[AU-FARRELLETO]SOUP, CIGARETTES AND FIREARMS (2)

Standard

 

 

Title : Soup, Cigarettes and Firearms [2]
Paring : Vitaly Orlov / Harry Mitchel
Movie : Lord of War + London Boulevard
Rate : PG15
Writer : Zol Redfox

 

Soup Cigarettes and Firearms

*หมายเหตุ* เนื้อหามีส่วนที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติดและความรุนแรงโปรดใช้วิจารณญาณ

 

 

นับเป็นเวลาเกือบสองสัปดาห์หลังจากที่ ‘วิตาลี ออร์ลอฟ’ ลูกชายคนเล็กของครอบครัวออร์ลอฟ พ่อครัวประจำร้านอาหารเล็กๆ ในย่าน Little Odessa พบกับชายในชุดสูท ‘แฮร์รี่ มิทเชล’ ลูกค้าประจำเพียงหนึ่งเดียวของร้าน
ครั้งแรกที่ได้เผชิญหน้ากับมิทเชล เขายอมรับว่าหวาดระแวงและวิตกจริตเป็นอย่างมาก คิดว่าชายคนนี้คือลูกค้าของยูริจากธุรกิจค้าขายอาวุธ คิดว่าชายคนนี้คือนักฆ่าหรืออาจเป็นมาเฟียที่กำลังตามล่าพวกเขาอยู่… จนตอนนี้วิตาลียังคงรู้สึกเช่นนั้น
ในทุกวันมิทเชลจะสวมชุดสูทแสนคุ้นตาตัวนั้นมานั่งที่โต๊ะตัวเดิม ทานซุปกับอาหารรายการซ้ำเดิม มองออกไปนอกหน้าต่างราวกับรอคอยบางสิ่ง วิตาลีตั้งคำถามมากมายภายในหัว แม้ภายนอกจะดูไม่มีพิษภัยแต่เขาเชื่อว่าแฮร์รี่ มิทเชลคนนี้มีบางสิ่งซ่อนอยู่ แล้วสาเหตุใดถึงต้องหวาดระแวงมากถึงเพียงนี้?! ผ่านมาเกือบสองสัปดาห์แล้วควรเลิกคิดเรื่องพวกนั้นสักที อย่างไรแล้วย่านพักอาศัยที่พวกเขาอยู่ก็เกิดเหตุอาชญากรรมอยู่เป็นปกติ ไม่ควรแปลกใจเลย
“อาหารมาแล้ว..มิทเชล”
เจ้าของชื่อหันใบหน้ากลับมาทางต้นเสียง ชามอาหารถูกวางลงที่เบื้องหน้าวันนี้เชฟถือโอกาสนำเสิร์ฟด้วยตัวเองน่าประหลาดใจเสียจริง
“สวัสดีตอนบ่ายวิตาลี”
เขากล่าวทักทายตามมารยาทพร้อมมอบรอยยิ้มเล็กๆ ที่นานครั้งจะเผยให้คู่สนทนาได้ชม มิทเชลไม่ค่อยยิ้ม ยิ่งหากเป็นการหัวเราะแล้วคงเรียกว่ายากมากทีเดียว ดวงตาสีเข้มจดจ้องไปยังชายหนุ่มอย่างรอคอย อาจกำลังคาดหวังให้กระทำบางสิ่ง
“สวัสดี..ตอนบ่าย”
“นั่งด้วยกันก่อนดีไหม?” มิทเชลเป็นฝ่ายเชื้อเชิญ
“ฉันมีงานต้องทำในครัว”
“แต่ในตอนนี้ลูกค้าเพียงคนเดียวของคุณคือผม แถมเมนูของผมก็ได้ครบแล้ว”
วิตาลีส่งเสียงคำรามในลำคอ นั่นเป็นครั้งแรกที่แสดงท่าทางไม่พอใจใส่ลูกค้าเขาเผลอตัวไปหน่อย แต่แม้จะส่งเสียงคำรามกับทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมากเพียงใดวิตาลีก็ไม่ได้ดูน่ากลัวเลยแม้แต่น้อย มีครู่หนึ่งที่มิทเชลคิดว่าเหมือนลูกแมวกำลังขู่ และเขาก็ไม่ได้ตำหนิเรื่องที่อีกฝ่ายแสดงออกเช่นนั้น   เมื่อร่างของเชฟหนุ่มถูกทิ้งลงบนเก้าอี้แล้วแทนที่จะเริ่มบทสนทนาใดกลับมีเพียงความเงียบที่โอบล้อมพวกเขาทั้งสอง  วิตาลีนั่งมอง รู้แก่ใจว่าจ้องคนทานอาหารคงทำให้อึดอัดแต่กลับกระทำเช่นนั้นเพียงเพราะตั้งใจกดดันชายผู้นี้
“ทานกับผมได้นะหากว่าคุณหิว”
“ไม่ล่ะ อยากกินอย่างอื่น”
“อย่างเช่นอะไรล่ะที่คุณอยาก?”
มิทเชลทานอย่างไม่เร่งรีบมองแล้วอาจอธิบายได้ว่าดูสงบนิ่งและเบามือ ไม่มีแม้แต่เสียงช้อนส้อมกระทบกันหรือแม้แต่เสียงกระทบกับขอบชามซุป เขายังคงตักทานขณะรอคอยคำตอบโดยไม่กล่าวสิ่งใดบางทีคงทำให้ทราบเกี่ยวกับอีกฝ่ายได้บ้าง
“เนื้อลูกแกะหมักซอส ..ของร้านเนชั่นนอลและไนท์คลับ”
นั่นอาจไม่ใช่ของโปรดของชายหนุ่ม บางทีอาจเป็นของที่ต้องการทานในตอนนี้เพราะไม่เพียงบอกเมนูอาหาร วิตาลีถึงกับบอกร้านที่ต้องการไปทานเสียด้วย
“คุณน่าจะพาผมไปร้านนั้น”
“ห๊ะ?”
ดวงตากลมโตฉายแววฉงนแต่กลับแฝงด้วยความสนใจ เขาอาจกำลังวางตัวได้ไม่ถูกเมื่อถูกคนที่ทำให้ตัวเขาหวาดระแวงมาตลอดสองสัปดาห์กล่าวชวนไปทานอาหาร .. มิทเชลจะเดาว่าอีกฝ่ายกำลังตื่นเต้นแม้จะคาดเดาได้ยากว่าในตอนนี้ชายหนุ่มลูกชายร้านอาหารกำลังรู้สึกเช่นไรแต่จะพยายามคิดในแง่ดีนั่นคืออีกคนกำลังสนใจ
“บ้าน่ะ! นี่ตั้งใจหลอกไปใช่ไหมล่ะ? มีแผนอะไรอยู่ใช่ไหม?!”
น้ำเสียงที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่ากำลังรู้สึกเช่นไรถูกเปล่งออกมาเสียงดังแม้ว่าในบางมุมวิตาลี ออร์ลอฟจะคล้ายตื่นเต้นแต่หากสังเกตให้ดีแล้วแววตาที่สั่นไหวและหัวคิ้วที่ขมวดมุ่นเล็กๆ นั่นกำลังแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าชายหนุ่มกำลังวิตก  วิตาลีเป็นคนหนึ่งที่ทำให้มิทเชลรู้สึกว่าคาดเดาได้ยาก การอ่านชายผู้นี้นับว่าเป็นเรื่องยากเพราะไม่อาจแน่ใจได้ว่าการกระทำและความรู้สึกนั่นออกมาอย่างธรรมชาติหรือกำลังฝืน บางครั้งวิตาลีดูคล้ายจะมีอาการหลอนอ่อนๆ ผลพวงมาจากการเลิกเสพยาแม้ชายหนุ่มสัญชาติยูเครนจะพยายามเลิกหรือบำบัดแต่ผลสุดท้ายกลับไม่หายขาดเสียที หากความต้องการมาถึงขีดสุดเร็วๆ นี้คงได้ไปซื้อมาเสพอีกเป็นแน่
“วิตาลี! เอะอะอะไรใส่ลูกค้า?”
คุณนายออร์ลอฟซึ่งอยู่ที่โต๊ะถัดไปอีกฟากของร้านส่งเสียงบอกลูกชายคนเล็ก ลูกชายของเธอเอะอะจนเกินไปไม่เรียบร้อยเอาเสียเลย ดีใจอยู่หรอกที่วิตาลีมีเพื่อนแต่โวยวายโหวกเหวกเช่นนั้นอาจทำให้มิทเชลรำคาญก็เป็นได้
ชายในชุดสูทไม่ได้ตอบรับด้วยคำพูดเพียงแต่ยิ้มอย่างสุภาพเพื่อบอกกับเธอว่าไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ บางทีตนอาจชอบท่าทางที่แสดงออกของวิตาลี เขาหันกลับมาสบมองนัยน์ตาคู่สวยแต่แล้วกลับต้องละจากเมื่อเรือนนาฬิกาบนข้อมือขวาถูกยกขึ้นอ่านเวลา แบงค์และเหรียญสำหรับค่าอาหารถูกวางลงบนโต๊ะหลังจากกระเป๋าใส่เงินถูกนำออกมาจากเสื้อสูท มิทเชลลุกขึ้นยืน
“เจอกันพรุ่งนี้ ขอบคุณสำหรับอาหาร”
