[Marvel]Ms.Marvel: Surfboard 

Standard
Title :  Surfboard
Pairing :  Kamala Khan l Ms.Marvel/ Carol Danvers l Captain Marvel + Dr.Walter Lawson l Captain Marvel
Comics : Ms.Marvel (Marvel Studio)
Writer : Zol Redfox
Note : กิจกรรม Week 6 ของ 
“I relate to that”

 

 

‘ฉันฝันมาตลอดว่าสักวันฉันจะได้พบกับฮีโร่ในดวงใจ ใครๆ ก็ต้องอยากเจอฮีโร่ของตัวเองถูกไหมล่ะ?!’

 

‘ฉันฝันมาตลอดเลย’

 

 

 

 

“คามาล่า!! ตื่นได้แล้ว ลูกมีนัดนะ คามาล่า ข่าน อย่าให้แม่เรียกซ้ำนะ!”

 

“ตื่นแล้วค่ะ!!”

 

เด็กสาววัยรุ่นกระเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียง ส่งเสียงตอบรับผู้เป็นมารดาแล้วรีบจัดการตัวเองอย่างรวดเร็ว แขนของเธอยืดไปคว้าจับสิ่งของขณะวิ่งเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำแต่งตัว ถูกต้องแล้ว.. แขนของเธอยืดได้ราวกับเป็นยางยืด หากใครไม่ทันสังเกตคงนึกว่าเธอคือ Mr.Fantastic จาก Fantastic Four แต่สำหรับคามาล่า ข่านแล้วเธอเป็นเด็กไฮสคูลลูกครึ่งอเมริกันปากีสถานธรรมดาๆ เท่านั้นเอง

 

….. ธรรมดา…..??

 

ทิ้งเรื่องความธรรมดาของเด็กสาวคนนี้ไปสักครู่ เราจะมาพูดถึงความไม่ธรรมดาของเธอกันต่อ คามาล่า ข่านคือเด็กสาวผู้โชคดีคนหนึ่งที่ได้ลุกขึ้นมาเป็นฮีโร่หลังจากที่เธอตามข่าวฮีโร่ในดวงใจอยู่นาน เธอไม่ใช่ใครที่ไหนเธอคือ ‘Ms.Marvel’ แถมชื่อตำแหน่งนี้ก็เคยเป็นของฮีโร่ในดวงใจของเธออีกด้วย

 

‘แครอล เดนเวอร์ส’ หรือที่เคยรู้จักกันในนามของ ‘Ms.Marvel’ ในตอนนี้ได้กลายเป็น ‘Captain Marvel’ เรียบร้อยแล้ว การได้ทำงานร่วมกับเธอหรือการได้เจอหน้าเธอคือความฝันของเด็กสาววัยรุ่นอย่างคามาล่า เธอรักแครอลและเธอก็รักมากกว่าใครๆ

 

 

 

 

“เราไม่ได้สายใช่ไหมนะ?”

 

คามาล่าถามกับตัวเอง ทั้งที่ก่อนออกจากบ้านเด็กสาวแต่งตัวด้วยชุดเสื้อผ้าธรรมดาแต่ตอนนี้เธอกลับสวมด้วยชุดสูทประจำตัวของ Ms.Marvel และกำลังนั่งจุมปุ๊กรอใครบางคนอยู่บนดาดฟ้าตึก

 

“วันนี้มาเร็วกว่าปกตินะมิสมาร์เวล”

 

เสียงของผู้มาเยือนกล่าวขึ้นที่เบื้องหลังของเด็กสาวเหนือขึ้นไปเล็กน้อย คามาล่าหันขวับกลับไปหาแทบจะในทันที เสียงที่แสนคุ้นเคยแต่ไม่ว่าเมื่อใดเธอกลับไม่คุ้นชินเสียที คนคนนี้คือคนสำคัญของเธอ

 

“แครอล!!”

