายที่ตนเคยไม่ถูกชะตาด้วยตั้งแต่วันแรกที่พบหน้า ฮานเป็นสมักเกลอร์ ยียวนเต๊ะท่าแถมโก่งราคาค่าเดินทางจนเขาอยากให้ ‘เบน เคโนบี’ เลิกคุยด้วย แต่สุดท้ายก็จมหัวชนท้ายกันจนได้ หากวันนั้นพวกเขาไม่พบกันคงไม่ได้อยู่ด้วยกันจนตอนนี้

 

มันไม่ใช่เพียงจังหวะเวลาแต่มันคือพรหมลิขิตที่ทำให้บุคคลทั้งสองมาพบเจอกัน หากลุคไม่ได้เข้ามายังคันติน่าคงไม่ได้พบฮาน หากว่าลุงของเขาไม่ได้ซื้อ R2-D2 และ C-3PO มาเขาคงไม่ได้พบฮาน หากว่าเบน เคโนบีไม่ได้อยู่ที่นั่น ลุคจะไม่มีวันได้พบฮาน โซโล.. เช่นเดียวกันกับสมักเกลอร์หนุ่มคนนั้น หากว่าฮานไม่ถูกจับเรื่องขนของเถื่อนคงไม่ได้พบลุค หากว่าแจ๊บบ้าไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ของฮานก็คงไม่ได้พบลุค หากฮานและชิวเบคก้าไม่ได้มายังแทนทูอินก็คงไม่ได้พบลุค สกายวอร์คเกอร์ แม้พวกเขาสองคนจะเริ่มต้นกันได้ไม่ดีแต่สุดท้ายกลับสนิทกันจนไม่สามารถขาดจากกันได้

 

‘ฉันขอโทษ ฮาน’

 

คืนนั้นลุคเดินจากบ้านพักตรงไปยังสถานที่จอดยานมิลเลนเนียม ฟัลคอน ภายในยานลำเก่าที่แสนคุ้นเคย ความรู้สึกเก่าๆ หวนคืน ถาโถมราวกับลมพายุ รุนแรงไม่ต่างจากเกลียวคลื่น การที่เขาปิดกั้นตนเองออกจากภายนอกและสมดุลของพลังทำให้ไม่อาจรับรู้เรื่องราวเหล่านี้

 

ลุครู้สึกผิด ในใจของเขาปวดร้าวคล้ายกับหัวใจจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ไม่ใช่เพียงเพราะเรื่องที่ทำให้ฮานและเลอาผิดหวัง แต่การที่เขาไม่ได้อยู่ตรงนั้นเพื่อช่วยเหลือฮานนั่นคือเรื่องที่ทำให้ลุครู้สึกผิด รู้สึกผิดจนพูดกับตนเองอยู่หลายครั้งว่า ‘ฉันขอโทษ ฮาน’

 

ภายในห้องนักบินแผงควบคุมยานและที่นั่งนักบินหันเหความสนใจของลุคไปครู่หนึ่ง เก้าอี้ที่กัปตันโซโลเคยนั่งพร้อมกับส่งเสียงโวยวายต่างๆ นานา ไม่อยากนึกเลยว่าในตอนนี้เขากลับคิดถึงมันมากกว่าครั้งไหนๆ โหยหามันมากกว่าครั้งอดีตและหวังว่าจะได้ยินอีกสักครั้ง…เครื่องรางนำโชคของฮาน ลูกเต๋าสองลูกที่แขวนอยู่เหนือศีรษะยังคงทอประกายและโดดเด่นทุกครั้งที่จ้องมอง ลุคจดจำได้ดีว่าทำไมมันจึงเป็นเครื่องรางนำโชค ฮานบอกกับเขาว่าเจ้าของชิ้นนี้ทำให้ได้ยานมิลเลนเนียม ฟัลคอนมา สมบัติชิ้นสุดท้ายก่อนหมดตัวจากการเล่นไพ่ซาแบ็ค

 

‘นายมักจะเชื่อดวงกับโชคอยู่เสมอ ฉันเชื่อแล้วว่านายเป็นนักพนันตัวยง’

 

ลุคพ่นลมหายใจหนัก ฝ่ามือกำเครื่องรางของฮานไว้แน่น เขาปล่อยตัวลงบนที่นั่งประจำของฮาน โซโล สัมผัสมืออีกข้างไปกับคอนโซลตรงหน้าแล้วเอนตัวพิงกับเบาะก่อนจะหลับตาลง ช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของลุค สกายวอร์คเกอร์ไม่ว่าจะฮานหรือเลอา เขาอยากจะมีช่วงเวลาแบบนั้นอีกสักครั้ง.. เป็นเด็กหนุ่มชาวนาที่ออกผจญภัยไปกับพวกเขาเหล่านั้น เสี่ยงอันตราย ทำภารกิจเจไดและรักษาสมดุลแห่งพลัง

 

ฮานเคยพูดอยู่บ่อยครั้งในสมัยนั้น ‘ตัวนายเองยังดูแลตัวเองไม่ได้เลย’ ท่าทางของฮานไม่ใช่การต่อว่าแต่เป็นความห่วงใย คงเพราะเห็นลุคดูเป็นเด็กที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ถึงชอบถูกบ่นใส่แบบนั้นแต่เขาก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเด็กหนุ่มเช่นลุค สกายวอร์คเกอร์เติบโตมาเป็นแบบใด

 

ไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูเหมือนฮานจะห่วงเขาเกินหน้าเกินตาไปเสียหน่อย ห่วงใยโดยไม่ยอมพูดออกมาว่าห่วงใย ทุกช่วงเวลาทุกคำพูดที่ฮานบอกกับเขา ลุคจดจำมันได้ทั้งหมดแม้แต่ครั้งที่ต้องออกไปเสี่ยงตายบนยาน X-wing สายตาของฮานที่จ้องมองมายังเขา มีเพียงสีหน้าที่บ่งบอกถึงความห่วงใย ฮานไม่ยอมพูดสิ่งที่อยู่ในใจ ลุคถึงได้แต่ยิ้มตอบรับไปเพียงเท่านั้น วินาทีที่เขาตัดสินใจเดินออกจากจุดเดิมราวกับมีบางสิ่งทำให้ฮาน โซโลยอมเอ่ยปากพูดแม้จะเป็นเพียงคำสั้นๆ ‘Be careful, kid.’