ทุกอย่างดูรวดเร็วไปเสียหมดมิทเชลสาวเท้าเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ท่าทางเช่นนั้นทำเอาวิตาลีใจแป้วขึ้นมา อยากจะรั้งอยู่หรอกแต่ไม่กล้าจะดึงหรือกล่าวคำพูดใดออกไป  ‘ไม่เอาสิ นั่นไม่พอใจจนรีบหนีเหรอ?’  ชายหนุ่มคิดกับตัวเอง นัยน์ตาสีฟ้าใสมองตามร่างนั้นไปพอรู้ตัวอีกทีก็มายืนติดกระจกมองอีกคนที่จุดมวนบุหรี่ขึ้นสูบอยู่ข้างรถคันหรู  มิทเชลในขณะนั้นกำลังทบทวนสิ่งที่ต้องทำในคืนนี้การสูบบุหรี่ช่วยให้เขามีสมาธิมากขึ้น  ควันบุหรี่ถูกปล่อยผ่านริมฝีปากออกมาแผ่วเบา ใบหน้าที่หันกลับมาพบท่าทางเหมือนลูกสุนัขหงอยๆ ของวิตาลีทำให้เผลอขยับยิ้มเล็กๆ เขาไม่อาจทราบได้ว่าวิตาลีกำลังคิดสิ่งใด ในตอนนี้อาจไม่มีเวลาให้คิดถึงมากนักเพราะอย่างไรแล้วท้ายที่สุดมิทเชลก็จะกลับมาที่ร้านแห่งนี้เสียอยู่ดี เขามีเหตุผลของตัวเอง..
“พรุ่งนี้แม่คิดว่าเขาจะมาไหม?”
น้ำเสียงที่แตกต่างไปจากเคยถูกเปล่งขึ้นให้ได้ยินนั่นอาจเป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ ในใจลึกๆ กลับพยายามบอกว่ามิทเชลต้องกลับมาอุดหนุนอีกแม้อาหารที่เขาทำจะไม่ได้อร่อยเลิศเลอ.. นั่นสิ อาหารไม่อร่อยแล้วโดนตะโกนใส่ไปแบบนั้นเผลอๆ อาจย้ายไปทานร้านอื่นแล้วก็ได้.. วิตาลีรู้สึกกังวลอาจจะกังวลมากเกินไป กระวนกระวายเสียจนต้องเดินออกนอกร้านไปสูบบุหรี่ให้รู้สึกผ่อนคลาย ภาวนาให้ตัวเขาไม่เดินไปซื้อยามาเสพก็พอ..
เข็มนาฬิกาบนข้อมือขวากำลังจะชี้เลขสามอย่างสมบูรณ์ มิทเชลพ่นลมหายใจแผ่วๆ เขายังคงอยู่ในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มตัวสวยเช่นที่ผ่านมา ในตอนนี้คือการรอคอย..รอเวลาที่ต้องสะสางงาน ถนนที่ไร้รถยนต์กับฟุตบาทที่ไร้ผู้คน บรรยากาศเงียบๆ ภายใต้ความมืดและไฟสลัวๆ ทำให้คิดอะไรได้หลายสิ่ง เขาถอนใจอีกครั้ง.. มวนบุหรี่ถูกหยิบออกจากซอง จุดสูบด้วยไฟแช็กที่พกพาเป็นประจำก่อนพ่นควันให้ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ระหว่างนี้ดันคิดถึงวิตาลี ออร์ลอฟขึ้นมาเสียเฉยๆ มิทเชลเพียงไม่เข้าใจว่าเหตุใดชายผู้นั้นถึงระแวงเขาถึงเพียงนั้น เดี๋ยวก็ระแวงเดี๋ยวก็สนอกสนใจ.. ท่าทางจะต้องเสพอะไรอยู่เป็นแน่
“ไม่น่าเลยเชฟ..” เขากล่าวออกมาแผ่วเบาเมื่อคิดเรื่องนั้นแต่แล้วเสียงอันแสนคุ้นหูกลับดังขึ้นจากทางด้านหลังดึงชายหนุ่มคืนสู่ความเป็นจริง หญิงสาวร่างสูงโปร่งปรากฏตัวขึ้นในชุดกระโปรงสีเงินตัวยาวมีประกายระยิบระยับเข้าคู่กับกระเป๋าราคาแพง รองเท้าส้นสูงคู่นั้นหากถอดออกคงจะตัวเล็กกว่ามิทเชลมากทีเดียว เธอยิ้มให้จางๆ
“ขอโทษที่ช้าจนป่านนี้นะ แฮร์รี่”
มิทเชลพยักหน้าเบาๆ โดยไม่ได้กล่าวต่อว่า มวนบุหรี่ถูกดับลงในท้ายที่สุดแม้จะสูบไปได้ไม่กี่นาที เขาพาเธอขึ้นรถหรูเปิดประทุนสีดำสนิทก่อนจะขับออกจากสถานที่แห่งนั้นในทันที พวกเขาทั้งสองไม่ได้คุยกันมากนักระหว่างเดินทาง ส่วนมากจะเป็นตัวหญิงสาวที่เริ่มหัวข้อสนทนา
“คุณน่าจะเข้าไปในงานกับฉัน มารอในที่เงียบๆ แบบนั้นถึงจะเป็นคุณก็เถอะมันอันตรายนะ”
“ระหว่างที่รอคุณผมก็ไปทำงานอื่นแล้วค่อยวนกลับมารับ อีกอย่าง.. ผมไม่ค่อยชอบงานสังสรรค์หรือพวกผับ ไนต์คลับ..”
“นั่นทำให้คุณนึกถึงอดีต” เธอกล่าวพร้อมหันไปยิ้มให้   “แบบนี้คุณจะพาสาวไปเที่ยวที่ไหนได้บ้าง? บ้านคุณ?”
เธอทำหน้าทะเล้นแล้วหัวเราะออกมาแถมยังไม่หยุดแสดงการหยอกล้อจนมิทเชลเผลออมยิ้มเล็กๆ นั่นทำให้ชายหนุ่มต้องปฏิเสธและท้วงออกไปบ้าง
“ผมมีที่สำหรับคู่เดทเสมอ”
“อยากรู้จังว่าผู้โชคดีคนนั้นคือใคร มาเดทกันไหมแฮร์รี่? ฉันอยากรู้ว่าคุณจะพาฉันไปไหน”
สิ่งที่ชายหนุ่มกระทำคือการกล่าวคำว่า ‘ไม่’ พร้อมสั่นศีรษะ อย่างไรแล้วพวกเขาทั้งสองคงจะทำเช่นนั้นไม่ได้ แม้หญิงสาวจะหยอกล้อและแหย่มากเพียงใดแต่มิทเชลยังคงปฏิเสธเสียอยู่ดี สุดท้ายเขาก็ขับมาถึงที่พักของเธอ บ้านหลังโตที่อยู่ห่างออกไปจากตัวเมือง
“ตอนนี้ดึกแล้วคุณขับรถฉันกลับเลยก็ได้หรือถ้าไม่กลับฉันจะไปเตรียมห้องไว้ให้”
“ผมขับกลับดีกว่า พรุ่งนี้เช้าจะขับมาคืน”
หญิงสาวเจ้าของรถยิ้มส่งท้ายแล้วตอบกลับด้วยคำเพียงสั้นๆ ว่า ‘ตกลง’ เธอยืนรอกระทั่งมิทเชลขับออกไปถึงกลับเข้าบ้าน
ขณะที่มิทเชลกำลังเดินทางกลับทางด้านวิตาลีในตอนนี้กำลังนอนกระวนกระวายอยู่ในห้อง จนป่านนี้เขายังนอนไม่หลับ.. ไม่รู้ว่าเพราะเรื่องมิทเชลหรือเป็นเพราะอาการลงแดงจากความอยากยา เขาทนไม่ไหวจนต้องหยิบบุหรี่มวนสุดท้ายขึ้นจุดสูบ ชุดที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อกับการสูดหายใจแรงๆ ยิ่งทำให้เขารู้สึกไม่สบายตัว ร่างกายกำลังตอบสนองบางสิ่งจนเริ่มสั่น เขาเขย่าขา มีบ้างที่สั่นศีรษะไปมาและส่งเสียงแปลกๆ  ‘อยาก..’ คือคำที่วนเวียนอยู่ในหัว นั่นเริ่มทำให้รู้สึกรำคาญจนส่งเสียงคล้ายกับร้องไห้ วิตาลีดับบุหรี่และเดินออกจากห้องไปเข้าห้องน้ำ ล้างตัวเสียหน่อยคงทำให้ดีขึ้น น้ำเย็นๆ ทำให้รู้สึกผ่อนคลายแต่คงทนได้ไม่นาน
เขากลับออกมาเช็ดเนื้อตัว สวมเสื้อยืดแขนสั้นกับกางเกงขายาวก่อนทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอีกครั้งพยายามข่มตาหลับแต่สุดท้ายอาการลนลานก็เริ่มแสดงออกอีกครั้ง วิตาลีคว้ากล่องบุหรี่ควานหาภายในนั้นเผื่อว่าจะหลงเหลือโดยลืมไปว่าก่อนหน้าได้สูบมวนสุดท้ายไป หากไม่มีอะไรดึงดูดความสนใจคงทนไม่ไหวเป็นแน่ สุดท้ายจึงกระเด้งตัวลุกจากเตียง หยิบเสื้อแจ็คเก็ตสวมกางเกงยีนแล้วออกจากบ้านไปตอนเวลาเกือบตีห้า รอบด้านเริ่มสว่างเสียแล้วแต่ตัวเขากลับยังไม่ได้นอนเลยให้ตายเถอะ..