 

คามาล่ากระโจนเข้ากอดร่างหญิงสาวอายุมากกว่าในชุดสูท Captain Marvel เธอผู้นี้เอง แครอล เดนเวอร์ส เธอผู้เป็นฮีโร่ของคามาล่า บุคคลที่คามาล่าต้องการจะเป็น เธอรักแครอลมากกว่าใคร (หากตัดปีเตอร์ พาร์คเกอร์ออกไปแล้ว)

 

กัปตันมาร์เวลลูบแผ่นหลังของเด็กสาว กระชับกอดเธอแนบกายก่อนผละออก สายตาของเธอสำรวจชุดและรูปร่างของคามาล่าอีกครั้ง เธอขยับยิ้มเล็กๆ แต่กลับถอนใจออกมาแผ่วเบาเมื่อคิดถึงบางเรื่อง ไม่ว่าเมื่อใดแครอลก็ไม่สามารถทำใจเรื่องชื่อเดิมของเธอได้ ‘Ms.Marvel’ ไม่ว่าเมื่อใดเธอก็ไม่คุ้นชิน และไม่ว่าเมื่อใดเธอก็ไม่คุ้นกับการเป็น Captain Marvel ตำแหน่งที่คนสำคัญที่สุดของเธอเคยเป็น ‘ด็อกเตอร์ วอลเตอร์ ลอว์สัน’

 

“พร้อมจะไปกันหรือยัง?”

 

“แน่นอนค่ะ! พร้อมจนไม่รู้จะพร้อมยังไงแล้ว วู้ว!!”

 

แครอลยกมุมปากขึ้นยิ้มอีกครั้ง วันนี้พวกเธอสองคนนัดกันไปเที่ยว นี่เป็นเรื่องแปลกสำหรับคนอย่างแครอลเพราะเธอไม่ชอบการพักผ่อนแต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลส่วนตัวหรือเหตุผลใดเธอกลับรับปากคามาล่าว่าจะไปเที่ยวด้วยกันกับเธอ นัยน์ตาคู่สวยยังคงจ้องมองเด็กสาวสมญานาม Ms.Marvel กระเป๋าเป้ใบใหญ่ทำให้เธอคาดเดาว่าคามาล่าต้องเตรียมของไปเยอะมากแน่ๆ

 

ฮีโร่ในคราบบุคคลธรรมดาๆ ทั้งสองเลือกการเดินทางแบบปกติ จะให้บินไปกลับสำหรับกัปตันมาร์เวลนั้นง่ายแสนง่ายแต่กับมิสมาร์เวลอย่างคามาล่าคงจะลำบากสักหน่อย ถือว่าพวกเธอจะได้ใช้เวลาร่วมกันมากขึ้นก็ไม่เสียหายอะไร

 

ระหว่างการเดินทางแครอลและคามาล่าได้สนทนากันหลากหลายหัวข้อ ไม่ใช่เพียงเรื่องของการเดินทางแต่เป็นเรื่องของงานและหลายๆ สิ่งที่เคยผ่านมาในชีวิตของคนทั้งสอง เรื่องของมิสมาร์เวลอย่างที่แครอลเคยเป็นและเรื่องของมิสมาร์เวลในสายตาของคามาล่า ข่าน

 

… แครอลเอ็นดูคามาล่า …

 

… คามาล่ารักแครอล …

 

เธออาจรักแครอลมากจนเกินไป

 

 

 

“ทะเล!!! วู้ว!!”

 

เด็กสาวส่งเสียงร้องพร้อมกับชูมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ การมาเที่ยวครั้งนี้จะต้องเป็นอะไรที่สนุกมากแน่ๆ เธอคิดในใจแล้วเริ่มกระโดดไปมาแถมประโยคคำพูดมากมายก็พรั่งพรูออกมาไม่จบเสียด้วย เราจะไปเล่นน้ำกันเลยไหม? เราจะไปไหนก่อน? ที่พักเราอยู่ตรงไหน? เราควรทำอะไรก่อนดี!? คามาล่า ข่านคนเก่งของเรากระตือรือร้นเหมือนลูกลิง แครอลส่งเสียงหัวเราะเบาๆ

 

“ฉันตั้งใจจะพาเธอไปเล่นกระดานโต้คลื่น สนใจไหมสาวน้อย?”

 

คามาล่าตาลุกวาว แครอลเห็นได้อย่างชัดเจนว่าดวงตาของเธอเป็นประกายระยิบระยับสงสัยจะอยากเล่นเสียเต็มที่ หลังจากตกลงกันเรียบร้อยสองสาวจึงนำกระเป๋าขึ้นเก็บบนห้องพัก พวกเธอสวมด้วยชุดสูทดำน้ำสีดำสนิทแถบสีน้ำเงินเข้ม กระดานโต้คลื่นถูกยกขึ้นหนีบข้างลำตัวพาเดินมายังริมทะเล ในตอนนี้กัปตันมาร์เวลและมิสมาร์เวลพร้อมจะลงทะเลกันแล้ว

 

“ครั้งแรกเลยใช่ไหม?”

