[BlackPanther] Desire (2)

Standard
Title:  Desire (2)
Pairing:  Ulysses Klaue and Everett Ross
Movie: Black Panther
Writer: Zol Redfox

 

 

 

‘บ้าชิบ….’

 

เสียงนาฬิกาปลุกดึงเขาให้หลุดออกจากภวังค์ ห้วงความฝันที่แสนพิสดาร เขานอนหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่อาจทราบได้ เขาผล็อยหลับไปจริงๆ หลังจากที่ไม่ได้นอนพักผ่อนมาเป็นสัปดาห์ นั่นเพราะสมุนไพรนั่นน่ะหรือ? รอสส์กลับรู้สึกสงสัยขึ้นมา ไม่อยากยอมรับเลยว่ารู้สึกดีอยู่ลึกๆ สดชื่นเหมือนได้รีเฟรชตัวเองใหม่อีกครั้ง

 

‘หวังว่าจะเป็นวันที่ดี..’

 

เขาภาวนาในใจ อยากให้ภารกิจแสนยืดเยื้อนี้สิ้นสุดลงเสียที แค่มาสอดส่องคอยดูเป้าหมายแต่ข้อมูลที่ได้ดันคลาดเคลื่อน พอคิดขึ้นมาก็หัวเสียอยู่หน่อยๆ แต่ความหัวเสียนั้นก็อยู่ได้ไม่นานเมื่อประตูห้องถูกเคาะเรียก รอสส์ลุกจากเตียงเพื่อเปิดต้อนรับเจ้าหน้าที่ในทีมของเขา ชายร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อสูทตัวหรู

 

“แต่งตัวเหมือนเจ้าหน้าที่มากไป ถ้าอยู่ไกลๆ มองแวบเดียวก็รู้”

 

ชายหนุ่มตอบรับกลับไปเบาๆ เขาเป็นน้องใหม่ในทีม เพิ่งออกภาคสนามครั้งแรกการตัดสินใจจึงอาจจะดูไม่เฉียบคมโดนรอสส์สอนอยู่ก็มากครั้งแต่ถ้าเก็บคำพูดเขาไปปรับเปลี่ยนก็ถือว่าประสบความสำเร็จ สิ่งที่รอสส์ต้องทำในวันนี้ถูกฝากมากับเจ้าหน้าที่น้องใหม่ ข่าวเรื่องเป้าหมายของพวกเขา ระบุสถานที่และเวลาอย่างชัดเจน ประวัติข้อมูลเองก็บอกรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน ในที่สุด..เขาจะได้ไม่ต้องทรมานกับการมานั่งกังวลเรื่องอะไรพวกนี้อีกแล้ว จัดการเสร็จเขียนรายงานให้หัวหน้าแล้วจะได้พักผ่อนสักสัปดาห์ .. นั่นคือที่เขาคิด ความเป็นจริงอาจได้พักไม่ถึงวัน

 

หนึ่งความคิดที่ผุดขึ้นมาระหว่างเตรียมตัวออกไปทำภารกิจคือเรื่องของ ‘ชายคนนั้น’ ชายผู้ที่มีรอยสักแมงป่องตัวโตบนแขนขวา รอสส์สลัดความคิดออกไปไม่ได้ ปรารถนาในสิ่งที่อาจผิดกฎหมายสิ่งที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ดียิ่งกว่าการใช้ยานอนหลับ เขาต้องการมากกว่านี้.. ถ้าหากทำให้ผ่อนคลายได้จริงก็อยากจะมีเก็บไว้ ใช้ช่วงนี้สักช่วงอาจจะดีกับตัวเอง รอสส์ไม่อยากรายงานเรื่องความบกพร่องของตัวเขาให้ใครฟัง ไม่ต้องการเล่าเรื่องชีวิตตัวเองให้จิตแพทย์ฟัง สิ่งที่ต้องการคือของจากชายคนนั้น เขาอาจจะถูกวางยาเข้าให้แล้ว..

 

 

ร่างเล็กของเจ้าหน้าที่ซีไอเอก้าวเดินไปตามเส้นทางเดิม แต่งตัวด้วยชุดที่ไม่สะดุดตา ยังคงสวมด้วยเสื้อยืดและคลุมห่มร่างด้วยแจ็กเก็ตพอดีตัว ข้อมือข้างถนัดยกขึ้นกดเบาๆ ที่ช่วงอกก่อนจะพูดขึ้นคล้ายกับกำลังคุยกับตนเองแต่ความจริงนั้นกำลังสนทนากับคนในทีม รอสส์ทำหน้าที่เดิม ไม่ได้แตกต่างจากเคย การทำงานเป็นผู้เฝ้ามองบางครั้งก็ทำให้รู้สึกเบื่อหน่าย ไม่เหมือนครั้งที่เข้ามาใหม่ๆ เขาไฟแรงยิ่งกว่านี้มาก ตัดสินใจทำอะไรจนโดนตักเตือน สุดท้ายก็มาเป็นแบบนี้และพออายุมากขึ้นคงไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นให้ทำอีก กลายเป็นคนที่นั่งโต๊ะทำงานและมีอาการของออฟฟิศซินโดรมปวดเมื่อยตามหลัง บ่า ไหล่

 

รอสส์หย่อนตัวลงนั่งที่เบาะในโซนล็อบบี้โรงแรม หยิบนั่งสือพิมพ์ขึ้นอ่านและคอยเฝ้ามองอยู่ห่างๆ หากว่าเป้าหมายเดินเข้ามาพวกเขาจะสามารถรู้ได้ในทันที ระหว่างนี้ก็ได้แต่รอเวลา.. ไม่นึกเลยว่าบางสิ่งจะทำให้รอสส์ไขว้เขว ชายคนนั้น.. ชายผู้ที่มีรอยสักรูปแมงป่อง ชายผู้ที่ให้สมุนไพรแสนวิเศษแก่เขา นอนหลับใหลราวกับไม่เคยมีโอกาสได้นอนพัก ความปรารถนาในสิ่งสิ่งนั้นกำลังผลักดันให้รอสส์ลุกออกจากที่นั่ง เขายกนาฬิกาขึ้นอ่านเวลา ‘ครึ่งชั่วโมง’ น่าจะไม่ได้เสียหายอะไร เมื่อตัดสินใจเป็นที่เรียบร้อยเขาจึงเดินตรงเข้าไปหาในทันที

 

“ผมไม่นึกว่าคุณจะอยู่แถวนี้”

 

แน่ละ.. ร้านที่เขาไปนั่งคอยอยู่เมื่อวานอยู่ห่างออกไปจากโรงแรมพอตัว หากไม่ใช่ความบังเอิญก็คงเป็นอะไรสักอย่าง.. ในถิ่นที่ไม่ใช่ของพวกเขาการพบกันอีกครั้งเป็นเรื่องที่แสนประหลาดและจะประหลาดยิ่งกว่านี้หากพบกันบ่อยๆ ถ้าหากเป็นแบบนั้นขึ้นมาคงหมายถึงมีใครบางคนคอยตามอีกฝ่ายเข้าให้แล้ว

 

“ฉันอยู่ทุกที่ที่อยากอยู่”

 

ในตอนแรกเขาแสดงสีหน้าเหมือนตั้งคำถามว่า ‘นายคือใครวะ’ แต่เมื่อสบมองนัยน์ตาคู่นั้น สีหน้านั้น ถึงนึกออกได้ในทันที .. เขายังสวมด้วยชุดเสื้อผ้าตัวเดิมอยู่เลย รอสส์คิดกับตัวเอง ไม่ทันที่เจ้าหน้าที่ซีไอเอจะได้พูดกล่าวคำใดต่อแขนที่สลักด้วยลวดลายกางเขนกลับยกขึ้นโอบร่างเล็กนั้นเข้ามาใกล้ เขาดันร่างของรอสส์ให้เดินผละจากตรงที่เคยยืนอยู่พลางชี้นิ้วประกอบการสนทนา

 

“ฉันนึกแล้วว่านายต้องติดใจ”

 

“ผมไม่ได้ติดใจ ก็แค่อยากบอกว่ามันใช้ได้ผล”

 

“เห็นไหมล่ะ? แต่พูดมาแบบนี้แสดงว่าไม่อยากได้เพิ่มแล้วสิ?”