 

To be continued…

 

ไม่คิดเลยว่าจะยาวครับ.. ตั้งใจไว้ว่า 3 ตอนจบแต่แค่ตอน Cigarettes ก็โดนตัดตอนแล้วไม่รู้ Firearms จะยาวไหมแต่ยังไงก็ต้องเขียนให้จบครับ OTL

 

[AU-Farrelleto]Soup, Cigarettes and Firearms (1)

Standard

 

Title : Soup, Cigarettes and Firearms [1]
Paring : Vitaly Orlov / Harry Mitchel
Movie : Lord of War + London Boulevard
Rate : PG15
Writer : Zol Redfox

 

Soup Cigarettes and Firearms

*หมายเหตุ*:  เนื้อหามีส่วนที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติดและความรุนแรงโปรดใช้วิจารณญาณ

 

 

 

Lord of War

 

 

ในนิวยอร์กมีร้านอาหารมากมายให้เลือกสรร ร้านอาหารราคาแพง ร้านอาหารราคาถูก แม้แต่ร้านอาหารราคาถูกแสนถูก แต่ละร้านมีจุดเด่นและการดึงดูดลูกค้าที่แตกต่างกัน ทั้งด้านรสชาติ บรรยากาศ สภาพแวดล้อมรวมถึงเรื่องบุคคลากรของแต่ละร้าน

Brighton Beach หรือ Little Odessa นับเป็นแหล่งของร้านอาหารที่หลากหลายแห่งหนึ่งในนิวยอร์ก หนึ่งในนั้นคือร้านอาหารเล็กๆ ของครอบครัวออร์ลอฟ

‘วิตาลี ออร์ลอฟ’ ลูกชายคนเล็กของบ้านคือพ่อครัวประจำร้าน ฝีมือทำอาหารของเขาไม่ได้ดีเลิศหรือสามารถแข่งกับใครๆ ได้ เรียกว่าพอทานได้อาจไม่ผิดเสียทีเดียว ทุกๆ วันวิตาลีจะทำเมนูอาหารซ้ำเดิมโดยเฉพาะเมนูซุปที่มักจะถูกพี่ชายอย่าง ‘ยูริ ออร์ลอฟ’ พูดใส่ว่า ‘ซุปของนายฆ่าคนตายได้’ หากเป็นไปได้เขาก็อยากจับพี่ชายคนนี้กรอกปากด้วยซุปจนหมดหม้อเลยทีเดียว

ร้านอาหารเล็กๆ ของครอบครัวออร์ลอฟไม่ได้มีลูกค้ามากมายเช่นร้านอื่น นอกจากเรื่องรสชาติอาหารแล้วยังมีเรื่องบรรยากาศของร้านและทำเลที่ตั้งอีกด้วยที่ทำให้บรรดาลูกค้าตัดสินใจไม่มานั่งร้านเล็กๆ แห่งนี้ บางวันพวกเขาก็ไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลยแม้แต่คนเดียว

แต่แล้ววันหนึ่งยูริกลับมองเห็นเส้นทางในการทำธุรกิจ เขาเลือกที่จะเข้าวงการตลาดซื้อขายอาวุธโดยมีน้องชายแสนน่ารักอย่างวิตาลีเป็นหุ้นส่วน ตั้งแต่วันนั้นครอบครัวออร์ลอฟก็มีเงินไม่ขาดมือ พวกเขาสองพี่น้องไม่เคยบอกพ่อกับแม่ และไม่มีวันบอก

อย่างไรก็ดีใช่ว่าการทำธุรกิจนี้จะราบรื่น ครั้งหนึ่งลูกค้าตัวแสบของพวกเขาทั้งสองกลับทำการซื้อขายด้วยโคเคน จ่ายด้วยสารเสพติดแทนที่จะเป็นเงินสดอย่างที่ตกลง นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของหลายๆ สิ่ง เมื่อการเสพโคเคนของยูริเป็นการเฉลิมฉลองแต่สำหรับวิตาลีแล้วนั่นเป็นการ ‘เสพติด’

วิตาลีเสพติดจนไม่อาจเลิกได้โดยง่าย เมาจนหัวทิ่มก็เคยมาแล้วหลายครั้ง มีความ ‘อยาก’ เสียจนคลั่ง เรียกว่าเสพติดเป็นชีวิตจิตใจ เขาไม่เคยลองมาก่อนแต่เมื่อลองแล้วครั้งหนึ่งกลับไม่อาจที่จะเลิกเสพได้เลย

ใบหน้าแสนน่ารักน่าเอ็นดูของน้องเล็กจากที่เคยมอมแมมเพราะการทำอาหารในครัวกลับเริ่มมีขอบตาคล้ำ พูดจาไม่เป็นศัพท์ เมาหัวราน้ำในทุกวัน จดจ่ออยู่กับโคเคนจนไม่เป็นอันทำงาน เหตุผลทุกประการทำให้ต้องถอนตัวจากธุรกิจและถูกส่งเข้ารับการบำบัด ยูริอาจนึกรู้สึกผิดอยู่ในใจที่ทำให้น้องชายต้องตกอยู่ในสภาพย่ำแย่หลังจากนี้เขาต้องเดินหน้าทำธุรกิจเพียงลำพัง ขณะที่วิตาลีเสพติดโคเคน ยูริอาจไม่ทราบเลยว่าเขาเสพติดการทำงานในสายอาชีพนี้

วิตาลีถูกทิ้งให้อยู่ในนิวยอร์กกับพ่อแม่ เข้ารับการบำบัดอยู่หลายครั้งแต่เมื่อออกมาก็ต้องกลับเข้าไปใหม่เพราะอาการเสพติดที่ไม่หายขาด เขาไม่อาจยับยั้งความ ‘อยาก’ นั้นได้เลย บางครั้งการทำงานในครัวก็สร้างความกังวลหลายอย่างแก่ผู้เป็นพ่อและแม่ บางครั้งวิตาลีเสพจนน็อคคาห้องครัว อาการหวาดระแวงและหดหู่แสดงเด่นชัดเมื่อพยายามเลิกยา ใช้เวลาอยู่หลายปีจึงหยุดความอยากนั้นได้บ้างแต่พอเที่ยวเล่นกับสาวๆ เขาก็ได้ยามาเสพอยู่เนืองๆ

หลังจากผ่านไปหลายเดือนเขาก็สามารถตั้งตัวใหม่ได้อีกครั้ง ลดความอยากเหล่านั้นได้มากกว่าเคย กลับมาทำงานครัวได้เช่นที่ผ่านมา แถมดันมีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นอีกด้วย วิตาลีเคยคิดว่าอาจเป็นเพราะผลจากการพยายามเลิกเสพโคเคน

“วิตาลี ออเดอร์เข้า”

ผู้เป็นแม่สอดใบออเดอร์ผ่านช่องเล็กๆ ที่เชื่อมระหว่างหน้าร้านและห้องครัวหลังกล่าวจบประโยค ชายหนุ่มเจ้าของชื่อคว้าจับกระดาษแผ่นนั้นเหน็บไว้กับเส้นเชือกเหนือเคาท์เตอร์เพื่อให้อ่านได้สะดวก นัยน์ตาสีสวยไล่อ่านอย่างถี่ถ้วน น่าแปลกใจที่ช่วงนี้เมนู ‘ซุป’ ที่ยูริเคยพูดว่าสามารถฆ่าคนตายได้กลับถูกสั่งออกไปเป็นประจำ นี่นับเป็นวันที่ห้าติดต่อกันแล้ว ทำลายสถิติเลย แอบดีใจอยู่เหมือนกัน

ลูกชายคนเล็กของบ้านมักจะใช้เวลาอยู่ภายในครัวมากกว่าหน้าร้าน เขาไม่ได้มีโอกาสพบหน้าลูกค้าเท่าใดนัก แต่อย่างว่า.. ร้านเล็กๆ ของครอบครัวออร์ลอฟหากไม่ใช่ลูกค้าที่ต้องการอาหารราคาถูกรองท้องก็คงเป็นนักท่องเที่ยวที่ไม่เคยรู้จักร้านของพวกเขามาก่อน ปกติแล้วคนที่มาทานมักจะมาทานเพียงสองสามครั้งก็หายต๋อม นั่นน่าน้อยใจอยู่มากทีเดียว

วันนี้วิตาลีค่อนข้างอารมณ์ดี ชิมซุปและพยายามปรุงให้อร่อยกว่าวันใดๆ เพื่อให้ลูกค้าพึงพอใจ.. เขาเชื่อเช่นนั้น แม้จะไม่อาจทราบได้ว่ารสชาติของซุปมื้อนี้จะถูกปากหรือไม่แต่ซุปถ้วยนั้นก็ถูกนำเสริฟพร้อมเมนูอาหารอื่น หวังว่าจะไม่ถูกด่ารอกนะ? ชายหนุ่มใช้เวลาอยู่ในครัวเช่นนั้นกระทั่งปิดร้าน

“วิตาลีวันนี้ลูกทำอะไรกับซุปหรือเปล่า ลูกค้าบอกรสชาติแปลกไป”

โอ้.. เอาแล้วไง.. เขากะพริบตาปริบๆ อยากจะทำเป็นไม่รับรู้เสียจริงเชียว

“ผมทำแบบเดิมนะ แบบที่ยูริบอกว่าฆ่าคนตายได้น่ะ”

“ลูกค้าบอกแปลกใหม่แต่ชอบแบบเดิมที่ลูกทำมากกว่า”

“ลูกค้าคนเดิม?”