 

‘นายมักจะเป็นแบบนั้นเสมอ..และฉันก็รักนายที่เป็นแบบนั้น’

 

รอยยิ้มของลุคในช่วงเวลาหลายปีหลังจากตกอยู่ในอารมณ์ขุ่นมัว ความทุกข์ระทม.. ช่วงเวลาสั้นๆ ที่หวนนึกถึงภาพในอดีต ภาพเก่าๆ ที่สดใหม่ทุกครั้งเมื่อความรู้สึกถูกส่งไปถึง ลุคได้ยินเสียงของฮานและเลอา ทั้งสองคนมักจะทะเลาะกันบ่อยครั้ง บางครั้งกลับทำให้หน่ายใจแต่บางครั้งกลับรู้สึกตลกคนทั้งสอง ลุคส่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะลืมตาขึ้น ภาพตรงหน้าที่ปรากฏทำให้มาสเตอร์เจไดต้องประหลาดใจ ฮานกับเลอาอยู่ตรงนั้น กำลังถกเถียงกันเหมือนเคย ชิวเบคก้านั่งอยู่ใกล้ๆ บรรยากาศโดยรอบเปลี่ยนไปจนหมดสิ้น ยานมิลเลนเนียม ฟัลคอนกลับกลายเป็นห้องพักไปได้อย่างไร?

 

ลุคหันไปหาชิววี่พร้อมกับทำหน้าสงสัย เขาก้มลงมองมือของตนเอง ความรู้สึกที่เหมือนจริงนี่คืออะไร? มือทั้งสองข้างที่ยังไม่ถูกเวเดอร์ฟันขาดสะบั้น ลุคคว้าหากระจกหรือถาดที่สามารถสะท้อนเงาของตัวเองได้ ใบหน้าอ่อนวัยที่มีบาดแผล นี่เหมือนครั้งที่เขาเกือบตายอยู่บนดาว Hoth ห้องพยาบาลที่เขาพักไข้หลังจากเกือบแข็งตายหากฮานไม่ออกไปช่วย

 

สกายวอร์คเกอร์หนุ่มพยายามตั้งสมาธิ มันอาจเป็นภาพความทรงจำ เขาอาจติดอยู่ในภาพเหล่านี้ มันคงเป็นภาพฝันที่ตัวเขาต้องการ.. แต่ทำไมถึงเป็นที่นี่

 

ลุคไม่สามารถหาคำตอบหรือคำอธิบายใดได้ ในเมื่อตอนนี้เขาจดจ่อกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้ามากกว่าสิ่งอื่น หากมีโอกาสอีกครั้งเขาจะทำอะไรและจะให้มันเป็นไปอย่างไร? สกายวอร์คเกอร์ที่กำลังเหม่อลอยไม่ทันได้ระวังตัวแม้แต่น้อย เขาดันถูกเลอาจู่โจมเข้าให้แล้ว ริมฝีปากของเจ้าหญิงผู้เป็นน้องสาวของเขาเอง อยากจะโพล่งออกไปเสียจริงเชียวว่าฉันเป็นพี่เธอนะเลอา..

 

เลอาทำไปก็เพียงประชดฮานเท่านั้น แน่นอนว่าฮานคงจะรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก หลังจากที่เลอาออกไปแล้วกัปตันโซโลถึงย่อตัวลงมาหาเขาพร้อมกับพูดขึ้นว่า

 

“นายติดฉันสองครั้งแล้วนะลุค”

 

เด็กหนุ่มไม่ได้ตอบกลับหรือแสดงสีหน้าใด เขาจ้องมองใบหน้าที่อยู่ใกล้ ไม่แน่ใจนักว่าที่ฮานพูดคือเรื่องไหนบ้างเพราะในตอนนี้ความรู้สึกเก่าๆ ถาโถมเข้าหาจนไม่อาจอดกลั้นได้อีก ความรู้สึกที่เขาต้องการฮานจนเผลอคว้าชายตรงหน้าเข้ามาสวมกอดแน่นแนบกาย ลุคไม่ยอมปล่อยให้ฮานออกจากอ้อมกอดแม้ว่าชิววี่จะส่งเสียงร้องถามออกมา ฮานเองก็ไม่ได้ขัดขืนอะไรถึงจะแสดงสีหน้างงๆ อยู่ก็เถอะ

 

“เฮ้.. เป็นอะไรไป?”

 

ฮานยกมือขึ้นลูบแผ่นหลังเด็กหนุ่ม สถานการณ์นี้กำลังทำให้สมักเกลอร์สับสนจนหันไปหาเพื่อนซี้ชาววู้คกี้เพื่อหาคำตอบแต่กลับได้มาเพียงการยักไหล่และส่ายหัว

 

“ฉันดีใจที่นายอยู่ตรงนี้ ดีใจที่ฉันมีนายอยู่ด้วย…”

 

เขาคิดว่าลุคคงกำลังหมายถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นก่อนหน้า เรื่องที่เขาออกไปตามหาและช่วยลุคเอาไว้ ฮานโบกปัดมือเป็นการบอกให้ชิวเบคก้าออกไปข้างนอกก่อน ที่ไล่ไปนั้นอาจเพราะไม่อยากให้เห็นว่าตัวเขากอดตอบเด็กหนุ่มคนนี้แน่นแค่ไหน ให้ตายเถอะสกายวอร์คเกอร์ ถ้าหากไม่มีเขาแล้วจะอยู่ได้อย่างไร

 

“ใครจะดูแลนายถ้าไม่ใช่ฉัน”

 

“คงไม่มีใครดูแลฉันได้ดีเท่านายแล้วฮาน”

 

ในตอนแรกฮานตั้งใจจะพูดเรื่องที่เขาช่วยชีวิตของอีกคนแต่พอถูกลุคแสดงออกเช่นนี้เขาเองก็ทำตัวไม่ค่อยถูกอยู่เหมือนกัน เขาเอ็นดูลุคและเขาทราบดีว่าลุคชอบเลอา มันอาจเป็นเหตุผลที่ในบางครั้งฮานจึงยอมถอยห่างออกมาอยู่ในที่ของตัวเอง เขารักหนุ่มสาวทั้งสองคน..