 

ชายร่างเล็กขมวดคิ้ว เกลียดนักเวลาถูกต้อนเข้ามุมด้วยคำพูดโน้มน้าวหรือทำให้ต้องกล่าวตามใจอยาก บางครั้งหากไม่อ่อนข้อก็คงไม่ได้สิ่งที่ต้องการ เขาถอนใจเบาๆ แล้วยอมเผยสิ่งที่ปรารถนานั้นออกมา

 

“ผมต้อง..”

 

“ชู่ว..”

 

ไม่ทันที่จะได้กล่าวจนสิ้นสุดประโยคนิ้วมือของชายผู้มากด้วยรอยสักกลับยกขึ้นแนบริมฝีปากปิดเสียงคำเหล่านั้นในทันที รอสส์ไม่ได้รู้สึกว่าตนกำลังถูกคุกคามไปมากกว่าแขนที่โอบกอดรอบตัวเขาอยู่ในตอนนี้ แขนซ้ายที่โอบไว้ราวกับพวกเขาทั้งสองเป็นคู่ที่มางานเลี้ยงหรือออกงานการกุศล

 

“มาหาได้หลังสี่ทุ่ม”

 

ชายคนนั้นนัดหมายคร่าวๆ พร้อมกับลดมือไปหยิบกระดาษและปากกาจากกระเป๋าเสื้อ เขียนรายละเอียดลงบนนั้นและยัดเข้ากระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตของรอสส์ แถมทิ้งท้ายไว้ด้วยรอยยิ้มและการขยิบตา

 

“อย่าลืมพกเงินไว้ในกระเป๋าด้วยนะ”

 

รอสส์กลายเป็นคนใบ้ไปชั่วขณะนั้น ไม่อาจทราบได้ว่าเคลิ้มกับคำพูดและท่าทางเหล่านั้นหรือเพราะเหตุผลอื่น คนแบบเขาเนี่ยนะคิดคำพูดไม่ออก? ตลกแล้วน่ะ.. ถึงจะพยายามปลอบใจแต่สุดท้ายก็ปล่อยชายคนนั้นให้เดินจากไป ตอนนี้เขาต้องกลับมาสนใจหน้าที่ความรับผิดชอบของตนเองเสียก่อนแม้ในใจจะกำลังรู้สึกสุขอย่างบอกไม่ถูก รอสส์นึกถึงสมุนไพรเหล่านั้นและเขากำลังจะได้มาครอบครองอีกครั้ง

 

 

 

 

ภารกิจสำหรับวันนี้ลุล่วงไปได้ด้วยดี ถึงจะถูกปรับเปลี่ยนมาหลายครั้งแต่มันก็เสร็จสิ้นลงในท้ายที่สุด รอสส์รายงานตรงต่อหัวหน้าทีม หลังจากนี้พวกเขาต้องเดินทางกลับ แน่นอนว่ารอสส์เลือกที่จะขอพักเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ระหว่างนี้จะรีบทำสรุปในส่วนของเขาและถ้าหากระหว่างพักผ่อนทีมต้องการความช่วยเหลือรอสส์ก็พร้อมจะกลับไปทำงานในทันที

 

“นายคิดจะไปไหนระหว่างที่หยุด?”

 

“ผมตั้งใจว่าจะอยู่ที่นี่สักสองสามวันแล้วค่อยกลับไปพักที่บ้าน”

 

“เที่ยวสักหน่อยก็ดี ฉันจะไม่ลงไว้ว่าเป็นการขอลางานเพราะนายระบุไว้ว่าพร้อมกลับมาทำหน้าที่หากมีการถูกเรียกตัวระหว่างพัก ถือซะว่าทำงานล่วงเวลา … ส่วนนาย..เรื่องที่บ้านเป็นอย่างไรบ้างล่ะตอนนี้?”

 

คำถามนั้นเป็นสิ่งที่รอสส์ไม่ต้องการพูดถึงมากที่สุดในตอนนี้ ที่เขาต้องการคือถอยห่าง ทิ้งเรื่องเหล่านั้นไว้เบื้องหลัง เรื่องครอบครัวเป็นหนึ่งสิ่งที่ทำให้เจ้าหน้าที่ซีไอเอปวดหัวจนต้องหันไปพึ่งสมุนไพรของชายคนนั้น หากเป็นไปได้รอสส์จะเลือกไม่ตอบคำถามอะไรที่เกี่ยวข้องกับตัวเองแม้ว่าหัวหน้าของเขาจะเป็นผู้ถามก็เถอะ

 

“เหมือนๆ เคยครับ”

 

รอสส์เลือกจะตอบออกไปเพียงเท่านั้น ไม่ต้องอธิบายหรือเปิดช่องทางให้ถามถึงอีก คำพูดนั้นทำให้รอสส์ได้รับรอยยิ้มเล็กๆ จากผู้อาวุโสกว่าคืนกลับมา ใช่ว่าหัวหน้าของเขาจะไม่ทราบ เรื่องของลูกน้องในทีมเขาทราบดีเลยทีเดียว

 

“ตอนนี้ไม่มีอะไรต้องทำเพิ่มแล้ว ไว้ถ้ามีเรื่องด่วนฉันจะบอกให้เฮนดริคติดต่อหาโดยตรง เขาเคารพนายมากเลยนะเด็กนั่น โดนนายดุบ่อยๆ สอนเขาบ่อยจนอีกหน่อยคงกลายเป็น เอเวอร์เร็ตต์ รอสส์ หมายเลขสอง”

 

“อย่าเลยครับ”

 

รอสส์ยกมุมปากขึ้นระบายยิ้มเพียงเล็กน้อย ถ้าหากน้องใหม่ของทีมกลายมาเป็นแบบเขาก็คงจะแย่น่าดู ทั้งใจร้อน บุ่มบ่ามและบางทีก็อาจจะดูพูดจารุนแรงเชือดเฉือนไปหน่อย ตอนนี้ก็นับว่าต่างจากเดิมไปมากแล้วยกเว้นเรื่องการพูดจา ถ้าหากน้องใหม่ของทีมจะกลายมาเป็นแบบเขาสมัยเข้ามาทำงานใหม่ๆ สงสัยจะได้ถูกตักเตือนกันไปทุกวี่วัน

 