เขาเริ่มตั้งคำถามด้วยความสงสัย การที่ทราบว่ารสชาติแปลกไปจะต้องเป็นลูกค้าที่มาเป็นประจำเป็นแน่

“คนเดิมตลอด ลูกคิดว่าเราจะมีลูกค้าประจำกี่คนกันเชียว?”

แปลกใจจัง.. วิตาลีมุ่นคิ้วเล็กๆ การที่มีลูกค้าประจำนั่นนับว่าดีอย่างน้อยก็มีเงินเข้าทุกวัน พรุ่งนี้คงต้องผละออกไปชะโงกหน้ามองดูเสียหน่อยว่าคือใคร อาการตื่นเต้นแสดงเด่นออกมาจนได้ ถึงช่วงนี้จะเลิกเสพโคเคนแต่อาการตื่นเต้นในตอนนี้ก็ดูไม่ได้แตกต่างเลย

คืนนั้นวิตาลีเก็บตัวอยู่ในห้อง อาการอยากยากลับมาอีกครั้ง เขาอดกลั้นและบังคับให้สู้ต่อความอยากแต่อาการหวาดระแวงกลับเข้ามาแทนที่ นี่เป็นผลจากการขาดยา

วันรุ่งขึ้นวิตาลีตั้งตารอลูกค้าคนนั้นจนแสดงท่าทางหลุกหลิกลนลานตลอดวัน อยู่ไม่นิ่งจนโดนผู้เป็นแม่ดุราวกับเด็กชายอยู่หลายครั้ง เขาอยากรู้นี่ว่าคนที่มาทานซุปเป็นประจำคือใคร อยากรู้จนเริ่มไม่เป็นอันทำงาน เมื่อไหร่ออเดอร์นั้นจะมากันนะ?

และแล้ว…วิตาลีก็ได้รับใบออเดอร์อย่างที่หวัง เมนูอาหารเดิมในทุกวันมีหรือจะจำไม่ได้ แม้บางครั้งจะมีอย่างน้อยหนึ่งเมนูที่เปลี่ยนไปแต่ทุกครั้งจะต้องมีซุปอยู่ด้วยเสมอ เขาทำตาโตมองกระดาษในมือราวกับถูกรางวัล ชูขึ้นเหนือศีรษะแล้วยิ้มร่าเหมือนเด็กชาย ในที่สุดออเดอร์ก็มาเสียที!

เขาลงมือทำอาหารราวกับคนเสียสติ แท้จริงแล้วในยามปกติช่วงนี้คงไม่ต่างเท่าไหร่.. เมื่อจัดการออเดอร์เป็นที่เรียบร้อยถึงพาร่างมาหลบอยู่หลังบานประตู แอบชะโงกแอบมองไม่ต่างจากเด็กชายที่มีความอยากรู้อยากเห็น เมื่อเห็นอาหารถูกนำเสริฟลงบนโต๊ะเขาจึงทราบได้ทันที

ชายหนุ่มมุ่นคิ้วเล็กๆ ไม่ได้แอบหวังไว้ว่าคือผู้หญิงหรือผู้ชาย อายุมากหรืออายุน้อยแต่ลูกค้าคนนี้กลับเหนือความคาดหมาย เขาหรี่ตามองอย่างกังขา ตั้งคำถามว่าใช่หรือ? คนนี้คือลูกค้าที่ชื่นชอบฝีมือการทำซุปจริงหรือ?

“แม่” ลูกชายคนเล็กกระซิบเรียก ตัวเขาก็ไม่ทราบว่าจะกระซิบด้วยสาเหตุใด “นั่นคือลูกค้าประจำเราเหรอ?” น้ำเสียงน่าหลงใหลถูกเปล่งขึ้นแผ่วเบา กระซิบกระซาบราวกับต้องการให้เป็นความลับแม้แต่กับพ่อที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ใกล้เครื่องคิดเงิน

“ใช่ ‘เขา’ นั่นแหละลูกค้าประจำ แล้วนี่เราจะกระซิบทำไมหื้ม?”

“เปล่ากระซิบนะ แม่ไม่ได้ยินเอง” วิตาลีท้วงกลับแล้วขยับถอยหลังเข้าห้องครัว ความตื่นเต้นกลับกลายเป็นความหวาดระแวง เขาแอบมองอีกครั้งผ่านช่องเล็กๆ ที่มักจะมีใบออเดอร์ลอดผ่าน

ชายผมสีอ่อนแซมด้วยสีเงินเทาๆ นั่งอยู่ที่โต๊ะข้างบานกระจก เขามองออกไปด้านนอก อาจกำลังมองร้านที่อยู่ฝั่งตรงข้าม แต่วิตาลีไม่ได้สนใจในเรื่องนั้น สิ่งที่ทำให้สนใจคือการแต่งตัวที่ดูมูลค่าสูงนั่นต่างหาก ชุดสูทสีน้ำเงินเข้มกับเนคไทที่เข้าคู่ เรือนนาฬิกาที่โผล่ให้เห็นบนข้อมือขวาก็ดูราคาแพง นี่เขาตั้งใจมานั่งร้านเล็กๆ แสนซอมซ่อนี่จริงหรือ? ยิ่งนึกยิ่งทำให้เริ่มกลัว เขาไม่เคยกลัวใครแต่อาการจากการที่ไม่ได้เสพยาทำให้หวาดระแวงใครต่อใครไปเสียหมด ยิ่งก่อนหน้านี้ตนทำธุรกิจเรื่องอาวุธกับยูริด้วยแล้วนั่นกลับสร้างความวิตกจริตมากกว่าเดิม ชายในชุดสูทราคาแพงที่ไหนจะมานั่งอยู่ที่ร้านอาหารรสชาติแย่ๆ แบบนี้กัน

“แม่” วิตาลีกระซิบเรียกอีกครั้ง ดวงตาคู่สวยมองลอดมาจากช่องรับออเดอร์จดจ้องไปยังผู้เป็นแม่ เธอขมวดคิ้วเล็กๆ พลางสั่นศีรษะ ไม่ได้แสดงความรำคาญใจแต่กำลังสงสัยว่าวันนี้ลูกชายตัวน้อยๆ ของเธอเป็นอะไรขึ้นมา

“เขาสวมสูทมาวันแรกหรือแต่งแบบนั้นมาทุกวัน?”

“แต่งแบบนี้ทุกวัน เราจะถามทำไมอีก? ไปๆ เข้าไปทำออเดอร์อื่นต่อ”

ชายหนุ่มไม่ได้กลับไปทำอาหารแต่อย่างใด เขาไม่มีออเดอร์ต้องจัดการ ในตอนนี้ถึงแอบมองอยู่หลังบานประตูครัว จ้องมองไม่วางตาราวกับกลัวว่าชายคนนั้นจะลุกมายิงตนได้ทุกเมื่อ .. ใช่แล้ว.. ปืน! ต้องมีปืนพกเอาไว้ ต้องเก็บไว้ใกล้ๆ ป้องกันตัว ถูกต้องแล้ว.. ต้องไปเอาปืนที่ยูริให้เป็นของขวัญมาใช้ เขาท่องวนไปมาอยู่ในหัวไม่ต่างจากคนขาดสติ ดวงตาเบิกโพลงมากกว่าเดิมด้วยอาการตื่นตระหนก ลุกลี้ลุกลนจนเผลอออกทางหน้าร้านแทนที่จะเป็นหลังร้าน

ร่างแสนมอมแมมที่กำลังเยื้องย่างเข้าหาทำให้ชายในชุดสูทเงยใบหน้าขึ้นมอง พวกเขาสบตากันในทันที เหมือนลูกค้าผู้นี้กำลังอ่านวิตาลีอยู่

Hamno! (Shit!) วิตาลีสบถในใจ ดันเผลอมองไปแล้ว ตายแน่! แถมยังละสายตาไปไหนไม่ได้ด้วย เหมือนโดนแช่แข็งอยู่ตรงนั้น เดี๋ยวสิ! นั่นมองแบบนั้นทำไม จะขยับไปไหน! นายกำลังหันมองใคร?

“พ่อครัว?” เขาหันไปถามคุณนายออร์ลอฟ คำพูดแรกถูกเปล่งออกมาจากชายในชุดสูท น้ำเสียงที่ฟังเป็นเอกลักษณ์นั่นเพียงคำเดียวก็ทราบโดยทันทีว่ามาจากเมืองผู้ดี

“วิตาลีทำตัวดีๆ หน่อย” ผู้เป็นแม่ส่งเสียงดุด้วยภาษาถิ่นแน่นอนว่าเจ้าลูกชายตัวแสบก็ตอบกลับมาด้วยภาษาถิ่นแทบจะทันที “ผมยังไม่ทันทำอะไรเลย!” ม่านตาของเขาขยาย ดวงตากลมโตพอเบิกกว้างแล้วกลับทำให้ดูน่ารักไปเสียอีก ชายในชุดสูทกำลังมองอย่างสนใจ

“ผมคุยกับเขาได้หรือเปล่าครับคุณนาย? ขอบคุณ”

เขากล่าวขอบคุณทิ้งท้ายเมื่อเธอพยักหน้ารับ แถมบอกให้เจ้าลูกชายนั่งลงเสียด้วย เธอกับสามีหลบไปนั่งอยู่ห่างๆ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาทแม้จะอยู่ห่างออกไปแต่วิตาลีกับลูกค้าก็ยังคงอยู่ในสายตา พวกเขากลัวลูกชายจะทำอะไรไม่ดีขึ้นมาเสียมากกว่า

“คุณออร์ลอฟ..”