 

“ครั้งแรกเลยที่ได้มาเล่นโต้คลื่นแถมมากับคุณด้วย”

 

เด็กสาวยิ้มแก้มแทบปริ ไม่ว่าอย่างไรแครอล เดนเวอร์สก็เป็นที่หนึ่งของเธอเสมอ

 

“ฉันยังจำครั้งแรกที่เล่นกระดานโต้คลื่นได้ คนสำคัญของฉันเป็นคนสอนเหมือนที่ฉันกำลังจะสอนเธอ”

 

คามาล่าทราบอยู่ลึกๆ ว่าเธอหมายถึงใครแต่คามาล่าเลือกที่จะไม่พูดถาม ถึงเด็กสาวจะดูกระตือรือร้นและยังอ่อนวัยไปบ้างแต่เธอเข้าใจและรู้ว่าเวลาใดควรพูดเวลาใดไม่ควรพูด เธอยิ้มกว้างพร้อมกับส่งเสียงตอบรับเพื่อให้แครอลทราบว่าเธอพร้อมแล้ว

 

“ถ้าพร้อมแล้วเราก็ไปกันเถอะสาวน้อย”

 

 

 

หลายปีก่อนหน้านี้
 

 

“คุณไม่เคยเล่นกระดานโต้คลื่นสักครั้งเลยเหรอแครอล?”
 

 

ชายหนุ่มกล่าวถามหญิงสาวคนสนิทที่เดินอยู่ข้างกาย เสียงคลื่นทะเลที่ซัดเข้าชายฝั่ง แรงลมที่พัดปลิวไสว กลิ่นน้ำทะเลและแสงแดดสร้างบรรยากาศให้แก่พวกเขาทั้งสองได้มากทีเดียว แครอล เดนเวอร์ที่มีผมสีบลอนด์ทองยาวจนถึงแผ่นหลังหันไปยิ้มให้กับชายคนนั้น เธอคิดอยู่ในใจว่านัยน์ตาสีฟ้านั่นช่างดึงดูดเหลือเกิน
 

 

“ไม่เลย ฉันไม่ได้มีโอกาสออกมาบ่อยๆ”
 

 

“ให้ผมสอนคุณดีไหม?”
 

 

“ตอนนี้เลยเหรอด็อกเตอร์ลอว์สัน?”
 

 

“ใช่ ผมหมายถึงตอนนี้เลย”
 

 

ด็อกเตอร์วอลเตอร์ ลอว์สันหรือที่รู้จักกันในชื่อของ Captain Marvel ส่งรอยยิ้มให้กับเธอ สำหรับแครอลแล้ววอลเตอร์เตอร์คือคนสำคัญ คือคนที่อยู่กับเธอมาตั้งแต่ต้นและพวกเขาทั้งสองก็ได้ใช้เวลาร่วมกันมาเนิ่นนานไม่ว่าจะในฐานะเพื่อนมนุษย์หรือในฐานะของ Captain Marvel และ Ms.Marvel เขาเป็นคนเดียวที่แครอลไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับใครได้ วอลเตอร์เป็นคนเดียวที่เธอรัก
 

 

“ถ้าพร้อมแล้วเราก็ไปกันเถอะสาวน้อย”

 

 

Generations-Captain-Marvel-Capt-Mar-vell-1-The-Bravest-Marvel-Comics-Legacy-spoilers-13

 

Advertisements

[Marvel]Ghost Rider: Curfew

Standard
Title :  Curfew
Pairing :  The story between Ghost Rider and Jack O’Lantern (Lucifer)
Comics : Ghost Rider (Marvel Studio)
Writer : Zol Redfox
Note : กิจกรรม Week 5 ของ 
 “I see dead people”

 

3012434-sovgrzsvsluciferjackolantern1122.jpg

 

 

ตอนเด็กๆ ผมเคยถูกพ่อแม่บอกว่าถ้าเป็นเด็กดื้อปีศาจจะมาหา ถ้าหากเกเรปีศาจจะมาหลอก ด้วยวัยกำลังซนผมกับเพื่อนที่กำลังถึงวัยอวดเก่งจึงพากันออกไปทำอะไรที่เรียกว่า ‘เจ๋ง’  ตอนกลางดึก …วันนั้นเป็นวันที่ผมจะไม่ลืมเลย…

 

Single Lane Bridge

 

“Man, are you sure your dad won’t–?”