หลังจากส่งรายงานและเข้าพบหัวหน้าทีม เวลาทั้งหมดในตอนนี้จึงตกเป็นของเจ้าหน้าที่ซีไอเอเช่นรอสส์ เขาพ่นลมหายใจออกมายาวๆ ถึงจะยังไม่ได้ไปพบชายคนนั้นแต่ในตอนนี้กลับรู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะทำงานเสร็จสิ้นหรือเป็นเพราะว่าคืนนี้จะได้ไปพบกับคนคนนั้น แต่เหนือสิ่งอื่นใดเขาต้องจัดการเรื่องเงินเสียก่อน เงินสดหรือเช็ค? ไม่น่าจะต้องถามให้มากความ ถ้าเป็นเช็คก็คงได้เด้งกันพอดีในเมื่อชื่อที่ใช้อยู่ก็ไม่ได้จริงไปกว่าตัวตนที่กำลังสวมบทบาท

 

ชายคนนั้นบอกให้ตนไปพบได้หลังสี่ทุ่ม ถ้าหากเผื่อเวลาเดินทางอะไรเล็กน้อยตอนนี้ก็ควรออกจากที่พักเดิมได้แล้วไม่นึกเลยว่าเฮนดริคจะมาหาตนถึงห้อง พวกเขาไม่ได้คุยอะไรกันมากมาย โดยรวมแล้วชายหนุ่มคนนั้นก็แค่ต้องการบอกให้วางใจเรื่องภารกิจต่อไปเท่านั้นเอง รอสส์คิดกับตัวเองว่าชายคนนี้จะร่าเริงได้ถึงเมื่อไหร่ หากชินชาเฉยชากับงานแล้วจะกลายเป็นคนไร้อารมณ์ไปเลยหรือเปล่า จะด้านชากับความรู้สึกของตัวเองเหมือนที่เขาอาจกำลังเป็นอยู่ในตอนนี้เลยหรือเปล่า เจ้าหน้าที่หน่วยราชการลับที่ต้องปลอมตัวเป็นคนนั้นคนนี้นอกจากการเป็นตัวเอง.. จะมีความรู้สึกใดหลงเหลืออยู่บ้าง รอสส์เพียงคิดไม่ได้ต้องการหาคำตอบใดใด ปล่อยให้มันเป็นไปและอะไรจะเกิดก็คงเกิดขึ้น

 

 

 

รอสส์เดินทางไปยังสถานที่นัดหมายหลังจากแยกกับเฮนดริคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ข้อมูลบนหน้ากระดาษใบเล็กไม่ได้บ่งบอกอะไรไปมากกว่าชื่อโรงแรมและห้องพัก หากถามว่าตื่นเต้นหรือไม่ คงตอบได้ว่าก็มีบ้าง เหนือสิ่งอื่นใด.. ชายคนนั้นทำให้รอสส์รู้สึกกังวลอยู่เล็กน้อย เขามาในฐานะคนธรรมดา ไม่ได้พกปืนหรืออุปกรณ์พิเศษใดใด ถ้าหากเกิดเรื่องไม่คาดคิดหวังว่าจะพาตัวเองรอดพ้นจากสถานการณ์เหล่านั้นได้อย่างชาญฉลาด แค่ซื้อของคงไม่เกิดเรื่องอะไรหรอกน่า

 

โรงแรมที่ชายคนนั้นพักไม่ได้ดูโอ่อ่าเลิศหรู เรียกว่าเป็นระดับกลางที่มีผู้คนนิยมมาเข้าพัก ทำเลดีเหมาะแก่การเดินทางไปไหนต่อไหนหรือแวะพักชมวิวเมือง เจ้าหน้าที่ซีไอเอเดินตรงไปด้านใน ขึ้นลิฟต์ไปชั้นที่ระบุอยู่บนหน้ากระดาษ ก้าวเดินไปตามโถงทางเดินที่มีเสียงอันหลากหลายรอดผ่านจากฝาผนังมาให้ได้ยิน ดึกป่านนี้บางคนคงจะมีกิจกรรมให้ได้ทำเป็นพิเศษ สำหรับรอสส์หากข้างห้องมีกิจกรรมอะไรทำกันทั้งคืนก็ขอที่อุดหูเสียดีกว่าถึงพักหลังมานี้จะเป็นโรคนอนไม่หลับติดๆ กันก็ตาม

 

ชายร่างเล็กหยุดยืนอยู่หน้าบานประตูห้องที่มีหมายเลขระบุตรงกับที่ได้รับข้อมูลมา รอสส์คิดกับตัวเองว่าอะไรทำให้ตนต้องมาที่นี่ กระหายในสิ่งของหรือว่าถูกดึงดูดด้วยสิ่งอื่น มาคิดเอาป่านนี้คงไม่ทันแล้วคุณเจ้าหน้าที่เอเวอร์เร็ตต์ รอสส์ ฉุกคิดช้าเกินไปหน่อยนะ.. เขาส่ายศีรษะกับตัวเองก่อนจะตัดสินใจเคาะประตูห้องไปสองที

 

Knock! knock!

 

ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นบานประตูจึงเปิดออก ชายผู้มากด้วยรอยสักคนเดิม แสดงสีหน้าเหมือนเดิมยกเว้นรอยยิ้มแสยะที่ดูแฝงไว้ด้วยแผนการบางอย่าง เขาเปิดประตูออกจนกว้างปล่อยให้ชายผู้เป็นลูกค้าเดินเข้ามาภายในห้องที่ถูกจัดเป็นระเบียบเรียบร้อย รอสส์จะกล่าวชมเงียบๆ ว่าตนค่อนข้างแปลกใจกับการจัดเรียงของภายในห้องพัก นัยน์ตาคู่สวยสอดส่องไปทุกมุมห้อง นิสัยช่างสังเกตและวางแผนประกอบการเอาตัวรอดอย่างที่เคยฝึกมากำลังทำงานเข้าให้แล้ว

 

ชายเจ้าของห้องวางมือลงบนบ่าเล็กก่อนจะบีบเบาๆ พร้อมกับเปล่งด้วยน้ำเสียงกระซิบแม้ว่าภายในห้องจะมีเพียงพวกเขาทั้งสองคนก็ตาม นึกแล้วสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้พกอุปกรณ์ใดใดมานั่นก็ดูน่าหวั่นใจอยู่หน่อยๆ

 

“นั่งลงก่อนเดี๋ยวฉันจะให้นายลองอีกตัว”

 

Advertisements

[ล่า]Lost Stars

Standard
Title: Lost Stars
Pairing: แป๊วย้ง
TV-Series: ล่า (2017)
Writer: Zol Redfox

 

แป๊วนอนเอกเขนกอยู่บนพื้นหญ้า มองดวงดาว ท้องฟ้ายามค่ำคืน เขาไม่ได้มีอารมณ์สุนทรีย์กับอะไรพวกนี้มากนักหรอก ก็แค่… รู้สึกอยากดูดาวก็เท่านั้น ถ้าหากลูกน้องตัวไหนมากล่าวแซวก็คงตอกกลับแล้วอาจจะกระทืบสักที นั่นเป็นแค่ความนึกคิด แป๊วคงไม่เสียเวลามากระทืบจริงๆ เขารักลูกน้องเหมือนลูกเหมือนหลานไม่ได้ต่างจากครอบครัวของตัวเองเลยสักนิด

 

ระหว่างที่แป๊วนอนมองท้องฟ้าเงียบๆ เพียงลำพังร่างของชายหนุ่มมากด้วยรอยสักกลับชะโงกมาบดบังทัศนียภาพฟากฟ้ายามค่ำคืนไปเสียหมด สายตาทั้งสองสอดประสานกันภายใต้ความเงียบ ชายหนุ่มกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะคลี่ยิ้มกว้างส่งให้

 

“พี่แป๊ว ผมก็นึกว่าพี่หายไปไหน มานอนอยู่นี่เอง”

 

“มีเรื่องอะไร?”