“วิตาลี” ชายหนุ่มตอบกลับในทันที “คุณออร์ลอฟนั่นพ่อฉัน”

“วิตาลี” เขาทวนเบาๆ “ผมยินดีที่ได้พบกับพ่อครัวประจำร้าน” น้ำเสียงนั้นฟังน่าหลงใหล หากอีกฝ่ายไม่สวมชุดสูทจนดูเหมือนพวกมาเฟียหรือนักฆ่าวิตาลีคงรู้สึกยินดีมากกว่านี้

“ผมชอบซุปฝีมือของคุณมากและอยากจะทานแบบนี้ในทุกๆ วัน ผมถามสักหน่อยได้ไหมว่าวันนั้นคุณปรุงรสแบบพิเศษเพราะวันพิเศษหรือเปล่า?”

ที่ชายในชุดสูทกำลังกล่าวถึงคือวันที่วิตาลีพยายามปรุงรสให้อร่อยกว่าวันอื่นๆ อีกฝ่ายกำลังจะบอกว่ามันห่วยใช่ไหมนะ?

“ความลับทางการค้า”

ชายหนุ่มยกแขนคล้องกอดอก พยายามไม่แสดงท่าทีหลุกหลิกกระวนกระวาย หากจะตอบว่าปรุงเพื่อลูกค้าคนพิเศษมันก็จะฟังแปลกจนเกินไปถึงเลือกตอบบ่ายเบี่ยง

แม้ท่าทางของวิตาลีจะดูไม่ผิดแปลกแต่กลับดึงดูดสายตาของชายชุดสูทได้เป็นอย่างดี เขาจ้องมองอย่างสนใจ พยายามไม่จดจ้องจนดูเสียมารยาทเกินไป ทำไมชายหนุ่มตรงหน้าถึงแสดงท่าทีรั้นๆ ใส่เขากัน? นี่ไม่พอใจอะไรเขาอยู่หรือเปล่า

“แฮร์รี่ มิทเชลคือชื่อของผม”

เจ้าของชื่อกล่าวขึ้นเมื่อพบว่าวิตาลียังคงแสดงสีหน้ารั้นๆ ใส่ ทั้งขมวดคิ้วหรี่ตามองไม่หันไปทางอื่น แถมพอเริ่มขยับตัวก็ดันขยับตาม ดูกำลังหวาดระแวงเป็นอย่างมาก

“ทำอะไรให้อึดอัดหรือเปล่า?”

“นายคิดว่าไงล่ะ?”

Blyat! อยากจะถามจริงๆ ว่ามาแถวนี้เพราะธุรกิจหรือแค่ผ่านมา แต่พ่อกับแม่ดันอยู่ด้วยนี่สิ วิตาลีขมวดคิ้วหนักกว่าเดิมเคร่งเครียดจากความหวาดระแวงไปหมด

“คิดว่าคุณมีคำถามอยู่ในใจ ลองถามผมก็ได้”

มิทเชลสามารถอ่านท่าทางและสีหน้าของวิตาลีออกเพียงในระยะเวลาสั้นๆ เขาอ่านคนค่อนข้างบ่อยทีเดียว

“นายอยู่แถวนี้เหรอ?”

“ทางผ่านที่พักเลยมาแวะทานอยู่บ่อยๆ ถ้าจะถามต่อว่าทำไมอาจจะทำร้ายจิตใจกันเกินไป”

เขาค่อนข้างจะตอบดักคอเพราะแม้คำตอบของมิทเชลจะไม่ได้ถูกกล่าวบอกแต่วิตาลีนั้นก็ทราบอยู่แก่ใจ ร้านโล่งๆ แบบนี้.. ..

“ไม่เบื่อรึไงทานอยู่แต่ซุปรสชาติเดิมๆ หลายคนบอกห่วยเลยนะ”

“ผมชอบถึงได้ทาน อย่าประเมินฝีมือตัวเองต่ำนักเลย หลังจากนี้ผมจะยังคงมาทานเหมือนเดิม”

ไม่อาจทราบได้ว่าความหวาดระแวงของพ่อครัวประจำร้านอย่างวิตาลีจางหายไปเมื่อใด หลังจากถามเรื่องคาใจ? หลังจากถามเรื่องซุป? เขาคงหาคำตอบไม่ได้ในตอนนี้ ถึงจะคลายความกังวลมาได้บ้างแต่ไม่สามารถเปลี่ยนใจเรื่องที่แฮร์รี่ มิทเชลอาจเป็นผู้ซื้อหรือผู้ขายในวงการเดียวกันกับยูริ เขายังคงกลัวถูกเป่าสมองอยู่ดี

มิทเชลไม่ได้กล่าวคำพูดใดอีกหลังจากนั้น มือจับกระดาษทิชชูขึ้นซับริมฝีปากแทนการใช้ผืนผ้า วางเงินจำนวนหนึ่งลงบนโต๊ะและแยกอีกจำนวนหนึ่งไว้ตรงหน้าของชายหนุ่มที่ตอนนี้กำลังทำตาโตใส่

“นี่อะไร?” วิตาลีเขี่ยๆ แบงค์เพื่อนับ เขาพบว่าจำนวนเงินเกินมามากโข นัยน์ตาสีฟ้าใสมองตามร่างในชุดสูททีตอนนี้ลุกขึ้นยืนติดกระดุมเสื้อเตรียมออกจากร้าน

“ทิปส์ของคุณโดยเฉพาะ คุณคุยสนุกมาก”

อยากจะเขวี้ยงเงินใส่หน้าหมอนี่ชะมัด!! วิตาลี ออร์ลอฟได้แต่ส่งเสียงคำรามในใจ เขาไม่ใช่เด็กนั่งดริ๊งนะเว้ย!

“ถือเป็นค่าเสียเวลาที่ทำให้เชฟมานั่งอยู่ตรงนี้”

คำว่า ‘เชฟ’ ดูสร้างความพอใจให้แก่วิตาลีในระดับหนึ่ง ปกติคงไม่ได้ถูกเรียกด้วยคำคำนี้บ่อยนัก ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนในทันที

“ครั้งหน้าไม่ต้อง ฉันไม่อยากได้”

อยากได้สิวะ! เขาอยากได้จะตายชักแต่ไม่รู้ว่านี่มันสำหรับที่นั่งคุยจริงๆ หรือเปล่า ไม่ใช่มาหลอกตลบหลังว่าเป็นมัดจำอะไรหรอกใช่ไหม?

“ไว้ค่อยคิดอีกที”

มิทเชลตอบรับเพียงสั้นๆ แล้วดันประตูร้านเดินออกไป มาดผู้ดีแบบนี้ก็มีบ้างที่อยากตบให้คว่ำ วิตาลียืนแนบกระจกร้านมองออกไปยังชายในชุดสูทที่ตอนนี้หยิบแว่นกันแดดขึ้นสวม เหมือนว่ามิทเชลจะทราบถึงการกระทำเด็กๆ นั่นถึงหันใบหน้ากลับไปทางร้านก่อนสาวเท้าเดินออกจากถนนเส้นนั้น

“….”


ถ้าใครชม Lord of War แล้วจะทราบครับว่าคาแร็คเตอร์ตอนวิตาลีเสพยาและเลิกยาเป็นแบบไหน มีความสับสนในตัวเองดี เขียนไปก็สนุกดีนะครับดูสับสนชีวิต.. ส่วนมิทเชลนั้น โดยรวมมาดนิ่งมาก ยุ่งเกี่ยวกับแก๊งสเตอร์เป็นหลักเลย สวมสูทเดินไปเดินมาแต่ละทีดูดีมากๆ
ตั้งใจไว้ว่าจะ One-Shot แต่แล้วก็ออกมาเป็นแบบนี้ครับ ไม่จบอีก.. จงอย่าดองเลย #หิวข้าว #อยากชิมซุปฝีมือวิตาลี #มีปัญหากับตัวอักษรกับย่อหน้าอีกแล้วช่วยด้วยครับ #…

[PhoneBooth]The Video

Standard

Title : The Video
Paring : Bobby / Stuart ‘Stu’ Shepard
Movie : Phone Booth
Rate : PG15
Writer : Zol Redfox