 

“Stop worryin’ about it, okay? He’s not waking up before his alarm clock goes off at six.”

 

“Yeah! But what are we doing?”

 

“We are put after ‘curfew’. We are brekin’ the law!!”

 

คืนนั้นเป็นครั้งแรกที่พวกเราหนีออกจากบ้าน พวกผมตั้งใจหนีเที่ยวทั้งที่อายุไม่ถึงสิบขวบเสียด้วยซ้ำ ผมชื่อว่ามาร์คัสส่วนเพื่อนของผมชื่อดอนนี่ พวกเราเดินไปตามทางถนนมืดๆ ไร้จุดหมายเพียงคิดว่าหนีออกจากบ้านมาได้นั่นก็เรียกว่าเจ๋งแล้วสำหรับเด็กวัยเพียงเท่านั้น ผมรู้สึกเหมือนตัวเองโตเป็นผู้ใหญ่ ทำเรื่องแหกกฎเอาไว้อวดคนอื่นว่าผมเก่งแค่ไหนมันจะต้องเท่มากๆ ต่างจากดอนนี่ เขาค่อนข้างหวาดระแวง ผมไม่โทษเขาเลยที่จะคิดแบบนั้นเพราะนั่นเป็นครั้งแรกที่พวกเราหนีออกจากบ้าน ผมไม่รู้หรอกว่าหนีออกมาแล้วจะไปทำอะไร กว่าจะรู้ตัวก็เดินห่างจากบ้านมาไกลจนถึงสะพานข้ามแม่น้ำเสียแล้ว

 

แสงไฟสลัวที่แสดงเด่นอยู่ไกลสายตาภายใต้ความมืดทำให้พวกเรามองเห็นอย่างชัดเจน ดอนนี่แทบกระโจนหลบหลังพุ่มไม้เมื่อรู้ว่ากำลังจะมีรถมุ่งหน้ามาทางนี้ เขากลัวถูกจับและถูกทำโทษแต่ผมซึ่งรู้สึกว่าตัวเองนั้นฉลาดและเก่งกว่าดอนนี่กลับพูดขึ้นว่า

 

“It’s not a cop car, man. It’s not a car! There’s only one headlight, okay? Just a motorcycle.”

 

“Oh.. okay.”

 

ดอนนี่แสดงท่าทางโล่งใจเมื่อเขาได้ฟังผมพูดอธิบาย ถูกต้องแล้ว.. นั่นไม่ใช่รถยนต์ ไม่ใช่รถตำรวจ ไม่ใช่แม้แต่รถมอเตอร์ไซค์ด้วยซ้ำ ผมคิดผิด… คุณอาจนึกไม่ถึงว่าเด็กชายสองคนที่พยายามหนีเที่ยวกลางคืนครั้งแรกและครั้งสุดท้ายกำลังอ้อนวอนให้พวกเขาเจอรถตำรวจดีกว่าสิ่งที่ปรากฏให้เห็นตรงหน้า วินาทีนั้นผมไม่ทันได้คิดเสียด้วยซ้ำว่าสิ่งนั้นคืออะไร กว่าจะตั้งสติได้ผมก็ออกวิ่งโดยมีดอนนี่ตามมาไม่ห่าง แสงไฟที่เราเห็นเป็นไฟที่ออกมาจากหัวฟักทองขนาดใหญ่ …พวกเราถูกฟักทองเรืองแสงวันฮาโลวีนไล่หลัง! คุณอาจคิดว่ามันตลก แต่สำหรับผมแล้วผมรู้ทันทีว่าสิ่งที่พ่อกับแม่บอกเป็นเรื่องจริง ผมดื้อและเกเรปีศาจถึงตามตัวผม

 

หัวฟักทองนั่นไล่ตามเรามาติดๆ มันทำท่าเหมือนจะเขมือบเราเข้าไปให้ได้ ใบหน้าแสนน่ากลัวที่แสดงออกมาอย่างสยดสยองผมไม่มีวันลืมมันได้เลย พวกเราวิ่งมาถึงกลางสะพานผมตัดสินใจตะโกนบอกดอนนี่ ‘We gotta jump, Donnie!!!’ ร่างของผมกระโจนออกจากสะพานแทบจะทันทีที่ให้สัญญาณดอนนี่ว่า ‘Jump!!!’ ผมหล่นลงไปใต้น้ำ แสงสว่างวาบสีส้มเหนือผิวน้ำนั้นผมเห็นมันอย่างชัดเจน ใจของผมแม้จะรู้สึกกลัวแต่ก็ต้องพยายามเอาตัวรอด มันเป็นสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอด

 

ไม่กี่วินาทีหลังจากที่แสงสีส้มนั่นหายไปผมถึงพาตัวเองลอยกลับขึ้นมาเหนือผิวน้ำอีกครั้ง เจ้าแจ็ค โอแลนเทิร์นนั่นหายไปแล้ว

 

“Donnie!! Where are you!!?”