 

เขาตอบกลับเรียบๆ อาจจะฟังเหมือนน้ำเสียงหาเรื่องแต่นั่นเป็นน้ำเสียงที่เขามักจะพูดกล่าวออกมาเป็นปกติอยู่แล้ว แป๊วยกมือที่สอดหนุนใต้ศีรษะขึ้นโบกปัดไปอีกทางเพื่อบอกให้ลูกน้องคนสนิทหลบให้พ้นหน้า

 

‘ย้ง’ คือคนที่สนิทที่สุดสำหรับแป๊ว ตัวติดกันในบางครั้ง แต่บางเวลาถึงจะอยากตัวติดก็ทำไม่ได้ แป๊วไม่ยอมให้ลูกน้องคนนี้ตามเขาไปในทุกที่ด้วยหลายเหตุผล สำหรับคนอื่นคงมองว่าย้งเป็นคนกวนบาทายียวนและอวดเก่งแถมอารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรงแทบจะพุ่งไปหาเรื่องทุกคนหากแป๊วไม่พยายามห้าม บางทีย้งอาจจะพยายามพิสูจน์อะไรบางอย่างอยู่ก็ได้

 

“หลบสักทีสิวะ มายิ้มน้อยยิ้มใหญ่อะไรของเมิง?”

 

ย้งฉีกยิ้มกว้าง ใบหน้าที่อาจจะดูหวานและติดสาวเล็กๆ ช่างขัดกับหุ่นที่มากด้วยรอยสักและถูกฝึกมาอย่างดี เขาปล่อยตัวลงนั่งข้างๆ ลูกพี่ใหญ่ของแก๊ง กอดเข่าแล้วหันไปมองคนที่นอนอยู่บนพื้นหญ้า

 

“พี่..เราออกมาทำอะไรแบบนี้บางครั้งก็ดีเนอะ”

 

“นอนเฉยๆ ดูดาว?”

 

“นั่นแหละพี่แป๊ว ผมว่าอยู่เงียบๆ บ้าง ห่างจากเสียงเอะอะโวยวาย อยู่ด้วยกันแค่ผมกับพี่สองคนก็พอ”

 

“เมิงกำลังจะบอกว่าอยากอยู่ด้วยกันกับกุ?”

 

“เออน่ะ! นั่นแหละพี่! ทำไมพี่เข้าใจยากจังวะ?”

 

ย้งอาจจะทำท่าทีงอแงแต่ก็เป็นการงอแงแบบเด็กที่อยากจะอ้อนผู้ใหญ่ สำหรับแป๊วแล้วการกระทำนั้นก็ดูไม่ได้น่าเกลียดอะไร

 

“ผมอยากอยู่กับพี่สองคนบ้าง เงียบๆ นอนดูดาว”

 

“ย้ง ตั้งแต่เมิงมาเมิงเองก็พูดไม่หยุดเลยนะ”

 

“ก็ได้พี่แป๊ว ผมไม่พูดแล้ว”

 

แป๊วยกยิ้มเล็กๆ รอยยิ้มที่แฝงด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่มีต่อลูกน้องคนสนิทคนนี้ เขาลุกขึ้นถอดเสื้อคลุมตัวนอกโยนไปให้

 

“เมิงเอาไปปูพื้นแล้วนอนดูดาวข้างๆ กุนี่ ไม่ต้องพูดห่าอะไรแล้วเข้าใจไหม?”

 

ย้งเกือบจะหลุดปากส่งเสียงออกมาเมื่อเสื้อตัวนั้นกระแทกเข้าที่ใบหน้า ถึงตอนแรกจะสับสนอยู่นิดหน่อยแต่สุดท้ายเขากลับยกนิ้วมือทำท่าโอเคในทันที มือทั้งสองบรรจงพับชุดตัวนอกของแป๊วทำเป็นหมอนหนุนศีรษะ สายตาคู่นั้นไม่ได้จดจ้องไปยังผืนฟ้าที่มากด้วยกลุ่มดาวสว่างไสว สายตาคู่นั้นกำลังจ้องมองแป๊วที่นอนอยู่ใกล้ๆ แถมยังส่งรอยยิ้มสดใสคล้ายลูกสุนัขตัวโตที่พร้อมจะเล่นกับเจ้านายของมันเสียอีก

 

“ย้ง… กุไม่ใช่ดาวหรือท้องฟ้า จ้องกุเหลือเกิน”

 

แป๊วรู้สึกได้โดยไม่ต้องหันไปมองเสียด้วยซ้ำ เพียงอยู่ใกล้ๆ เขานั้นรู้สึกได้ เพียงอยู่ใกล้ๆ เขานั้นสัมผัสได้ รู้ว่าลูกน้องของตนกำลังทำอะไรส่วนเรื่องความนึกคิดความรู้สึกเขาไม่ได้รู้ทั้งหมดว่าย้งต้องการอะไร ใช้แต่การอนุมานจากท่าทางเอาเอง

 

“ผมแค่อยากเห็นสีหน้าพี่ตอนทำนั่นทำนี่ เพิ่งเห็นว่าพี่ดูผ่อนคลาย สบายๆ ผมก็อยากจะมองให้นานๆ”

 

“สีหน้ากุไม่ได้น่าดูอะไรมากขนาดนั้น มีใครกี่คนจะสนใจ”

 

“ผมไงพี่! ผมชอบมองนะ ผมสนใจมากด้วย!”

 

ย้งอาจไม่ทันนึกว่านั่นเป็นคำสารภาพว่าตนแอบมองแป๊วอยู่เสมอๆ เขาพูดไปเพราะอยากให้กำลังใจแต่ที่พูดออกมาทำให้แป๊วรู้จนหมดเปลือก

 

“สนใจกุมากเลยเหรอวะไอ้ย้ง?”

 

“ใช่พี่! ผมสนใจพี่มากเลยนะพี่…แป๊ว…”

 

ชายหนุ่มผ่อนเสียงในท้ายประโยคเมื่อตระหนักได้ถึงคำพูดเหล่านั้น ฟังแล้วเหมือนตนเพิ่งสารภาพความในใจออกไปเลย นอกจากความนับถือแล้วครั้งนี้แป๊วคงทราบว่าอีกคนนั้นรู้สึกเทิดทูนและรักใคร่มากเพียงใด อาจมากเกินไปจนแม้แต่ตัวย้งเองก็ต้องทบทวน

 

วินาทีนั้นมีเพียงความเงียบที่เข้ามาปกคลุม ชายทั้งสองไม่ได้กล่าวพูดคำใดไปชั่วครู่หนึ่ง มีเพียงเสียงของสายลม ธรรมชาติ แมลงและใบไม้ใบหญ้าที่เสียดสีกันเพราะกรรโชกลม ย้งอาจกำลังรู้สึกอึดอัดเรื่องคำสารภาพที่ไม่ได้ตั้งใจเผยให้อีกคนได้รับรู้ เขารักแป๊ว เชิดชู นับถือ แต่ไม่ได้ชัดเจนเรื่องความรู้สึกจริงๆ ของตัวเอง แค่.. รักแป๊วมากเท่านั้นเอง คำพูดเหล่านั้นเหมือนจะพูดอะไรที่ทำให้ลูกพี่ของตนนั้นไม่สบายใจไปแล้วด้วยสิ…