 NOTE: มีภาพเพิ่มเติมที่ท้ายเรื่อง
ครั้งแรกที่ได้ยินว่ามีคลิปหลุดของ ‘หมอนั่น’ ออกมา เขาก็แทบจะระเบิดอารมณ์ด้วยหลายๆ เหตุผล .. ไม่สิ.. ความจริงระเบิดอารมณ์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เรื่องนี้ทำให้หัวเสียจนต้องยกเลิกงานตลอดวัน ถึงจะบอกว่ายกเลิกแต่เขาก็ทำเพียงตั้งค่าการโทรเป็นติดประชุมเพื่อไม่ให้ผู้ใดติดต่อมาได้ ระหว่างที่กำลังจัดการเรื่องวุ่นวายพวกนี้เขาควรส่งต่อภาระให้เป็นหน้าที่ของเด็กฝึกงานแทนคงช่วยผ่อนเบาเรื่องที่พับบลิคซิส (Publicist) เช่นเขาหายตัวไป นั่นเป็นความคิดเห็นของสตู
สจ๊วต ‘สตู’ เชพพาร์ด ผู้คนในสายงานวงการบันเทิงคงเคยได้ยินชื่อของชายผู้นี้มานักต่อนัก ชายผู้ที่ไม่ได้เด่นดังจากชื่อเสียงแต่เป็นเพราะความทะเยอทะยานมุทะลุและนิสัยที่ใกล้เคียงกับคำว่า ‘เห็นแก่ตัว’ คนอย่างสตูอาจเรียกได้ว่ามีนิสัยที่ก้าวร้าว ไม่ใช่ในเชิงการแสดงออกแต่เป็นคำพูดและการกระทำซึ่งมุ่งเป้าไปยังจุดหมายที่ถูกตั้งไว้เพียงเท่านั้น เขาต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เป็นกอบกำ อย่างไรแล้วสำหรับนิสัยเสียของสตูกลับมีข้อยกเว้นและข้อยกเว้นนี้ก็เกิดจากตัวบุคคลซึ่งเป็นใครไปไม่ได้นอกจากชายที่มีนามว่า ‘บ๊อบบี้’
บ๊อบบี้เป็นนักแสดงและนักร้องที่ใหม่กับวงการ เรียกว่าไม่ได้ดังเท่ากับดาราฮอลลีวู้ด เขากำลังค่อยๆ ไต่เต้าไปที่ละระดับ  งานแสดงนั้นก็ไม่ได้เด่นมากมายที่พอจะทำให้คนจดจำได้คงเป็นบทเพลงที่ขับร้องออกมาอย่างมีเอกลักษณ์ พวกเขาสองคนรู้จักกันได้อย่างไรนั้นไม่ใช่เรื่องที่ซับซ้อนมากมาย เหตุผลที่เข้าใจง่ายคือสตูชอบบ๊อบบี้ ถึงจะเหล่สาวอยู่เป็นปกติแต่เมื่อได้พบบ๊อบบี้สิ่งหนึ่งที่อยู่ในใจกลับบอกว่าชายคนนี้คือคนที่ตนสมควรจะปั้นให้เด่นดังและเหมือนกับว่าจะเป็นคนคนเดียวที่สตูสามารถช่วยเหลือไว้ได้ อาจเป็นเพียงคนเดียวและคนสุดท้ายสำหรับสตู เชพพาร์ด
ในตอนที่เริ่มได้ยินข่าวลือเรื่องคลิปของบ๊อบบี้นั่นถึงกับทำให้เขาหัวเสีย หัวเสียทั้งในฐานะเพื่อน ฐานะคนที่คอยดูแลและในฐานะนักประชาสัมพันธ์ที่พยายามจะดันอีกฝ่ายไปยังแนวหน้าแต่กลับมาสะดุดเพียงเพราะเรื่องจำพวกนี้ อย่างไรแล้วคนเช่นสตูคงไม่ปล่อยให้ข่าวลือนั้นเป็นเรื่องจริงขึ้นมา วันนี้ถึงต้องดั้นด้นโผล่หน้ามาหาจนถึงที่
   “บ๊อบบี้”
น้ำเสียงที่ไม่ต่างจากลูกผสมเปล่งขึ้นหลังจากบานประตูห้องพักถูกดันเปิด สตูเป็นไอริชโดยกำเนิดเสียงไอริชของเขาถึงเป็นเอกลักษณ์แต่เพราะอาศัยอยู่ในนิวยอร์กสำเนียงจึงไม่ต่างจากพวกนิวยอร์กเกอร์ด้วยเช่นกัน หากจะเรียกว่าลูกผสมคงไม่ผิดเสียทีเดียว    ชายในชุดเสื้อเชิ้ตสีเบอร์รี่คลุมทับด้วยชุดสูทถือวิสาสะก้าวเท้าเข้ามาในห้องพัก เหตุใดเขาถึงสามารถเข้ามาได้น่ะหรือ? เหตุผลเพียงไม่กี่ข้อสามารถเฉลยให้ได้รับฟังหนึ่งในนั้นเนื่องเพราะสตูมีกุญแจห้องพักเก็บไว้ในกรณีฉุกเฉิน  ฉุกเฉินที่ว่านั้นหนีไม่พ้นเรื่องอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับเพื่อนชาย
สตูกวาดสายตาไปรอบห้องที่มืดสนิท อา.. เวร.. นี่เหยียบอะไรไปวะเนี่ย? เขาบ่นกับตัวเองในใจเมื่อรองเท้าคู่โปรดดันเหยียบเข้ากับบางสิ่งที่ให้ความรู้สึกลื่นๆ เหมือนเป็นเมือก มือที่มักจะใช้คีบบุหรี่ควานหาสวิตช์เปิดไฟได้อย่างแม่นยำ เขาคุ้นเคยกับที่นี่พอสมควร แม้จะไม่ค่อยได้มาแต่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับบ๊อบบี้เขากลับจดจำได้แม่นยำกว่าเรื่องอื่น  เมื่อไม่พบวี่แววเจ้าของห้องเขาถึงก้มลงมองสิ่งที่ตนเพิ่งได้ทำการเหยียบไปเมื่อครู่ก่อน โอเค ให้ตาย… หมอนี่จะเล่นตลกกับเขาหรือยังไง?  อีกครั้งที่สตูต้องบ่นภายในใจ เมื่อทราบว่าเจ้าของลื่นๆ ที่ตนเพิ่งเหยียบไปคืออะไรก็ทำให้อารมณ์ที่ไม่ค่อยพอใจนั่นกลับมาอีกครั้ง
   “ให้ตายสิวะ!”
ครั้งนี้เขาเผลอหลุดสบถออกมา คงเพราะเริ่มหัวเสียจริงๆ เสียแล้ว ของใช้ที่ถูกปล่อยเกลื่อนเต็มพื้นนั่นทำให้รู้สึกขยะแขยงจนอดไม่ได้ที่จะเผลอหลุดปากออกมาด้วยคำว่า ‘Fuck’ อยู่หลายหน  ไม่ใช่สบถด้วยความรู้สึกต่อสิ่งของแต่อย่างใดแต่เป็นความรู้สึกที่มีต่อบ๊อบบี้ในยามนี้ เพื่อนของเขาในตอนนี้คิดสิ่งใดอยู่ นี่ถึงขั้นต้องเยียวยาแล้วใช่ไหม? นั่นสิ.. ต้องถึงขั้นนั้นอยู่แล้ว
   “ถ้านายยังไม่โผล่หัวออกมา..”
ไม่ทันที่ประโยคคำพูดจะสิ้นสุดร่างของนักแสดงหน้าใหม่ก็ปรากฏตัวขึ้น ทั้งที่ปกติบ๊อบบี้จะสวมชุดแจ็คเก็ตหนังและกางเกงเรียบร้อยแต่ในตอนนี้สภาพกลับดูไม่ได้ เรียกว่ายับเยินหรือเละเทะก็คงไม่ผิด…
   “สตู”
ชายหนุ่มสูดจมูกพร้อมกับยกแขนขึ้นกอดตัวเอง ลูบเบาๆ สัมผัสผิวหนังที่ไม่ได้ปกปิดด้วยชุดเสื้อผ้าแขนยาว ใบหน้าสวยที่เคยสดใสในตอนนี้หม่นหมองไปหมด ทรงผมกระเซิงจัดไม่เป็นทรงแถมดูจะซูบผอมไปพอสมควร .. ‘Oh Fuck..’ และเป็นอีกครั้งที่สตูสบถ สภาพของเพื่อนชายนั้นดูแทบไม่ได้เลย
   “อย่าบอกฉันว่านาย..เสพยา..”
   “เปล่า.. ไม่ ฉันไม่ได้ยุ่งกับของพวกนั้น”
เขาเชื่อในคำพูดของบ๊อบบี้อย่างไม่มีข้อกังขา ก็แค่เผื่อใจไว้เล็กน้อย.. สภาพของคนที่เพิ่งเจอเรื่องแย่ๆ มาก็คงทำให้สุดกู่ไปจนหมด
   “แล้วนี่มีใครอยู่กับนายในห้องไหม?”
   “ฉันอยู่คนเดียว”
ครั้งนี้บ๊อบบี้กลับตอบคำถามเร็วกว่าในตอนแรก มันควรเป็นเรื่องผิดปกติแต่สตู เชพพาร์ดกลับเลือกที่จะเชื่อในตอนนี้ เขาสาวเท้าเดินเข้าใกล้จนไปหยุดอยู่ตรงหน้าของอีกฝ่าย สำรวจมองใบหน้าและนัยน์ตาสีฟ้าใส แม้ปากอยากจะพาพูดถึงอะไรแย่ๆ แต่พออยู่กับชายคนนี้แล้วกลับปิดปากเงียบต่างจากเคย
   “ฉันได้ยินมาบางเรื่องเกี่ยวกับ..”
   “คลิปหลุด ฉันรู้แล้วสตู มันเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ”
   “แต่ยังไม่มีใครเห็นคลิปนั้น”
เวรกรรมจริงๆ พับผ่า! มือข้างถนัดถูกยกขึ้นกระแทกลงเบาๆ ที่หน้าผากของตน ไม่รู้ว่าในตอนนี้เขาควรจะอารมณ์ไหนระหว่าง โกรธ หงุดหงิด ไม่พอใจ หัวเสีย ห่วง หรือ.. หึงหวง..
   “และมันยังเป็นเรื่องที่ดีในระดับหนึ่งเพราะมีแค่คำพูดลอยๆ ไร้หลักฐาน..ตอนนี้ฉันอยากให้นายพูดถึงเรื่องนั้น”
ที่ต้องมาคอยกังวลไม่ใช่เพียงเรื่องอนาคตของบ๊อบบี้แต่เป็นเพราะเนื้อหาในคลิปนั้นมากกว่า.. นี่เขาดูจะทำหน้าที่ได้ดีกว่าผู้จัดการของบ๊อบบี้เสียอีก
   “นั่งลงก่อนแล้วฉันจะพูดให้ฟัง”
ชายหนุ่มเจ้าของห้องลูบแขนตนเองอีกครั้ง พยายามกอดร่างกายให้ความอบอุ่นแก่ตัวเองทั้งที่ห้องพักนั้นร้อนจนสตูเริ่มเหงื่อออก ในระหว่างนั้นเขารออย่างใจเย็น เหมือนว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่เรื่องธรรมดาเสียแล้ว แต่ก่อนจะได้รับฟังใดใดสตูกลับลุกขึ้นเดินไปยังห้องนอนที่เปิดประตูทิ้งไว้ บ๊อบบี้ไม่คิดกล่าวห้ามแต่อย่างใด ปล่อยให้เพื่อนสนิทเดินไปมาตามอำเภอใจ
สิ่งแรกที่สตูเห็นเมื่อก้าวผ่านมายังห้องนอนคือสภาพที่แสนจะเละเทะ ขวดเครื่องดื่มกับเตียงนอนที่หมอนกระจุยกระจาย ผ้าห่มก็ตกลงไปกองกับพื้น เหมือนว่าบ๊อบบี้จะนอนอยู่ที่มุมหนึ่งของพื้นใกล้กับตู้เก็บแผ่นเพลง เขามองสำรวจโดยรอบห้อง ทุกอย่างยังไม่ได้แตกสลายนั่นถือว่าเป็นเรื่องดี กีต้าร์ตัวแพงยังคงวางอยู่ข้างผนัง โปสเตอร์ภาพยนตร์และละครเวทีที่เจ้าตัวชอบก็ยังคงแสดงเด่นใกล้กับเครื่องดนตรีเช่นเดียวกับโปสเตอร์วงนักร้องที่บ๊อบบี้ชื่นชอบ
สตูใช้เวลาอยู่ภายในห้องนั้นไม่นาน .. ก็ตั้งใจไว้เช่นนั้นแต่สายตาดันเหลือบไปเห็นอัลบั้มภาพถ่ายที่เปิดทิ้งไว้ จะไม่ให้สนใจได้อย่างไรกัน? เขาถือวิสาสะจับเปิดไปทีละภาพ แอบยิ้มเล็กๆ เมื่อเห็นวัยเด็กของอีกฝ่าย หลายเหตุการณ์หลายช่วงเวลา ไม่นึกว่าจะยังเก็บภาพของเขาอยู่ด้วย ตลกจริงๆ .. นี่ควรถ่ายภาพคู่กันดีๆ หน่อยแล้วสิ  แต่แล้วรอยยิ้มนั้นกลับจางหายไป เหมือนว่าสตูจะเข้าใจและเดาบางสิ่งออก