 

ไร้ซึ่งเสียงตอบรับจากดอนนี่ โชคยังดีที่ผมมองเห็นฟองอากาศและแขนที่ชูขึ้นมาเหนือน้ำ ผมรีบคว้าเขาไว้แล้วพากลับขึ้นฝั่งในทันที ถึงจะยากลำบากแต่ผมก็พาทั้งตัวเองและดอนนี่กลับขึ้นมาได้สำเร็จ วินาทีนั้นผมเชื่อสนิทใจว่าพวกเรารอดแล้ว แต่นั่นเป็นอีกครั้งที่ผมคิดผิด มือเล็กๆ ของผมสังเกตเห็นบางอย่างบนฝ่ามือรอยเลือดที่ไม่ใช่ของผม ผมแน่ใจว่าเป็นของดอนนี่  เขาบาดเจ็บ?!

 

“You are bleeding man. Are you—”

 

เสียงของผมเหมือนถูกกลืนหายไปเมื่อสายตาหันไปพบกับดอนนี่ ผมไม่สามารถพูดคำใดออกมาได้อีก ผมอยากร้องตะโกน อยากกรีดร้อง อยากร้องไห้ สติของผมแตกกระเจิงและตกอยู่ในสภาวะช็อค จะกรีดร้องตะโกนหรือร้องไห้ผมยังทำไม่ได้เลย ผมเหมือนกับหยุดหายใจไปแล้ว ใช่..ผมเหมือนกับหยุดหายใจแต่ดอนนี่… ดอนนี่เขาไม่อาจจะหายใจได้อีกแล้ว ผมช่วยเขาไม่ได้ไม่ใช่เพราะผมทำซีพีอาร์ไม่เป็นแต่ศีรษะของดอนนี่… ศีรษะของดอนนี่หายไป… ตรงพื้นหญ้านั้นมีเพียงรอยเลือดสาดกระจายกับร่างของอดีตเพื่อนชายของผม ผมตัวสั่นไม่หยุดไม่รู้ว่าเป็นเพราะความหนาวหรือเพราะความกลัว

 

ผมพยายามตั้งสติแต่มันทำได้ยากเมื่อเห็นร่างไร้ศีรษะของเพื่อนชาย กองเลือดที่กระจายอยู่บนพื้นทำให้ผมอยากถอยหนีและร้องไห้ ผมกรีดร้องอยู่ในใจภาวนาให้มันเป็นเพียงความฝันที่ผมจะตื่นขึ้นในตอนเช้า ผมภาวนาให้มันเป็นเพียงฝันร้าย… ในตอนเช้าผมจะพบกับดอนนี่ เขาจะยิ้มให้ผมและผมจะบอกกับเขาว่าเราจะเป็นเด็กดีและเชื่อฟังคำพูดของพ่อแม่ ผมอ้อนวอนอยู่ในใจแต่เหมือนไม่ใช่เพียงผมคนเดียวที่รับรู้ถึงความคิดเหล่านั้น

 

“I can live your life, Marcus.”

 

เสียงที่ทำเอาผมเสียวสันหลังวาบดังขึ้น ผมหันขวับกลับไปในทันที ‘แจ็ค โอแลนเทิร์น’ ที่ตอนนี้ลอยอยู่ตรงหน้าของผม มันกำลังพูด… ก่อนหน้านี้มันมีเพียงหัวฟักทองกับรอยยิ้มน่าสยดสยองแต่ตอนนี้ร่างของมันไม่ได้แตกต่างจากมนุษย์เลยแม้แต่น้อย ร่างของมันยืนอยู่บนสิ่งที่ช่วยให้มันสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระราวกับบินได้ แม้บนใบหน้าจะปรากฏรอยยิ้มแต่ผมเห็นชัดว่ามันฉีกยิ้มมากกว่าเคย

 

“But it will cost by your soul.”

 

“………”

 

“Deal?”

