[ล่า]Lost Stars

Standard
Title: Lost Stars
Pairing: แป๊วย้ง
TV-Series: ล่า (2017)
Writer: Zol Redfox

 

แป๊วนอนเอกเขนกอยู่บนพื้นหญ้า มองดวงดาว ท้องฟ้ายามค่ำคืน เขาไม่ได้มีอารมณ์สุนทรีย์กับอะไรพวกนี้มากนักหรอก ก็แค่… รู้สึกอยากดูดาวก็เท่านั้น ถ้าหากลูกน้องตัวไหนมากล่าวแซวก็คงตอกกลับแล้วอาจจะกระทืบสักที นั่นเป็นแค่ความนึกคิด แป๊วคงไม่เสียเวลามากระทืบจริงๆ เขารักลูกน้องเหมือนลูกเหมือนหลานไม่ได้ต่างจากครอบครัวของตัวเองเลยสักนิด

 

ระหว่างที่แป๊วนอนมองท้องฟ้าเงียบๆ เพียงลำพังร่างของชายหนุ่มมากด้วยรอยสักกลับชะโงกมาบดบังทัศนียภาพฟากฟ้ายามค่ำคืนไปเสียหมด สายตาทั้งสองสอดประสานกันภายใต้ความเงียบ ชายหนุ่มกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะคลี่ยิ้มกว้างส่งให้

 

“พี่แป๊ว ผมก็นึกว่าพี่หายไปไหน มานอนอยู่นี่เอง”

 

“มีเรื่องอะไร?”

 

เขาตอบกลับเรียบๆ อาจจะฟังเหมือนน้ำเสียงหาเรื่องแต่นั่นเป็นน้ำเสียงที่เขามักจะพูดกล่าวออกมาเป็นปกติอยู่แล้ว แป๊วยกมือที่สอดหนุนใต้ศีรษะขึ้นโบกปัดไปอีกทางเพื่อบอกให้ลูกน้องคนสนิทหลบให้พ้นหน้า

 

‘ย้ง’ คือคนที่สนิทที่สุดสำหรับแป๊ว ตัวติดกันในบางครั้ง แต่บางเวลาถึงจะอยากตัวติดก็ทำไม่ได้ แป๊วไม่ยอมให้ลูกน้องคนนี้ตามเขาไปในทุกที่ด้วยหลายเหตุผล สำหรับคนอื่นคงมองว่าย้งเป็นคนกวนบาทายียวนและอวดเก่งแถมอารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรงแทบจะพุ่งไปหาเรื่องทุกคนหากแป๊วไม่พยายามห้าม บางทีย้งอาจจะพยายามพิสูจน์อะไรบางอย่างอยู่ก็ได้

 

“หลบสักทีสิวะ มายิ้มน้อยยิ้มใหญ่อะไรของเมิง?”

 

ย้งฉีกยิ้มกว้าง ใบหน้าที่อาจจะดูหวานและติดสาวเล็กๆ ช่างขัดกับหุ่นที่มากด้วยรอยสักและถูกฝึกมาอย่างดี เขาปล่อยตัวลงนั่งข้างๆ ลูกพี่ใหญ่ของแก๊ง กอดเข่าแล้วหันไปมองคนที่นอนอยู่บนพื้นหญ้า

 

“พี่..เราออกมาทำอะไรแบบนี้บางครั้งก็ดีเนอะ”

 

“นอนเฉยๆ ดูดาว?”

 

“นั่นแหละพี่แป๊ว ผมว่าอยู่เงียบๆ บ้าง ห่างจากเสียงเอะอะโวยวาย อยู่ด้วยกันแค่ผมกับพี่สองคนก็พอ”

 

“เมิงกำลังจะบอกว่าอยากอยู่ด้วยกันกับกุ?”

 

“เออน่ะ! นั่นแหละพี่! ทำไมพี่เข้าใจยากจังวะ?”

 

ย้งอาจจะทำท่าทีงอแงแต่ก็เป็นการงอแงแบบเด็กที่อยากจะอ้อนผู้ใหญ่ สำหรับแป๊วแล้วการกระทำนั้นก็ดูไม่ได้น่าเกลียดอะไร

 

“ผมอยากอยู่กับพี่สองคนบ้าง เงียบๆ นอนดูดาว”

 

“ย้ง ตั้งแต่เมิงมาเมิงเองก็พูดไม่หยุดเลยนะ”

 

“ก็ได้พี่แป๊ว ผมไม่พูดแล้ว”

 

แป๊วยกยิ้มเล็กๆ รอยยิ้มที่แฝงด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่มีต่อลูกน้องคนสนิทคนนี้ เขาลุกขึ้นถอดเสื้อคลุมตัวนอกโยนไปให้

 

“เมิงเอาไปปูพื้นแล้วนอนดูดาวข้างๆ กุนี่ ไม่ต้องพูดห่าอะไรแล้วเข้าใจไหม?”