 

“ขอบคุณที่ช่วยฉันทุกครั้ง.. ขอบคุณที่ไว้ใจฉัน ฮาน… แม้ว่าฉันจะทำให้นายผิดหวัง”

 

“นี่นายทำให้ฉันภูมิใจเรื่องไหนบ้างเนี่ย ไอ้หนู?”

 

นั่นคือประโยคปากเสียตามนิสัยของกัปตันโซโล ถึงเขาจะอยากทำให้บรรยากาศกลับไปเป็นแบบเดิมแต่มันคงเป็นไปไม่ได้เมื่อลุคดึงเขาเข้าหามากกว่าเดิม ท่อนแขนกระชับกอดแนบแน่นเป็นการบอกว่าลุคจะไม่ยอมปล่อยเขาออกไปโดยง่าย

 

“รู้ใช่ไหมว่าฉันไม่ถนัดเรื่องปลอบ…”

 

ฮานยกมือขยี้เรือนผมของลุคก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาแผ่วเบา

 

“ฉันอยู่ตรงนี้ ไม่ทิ้งนายไปไหนหรอกลุค.. จนกว่าฉันจะแน่ใจว่านายดูแลตัวเองได้แล้ว”

 

“ฉันคงทำใจไม่ได้..หากสักวันหนึ่งนายหายไป”

 

มาสเตอร์เจไดในร่างของเด็กหนุ่มกล่าวออกมาแผ่วเบา ประโยคนั้นบีบคั้นหัวใจเขามากเกินกว่าจะทนไหว นี่อาจเป็นโอกาสเดียวที่เขาจะได้เจอกับฮาน โซโล มันคงเป็นโอกาสสุดท้ายหลังจากผ่านมาหลายปี แม้ว่านี่จะเป็นเพียงภาพในอดีตส่วนหนึ่งที่เขาจดจำได้แต่มันช่างเสมือนจริง

 

“ฮาน”

 

“…ฉันฟังอยู่..”

 

เพียงชั่วอึดใจที่ลุคตัดสินใจกล่าวความรู้สึกนั้นออกไป อย่างน้อยครั้งนี้มันก็ไม่สายเกินไปสำหรับเขา

 

“ฉันรักนาย”

 

“……”

 

“ฉันรักนาย ฮาน”

 

 

Advertisements

[Marvel]Loki: Coffee or Tea (2)

Standard
Title: Coffee or Tea? (2)
Pairing: Victor Von Doom and Loki Laufeyson
Comics: Loki (Marvel Studio)
Writer: Zol Redfox

 

It’s not a question about do you prefer [Coffee] or [Tea]?

 

It’s about [Red] or [Green]?

 

Part 2: Green
‘โลกิ’ บุตรของลาฟฟี่ เผ่าพันธุ์ยักษ์น้ำแข็งแห่งโยธันไฮม์ บุตรบุญธรรมของโอดินเทพแห่งแอสการ์ด เทพมุสามากด้วยเล่ห์เหลี่ยม หลากหลายชื่อที่ถูกขนานนามแต่คงไม่อาจสู้กับคำเปรยที่ถูกกล่าวขาน จอมวายร้ายที่รักในพลังอำนาจ โลกิรักในอำนาจ.. ด้วยเหตุนี้เองกระมังที่ทำให้เขาและบุรุษผู้นี้สนิทชิดเชื้อกัน

 

บ่อยครั้งที่โลกิและชายผู้นี้จะติดต่อกันเพื่อผลประโยชน์ บ่อยครั้งที่เขามักมาเยี่ยมเยียนโดยไม่ได้นัดหมายแต่ทุกครั้งชายผู้นี้มักจะล่วงรู้ราวกับมองเห็นอนาคต ปริศนาที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากโลหะสีเงิน ความคิดและอารมณ์ซึ่งถูกปกปิดไว้ได้อย่างแนบเนียน ไม่มีใครสามารถเข้าถึงความคิดของคนคนนี้ได้เลย

 

ครั้งนี้ก็เช่นกันโลกิเลือกจะมาเยี่ยมเยียนเพื่อนเก่ายังประเทศลัตวีเรีย ประเทศซึ่งมี ‘วิคเตอร์ วอน ดูม’ เป็นผู้ครอบครอง ประเทศซึ่งอำนาจทั้งหมดตกเป็นของ ‘Dr.Doom’ จอมวายร้ายเลื่องชื่อที่ใครๆ ต่างรู้จัก

 

แม้ว่าโลกิจะเป็นอาคันตุกะแต่เขากลับปล่อยร่างลงนั่งบนบัลลังก์อย่างถือวิสาสะ บัลลังก์ซึ่งถูกปูด้วยผ้ากำมะหยี่ผืนสีแดง เหนือบัลลังก์มีสัญลักษณ์ของดูม ตัวอักษร ‘D’ ที่ทำจากทองคำ เทพแอสการ์ดเอนตัวจัดท่าทางการนั่ง ยกขาข้างหนึ่งขึ้นพาดกับพนักวางแขน โลกิในร่างบุรุษนั้นมักจะชอบนั่งยกแข้งยกขาซึ่งดูมก็ไม่เคยติหรือทักท้วงในเรื่องนี้

 

เทพมุสานั่งอยู่ตรงนั้นมาเนิ่นนานเกือบครึ่งชั่วโมง แต่กลับไม่มีใครแสดงการต้อนรับ ภายในห้องโถงนั้นแสนเงียบสงัด มีเพียงสายตาภายใต้หน้ากากโลหะที่จดจ้องมองไปยังบัลลังก์

 

“นายนั่งอยู่ตรงนี้มานานแล้วโลกิ บัลลังก์ไม่ใช่ของนาย”

 

เสียงที่คล้ายจะคุ้นหูดังขึ้น แม้ก้องกังวานแต่กลับรู้สึกได้ว่าน้ำเสียงและโทนเสียงนั้นแตกต่างไปจากเคย บุรุษในชุดเกราะซึ่งปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า หากใครมองก็คงเข้าใจว่าคือด็อกเตอร์ดูม แต่กับโลกิแล้วเขาทราบในทันทีว่าชายผู้นี้ไม่ใช่ดูม โลกิเหยียดยิ้มกว้าง แสดงสีหน้าเจ้าเล่ห์

 

“ข้าไม่นึกว่าจะกลายเป็นเจ้าที่มาต้อนรับ ไม่เคยเห็นเจ้าอยู่แถวนี้เวลาข้ามาหาวิคเตอร์ คง…ถูกพ่อเจ้าไล่ออกไปไกลล่ะสิท่า?”