 

ผมตัดสินใจยื่นมือออกไปหาเจ้าแจ็ค โอแลนเทิร์น ผมไม่อยากตาย ไม่อยากให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นแต่ผมทำอะไรไม่ได้ผมเป็นแค่เด็กอวดเก่งคนหนึ่งเท่านั้นเอง หากว่าการทำสัญญากับความกลัวจะช่วยให้ผมรอดชีวิตผมก็จะทำ ผมไม่คิดลังเลในตอนนั้น มือของผมยื่นไปหาแจ็คโอแลนเทิร์นแต่แล้วเสียงบางอย่างกลับดังขึ้น ร่างของแจ็ค โอแลนเทิร์นถูกโอบล้อมด้วยสายโซ่โลหะอันใหญ่ มันพูดกับผม

 

“We will talk again, kid. SOON!”

 

ไม่ทันสิ้นสุดประโยคศีรษะของมันกลับหลุดออกจากร่าง แรงกระชากที่ลำตัวพามันลอยไปไกลโดยที่หัวยังอยู่ตรงหน้าของผม ผมอ้าปากค้างมองสิ่งที่เกิดขึ้น เสียงมอเตอร์ไซค์กระหึ่มดังมาจากอีกทาง ร่างของผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนนั้น เขาใช้สายโซ่รัดร่างของแจ็ค โอแลนเทิร์นและลากมันไถลไปกับพื้นถนนแสนขรุขระ

 

“I’m busy. Get me back there now.”

 

นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่ผมได้ยินจากแจ็ค โอแลนเทิร์น ผมไม่รู้ว่าในตอนนั้นกำลังคิดอะไรแทนที่จะวิ่งกลับบ้านผมดันวิ่งตามหลังมอเตอร์ไซค์คันนั้น กว่าผมจะตามมาทันร่างของแจ็ค โอแลนเทิร์นก็ลงไปนอนอยู่บนพื้น ผมเดาว่ามันถูกรถบรรทุกที่จอดอยู่ตรงนั้นชน ตอนนั้นผมรู้สึกมีความหวังอย่างน่าประหลาด ชายที่เข้ามาช่วยผม..ชายคนนั้นบางทีเขาอาจไม่ได้มาช่วยผม เขาอาจกำลังทำหน้าที่บางอย่าง

 

ทั้งที่ผมควรจะกลัวแต่ผมกลับไม่รู้สึกกลัวเลยสักนิด มันอาจจะเป็นความตื่นเต้น.. มันอาจจะเป็นอะไรสักอย่าง ผมอาจบ้าไปแล้วเพราะชายคนนั้นตามจริงดูน่ากลัวไม่ต่างกัน เขาเป็น ‘ปีศาจ’ ที่อยู่บนรถมอเตอร์ไซค์ ชุดหนังห่อคลุมร่างที่ไร้ซึ่งผิวกาย เขามีเพียงโครงกระดูก หัวกะโหลกของเขามีเปลวเพลิงลุกโชดช่วงจนผมรู้สึกได้ว่ามันร้อนมากกว่าที่เห็น นั่นใช่เพลิงจากนรกหรือเปล่า นี่…ผมตายแล้วหรือเปล่า?

 

“Devil you should go back to hell!”

 

“Hmm? What did you say?”

 

เจ้าโอแลนเทิร์นลุกขึ้นมาอีกครั้ง หัวฟักทองของมันแตกกระจายจากแรงกระแทกแต่ไม่นานก็กลับคืนสู่สภาพเดิม ชายในชุดเสื้อหนังคนนั้นดึงสายโซ่กลับเข้ามาเขาพูดอะไรบางอย่างผมได้ยินไม่ชัดเลยสักนิดเดียว ผมแอบอยู่แถวนั้นมองการต่อสู้ของปีศาจทั้งสองตัว คุณคงคาดไม่ถึงว่าการต่อสู้นั่นเหมือนกับหนังแอ็คชั่นหรือการ์ตูนเพียงแต่นี่เป็นโลกจริง ผมอยู่ท่ามกลางสิ่งเหนือธรรมชาติและผมจะไม่มีวันลืมมันเลย

 

“Nice… try … Devil.”

 

หัวกะโหลกเพลิงส่งเสียงออกมาคำต่อคำเมื่อแจ็ค โอแลนเทิร์นยิงลำแสงกระแทกอย่างแรง ผมเห็นอย่างชัดเจนว่าหัวกะโหลกนั่นแตกกระจายเป็นชิ้นๆ แต่หัวกะโหลกของเขากลับสามารถคืนสู่สภาพเดิมราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เขาเดินก้าวเข้าใกล้พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่น่าขนหัวลุกไม่ต่างจากเจ้าฟักทองนั่น

 

“But you’re only delaying the—”

 

“Inevitable? Yeah.. duh. Do you wanna know why?”