 

ย้งเกือบจะหลุดปากส่งเสียงออกมาเมื่อเสื้อตัวนั้นกระแทกเข้าที่ใบหน้า ถึงตอนแรกจะสับสนอยู่นิดหน่อยแต่สุดท้ายเขากลับยกนิ้วมือทำท่าโอเคในทันที มือทั้งสองบรรจงพับชุดตัวนอกของแป๊วทำเป็นหมอนหนุนศีรษะ สายตาคู่นั้นไม่ได้จดจ้องไปยังผืนฟ้าที่มากด้วยกลุ่มดาวสว่างไสว สายตาคู่นั้นกำลังจ้องมองแป๊วที่นอนอยู่ใกล้ๆ แถมยังส่งรอยยิ้มสดใสคล้ายลูกสุนัขตัวโตที่พร้อมจะเล่นกับเจ้านายของมันเสียอีก

 

“ย้ง… กุไม่ใช่ดาวหรือท้องฟ้า จ้องกุเหลือเกิน”

 

แป๊วรู้สึกได้โดยไม่ต้องหันไปมองเสียด้วยซ้ำ เพียงอยู่ใกล้ๆ เขานั้นรู้สึกได้ เพียงอยู่ใกล้ๆ เขานั้นสัมผัสได้ รู้ว่าลูกน้องของตนกำลังทำอะไรส่วนเรื่องความนึกคิดความรู้สึกเขาไม่ได้รู้ทั้งหมดว่าย้งต้องการอะไร ใช้แต่การอนุมานจากท่าทางเอาเอง

 

“ผมแค่อยากเห็นสีหน้าพี่ตอนทำนั่นทำนี่ เพิ่งเห็นว่าพี่ดูผ่อนคลาย สบายๆ ผมก็อยากจะมองให้นานๆ”

 

“สีหน้ากุไม่ได้น่าดูอะไรมากขนาดนั้น มีใครกี่คนจะสนใจ”

 

“ผมไงพี่! ผมชอบมองนะ ผมสนใจมากด้วย!”

 

ย้งอาจไม่ทันนึกว่านั่นเป็นคำสารภาพว่าตนแอบมองแป๊วอยู่เสมอๆ เขาพูดไปเพราะอยากให้กำลังใจแต่ที่พูดออกมาทำให้แป๊วรู้จนหมดเปลือก

 

“สนใจกุมากเลยเหรอวะไอ้ย้ง?”

 

“ใช่พี่! ผมสนใจพี่มากเลยนะพี่…แป๊ว…”

 

ชายหนุ่มผ่อนเสียงในท้ายประโยคเมื่อตระหนักได้ถึงคำพูดเหล่านั้น ฟังแล้วเหมือนตนเพิ่งสารภาพความในใจออกไปเลย นอกจากความนับถือแล้วครั้งนี้แป๊วคงทราบว่าอีกคนนั้นรู้สึกเทิดทูนและรักใคร่มากเพียงใด อาจมากเกินไปจนแม้แต่ตัวย้งเองก็ต้องทบทวน

 

วินาทีนั้นมีเพียงความเงียบที่เข้ามาปกคลุม ชายทั้งสองไม่ได้กล่าวพูดคำใดไปชั่วครู่หนึ่ง มีเพียงเสียงของสายลม ธรรมชาติ แมลงและใบไม้ใบหญ้าที่เสียดสีกันเพราะกรรโชกลม ย้งอาจกำลังรู้สึกอึดอัดเรื่องคำสารภาพที่ไม่ได้ตั้งใจเผยให้อีกคนได้รับรู้ เขารักแป๊ว เชิดชู นับถือ แต่ไม่ได้ชัดเจนเรื่องความรู้สึกจริงๆ ของตัวเอง แค่.. รักแป๊วมากเท่านั้นเอง คำพูดเหล่านั้นเหมือนจะพูดอะไรที่ทำให้ลูกพี่ของตนนั้นไม่สบายใจไปแล้วด้วยสิ…

 