 

กลับกลายเป็นย้งที่นอนดูดาวเงียบๆ และเป็นแป๊วที่นอนมองลูกน้องตัวเอง ความนึกคิดเหล่านั้นแป๊วไม่มีทางรับรู้ได้หากชายหนุ่มข้างกายไม่เผยออกมาทางคำพูด เขาเอื้อมมือไปลูบศีรษะของย้งทำราวกับเจ้าตัวเป็นเด็กๆ

 

“กุก็สนใจเมิงนะย้ง มากกว่าคนอื่น”

 

คำพูดของลูกพี่ใหญ่ทำเอาลูกน้องอย่างย้งต้องหันขวับกลับมามอง สายตาทั้งสองสอดประสานกันอีกครั้งเพียงแต่ครั้งนี้เป็นแป๊วที่เผยรอยยิ้มให้เห็น

 

“เป็นอะไรไปเมิง? ทีงี้เงียบกริบไม่พูดไม่จา”

 

“ผม..แค่พูดไม่ถูกน่ะพี่…”

 

ย้งไม่มีทางสารภาพหรอกว่ารู้สึกเขินแปลกๆ ผู้ชายที่ไหนจะไปสารภาพว่าตัวเองกำลังเขินให้คนอื่นรับรู้โดยเฉพาะลูกพี่ของตัวเอง ถึงจะรู้ว่าแป๊วไม่มีวันหยอกหรือแกล้งด้วยการพูดแซวแต่ก็ไม่อยากพูดอยู่ดี ยิ่งคิดก็ดันยิ่งเขินขึ้นมาจนต้องแสร้งทำเป็นมองดูดาวต่อ ไม่กล้าสบตาอีกคนในตอนนี้เลย หรือควรจะกลับเข้าด้านในดี? ย้งคิดทวนกับตัวเองอยู่หลายครั้งแถมทำท่าเหมือนจะลุกออกจากที่เดิมเมื่อได้ข้อสรุป

 

“เมิงจะไปไหนย้ง?”

 

ประโยคคำถามสั้นๆ ที่ถูกเปล่งออกมาดันทำให้เสียวสันหลังวาบ น้ำเสียงของแป๊วเหมือนจะเชือดเฉือนตัวเขาเสียให้ได้ ฟังแล้วเหมือนกำลังถูกดุอยู่เลย ย้งแทบจะนอนนิ่งกลายเป็นหิน

 

“ผมจะกลับไปนอนแล้วพี่..”

 

“นอนกับกุอยู่ตรงนี้แหละ ถ้าเมิงหลับเดี๋ยวกุพากลับเอง ไหนตอนแรกบอกอยากอยู่กับกุมากนักไง?”

 

ถ้าตอนนี้ย้งแหกปากตะโกนได้คงร้อง ‘อ้าก’ ออกมาเหมือนในการ์ตูนหรือภาพยนตร์แล้ว เขาเป็นคนเปิดประเด็นเรื่องนี้เอง พลาดที่พูดเผยความในใจบางเรื่องของตัวเองออกไป ตอนนี้ถึงทำให้รู้สึกว้าวุ่นอยู่ไม่เป็นสุขเลยแม้แต่นิดเดียว ยิ่งแป๊วรู้เรื่องด้วยแล้วเขาดันรู้สึกเก้อ บ้าเอ๊ย! จะเขินทำไมวะ?

 

“ผมก็อยากอยู่กับพี่ตลอดเวลานั่นแหละ”

 

กลายเป็นแป๊วที่ขยับตัวลุกขึ้นเพื่อชะโงกใบหน้าไปหาลูกน้องคนสนิทแต่การตัดสินใจครั้งนี้ของแป๊วดันเป็นความซวยเมื่อมันเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ย้งกระเด้งตัวมาชี้บอกตำแหน่งของดวงดาว เล่นเอาศีรษะกระแทกกันอย่างแรงจนแป๊วเองก็มึนไปชั่วครู่

 

“พี่แป๊ว?! โอ๊ยพี่ เจ็บไหม? ผมขอโทษ”

 

แป๊วค่อยๆ เอนตัวลงนอนที่พื้นอีกครั้ง จะพูดว่าเห็นดาวนั่นก็ใช่.. นอนมองดาวมาทั้งคืนแต่ดันได้ดาววิ๊งๆ เพราะหัวกระแทกมาเสียได้ ย้งก็ดันตื่นตูมเข้ามาจับมาเขย่าเขาจนมึนมากกว่าเดิม พูดอะไรไม่หยุดหย่อนจนชักจะหงุดหงิด แป๊วส่งเสียงในลำคอตอบรับกลับไป ฟังแล้วเหมือนกำลังขู่มากกว่าบอกว่าไม่เป็นไร ยิ่งชายหนุ่มเหนือกายพยายามพูดถามไม่หยุดหย่อนยิ่งอยากจะอุดปาก ถึงแป๊วจะอยากหาคำพูดออกมาโต้เถียงแต่อาการมึนงงนั้นทำให้ต้องเรียบเรียงคำพูดสักพักหนึ่ง เขายกแขนข้างถนัดขึ้นคว้ากอดร่างของย้ง กดให้ลงมานอนทับอยู่บนตัวโดยหวังว่าลูกน้องคนสนิทจะอยู่เฉยๆ และเลิกพูดจาวกไปวนมาเสียที

 

“เงียบปากได้สักทีนะไอ้ย้ง..”

 

“…….”

 

ที่ย้งยอมเงียบไม่ใช่เพราะกลัวแป๊วลุกมาตบหัวหรือกระทืบแต่ที่เขาเงียบเป็นเพราะภายในใจกำลังสับสน ว้าวุ่นและพยายามหาคำตอบจากเหตุการณ์ในตอนนี้ ถูกลูกพี่กอดนั่นก็ไม่เท่าไหร่แต่ถูกกอดทั้งที่นอนทับอยู่บนตัวอีกคน… เขาอยากจะสลบหนีหายไปเลย ควรอยู่ตรงนั้นต่อหรือควรลุกหนี? ยิ่งคิดยิ่งสับสนจนต้องกดใบหน้ามุดลงไปกับแผ่นอกของอีกคนไม่ยอมพูดจา

 

“กุหายแล้วถ้าหากเมิงสงสัย”

 

แป๊วเลื่อนมืออีกข้างขึ้นลูบเรือนผมของชายหนุ่มแผ่วเบาดูเหมือนเป็นการปลอบให้เจ้าตัวคลายความรู้สึกผิด หารู้ไม่ว่าการกระทำนั้นกลับทำให้ย้งอยากอ้อนวอนให้แป๊วปล่อยตนออกไป อยากจะพูดบอกลูกพี่ตนว่า ‘ปล่อยผมเถอะพี่แป๊ว ผมทนไม่ไหวแล้ว’ เขาเขินจนทำอะไรไม่ถูกถึงเอาแต่นอนนิ่งเงียบซุกใบหน้าอยู่เช่นนั้น ความร่าเริงที่พร้อมกระโจนหาเจ้านายเหมือนลูกสุนัขตัวใหญ่ๆ ในตอนแรกนั้นมลายหายเป็นปลิดทิ้ง

 

“พี่แม่ง…”

 

“กุทำไม? พูดให้ดีๆ นะเมิง”

 