 

“ฉันมีหน้าที่ดูแลและเดินทางไปทำงานตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ไม่แปลกถ้านายจะไม่เจอฉัน”

 

“คริสตอฟ เวอร์นาร์ด เจ้าหลอกข้าไม่ได้หรอก”

 

ชายหนุ่มในชุดสีแดงแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างราชนิกุลก้าวเท้าเดินเข้าหาแต่แล้วกลับต้องหยุดเมื่อเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นขัด ร่างของวิคเตอร์ วอน ดูม ปรากฏอยู่เบื้องหลังของเขา ชุดคลุมสีเขียวและเกราะโลหะที่ปกปิดร่างกาย หน้ากากที่ซ่อนสีหน้าและอารมณ์ทั้งหลาย ชายผู้ซึ่งเป็นบิดาทำให้คริสตอฟต้องขยับถอยห่าง

 

“ท่านพ่อ”

 

“ออกไปได้แล้วคริสตอฟ ยังมีงานที่ต้องทำตามคำสั่งของดูมอยู่อีกมาก”

 

เขาตัดบทด้วยการกล่าวประโยคที่แฝงด้วยการออกคำสั่ง คริสตอฟได้แต่เหลือบสายตามองเทพแอสการ์ดที่ยกมือโบกไปมาพร้อมเหยียดยิ้มกว้าง สักวันหนึ่งเขาจะแสดงให้เห็นว่าคริสตอฟ เวอร์นาร์ดเองก็คือ ‘ดูม’

 

“ครั้งนี้มีเรื่องอะไรถึงมาหาฉันถึงนี่? เรื่องบัลลังก์ของธอร์หรือว่าอย่างอื่น?”

 

“ถูกต้องแล้ว ข้ากำลังคิดถึงเรื่องการเป็นราชา”

 

โลกิคลี่ยิ้มกว้างพร้อมกับยกขาอีกข้างขึ้นวางพาดกับพนักวางแขน ในตอนนี้เขาแทบจะลงไปนอนบนบัลลังก์แถมยังแสดงต่อหน้าผู้เป็นเจ้าของเสียอีก ดูมยกท่อนแขนทั้งสองขึ้นคล้องกอดที่ช่วงอกมองดูการกระทำนั้นโดยไม่แสดงท่าทีใดใด

 

“คงเป็นไปไม่ได้ถ้านายกำลังหมายถึงลัตวีเรียเพราะที่นี่มีเพียงดูมที่เป็นใหญ่”

 

“โธ่ วิคเตอร์.. เจ้านึกว่าข้าจะมาแย่งเจ้าเป็นราชาน่ะหรือ? มันคงง่ายกว่าหากข้าเป็นราชินีของเจ้า”

 

สิ้นสุดประโยคคำพูดรูปลักษณ์ของบุรุษกลับกลายเป็นสตรีในชั่วพริบตา ปรากฏใบหน้าสละสวย เรือนผมสีดำสนิทยาวลงมาจนถึงเอวและรอยยิ้มแสนยั่วยวนไม่ต่างจากชุดที่โชว์สัดส่วนและเนื้อหนัง โลกิขยับลงมานั่งเอนตัวบนบัลลังก์ให้ดูสุภาพมากกว่าเคย ไม่ใช่เพราะเกรงใจแต่เพราะดูองอาจและน่าหลงใหลมากกว่าในท่าทางนี้ เธอส่งจูบให้กับดูมพร้อมขยิบตา

 

“เจ้าชอบแบบใดมากกว่ากัน ผู้หญิง? ผู้ชาย?”

 

“นั่นเป็นเหตุผลของนายใช่ไหม ที่ชอบมาหาฉันในรูปลักษณ์ของสตรี เพื่อจะเป็นราชินีของลัตวีเรีย”

 

“เจ้ากล่าวราวกับข้านั้นไม่เคยอยู่ห้องเดียวกับเจ้ามาก่อน เจ้าเองก็ถูกอกถูกใจที่มีข้าในร่างนี้ไม่ใช่หรอกหรือ?”

 

เธอส่งเสียงทำท่าทีเป็นน้อยใจก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าหาวิคเตอร์ วอน ดูมช้าๆ พร้อมรอยยิ้มที่ยังคงยั่วยวนราชาของลัตวีเรีย

 

“หากเจ้าไม่ชอบ.. ข้ายังมีตัวเลือกอื่นอยู่อีกเล็กน้อย”

 

ร่างของเลดี้โลกิในชุดสีเขียวแปรเปลี่ยนกลายเป็นชุดประจำตัวสีแดงของสตรีอีกคนหนึ่ง รูปร่างที่ดูมคุ้นเคยและโหยหามากครั้งหนึ่ง ‘Scarlet Witch’ อดีตคู่หมั้นของเขา

 

“คิดถึงฉันไหมวิคเตอร์?”

 

น้ำเสียงนั้นเป็นของเธอ ทุกอิริยาบถนั้นเป็นวอนด้า แม็กซิมอฟ เธอยกมือทั้งสองขึ้นอังกับข้างแก้มที่ถูกปกปิดด้วยหน้ากากโลหะ ส่วนสูงที่แตกต่างทำให้เธอต้องเขย่งตัวจนใบหน้าถูกส่งเข้าใกล้

 

“นายควรจะหยุดเล่นสนุกได้แล้วโลกิ”

 

“คุณไม่รักฉันแล้วเหรอคะ?”