กลับกลายเป็นย้งที่นอนดูดาวเงียบๆ และเป็นแป๊วที่นอนมองลูกน้องตัวเอง ความนึกคิดเหล่านั้นแป๊วไม่มีทางรับรู้ได้หากชายหนุ่มข้างกายไม่เผยออกมาทางคำพูด เขาเอื้อมมือไปลูบศีรษะของย้งทำราวกับเจ้าตัวเป็นเด็กๆ

 

“กุก็สนใจเมิงนะย้ง มากกว่าคนอื่น”

 

คำพูดของลูกพี่ใหญ่ทำเอาลูกน้องอย่างย้งต้องหันขวับกลับมามอง สายตาทั้งสองสอดประสานกันอีกครั้งเพียงแต่ครั้งนี้เป็นแป๊วที่เผยรอยยิ้มให้เห็น

 

“เป็นอะไรไปเมิง? ทีงี้เงียบกริบไม่พูดไม่จา”

 

“ผม..แค่พูดไม่ถูกน่ะพี่…”

 

ย้งไม่มีทางสารภาพหรอกว่ารู้สึกเขินแปลกๆ ผู้ชายที่ไหนจะไปสารภาพว่าตัวเองกำลังเขินให้คนอื่นรับรู้โดยเฉพาะลูกพี่ของตัวเอง ถึงจะรู้ว่าแป๊วไม่มีวันหยอกหรือแกล้งด้วยการพูดแซวแต่ก็ไม่อยากพูดอยู่ดี ยิ่งคิดก็ดันยิ่งเขินขึ้นมาจนต้องแสร้งทำเป็นมองดูดาวต่อ ไม่กล้าสบตาอีกคนในตอนนี้เลย หรือควรจะกลับเข้าด้านในดี? ย้งคิดทวนกับตัวเองอยู่หลายครั้งแถมทำท่าเหมือนจะลุกออกจากที่เดิมเมื่อได้ข้อสรุป

 

“เมิงจะไปไหนย้ง?”

 

ประโยคคำถามสั้นๆ ที่ถูกเปล่งออกมาดันทำให้เสียวสันหลังวาบ น้ำเสียงของแป๊วเหมือนจะเชือดเฉือนตัวเขาเสียให้ได้ ฟังแล้วเหมือนกำลังถูกดุอยู่เลย ย้งแทบจะนอนนิ่งกลายเป็นหิน

 

“ผมจะกลับไปนอนแล้วพี่..”

 

“นอนกับกุอยู่ตรงนี้แหละ ถ้าเมิงหลับเดี๋ยวกุพากลับเอง ไหนตอนแรกบอกอยากอยู่กับกุมากนักไง?”

 

ถ้าตอนนี้ย้งแหกปากตะโกนได้คงร้อง ‘อ้าก’ ออกมาเหมือนในการ์ตูนหรือภาพยนตร์แล้ว เขาเป็นคนเปิดประเด็นเรื่องนี้เอง พลาดที่พูดเผยความในใจบางเรื่องของตัวเองออกไป ตอนนี้ถึงทำให้รู้สึกว้าวุ่นอยู่ไม่เป็นสุขเลยแม้แต่นิดเดียว ยิ่งแป๊วรู้เรื่องด้วยแล้วเขาดันรู้สึกเก้อ บ้าเอ๊ย! จะเขินทำไมวะ?

 

“ผมก็อยากอยู่กับพี่ตลอดเวลานั่นแหละ”

 

กลายเป็นแป๊วที่ขยับตัวลุกขึ้นเพื่อชะโงกใบหน้าไปหาลูกน้องคนสนิทแต่การตัดสินใจครั้งนี้ของแป๊วดันเป็นความซวยเมื่อมันเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ย้งกระเด้งตัวมาชี้บอกตำแหน่งของดวงดาว เล่นเอาศีรษะกระแทกกันอย่างแรงจนแป๊วเองก็มึนไปชั่วครู่

 

“พี่แป๊ว?! โอ๊ยพี่ เจ็บไหม? ผมขอโทษ”

 