ย้งงึมงำพูดกับตัวเองพร้อมขยับใบหน้าไถไปกับเสื้อของอีกคน ถ้าหากถามว่าความรู้สึกที่รักและเชิดชูแป๊วนั้นมากล้นเพียงใดย้งก็คงพูดได้ว่ามันมากเกินจนเขาเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แค่แป๊วคอยใส่ใจและอยู่ด้วยกันสำหรับลูกน้องเช่นเขาเท่านี้ก็พอใจแล้ว

 

“ผมได้ยินเสียงหัวใจพี่โคตรชัดเลย”

 

ประโยคนั้นคือประโยคที่ชายหนุ่มพยายามพูดเบี่ยงออกจากประเด็นเดิม แต่เหมือนคำพูดของย้งจะทำให้ทั้งแป๊วและย้งต่างเงียบกันไปอีกครั้งเพราะเมื่อแป๊วถูกทักเรื่องเสียงหัวใจ ไม่รู้อะไรดลบันดาลให้เลือดสูบฉีดมากกว่าเคยทำเอาจังหวะการเต้นหัวใจนั้นถี่มากขึ้น แป๊วรู้ตัว.. และย้งเองก็คงจะได้ยินอย่างชัดเจน

 

“เมิงหุบปากไม่ต้องพูด”

 

กลับเป็นฝ่ายแป๊วที่ดักคอย้งไว้ล่วงหน้า ไม่รู้ว่าสำหรับแป๊วแล้วอาการแบบนี้เรียกว่าเก้อเขินหรือไม่ บางทีอาจจะพูดเพื่อตัดความรำคาญเรื่องการถูกเซ้าซี้หรือเอ่ยแซวซึ่งนั่นก็ทำให้ย้งนอนอยู่เงียบๆ ไม่พูดไม่จาปล่อยให้ชายที่มากด้วยอายุและประสบการณ์วางแขนกระชับกอดตนไว้เช่นนั้น

 

“พรุ่งนี้กุว่างถ้าหากเมิงอยากไปไหนก็ชวนกุมา”

 

ย้งไม่เคยนึกเลยว่าลูกพี่ของเขาจะเป็นฝ่ายชวนไปเที่ยวถึงจะเป็นประโยคโดยนัยแบบนั้นก็เถอะ เขาแอบยิ้มกับตัวเองทั้งที่กดใบหน้าอยู่บนแผ่นอกของอีกคน ดูเหมือนแป๊วจะกลายเป็นหมอนหนุนโดยสมบูรณ์แล้ว

 

“ผมไม่มีที่อยากไปเป็นพิเศษ..”

 

“งั้นกุนอนอยู่บ้าน”

 

“ฟังผมก่อนดิพี่!”

 

คนอายุน้อยกว่าถึงกับโวยวายขึ้นมาพร้อมยกใบหน้าขึ้นจากอีกคนในทันที เผลอทำหน้ามุ่ยไม่พอใจไปเสียอีก แป๊วก็ได้แค่กระตุกยิ้มแล้วหัวเราะหึกับตัวเอง ที่เขาชอบอยู่กับย้งอาจเพราะความรั้นๆ ในบางเวลาแบบนี้ด้วยหรือเปล่าก็ไม่อาจทราบได้ เขายันตัวลุกกลับมานั่งอีกครั้ง สายตามองสำรวจใบหน้าลูกน้องคนสนิทอย่างตั้งใจ

 

“ผมจะบอกว่าเราไปที่ธรรมดาๆ ก็ได้ ซื้อของดูหนัง หาอะไรกินกลับบ้านนอนกับพี่แค่นั้นพอ”

 

“กุตามใจเมิงเพราะเมิงเป็นคนชวน แต่กุสงสัยว่านอนกับกุเนี่ยหมายถึงนอนกับกุหรือนอนกับกุ?”

 

“ไอ้พี่แป๊ว!”

 

ย้งไม่ควรตอบสนองกับคำพูดหยอกล้อของแป๊วมากถึงเพียงนั้น ไม่รู้ทำไมถึงต้องแสดงอาการถ้าหากตนไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่าการนอนอยู่ข้างกัน ความรู้สึกที่มีต่อแป๊วดูเหมือนวันนี้มันจะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

 

“พี่แม่ง!! ผมก็นอนกับพี่ดิ หมายถึงนอนเฉยๆ พี่แป๊วแม่ง.. พี่แม่ง…..”

 

ชายหนุ่มไม่ยอมอยู่ตรงนั้นอีกต่อไปแล้ว สายตาที่จ้องมองและรอยยิ้มของลูกพี่ที่ตนเคารพรักทำให้รู้สึกไม่อยากสบตา ลุกหนีไปเลยในตอนนี้น่าจะดีที่สุดตัวเขาจะได้จัดการกับความว้าวุ่นและสับสนนี้ให้เรียบร้อยด้วย แป๊วเงยหน้ามองตามเจ้าของร่างที่มากด้วยรอยสักก่อนจะคว้าข้อมือนั้นไว้เมื่อกล่าวจนจบประโยค

 

“เดี๋ยวพรุ่งนี้หลังจากทำอะไรธรรมดาๆ ของเมิงเสร็จกุจะพาไปที่พิเศษๆ ของกุต่อ”

 

แป๊วไม่ได้พูดว่าที่พิเศษสำหรับเขานั้นคือที่ใด บางทีอาจจะเป็นสถานที่ที่พวกเขาทั้งสองไม่เคยไปมาก่อน คนอื่นอาจเรียกว่าธรรมดาแต่สำหรับแป๊วมันคงจะพิเศษถ้าหากมีย้งไปด้วย ทุกสถานที่ ทุกเวลามันพิเศษถ้าหากพวกเขาทั้งสองได้อยู่ด้วยกันเหมือนกับที่คนอื่นๆ ทำในวันหยุดแม้ว่ามันจะเป็นเพียงการนอนมองดวงดาวบนฟากฟ้าเหมือนกับคืนนี้ก็ตาม

 

[BlackPanther] Desire (1)

Standard
Title:  Desire
Pairing:  Ulysses Klaue and Everett Ross
Movie: Black Panther
Writer: Zol Redfox

 

 

แรงปรารถนา.. ใช่.. ใครๆ ก็มีกันทั้งนั้นแม้แต่เจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการอย่าง เอเวอเรตต์ รอสส์

 

 

ภายในห้องประชุมขนาดกลาง จอมอนิเตอร์ฉายภาพข้อมูลบุคคลและหัวข้องาน เหล่าเจ้าหน้าที่ต่างจดจ่อตั้งใจฟังสิ่งที่ถูกนำเสนออยู่บนภาพฉาย หลายบุคคลที่ถูกกล่าวถึงและยกให้ต้องติดตาม ไม่ว่าจะด้วยเรื่องงานหรือชีวิตประจำวัน พวกเขาทำกันแบบนี้เป็นเรื่องปกติและมักเป็นพวกตัวใหญ่ๆ ของวงการที่อาจบั่นทอนทำลายประชาคมโลก

 

รอสส์มีชีวิตประจำวันแบบนี้ นั่งฟังรายงาน คอยติดตามเหล่าผู้คน ตามจับจอมวายร้ายมาสอบสวนเค้นความจริง ยิ่งอายุมากขึ้นก็ต้องทำงานนั่งโต๊ะมากขึ้น ใช่ว่าฝีมือเขานั้นจะค่อยๆ ถดถอยจนอ่อนปวกเปียก เขาสั่งสมประสบการณ์และหมั่นฝึกฝนฝีมืออยู่เสมอ ยิ่งประสบการณ์มากยิ่งพาตัวเองไปได้ไกล สักวันเขาคงได้ออกไปใช้ชีวิตสุขสบายอยู่ที่ไหนสักที่กับครอบครัว เขาหวังไว้มาเนิ่นนาน…