 

แม้ว่าสตรีตรงหน้านั้นจะเป็นอดีตคู่หมั้นแต่ดูมกลับมีทั้งความรักและเกลียดชังผสมปนเปกันไป เขายกมือขึ้นบีบคอของเทพแอสการ์ดในร่างของสการ์เล็ต วิช ยกร่างนั้นสูงขึ้นเหนือพื้นห้องจนโลกิในร่างแม็กซิมอฟต้องยอมแพ้ แต่เป็นการยอมแพ้ที่ดูจะตั้งใจกวนโทสะของวอน ดูม

 

ร่างของสการ์เล็ต วิชแปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นร่างของบุรุษในชุดเสื้อยืดคอกลม ทรงผมที่ถูกหวีจัดทรงและหนวดเคราที่ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็สามารถทราบได้ในทันทีว่าคือ ‘โทนี่ สตาร์ค’

 

“ดูมซี่ นายควรวางฉันลงก่อนที่ฉันจะขาดอากาศ นายไม่อยากให้ฉันตายหรอกถูกไหม?”

 

บุรุษในชุดเกราะปล่อยชายตรงหน้าลงโดยไม่กล่าวพูดประโยคใด เขาไม่ได้วางลงอย่างนุ่มนวลแต่ปล่อยให้ลงกระแทกพื้นอย่างจงใจ ตอนนั้นเองที่ร่างของโลกิถูกเปลี่ยนกลับไปเป็นรูปลักษณ์ของบุรุษอีกครั้ง

 

“หากข้าเปลี่ยนเป็นมอร์แกน เล เฟย์ เจ้าคงบีบคอข้าจนตาย”

 

“ฉันรู้ว่านายจะไม่ทำอะไรที่ทำให้เสี่ยงต่อชีวิตของตัวเอง นอกจากอำนาจนายก็ยังคงรักชีวิต”

 

“รู้ใจข้าเสียจริงนะ เช่นนี้ตัดสินใจรับข้าเป็นราชินีเจ้าเสียทีสิดูม”

 

ดูมเงียบไปครู่หนึ่งราวกับข้อเสนอนั้นทำให้เขาสนใจ นัยน์ตาสีเข้มจดจ้องไปยังโลกิ ผืนผ้าคลุมกระพือไปตามแรงลมเมื่อเขาหมุนตัวหันหลัง ดูมก้าวเดินออกจากจุดที่เคยยืนอยู่โดยไม่ตอบคำถาม

 

“เราอาจเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการดื่ม”

 

“กาแฟหรือชา?”

 

“ดื่มอะไรก็ตามที่นายต้องการ”

 

โลกิเหยียดยิ้มกว้างเมื่อตนได้ข้อสรุป รับรองว่ามันจะต้องเป็นสิ่งที่ถูกใจดูมมากกว่ากาแฟหรือชาอย่างแน่นอน

 

87222DoomFrost

[Marvel]Iron Man: Coffee or Tea? (1)

Standard
Title:  Coffee or Tea? (1)
Pairing:  Victor Von Doom and Tony Stark
Comics: Invincible Iron Man (Marvel Studio)
Writer: Zol Redfox

 

 

Note : กิจกรรม Week 9 ของ 

 

It’s not a question about do you prefer [Coffee] or [Tea]?

 

It’s about [Red] or [Green]?

 

 

Part 1: Red
‘โทนี่ สตาร์ค’  ซุปเปอร์ฮีโร่ชื่อดัง นักวิทยาศาสตร์สุดชาญฉลาด ชายผู้ซึ่งรวยเป็นมหาเศรษฐี ชายผู้ที่ใครๆ ต่างรู้จักกันในนาม ‘Iron Man’.. เขามีอีกหลายชื่อที่ถูกกล่าวขาน แต่ไม่ว่าจะชื่อใดในตอนนี้ก็คงไม่มีความหมายกับชายตรงหน้าที่นั่งอยู่บนเก้าอี้นวมตัวสบาย ถือแก้วกาแฟพร้อมกับก้มมองตัวหนังสือบนหน้ากระดาษซึ่งกางอยู่บนโต๊ะ

 

ภายในร้านอาหารแสนเรียบง่ายโทนี่ สตาร์คไม่นึกเลยว่าชายผู้นี้จะมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า ชายในชุดสูทเรียบหรูดูมีภูมิฐานและราคาแพง แน่นอนว่าโทนี่พูดกับตนเองในใจอยู่หลายครั้งว่า ‘He really looks good. I mean he looks good.’ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดโทนี่กลับจดจ้องบุรุษตรงหน้า คอยสังเกตอากัปกิริยาราวกับกำลังจับผิด

 

สำหรับใครหลายคนที่พบเจอกับชายผู้นี้เป็นครั้งแรกคงได้แต่ทึ่งในรูปลักษณ์และใบหน้าที่แสนคมเข้ม ครั้งแรกที่โทนี่พบกับเขา เขาถึงกับพูดไม่ออก ใครจะไปรู้ว่าบุรุษในชุดเสื้อสูทคล้ายกับหลุดออกมาจากอีกยุคนั้นจะเป็นชายคนนี้ไปได้..  ใครจะจดจำน้ำเสียงที่แสนคุ้นเคยไปได้มากกว่าเขา… ชายผู้ที่เขาไม่เคยนึกมาก่อนว่าจะได้มีวันเห็นสภาพนี้ ชายผู้ที่มักจะสวมใส่ชุดเกราะและผ้าคลุมสีเขียว  ใบหน้าซึ่งเคยถูกปกปิดด้วยหน้ากากโลหะ แววตาที่เคยมองผ่านกรอบสี่เหลี่ยมนั้น ในตอนนี้กลับถูกปลดเปลื้องออกจนหมดสิ้น

 

ใครจะรู้ว่าบุรุษตรงหน้าของโทนี่ สตาร์คนั้นคือจอมวายร้ายส่งตรงจากประเทศลัตวีเรียนามว่า ‘Doctor Doom’ หรือที่รู้จักกันในนามของ ‘วิคเตอร์ วอน ดูม’

 