แป๊วค่อยๆ เอนตัวลงนอนที่พื้นอีกครั้ง จะพูดว่าเห็นดาวนั่นก็ใช่.. นอนมองดาวมาทั้งคืนแต่ดันได้ดาววิ๊งๆ เพราะหัวกระแทกมาเสียได้ ย้งก็ดันตื่นตูมเข้ามาจับมาเขย่าเขาจนมึนมากกว่าเดิม พูดอะไรไม่หยุดหย่อนจนชักจะหงุดหงิด แป๊วส่งเสียงในลำคอตอบรับกลับไป ฟังแล้วเหมือนกำลังขู่มากกว่าบอกว่าไม่เป็นไร ยิ่งชายหนุ่มเหนือกายพยายามพูดถามไม่หยุดหย่อนยิ่งอยากจะอุดปาก ถึงแป๊วจะอยากหาคำพูดออกมาโต้เถียงแต่อาการมึนงงนั้นทำให้ต้องเรียบเรียงคำพูดสักพักหนึ่ง เขายกแขนข้างถนัดขึ้นคว้ากอดร่างของย้ง กดให้ลงมานอนทับอยู่บนตัวโดยหวังว่าลูกน้องคนสนิทจะอยู่เฉยๆ และเลิกพูดจาวกไปวนมาเสียที

 

“เงียบปากได้สักทีนะไอ้ย้ง..”

 

“…….”

 

ที่ย้งยอมเงียบไม่ใช่เพราะกลัวแป๊วลุกมาตบหัวหรือกระทืบแต่ที่เขาเงียบเป็นเพราะภายในใจกำลังสับสน ว้าวุ่นและพยายามหาคำตอบจากเหตุการณ์ในตอนนี้ ถูกลูกพี่กอดนั่นก็ไม่เท่าไหร่แต่ถูกกอดทั้งที่นอนทับอยู่บนตัวอีกคน… เขาอยากจะสลบหนีหายไปเลย ควรอยู่ตรงนั้นต่อหรือควรลุกหนี? ยิ่งคิดยิ่งสับสนจนต้องกดใบหน้ามุดลงไปกับแผ่นอกของอีกคนไม่ยอมพูดจา

 

“กุหายแล้วถ้าหากเมิงสงสัย”

 

แป๊วเลื่อนมืออีกข้างขึ้นลูบเรือนผมของชายหนุ่มแผ่วเบาดูเหมือนเป็นการปลอบให้เจ้าตัวคลายความรู้สึกผิด หารู้ไม่ว่าการกระทำนั้นกลับทำให้ย้งอยากอ้อนวอนให้แป๊วปล่อยตนออกไป อยากจะพูดบอกลูกพี่ตนว่า ‘ปล่อยผมเถอะพี่แป๊ว ผมทนไม่ไหวแล้ว’ เขาเขินจนทำอะไรไม่ถูกถึงเอาแต่นอนนิ่งเงียบซุกใบหน้าอยู่เช่นนั้น ความร่าเริงที่พร้อมกระโจนหาเจ้านายเหมือนลูกสุนัขตัวใหญ่ๆ ในตอนแรกนั้นมลายหายเป็นปลิดทิ้ง

 

“พี่แม่ง…”

 

“กุทำไม? พูดให้ดีๆ นะเมิง”

 

ย้งงึมงำพูดกับตัวเองพร้อมขยับใบหน้าไถไปกับเสื้อของอีกคน ถ้าหากถามว่าความรู้สึกที่รักและเชิดชูแป๊วนั้นมากล้นเพียงใดย้งก็คงพูดได้ว่ามันมากเกินจนเขาเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แค่แป๊วคอยใส่ใจและอยู่ด้วยกันสำหรับลูกน้องเช่นเขาเท่านี้ก็พอใจแล้ว

 

“ผมได้ยินเสียงหัวใจพี่โคตรชัดเลย”

 

ประโยคนั้นคือประโยคที่ชายหนุ่มพยายามพูดเบี่ยงออกจากประเด็นเดิม แต่เหมือนคำพูดของย้งจะทำให้ทั้งแป๊วและย้งต่างเงียบกันไปอีกครั้งเพราะเมื่อแป๊วถูกทักเรื่องเสียงหัวใจ ไม่รู้อะไรดลบันดาลให้เลือดสูบฉีดมากกว่าเคยทำเอาจังหวะการเต้นหัวใจนั้นถี่มากขึ้น แป๊วรู้ตัว.. และย้งเองก็คงจะได้ยินอย่างชัดเจน

 

“เมิงหุบปากไม่ต้องพูด”

 