 

รายงานวันนี้ดูจะพิเศษกับเจ้าหน้าที่อาวุโสอย่างรอสส์เสียหน่อยเพราะข้อมูลของคนคนหนึ่งปรากฏขึ้นบนจอภาพ คนที่เขาอาจจะรู้จักแต่ไม่ได้รู้จักเป็นอย่างดี หลังจากที่นั่งฟังมาหลายชั่วโมงชายผู้นี้กลับดึงดูดความสนใจของรอสส์ได้จนไม่น่าเชื่อ ภาพเก่าๆ หวนย้อนคืนกลับมาอีกครั้งราวกับเขื่อนกั้นน้ำพังทลายลง ภายในใจกระวนกระวายแต่กลับแสดงออกดังเช่นที่ถูกฝึกมา สุขุมและเยือกเย็น การแสดงความสุขุมคือสิ่งที่รอสส์ถนัดแต่เขาไม่อาจปฏิเสธอารมณ์ที่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้นั้นได้เลย

 

“ยูลิซิส คลอว์”

 

ชื่อชายฉกรรจ์ที่ถูกจับตามองจากหลายหน่วยงาน เขาไม่ใช่เพียงพ่อค้าอาวุธหรือพ่อค้าของผิดกฎหมายจากใต้ดิน แต่เขาขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม เป็นมหาโจรที่ทำงานได้อย่างแยบยล เป็นผู้มากด้วยประสบการณ์ หากต้องการของสิ่งใดเขาจะหามาให้ ต้องการของหายากเพียงใดเขาจะนำมาให้ตราบใดที่ผู้ซื้อมีกำลังทรัพย์มากพอ ไม่ว่าจะเป็นคนดีคนเลว นักธุรกิจ มหาเศรษฐีหรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานใดคลอว์ยินดีทำงานร่วมด้วยกับทุกคน เรื่องของตอบแทนที่มีมูลค่าสูงคือสิ่งที่ต้องมาอันดับแรก

 

รอสส์อาจกำลังกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย อารมณ์ที่แปรเปลี่ยนไปนั้นแทบจะปกปิดเอาไว้ไม่อยู่อีกต่อไปแล้ว เขายกนิ้วมือขึ้นดันกับข้างขมับ ทำเป็นสนใจหน้าจอและคำบรรยายแต่ความคิดนั้นดันย้อนกลับไปยังอดีตห่างไกล ครั้งที่เขาพบกับคลอว์ครั้งแรก แรงปรารถนาครั้งที่เขาไม่มีวันลืม

 

 

 

 

หลายปีก่อนหน้านี้

 

เจ้าหน้าที่รอสส์ ชายร่างเล็กในชุดเสื้อผ้าแสนธรรมดา เขารู้สึกเหนื่อยล้าจากภารกิจ อ่อนล้าหมดแรงไม่ต่างจากปัญหาเรื่องของครอบครัว มีบ้างในบางครั้งที่ต้องการหายไปซะเดี๋ยวนั้น ต้องการออกไปพักผ่อนที่ไกลๆ แต่ก็ทำได้แค่วนเวียนอยู่ในพื้นที่การทำงานเหมือนเช่นครั้งนี้ การติดตามนักธุรกิจรายใหญ่ที่คาดว่าจะทำการซื้อขายกับผู้ค้าอาวุธ ภารกิจที่คอยเฝ้าติดตามไม่ได้เข้าไปขัดระหว่างการซื้อขาย ทีมของเขามารออยู่แล้วสองวันแต่ยังไร้ซึ่งวี่แวว ช่วงเวลาหนึ่งรอสส์ถึงหลุดจากภารกิจและตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง

 

บางครั้งการทำงานนั้นก็แสนจะน่าเบื่อ…

 

“ไม่ใช่คนแถวนี้สินะ?”

 

เสียงเอ่ยทักดังขึ้นจากที่นั่งข้างๆ ไม่น่าแปลกใจหากจะพบผู้คนมากหน้าหลายตาเมื่อใช้เวลาอยู่หน้าเคาท์เตอร์บาร์นานนับชั่วโมง รอสส์ดื่มไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แทบจะไม่ได้ดื่มเลยก็ว่าได้ ของเหลวสีใสนั้นยังคงอยู่ในแก้วราวกับเพิ่งสั่งมาใหม่ นัยน์ตาสีสวยสบมองผู้เอ่ยทัก ความรู้สึกครั้งแรก.. รอสส์สังเกตได้ถึงความบ้าคลั่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้แววตา ต่างจากการแต่งตัวและการแสดงออกที่ดูมีภูมิฐานเหมือนพวกนักแสดงมากกว่านักธุรกิจ

 

“ผมมาเที่ยวน่ะ”

 

รอสส์เลือกจะตอบกลับไปสั้นๆ แล้วยกแก้วเครื่องดื่มนั้นขึ้นจิบเหมือนเป็นการแสดงออกเพื่อบอกผู้ที่เข้ามาทักทายว่าตนกำลังจะไปแล้ว

 

“บริติชกาย? อเมริกัน? มาไกลถึงนี่ท่าทางจะไม่ใช่เที่ยว มาเรื่องธุรกิจ?”

 

เขาเผลอแสดงสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อยเมื่อเริ่มถูกซักไซ้ สำเนียงของคู่สนทนาก็ไม่ได้ต่างจากชาวยุโรปเท่าไหร่นักหรอก

 

“ผมคิดว่าไม่ใช่ธุระของคุณ”

 

“ฉันเลี้ยงนายสักแก้วดีไหม เห็นนายนั่งมานานแล้วฉันเองก็รอเพื่อน ไม่มาสักที”

 

คู่สนทนาแทบจะมัดมือชกเมื่อเขายกมือขึ้นสั่งบาร์เทนเดอร์เพื่อเลี้ยงเครื่องดื่ม รอสส์ควรปฏิเสธแต่รอยสักรูปแมงป่องที่แขนขวากลับดึงดูดความสนใจไปชั่วครู่ ชายคนนี้เข้าหาเขาด้วยเหตุผลบางอย่างหรือว่าเป็นนักท่องเที่ยวที่ต้องการหาเพื่อนคุยระหว่างอยู่ต่างถิ่นกันแน่

 

“ผมจ่ายเอง”

 

“อ๊ะ อ๊ะ!”

 

ชายคนนั้นส่งเสียงพร้อมกับเลื่อนมือขึ้นจับแขนของเจ้าหน้าที่ซีไอเอเพื่อเป็นการห้าม รอสส์ขมวดคิ้ว การถึงเนื้อถึงตัวนี้ดูจะแปลกไปหน่อยแต่เขาจะไม่แสดงความไม่พอใจออกไปมากก็แล้วกัน ในเมื่ออยากเลี้ยงนักเขาก็จะยอมดื่มให้ หลังจากนั้นจะได้แยกย้ายกันไปเสียที หวังว่าวันนี้เป้าหมายของเขาจะเดินทางมาถึงที่นี่แล้ว

 

“ชนแก้ว!”