แม้ในตอนนี้พวกเขาทั้งสองจะนั่งอยู่ในร้านมาเกือบชั่วโมงแต่วิคเตอร์ วอน ดูมกลับไม่ได้กล่าวพูดคำใดที่สื่อถึงประเด็นหรือหัวข้อที่เขาต้องการเลยแม้แต่น้อยจะมีก็แต่หัวข้อสนทนาแสนเรื่อยเปื่อยจากข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ การที่จอมวายร้ายอย่างดูมมาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าเขาเช่นนี้โทนี่ทราบอยู่แก่ใจว่าอีกคนคงต้องการบางสิ่งจากเขา

 

“นายนั่งจ้องฉันอยู่แบบนั้นมาหลายนาทีแล้วสตาร์ค”

 

เสียงทุ้มนุ่มถูกเปล่งขึ้นในท้ายที่สุด แก้วกาแฟถูกยกขึ้นจรดกับริมฝีปาก สัมผัสกลิ่นและรสชาติที่ได้รับจากเมล็ดกาแฟ สายตาของวิคเตอร์ยังคงถูกดึงดูดความสนใจด้วยตัวอักษรบนหน้าหนังสือพิมพ์

 

“ฉันกำลังจะพูดแบบเดียวกัน นายเอาแต่นั่งจ้องหนังสือพิมพ์มาหลายนาทีแล้วตกลงนายต้องการอะไรจากฉันกันแน่ ดูม?”

 

“แค่มาทานมื้อเช้ากับกาแฟสักแก้ว ได้อ่านข่าวแล้วหรือยังสตาร์ค หุ้นสตาร์คจะตก”

 

“ว่าไงนะ!??”

 

โทนี่ดึงหนังสือพิมพ์บนโต๊ะเข้าหาตัว ไม่ใช่ว่าเขาจะดูข่าวเรื่องหุ้นหรือเศรษฐกิจแต่เขาแค่ต้องการดึงให้พ้นๆ สายตาของวิคเตอร์จะได้เข้าบทสนทนาจริงๆ จังๆ กันเสียที กระดาษหนังสือพิมพ์ถูกขยำกลายเป็นก้อนยับยู่ยี่แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่ดูมกลับยกยิ้มแล้วหันมาสนใจมื้ออาหารเช้าตรงหน้าแทน ทำราวกับไม่ได้เป็นเดือดเป็นร้อนอะไร บางทีวิคเตอร์ ดูมอาจกำลังปั่นหัวสตาร์คอยู่ก็เป็นได้

 

“ถ้านายยังไม่พูดฉันจะไปแล้ว”

 

เมื่อสิ้นสุดประโยคสตาร์คจึงยันตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ ขยับตัวหลบกับขอบโต๊ะแต่กลับถูกขัดขึ้นด้วยเสียงที่คล้ายจะเป็นการออกคำสั่ง ‘Sit down, Stark. I said sit.’ โทนี่ขมวดคิ้ว อาจจะคล้ายกับทำหน้ามุ่ยออกมา .. ‘What’s wrong with him? Grr!!! I wanna hit his face! I will, I swear!!’ ถึงจะบ่นอะไรในใจมากมายแต่สุดท้ายเขากลับปล่อยตัวลงไปนั่งอีกครั้งจนได้

 

“นายมีปัญหาอะไรกันแน่? บอกเลยนะว่าฉันจะไม่เชื่อนายอีกแล้วดูม”

 

“ครั้งก่อนมันเป็นอดีต เชื่อสิว่าตอนนี้คือฉันคนใหม่ ”

 

“สิ่งสุดท้ายที่ฉันจะเชื่อคือคำพูดของนาย”

 

ครั้งสุดท้ายที่โทนี่ สตาร์คเชื่อวิคเตอร์ วอน ดูม อย่าให้เขาได้เล่าเลย..ยิ่งคิดก็ยิ่งอยากจะชกหน้าจอมวายร้ายอีกสักหลายๆ หน เรื่องนั้นมันเลวร้ายอย่างแสนสาหัส หากให้วัดระดับความเลวร้ายโทนี่คงจะเลือกร้อยเต็มสิบ แต่อย่างน้อยเขาก็ได้ต่อยหน้าดูมระบายความอัดอั้นไปแล้วแม้พวกเขาจะต่างอยู่ในชุดเกราะก็ตาม

 

“ถ้าแบบนั้น…นี่คือสิ่งสุดท้ายที่นายควรจะเชื่อเพราะตอนนี้เรา ‘จำเป็น’ ต้องมีกันและกัน ฉันกับนายควรจะช่วยระวังหลังให้กัน เชื่อสิว่ามันเป็นสิ่งสุดท้ายที่ดูมต้องการ”

 

“นี่ฉันหูแว่วหรือนายกำลังพูดว่าเรา ‘ควร’ มีกันและกัน?”

 

“ฉันพูดว่าเรา ‘จำเป็น’ ต้องมีกันและกัน”

 

วอน ดูมเน้นย้ำคำพูดนั้นอีกครั้ง การที่เขาพูดขึ้นว่าสิ่งนี้จะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ตนต้องการมันไม่ใช่เรื่องผิดแม้แต่น้อย ด้วยนิสัยหยิ่งทะนงและยกตนสูงกว่าใครอื่น วิคเตอร์ วอน ดูมไม่เคยก้มหัวให้ใครและจะไม่ยอมขอความช่วยเหลือหรือยื่นมือไปช่วยใครอื่นหากว่าตนไม่ได้รับผลประโยชน์ เรียกว่าเขาเป็นจอมวายร้ายที่มากด้วยแผนการและเล่ห์เหลี่ยมไม่ต่างจากเพื่อนสนิทชาวแอสการ์เดี้ยนเลยแม้แต่น้อย

 

คำพูดที่พยายามเน้นย้ำของดูมทำให้สตาร์คต้องแสดงสีหน้าประหลาดใจ เขาเลิกคิ้วแสดงท่าทีสงสัย กับคำว่า ‘ควร’ และ ‘จำเป็น’ ดูมถึงกับเน้นย้ำมากเพียงนี้เชียวหรือ? ชายผู้นี้จะต้องมีบางสิ่งแอบแฝงอยู่อีกเป็นแน่ หากการที่ดูมมาขอความช่วยเหลือและยื่นข้อเสนอเล็กๆ ด้วยการบอกว่าควรระวังหลังให้กันมันคงจะเป็นเรื่องใหญ่และแน่นอนว่ามันจะต้องเป็นเรื่องเดียวกับที่โทนี่กำลังทำอยู่