กลับเป็นฝ่ายแป๊วที่ดักคอย้งไว้ล่วงหน้า ไม่รู้ว่าสำหรับแป๊วแล้วอาการแบบนี้เรียกว่าเก้อเขินหรือไม่ บางทีอาจจะพูดเพื่อตัดความรำคาญเรื่องการถูกเซ้าซี้หรือเอ่ยแซวซึ่งนั่นก็ทำให้ย้งนอนอยู่เงียบๆ ไม่พูดไม่จาปล่อยให้ชายที่มากด้วยอายุและประสบการณ์วางแขนกระชับกอดตนไว้เช่นนั้น

 

“พรุ่งนี้กุว่างถ้าหากเมิงอยากไปไหนก็ชวนกุมา”

 

ย้งไม่เคยนึกเลยว่าลูกพี่ของเขาจะเป็นฝ่ายชวนไปเที่ยวถึงจะเป็นประโยคโดยนัยแบบนั้นก็เถอะ เขาแอบยิ้มกับตัวเองทั้งที่กดใบหน้าอยู่บนแผ่นอกของอีกคน ดูเหมือนแป๊วจะกลายเป็นหมอนหนุนโดยสมบูรณ์แล้ว

 

“ผมไม่มีที่อยากไปเป็นพิเศษ..”

 

“งั้นกุนอนอยู่บ้าน”

 

“ฟังผมก่อนดิพี่!”

 

คนอายุน้อยกว่าถึงกับโวยวายขึ้นมาพร้อมยกใบหน้าขึ้นจากอีกคนในทันที เผลอทำหน้ามุ่ยไม่พอใจไปเสียอีก แป๊วก็ได้แค่กระตุกยิ้มแล้วหัวเราะหึกับตัวเอง ที่เขาชอบอยู่กับย้งอาจเพราะความรั้นๆ ในบางเวลาแบบนี้ด้วยหรือเปล่าก็ไม่อาจทราบได้ เขายันตัวลุกกลับมานั่งอีกครั้ง สายตามองสำรวจใบหน้าลูกน้องคนสนิทอย่างตั้งใจ

 

“ผมจะบอกว่าเราไปที่ธรรมดาๆ ก็ได้ ซื้อของดูหนัง หาอะไรกินกลับบ้านนอนกับพี่แค่นั้นพอ”

 

“กุตามใจเมิงเพราะเมิงเป็นคนชวน แต่กุสงสัยว่านอนกับกุเนี่ยหมายถึงนอนกับกุหรือนอนกับกุ?”

 

“ไอ้พี่แป๊ว!”

 

ย้งไม่ควรตอบสนองกับคำพูดหยอกล้อของแป๊วมากถึงเพียงนั้น ไม่รู้ทำไมถึงต้องแสดงอาการถ้าหากตนไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่าการนอนอยู่ข้างกัน ความรู้สึกที่มีต่อแป๊วดูเหมือนวันนี้มันจะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

 

“พี่แม่ง!! ผมก็นอนกับพี่ดิ หมายถึงนอนเฉยๆ พี่แป๊วแม่ง.. พี่แม่ง…..”

 

ชายหนุ่มไม่ยอมอยู่ตรงนั้นอีกต่อไปแล้ว สายตาที่จ้องมองและรอยยิ้มของลูกพี่ที่ตนเคารพรักทำให้รู้สึกไม่อยากสบตา ลุกหนีไปเลยในตอนนี้น่าจะดีที่สุดตัวเขาจะได้จัดการกับความว้าวุ่นและสับสนนี้ให้เรียบร้อยด้วย แป๊วเงยหน้ามองตามเจ้าของร่างที่มากด้วยรอยสักก่อนจะคว้าข้อมือนั้นไว้เมื่อกล่าวจนจบประโยค

 

“เดี๋ยวพรุ่งนี้หลังจากทำอะไรธรรมดาๆ ของเมิงเสร็จกุจะพาไปที่พิเศษๆ ของกุต่อ”

 

แป๊วไม่ได้พูดว่าที่พิเศษสำหรับเขานั้นคือที่ใด บางทีอาจจะเป็นสถานที่ที่พวกเขาทั้งสองไม่เคยไปมาก่อน คนอื่นอาจเรียกว่าธรรมดาแต่สำหรับแป๊วมันคงจะพิเศษถ้าหากมีย้งไปด้วย ทุกสถานที่ ทุกเวลามันพิเศษถ้าหากพวกเขาทั้งสองได้อยู่ด้วยกันเหมือนกับที่คนอื่นๆ ทำในวันหยุดแม้ว่ามันจะเป็นเพียงการนอนมองดวงดาวบนฟากฟ้าเหมือนกับคืนนี้ก็ตาม

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s