 

ผมเผลอกลั้นหายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า การปะทะกันของปีศาจทั้งสองเริ่มแผ่ขยายไปในวงกว้าง เสียงที่พวกเขาคุยกันผมได้ยินไม่ค่อยถนัด จับใจความได้แค่ว่าแจ็ค โอแลนเทิร์นต้องการสูบวิญญาณของทุกคนในเมือง Sleepy Hollow  ผมไม่อาจรออยู่ตรงนั้นได้อีก ร่างผอมๆ ของผมกระเด้งลุกขึ้นจากที่หลบซ่อนพร้อมก้าวเท้าออกวิ่งเพื่อกลับไปหาพ่อกับแม่เล่าเรื่องดอนนี่และสิ่งที่เกิดขึ้น ใครจะไปคิดว่าการตัดสินใจที่จะทำอะไรเจ๋งๆ เพียงครั้งเดียวจะเกิดเรื่องพวกนี้ขึ้นได้ ผมไม่รู้เรื่องราวหลังจากนั้นอีกนอกจากคำพูดปากต่อปากที่ว่ามีผีดิบผุดขึ้นมาจากสุสานมุ่งหน้าไปยังบ้านของนายอำเภอ เขาสู้สุดใจโดยมีปีศาจหัวกะโหลกนั่นคอยช่วยเหลือ

 

ผมคะยั้นคะยอให้นายอำเภอโอคอนเนอร์เล่าเรื่องให้ฟังทั้งหมดแต่เขาไม่เคยคิดเล่าเรื่องราวเหล่านั้นเลยหลังจากที่ทั้งหมดจบลง ความช่วยเหลือจากปีศาจกะโหลกไฟที่นายอำเภอเรียกว่า ‘Ghost Rider’

 

 

EPSON scanner image

[Marvel]Dark Reign: Frostiness (2)

Standard
Title :  Frostiness (2)
Pairing :  Victor Von Doom and Loki + Tony Stark
Comics : Dark Reign: The Cabal (Marvel Studio)
Writer : Zol Redfox

 

วันเทศกาลแม้จะเป็นตอนเช้าแต่กลับเริ่มครื้นเครงตั้งแต่หัววัน เสียงละเล่นและเสียงเพลงจากภายนอกปราสาทไม่ได้ปลุกให้วิคเตอร์ วอน ดูมตื่นขึ้นต่างจากเทพแอสการ์ดเช่นโลกิ โลกิในร่างของสตรีลุกขึ้นนั่งโดยมีเพียงผืนผ้าห่มคลุมปกปิดห่อตัวที่เปลือยเปล่า เธอหันใบหน้าคมสวยนั้นไปยังชายผู้ซึ่งนอนหลับอยู่ข้างกายมอบจุมพิตลงที่ข้างขมับก่อนจะขยับตัวลงจากเตียง ฝ่าเท้าที่เหยียบลงบนพื้นหินนั้นรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาแทบจะทันทีแต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของยักษ์น้ำแข็งเช่นเธอ เธอชอบความเย็น

 

ภายนอกกรอบหน้าต่างบานโตมองจากตรงนี้สามารถมองเห็นวิวได้ไกลสุดสายตา หากเป็นฤดูใบไม้ผลิคงจะสวยมากกว่าสีขาวโพลนที่ปกคลุมไปจนทั่ว อย่างน้อยที่หมู่บ้านก็มีสีสันสวยงาม คิดแล้วก็อยากเข้าไปก่อกวนเหล่าประชาชนเสียจริงถือว่าเป็นการปั่นหัวดูมอีกทางเพียงคิดก็สนุกขึ้นมาแล้วสิ มิดกาเดี้ยนแสนชาญฉลาดผู้นี้จะทำเช่นไรกันหากว่าเธอลงไปป่วน

 

“You got up early, Loki.”