 

เขาคนนั้นกล่าวพูดโดยไม่รอให้รอสส์ได้ปฏิเสธ แถมเลื่อนแก้วมาชนกับเขาเสียอีก นิสัยการเข้าหาคนอย่างเป็นธรรมชาติและพยายามผูกมิตรอย่างรวดเร็วคงเป็นความสามารถพิเศษของคนคนนี้ เขาคิดก่อนจะยกแก้วดื่มโดยที่สายตายังคงจ้องมองอย่างจับพิรุธ

 

“รู้ไหมว่านายดูเครียดจริงๆ ถ้าอยากผ่อนคลายฉันช่วยได้นะ”

 

‘ขายยาสินะ’ รอสส์คิดกับตัวเอง อาจจะคิดในแง่ร้ายเกินไปสักหน่อย

 

ถ้าหากอีกคนขายยาจริงถึงจะอยากจับกุมแต่เขาคงทำได้แค่ปฏิเสธอย่างหนักแน่นแทนการเปิดเผยตัวตน หน้าที่เขาไม่ใช่มาล่อซื้อยา งานที่ต้องทำคือเฝ้าสังเกตการการค้าอาวุธเท่านั้น หรือถ้าหากได้ข้อมูลเกี่ยวกับยาก็คงส่งให้อีกหน่วยงานมาจัดการ แต่อย่างว่า..นี่ไม่ใช่ธุระของเจ้าหน้าที่ซีไอเออย่างเขาเลยสักนิด

 

“สมุนไพรจากเอเชีย ชงดื่มจะทำให้ผ่อนคลายนอนหลับสบายไร้กังวล”

 

ชายคนนั้นหยิบซองบรรจุขนาดเล็กขึ้นมาวางลงบนโต๊ะ เลื่อนซองนั้นไปให้รอสส์ก่อนจะกล่าวต่อเหมือนอ่านใจคนได้ เป็นใครก็ต้องกลัวเรื่องที่ว่าเป็นสารเสพติด

 

“ไม่ผิดกฎหมายไม่ต้องห่วง ลองดื่มดูถ้าชอบหรือติดใจอยากได้เพิ่มติดต่อมาได้เป็นของนำเข้า”

 

เขาส่งเสียงจิ๊จ๊ะเหมือนแสดงออกว่ากำลังชอบใจในอะไรบางอย่าง รอสส์ไม่อาจรู้ได้ว่าชายคนนี้กำลังคิดอะไร รอยยิ้มที่ส่งมากับท่าทางขยิบตานั่นอีก

 

“ถือว่าให้ทดลองฟรีอย่างเป็นมิตร ให้เฉพาะนายเลยนะ เห็นครั้งแรกก็ถูกชะตาด้วยแล้ว”

 

รอสส์อยากจะบอกอยู่หรอกว่า ‘แต่ผมไม่..’ เขาได้แต่เก็บเงียบไว้ในใจเท่านั้น นั่งมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย สงสัยตั้งแต่ต้นจนจบตั้งแต่เข้าหาจนกระทั่งเดินจากไป บังเอิญ? ก็ไม่น่าใช่.. นัยน์ตาคู่สวยมองตามแผ่นหลังชายคนนั้นกระทั่งเขาเดินหายไปอยู่อีกมุมหนึ่งของร้าน เขาคงเป็นพ่อค้าสินะ.. เพราะเหมือนจะไปหาเหยื่อรายถัดไปเสียแล้ว

 

 

 

รอสส์ยังคงนั่งอยู่ที่นั่น บนเก้าอี้ตัวเดิมหลังจากผ่านไปได้ราวๆ ชั่วโมงตั้งแต่เขาได้รับสมุนไพรปริศนามาไว้ในกระเป๋าเสื้อ ไม่มีวี่แวว ไม่มีการติดต่อจากหัวหน้า มีแต่ประโยคบอกเล่าที่ว่าวันนี้เป้าหมายยังไม่มาแน่ๆ หน่วยข่าวกรองบ้าบออะไร ทำไมถึงไม่แม่นยำเอาเสียเลย อยากจะบ่นอยู่หรอกแต่เขาก็ทำได้แค่คิดกับตัวเอง คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ คิดเรื่องงาน คิดเรื่องครอบครัว กดดันจนอยากจะหายไปพักร้อนสักสองเดือน

 

ถ้าหากมีสิ่งที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ช่วยให้นอนหลับสบายก็คงจะคงดี…

 

‘ไม่…’

 

มือซ้ายยกขึ้นวางแนบกระเป๋าเสื้อแทบจะทันทีที่นึกถึง แน่ใจหรือว่าจะนำของจากคนแปลกหน้ามาชงดื่ม ถ้าหากทำให้มึนเมาจนไม่สามารถลุกมาทำงานได้พรุ่งนี้คงเป็นเรื่องแต่ว่าการอดนอนและความเครียดสะสมเหล่านี้อีกเพียงนิดเดียวอาจจะทำให้เขาระเบิดออกมา รอสส์ควรเลือกการพบจิตแพทย์เพื่อระบายความอัดอั้นแต่คนแบบพวกเขาไม่ชอบพูดเรื่องตัวเองและสิ่งที่กล่าวไปอาจจะเป็นตัวตนที่พวกเขาสร้างขึ้นระหว่างทำภารกิจก็ได้ ไม่มีใครรู้ดีไปมากกว่าตัวของตัวเอง

 

เมื่อกลับถึงห้องพักรอสส์บอกกับตนเองว่าเขาจะดื่มสิ่งที่เพิ่งได้รับมา การกระทำนี้อาจไม่ได้ชาญฉลาดแต่เขาได้ตัดสินใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่มีอะไรจะเสียและไม่ได้ผิดหากจะลอง ถ้าหากเจ้าสิ่งนี้ช่วยให้เขาผ่อนคลายได้แม้เพียงไม่กี่ชั่วโมงก็นับว่าดี แต่ถ้าจะดีที่สุดคงเป็นตอนที่เขาสามารถนอนหลับพักผ่อนโดยไร้ซึ่งความกังวล ณ ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดคือการผ่อนคลาย

 

รอสส์เทผงสมุนไพรชงกับน้ำอุ่นตามที่เข้าใจ บางทีดื่มไปอาจไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นก็ได้ อาจเป็นแค่ของหลอกตา อย่างว่านะ.. เขายักไหล่กับตัวเองก่อนยกแก้วเครื่องดื่มนั้นขึ้นมาดม กลิ่นที่โชยมาแตะจมูกไม่ได้เลวร้าย หวังว่ารสชาติจะไม่ได้เลวร้ายเช่นเดียวกัน นั่นคือสิ่งที่เขาคิดแต่เมื่อรู้ตัวอีกทีดันดื่มจนหมดแก้ว ไม่อาจทราบได้ว่านั่นเพราะรสชาติอร่อยหรือความกระหายในน้ำดื่ม

 

เสื้อแจ็คเก็ตถูกนำไปแขวนกับราวผ้า นาฬิกาปลุกถูกตั้งอยู่ที่โต๊ะหัวเตียงเตรียมร้องบอกเวลา รอสส์พ่นลมหายใจยาวๆ ทุกคืนเขามักนั่งเอนตัวดูโทรทัศน์และลุกจากเตียงในตอนเช้าโดยไม่ต้องพึ่งนาฬิกา เขาไม่ค่อยได้นอนหลับเลยภายใต้ความกังวลเหล่านี้ คืนนี้จะแตกต่างหรือเปล่า.. ดูเหมือนเขาจะหวังเอาไว้หลังจากดื่มสมุนไพรแก้วนั้นไปแล้ว