 

“ต้องการฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอดูมซี่? รู้ไหมค่าตัวฉันแพงมากนะ”

 

เมื่อเห็นว่าโทนี่ สตาร์คดูจะเริ่มโอนอ่อนให้แก่เขา มุมปากของดูมจึงกระตุกยิ้มในทันที ปากพูดปฏิเสธเสียเต็มประดาแต่สุดท้ายกลับหลงเชื่อคนอย่างวิคเตอร์ ดูมอีกจนได้ ดูมอยากจะหัวเราะออกมาเสียจริง

 

“ค่าตัวนายคงถูกลงตอนหุ้นตก”

 

“เฮ้? นี่พอออกจากชุดเกราะได้ก็ปากเสียใส่เลยรึไง? ใครเติมออพชั่นปากเสียให้นายตอนถอดเกราะ?”

 

“ฉันพูดแล้วว่านี่คือฉันคนใหม่ วิคเตอร์ วอน ดูมคนใหม่”

 

“รู้ไหมฉันชอบนายคนเก่ามากกว่า”

 

โทนี่กลอกตาพร้อมกับส่งเสียงแสดงความหน่าย ที่เขาบอกว่าชอบดูมคนเก่าคงเพราะดูมในตอนนั้นไม่ได้แสดงสีหน้าให้เขาได้เห็นหรือรับรู้ มีเพียงเสียงก้องกังวานและบรรยากาศที่คอยข่มให้รู้สึกกดดัน พอมาเป็นแบบนี้เขาเลยรู้สึกไม่คุ้นชิน แถมเห็นสีหน้าและท่าทางอีกคนอย่างชัดเจนเสียด้วย พอต้องมาประจันหน้ากันแบบนี้หากเป็นคนอื่นเขาคงรับมือได้ง่ายแต่พอต้องมาเห็นรอยยิ้มเห็นสีหน้าของดูม เขารู้สึกไม่คุ้นเอาเสียเลย.. รู้สึกแปลกอยู่ลึกๆ จนไม่ค่อยอยากจ้องมอง

 

“ถ้านายชอบฉันคนเก่าฉันก็จะทำให้นายชอบฉันคนใหม่คนนี้อีกคน”

 

“ไม่ต้องพยายามนักก็ได้ดูมซี่ ยังไงฉันก็ไม่มีทางชอบนาย…”

 

ประโยคนั้นไม่ได้สิ้นสุดเท่าที่สตาร์คกล่าวให้วอน ดูมฟังเพราะแท้จริงแล้วโทนี่ สตาร์คยังมีประโยคสั้นๆ ต่อท้ายเพื่อบอกเตือนกับตัวเองในใจ ‘..because I like you. I always like you.’

 

“เราควรจะมาคุยเรื่องจริงๆ จังๆ กันได้แล้วสตาร์ค เรื่องระหว่างฉันกับนาย”

 

“ฟังดูโรแมนติคเหมือนกำลังพูดว่าเรื่องระหว่างเรา”

 

วิคเตอร์ส่งเสียงหัวเราะขึ้นจมูก สายตาจดจ้องไปยังโทนี่ สตาร์คพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปากของตน รอยยิ้มนั้นทำให้โทนี่รู้สึกขนลุกขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ.. ให้มานั่งมองดูมที่ไม่มีชุดเกราะแบบนี้ไม่ดีเอาเสียเลย

 

“เริ่มจากเรื่องแรก..”

 

“กาแฟหรือชา?”

 

สตาร์คพูดขัดขึ้นมาพร้อมรอยยิ้ม เขาทราบดีว่าดูมไม่ชอบให้ใครมาขัดจังหวะถึงออกตัวแทรกไปแบบนั้นเพื่อขอเอาคืนบ้าง เล็กๆ น้อยๆ ก็ยังดีแต่เหมือนเจ้าตัวจะไม่สะเทือน

 

“กาแฟ.. แล้วนายล่ะสตาร์ค?”

 

“นายรู้ใจฉันอยู่แล้วเพราะงั้นก็ช่วยเลือกให้ฉันหน่อยและอย่าทำให้ฉันผิดหวังนะวิคเตอร์”

 

 

 

“Coffee.”

 

invincible-iron-man-2015-004-015.jpg

[Marvel]Wolverine: Broken

Standard
Title : Broken
Pairing : Wolverine and Daken
Comics : X-Force (Marvel Studio)
Writer : Zol Redfox
Note : กิจกรรม Week 7 ของ @_heroweeklyth

 