   “ห่มไว้ให้อุ่น ฉันไม่อยากเห็นนายเข้าโรงพยาบาล”
ผืนผ้าห่มถูกห่อคลุมร่างชายหนุ่ม สตูผละไปหยิบยาจากชั้นวางที่ห้องครัวพร้อมกับน้ำดื่ม รอให้ชายหนุ่มนักร้องจัดการตัวเองเสร็จสิ้นแล้วถึงกล่าวพูด
   “นายกำลังทำให้ฉันหัวเสียจริงๆ แล้วนะเพื่อน ฉันกำลังหาทางออกให้นายอยู่”
   “ฉันขอโทษสตู ฉันไม่ระวังเอง”
   “ช่างมัน.. ฉันจะหาทางแก้ไขให้นายไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น เข้าใจไหม? ฉันทำให้นายได้ทุกอย่างบ๊อบบี้”
อย่างที่สตูพูด คนเช่นเขาจะทำเรื่องนี้เพื่อบ๊อบบี้ คนเช่นสตู เชพพาร์ดที่ไม่เคยทำเรื่องใดให้กับใครเลยสักคน ทุกสิ่งที่เขาทำมักมีผลประโยชน์และผลตอบแทนกลับตอบมาเสมอแต่ครั้งนี้นั้นต่างกัน
   “เอาเบอร์ ‘เขา’ มา”
บ๊อบบี้สะอึกไปชั่วครู่ การที่ประโยคนั้นเจาะจงว่า ‘เขา’ แสดงว่าสตูรู้เรื่องนี้แล้วหรือ? แววตาที่จ้องมองมาหาไม่ได้แสดงอาการตำหนิ ไม่แม้แต่แสดงออกถึงอารมณ์อื่นๆ นอกจากความกังวล แล้วทำไมถึงต้องถามสตูกลับไปว่า “เขาไหน?” ด้วยนะ
   “เทรนเนอร์ของนาย”
สตูพ่นลมหายใจออกยาวๆ แล้วกล่าวต่อ
   “รีบส่งมาแล้วฉันจะไปจัดการ ไม่กี่วันทุกอย่างจะเรียบร้อยโอเคไหม? ฉันรับประกันได้”
บ๊อบบี้ใจอ่อนในท้ายที่สุด ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองคนดูจะคล้ายเพื่อนแต่ก็เหมือนลูกค้าผู้ว่าจ้างสตูเสียมากกว่า บางทีก็ดูคลุมเครือมากเกินไปจนนักแสดงหนุ่มไม่อาจวางใจได้มาก ท้ายที่สุดแล้วสตูก็ได้รับเบอร์โทรของเทรนเนอร์ชายคนนั้น เขาถนัดนักกับการใช้โทรศัพท์ในการโทรและติดต่อใครต่อใครเพราะนั่นเป็นหนึ่งในหน้าที่ของอาชีพ
   “รอฉันติดต่อมาตกลงไหม? ตอนนี้นายควรหาอาหาร แล้วเลิกพาใครเข้าบ้านได้แล้ว ทั้งผู้หญิงผู้ชาย อย่าดื่ม พยายามทำตัวให้สดใสเพราะไม่แน่ว่านายอาจต้องมีถูกสัมภาษณ์แถมช่วงนี้ยังมีงานอยู่ บอกฉันทีว่านายเข้าใจ”
เสียงตอบรับกลับมาเพียงสั้นๆ “ฉันเข้าใจ” เช่นเดียวกับสตูที่กล่าวว่า “เก่งมาก” พร้อมทั้งส่งมือไปลูบศีรษะของอีกฝ่าย เรือนผมสีสวยนั้นไม่ว่าจะมองกี่ครั้งกลับทำให้ชื่นชอบเสียทุกที สตูประคองใบหน้าเพื่อนชายไว้เต็มสองมือ จับเบาๆ ให้แหงนมาตามแรง ตัวเขาที่ยืนอยู่ในตอนนี้โน้มใบหน้าลงใกล้ จุมพิตลงกับหน้าผาก ทำราวกับอีกฝ่ายเป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่ง เขาวาดแขนสวมกอดร่างตรงหน้าและกล่าวขึ้นอีกครั้ง
   “ทุกอย่างจะเรียบร้อย..”
   “ฉันรู้สตู”
   “พอฉันออกไปแล้วจะโทรสั่งอาหารเข้ามาให้ นายทำตัวหล่อๆ แล้วรอรับอาหารด้วย”
เขาผละออกห่างอย่างรวดเร็ว จัดชุดให้ดูดีสมกับราคาที่ซื้อมา เมื่อทุกอย่างดูจะลงตัวมากขึ้นสตูถึงก้าวเท้าเดินกลับไปยังประตูห้องและหันกลับมาเมื่อตะขิดตะขวงใจจนอยากจะพูดถึงสิ่งของใช้แล้วที่เกลื่อนอยู่เต็มพื้นห้องจนต้องเดินหลีก  “อ้อ.. แล้วก็ถ้าว่างแล้วหยิบถุงยางนายไปทิ้งด้วย เดี๋ยวคนส่งอาหารตกใจ”  ถึงจะอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้แต่นิสัยเสียที่มาพร้อมกับปากเสียๆ นั่นก็อดจะกล่าวไปไม่ได้ นั่นไม่ได้สร้างความไม่สบายใจให้แก่บ๊อบบี้เลย เจ้าตัวกลับขยับยิ้มเล็กๆ เสียอีก สุดท้ายบานประตูบานนั้นจึงปิดลงอีกครั้ง
สตูจัดการเรื่องเหล่านี้หลังจากกดสั่งอาหารให้กับบ๊อบบี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว การติดต่อไปยังเทรนเนอร์ไม่ใช่เรื่องยากแต่เรื่องที่นัดออกมาน่ะสิค่อนข้างยากอยู่พอตัว ถึงจะต้องใช้เวลาและถึงแม้สตูจะถนัดการใช้โทรศัพท์มากกว่าการเจอหน้าแต่เรื่องนี้อย่างไรแล้วก็ต้องออกมาให้เห็นกัน.. เขาต้องการเห็นหน้า ต้องการพบคนที่ทำให้บ๊อบบี้มีสภาพเช่นนั้น ต้องการเห็นคนที่บ๊อบบี้รู้สึกดีๆ ด้วย ความใกล้ชิดเป็นพิษร้ายอยู่เสมอ สองคนนั้นคงอยู่ใกล้กันตลอดเวลา ก็อย่างว่า.. เป็นเทรนเนอร์ส่วนตัว จะเจอกันประจำไม่เห็นแปลก สตูถอนใจยาวๆ ตัวเขาหากเป็นไปได้ก็อยากจะเจอเพื่อนชายคนนี้ทุกวันอยู่หรอก แต่ที่ทำได้ก็แค่โทรหาอย่างสม่ำเสมอเท่านั้นเอง
Fuck.. อีกครั้งที่เขาสบถ Fuck Fuck Fuck! และอีกหลายๆ ครั้งที่สบถเมื่อการพบเจอเทรนเนอร์ชายของบ๊อบบี้ดูจะไม่ใช่เรื่องง่ายเสียแล้ว คิดสิสจ๊วต สมองแสนปราดเปรื่องกับวาจาที่หว่านล้อมใครต่อใครนั่นมันทำให้ผ่านมาได้หลายเรื่องแล้วนะ ที่สตูกำลังกังวลนั่นไม่ใช่เพราะเทรนเนอร์ชายคนนั้นไม่คิดออกมาพบ แต่เพราะพบตัวอยู่ตรงหน้าตอนนี้ต่างหาก! เวร!! เวรของแท้! ก็คิดอยู่ว่าหุ่นจะต้องดีแต่นี่มันจะดีเกินไปหน่อยไหม? บ๊อบบี้.. นายชอบแบบนี้เหรอวะ?
เขาหงุดหงิดและลนลานจนต้องยัดมวนบุหรี่เข้าปาก ร่างของเทรนเนอร์ที่สูงกว่าเขาแถมมัดกล้ามใหญ่ๆ ดูอย่างไรแล้วเพียงตบเขาทีเดียวก็น็อคยาวไปเป็นปีแล้วมั้ง! อา.. หัวเสียชะมัดให้ตายเถอะ อารมณ์เหล่านั้นแสดงออกมาทางสีหน้าจนต้องเงยหน้าทำทีเป็นพ่นควันบุหรี่ เขาจะไม่รีรออีกแล้ว ไม่ควรช้าเกินกว่านี้เพราะไม่ทราบว่าชายตรงหน้าได้ทำอะไรไปบ้าง
   “ฉันจะเข้าประเด็นเลยตกลงไหม? เรื่องคลิปของนายกับคนของฉัน”
– – – – – – – – – – – – – – – – –
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นหลังจากผ่านไปหนึ่งวัน บ๊อบบี้ที่เริ่มขยับเขยื้อนร่างกายตามที่สตูขอดูมีชีวิตชีวาขึ้นเล็กน้อย คงเพราะได้พบกับเพื่อนสนิทแทนที่จะพบคนอื่น แถมได้รับฟังเรื่องดีๆ จากปลายสายเสียด้วย
   “เฮ้ สุดหล่อ.. ฉันจัดการเรื่องให้นายเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างเคลียร์ จบ ไม่มีอะไรต่ออีก”
นั่นเป็นเรื่องที่ดีทีเดียวหลังจากผ่านไปเกือบสัปดาห์ สตูจัดการให้เขาได้ในทุกเรื่องไม่เคยผิดหวังเลย บ๊อบบี้ดูสดใสขึ้นเมื่อได้รับฟังสิ่งเหล่านี้ ทั้งที่ตนควรจะจัดการได้ด้วยตัวเองแต่กลับต้องพึ่งสตูอยู่เสมอ เหตุผลนั้นมีหลายประการทีเดียว มันซับซ้อนสำหรับบ๊อบบี้และเทรนเนอร์คนนั้น
   “เงียบแบบนี้กำลังร้องไห้ตื้นตันอยู่ใช่ไหม?”
   “ไอ้บ้าสตู..”
   “อ้าว.. ก็ยังอยู่ดีนี่หว่านึกว่าจะสูดน้ำมูกหลังจากร้องไห้ด้วยความดีใจ”
   “ขอบคุณ..ฉันจะตอบแทนนายยังไงดี?”
   “แค่อย่ามีคลิปหลุดออกมาอีกยกเว้นกับฉันแบบนั้นโอเค อยากลองดูหน่อยไหม?”
   “เงียบไปเลย” เขาตอบรับด้วยน้ำเสียงดุๆ พอทุกอย่างดูผ่านไปอย่างราบรื่นสตูก็กลับมาพูดจาแบบนี้อีกเสียได้ บ๊อบบี้รู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาเลย เรื่องนี้ทำให้อีกฝ่ายพอจะรู้รสนิยมของเขาแล้วล่ะมั้ง
   “ฉันอยากรู้ว่านายจัดการเรื่องนี้ยังไง ถ้านายบอกฉันได้..”
   “มันอาจจะทำให้นายนอนไม่หลับเลยก็ได้นะบ๊อบบี้… ล้อเล่น.. ฉันก็ทำอย่างที่ฉันถนัด ให้นายเข้าใจว่าตอนนี้นายไม่ต้องกังวลอีกก็พอ”
   “ถ้านายว่างก็แวะมาหาก็ได้”
   “ฉันจะดูอีกที ส่วนนายรีบๆ จัดการมื้อค่ำแล้วเข้านอน พรุ่งนี้มีงานโปรโมทละครเวที”
   “สตู นี่นายปริ้นท์ตารางงานฉันรึไงวะ?!”
   “อะไรนะไม่ได้ยิน สัญญาณไม่ดีเลย ตู๊ดๆ”
แล้วเขาก็วางสายไปในที่สุด พอเห็นว่าบ๊อบบี้กลับมาตั้งตัวได้อีกครั้งก็พอจะวางใจได้ แต่ก็คงยังไม่เต็มร้อยทั้งสภาพจิตใจและร่างกาย เขาไม่อยากจะให้อีกฝ่ายรู้เลยว่าตนทำสิ่งใดไป มือข้างถนัดยกขึ้นขยี้ผมที่จัดทรงจนตอนนี้ลงมาปรกใบหน้า สตูถอนใจยาวๆ พร้อมหยิบมวนบุหรี่ขึ้นจุดสูบ ใบหน้าหันไปยังโต๊ะทำงานที่มีม้วนเทปวีดีโอวางทิ้งไว้พร้อมกับชื่อบนกล่อง ‘Bobby’
   “เวรจริงๆ”