‘Nightmare’
ตลอดเวลาหลายปีที่ลืมตามองโลกใบนี้มันไม่เคยมีเลยสักครั้งที่ดาเคนรู้สึกว่าตนมีชีวิตอยู่ในโลกได้เหมือนกับคนอื่น มันเป็นดั่งฝันร้ายของเด็กชายตัวเล็กๆ ที่ไร้ซึ่งความรัก การถูกมองข้ามและไม่ได้รับความอบอุ่น เขาถูกสั่งสอนมาผิดแปลกกว่าใคร แม้จะอยู่ร่วมกับมนุษย์ทั่วไปแต่เขานั้นแตกต่างจากใครอื่นมากทีเดียว ทรงผมที่เป็นจุดเด่น กรงเล็บและรอยสัก.. สัญชาตญาณของลูกสัตว์ป่าที่กำลังเติบโต
ความแตกต่างนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องที่ดาเคน อากิฮิโระเป็นมนุษย์กลายพันธุ์แต่เป็นเรื่องที่เขาถูกสอนสั่งเพื่อให้เติบโตมาเป็นนักฆ่า ถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อความพอใจของบุคคลคนหนึ่ง ดาเคนถูกชักจูงตั้งแต่เด็ก การสร้างความโกรธเกลียดที่เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ
สิ่งที่เขาต้องการคือความรักแต่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นนั้นกลับกลายเป็นความเกลียดชัง ‘เจมส์ โลแกน ฮาวเลตต์’ ความเกลียดชังที่แม้แต่ ‘วูล์ฟเวอรีน’ กลับไม่เคยล่วงรู้มาก่อนกระทั่งได้พบหน้า
ความเกลียดชังที่อยากถูกโอบกอดไว้ด้วยความรัก เสียงกระซิบแผ่วเบาบอกว่าตนไม่ได้อยู่เพียงลำพัง ดาเคนไม่เคยได้รับสิ่งนั้นจากใคร และแม้เขาจะต้องการแต่มันกลับถูกซ่อนไว้ลึกเกินกว่าผู้ใดจะล่วงรู้ ลึกลงไปไกลจางหายไปจนเขาไม่รู้สึกต้องการที่จะได้รับมันอีก
สำหรับวูล์ฟเวอรีนแล้วหากมีสักครั้งสักช่วงเวลาหนึ่งที่เขาสามารถช่วยดาเคนได้เขาก็จะทำ โอบกอดร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มคนนี้ไว้แนบกาย ลูบฝ่ามือหยาบกร้านนั้นไปกับลำตัว กดศีรษะของเขาลงแนบกับบ่าของตน ทำอย่างที่คนเป็นพ่อสมควรกระทำ เพียงสักครั้ง.. แค่ช่วงวินาทีหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงเรื่องทั้งหมดนี้ได้ รับผิดชอบในสิ่งที่ตนเคยได้ทำลงไป เสียสละเพื่อให้ได้มีโอกาสสักครั้งที่จะได้เลี้ยงดู
เหมือนที่ใครหลายคนพูดว่าวูล์ฟเวอรีนเป็นสัตว์ป่ามากกว่ามนุษย์ สัญชาตญาณและความคิดของเขาจึงไม่ต่างจากสัตว์ป่า ภายในใจของโลแกนเขาโหยหาอ้อมกอดนั้นไม่ต่างจากดาเคน อ้อมกอดที่อาจจะสามารถหยุดทุกๆ เรื่องที่เกิดขึ้นได้
หากว่าเขาไม่บุ่มบ่ามหนีหายออกไป หากว่าตนอยู่ที่นั่น ดาเคนคงจะไม่เกลียดชังเขามากถึงเพียงนี้ และแม้ว่าดาเคนจะเกลียดชังเขามากมายเพียงใดสำหรับวูล์ฟเวอรีนแล้วเขากลับรักดาเคนมากขึ้นเรื่อยๆ รักดาเคนโดยไร้ซึ่งคำพูดบอก แต่ทุกครั้งที่ต้องการแสดงความรักมันกลับเลวร้ายไปเสียทุกครั้ง…
เขาไม่เคยสำเร็จเลยสักเรื่อง หากความรักนี้สามารถช่วยเหลือดาเคนได้เขาก็ยอมมอบทั้งหมดที่ตนรักให้แก่ลูกชาย ขอเพียงดาเคนกลับมาหา.. มองเห็นภาพที่ตนและลูกจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแต่สำหรับวูล์ฟเวอรีนทุกอย่างมันกลับสายไปทุกครั้ง เขามักทำมันพังทุกครั้งกับความคิดโง่ๆ ที่ทำให้ตนต้องทำเรื่องโง่ๆ ลงไป
เขายังจำได้ทุกท่าทางและอากัปกิริยา บาดแผลและความรู้สึกเจ็บปวดไม่ใช่เพียงร่างกายแต่เป็นจิตใจ กรงเล็บที่ทิ่มแทงทะลุร่างนั้นไม่เคยเกรี้ยวกราดมากเท่ากับครั้งนี้มาก่อน ดาเคน อากิฮิโระ.. ลูกชายที่เกิดมาโดยที่เขาไม่เคยได้อยู่ดูแล
เพียงเท่านั้นกลับทำให้เขาอยากจะหยุดสู้เสียทุกครั้ง กรงเล็บที่แทงทะลุลูกนัยน์ตาของเขา ฝ่ามือที่ทึ้งเรือนผมของเขา.. จับศีรษะของวูล์ฟเวอรีนกระแทกลงกับพื้นดิน กดใบหน้าของเขาจมลงไปกับแอ่งน้ำ.. ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้.. โลแกนมักถามกับตัวเองทุกครั้งที่พบหน้าดาเคน เขาต้องการช่วยดาเคน ช่วยให้ชายหนุ่มก้าวผ่านจากการเป็นสัตว์ป่าอย่างที่เขาเคยเป็น อย่างที่ ‘วิคเตอร์ ครีด’ เป็น แต่มันกลับเป็นไปไม่ได้ ดาเคนถลำลึกมากเกินไป
โลแกนยังคงจำได้ดี มือที่จับศีรษะของลูกชาย สัมผัสที่แสนรุนแรง.. มันไม่ใช่การกดลงแนบกับบ่าแต่เป็นการกดลงกับแอ่งน้ำ ร่างของดาเคนที่พยายามสู้และดิ้นออกแรง ร่างที่พยายามจะมีชีวิตอยู่ต่อ..
‘How different I could have been.’
ทำไมมันถึงได้แตกต่างจากที่เขาต้องการนัก.. ความต้องการที่จะโอบกอดดาเคนไว้แนบกาย บอกว่ารักในแบบของพ่อลูกโดยไร้ซึ่งการพูดกล่าว ทำไมมันถึงยากมากมายถึงเพียงนี้.. อ้อมกอดที่เขาต้องการมอบให้ ดาเคนไม่มีวันได้สัมผัสถึงมันเลย ความอบอุ่นที่เขามอบให้กับร่างซึ่งไร้วิญญาณของลูกชาย เขาจดจำได้อย่างแม่นยำ.. เขารู้แก่ใจ.. เขารู้มาตลอดว่ามันจะต้องจบลงในรูปแบบนี้ในสักวันหนึ่ง อ้อมกอดที่เขามอบให้ผู้เป็นลูก..
“Daken.. my son….”
“Sweet dream.”