บ๊อบบี้คนน่ารัก
tumblr_inline_nwt4ehxi2j1qz9244_540
คงต้องบอกว่าเล็งเขียนคู่นี้มานานแล้วครับ ถึงแม้จะมีแค่ Deleted scene แต่กลับกลายเป็นว่ามีอะไรมากกว่านั้นเยอะเลย ชอบบ๊อบบี้มาก ผมสวยมาก รัก ♥ ส่วนสตูนี่มาชอบตอนดูหนังล้วนๆ เลยครับ คาแร็คเตอร์สตูนี่ลูกหมาชัดๆ เหมือนแกร่งแต่ความจริงแล้วไม่ได้แกร่งถึงขนาดนั้น แค่สร้างเกราะไว้ให้กับอาชีพตัวเอง แถมในเรื่องนี่ช่างเป็นตัวละครที่เรียกว่า ‘ซวย’ มากจริงๆ ฮา
ที่มาเขียนประเด็นนี้เพราะตรงส่วนเนื้อหาที่ถูกตัดไปครับ มีประโยคตรงส่วนหนึ่งที่สตูพูดกับบ๊อบบี้ว่า ‘… tapes of you and YOUR MALE TRAINER’ แล้วด้วยที่ความสัมพันธ์ของตัวละครที่สนิทกันมากแถมเหมือนคอลินกับจาเร็ดมากๆ เลยคิดไปแล้วครับว่าเทปนั่นจะต้องเป็นอะไรที่ทำร้ายบ๊อบบี้เพราะดูหัวเสียมากตอนที่สตูพูดขึ้นมา ถึงขั้นเดินชนไหล่หนี ด้วยอำนาจแห่ง Farrelleto เลยคิดไปแล้วว่าเทปแบบนั้น ฮา

112

ส่วนเทรเนอร์หนุ่มคนนั้นใช่ว่าจะไม่มีนะครับ มีภาพเลย เหมือนจะคัดนักแสดงไว้แล้วด้วย *แปะ*

tumblr_inline_nwt4eptVNA1qz9244_500.jpg

ส่วนอันนี้เป็นเบื้องหลังตอนอยู่ด้วยกันครับ แต่ไม่มีในส่วนตัดเลยสงสัยว่ายังไงกันนะแบบนี้..?
tumblr_inline_nwt4dhasdB1qz9244_500.jpg
ครั้งหน้าหวังว่าจะเขียนอะไรที่เป็นตัวเองมากกว่านี้ครับ (?) หาโทนดาร์คของคู่นี้สักคู่ ความจริงก็แอบมองโจ๊กเกอร์กับเกรฟส์ไว้เหมือนกัน แต่พอเจอแฟนวิดคู่เรย์ (True Detective) กับโจ๊กเกอร์เลยคิดว่าคู่นี้ก็ไม่เลว ฮา