 

น้ำเสียงยามตื่นนอนของวิคเตอร์ฟังดูเซ็กซี่กว่ายามปกติเสียอีก โลกิคิดเช่นนั้น เธอคลี่ยิ้มกว้างแล้วเดินลากผืนผ้าห่มกลับมายังเตียงนอนพร้อมทั้งทิ้งร่างลงทับผู้เป็นเจ้าของห้องโดยทันที ร่างเปลือยเปล่าของทั้งคู่เข้าสัมผัสกันอีกครั้งนัยน์ตาสีอ่อนของดูมสบมองมายังเธอราวกับกำลังตั้งคำถาม เหตุใดโลกิถึงเดินกลับมานอนทับบนตัวของเขา แม้จะไร้ซึ่งคำพูดกล่าวแต่เหมือนว่าเทพแอสการ์ดจะเข้าใจแม้เพียงสบตามอง

 

“It’s so cold. Hold me tight, Doctor.”

 

เธอยิ้มทะเล้นพร้อมทั้งเบียดกายเข้าหา ใบหน้าสวยวางลงแนบใกล้กับบ่าซุกอยู่ไม่ห่างรอวิคเตอร์ วอน ดูมโอบกอดร่างเปลือยเปล่าของเธอ การเสนอเรือนร่างไม่ได้ถูกตอบปฏิเสธ การที่ดูมโอบกอดเธอไม่ใช่เพราะทำตามคำสั่งแต่เขาต้องการกอด กอดที่อาจจะแฝงด้วยอารมณ์และความคิดบางอย่าง

 

“You need to have a bath.”

 

“Not now… I want to stay here. I don’t want to leave you.”

 

ประโยคคำพูดที่แม้จะพยายามแสดงออกอย่างยียวนกวนประสาทแต่กลับมีอารมณ์หนึ่งแฝงอยู่ภายใต้นั้น ดูมสัมผัสได้ เขารู้สึกและรับรู้ได้ การที่โลกิมาหาเขาที่นี่ในครั้งนี้ไม่ใช่เพราะต้องการพักผ่อนเพียงอย่างเดียว เธอต้องการพักใจ แม้จะต้องการรู้เรื่องที่อีกฝ่ายผ่านพบมาแต่วิคเตอร์กลับเลือกที่จะเพิกเฉย

 

“I must go.”

 

“Don’t leave me.”

 

แอสกาเดี้ยนกล่าวพูดขัดขึ้นแทบจะในทันที เธอหลับตาลงนอนทับอยู่บนร่างของจอมวายร้ายเช่นด็อกเตอร์ดูมโดยไม่คิดจะขยับตัวไปไหนในยามนี้ พวกเขาทั้งคู่คงอยู่เช่นนั้นไปอีกสักพักใหญ่จนกว่าจะมีใครมาเรียก

 

 

“Master Doom, it’s time to show you in the public.”

 

โบริส ชายชราคนสนิทเดินเข้ามาภายในห้องนอนขนาดกว้าง บนพื้นห้องมีชุดเสื้อผ้ากองวางไว้อยู่ที่มุมหนึ่งเขาทราบโดยทันทีว่าผู้มาเยือนจะสวมด้วยชุดเสื้อผ้าตัวใหม่ โลกิในตอนนี้กำลังแต่งตัวด้วยชุดสีเขียวเข้ารูปประดับตกแต่งชุดอย่างสวยงามจนใครต่อใครต่างต้องหันมองเมื่อพบเจอ ไม่นึกเลยว่าดูมจะมีชุดของเธอเตรียมไว้ให้ ขณะเดียวกันวิคเตอร์ก็จัดแจงตนเองจนแล้วเสร็จ เขาสวมด้วยชุดเหมาะกับฤดูกาล ชุดเสื้อคลุมที่มีขนสัตว์ฟูฟ่องเช่นเดียวกับตัวที่โบริสเดินนำไปคลุมให้แก่โลกิ

 

“You make me shy, Victor. We look like a King and Queen~ ”

 

เขานึกไว้แล้วว่าโลกิต้องกล่าวพูดออกมาเช่นนั้น ท่าทางของเธอดูดี๊ด๊ามากกว่าก่อนหน้า ดูมมองเธอไม่วางตา ชุดที่ตนสั่งตัดโดยเฉพาะนั้นเหมาะกับตัวโลกิอย่างพอดิบพอดี สายตาของดูมมองสำรวจเธออย่างครุ่นคิด พิจารณาถึงเรื่องอื่นหาใช่เรื่องของชุดเสื้อผ้าที่ตนทราบอยู่แล้วว่าจะต้องออกมาดูดี

 

“What are you thinking?”

 

“I think you should go with me. The Latverian will know who you are.”

 

“AHAM! Midgardian! Say it again. Show me to your people for what?”

 

ดูมไม่ได้กล่าวตอบแม้ว่าโลกิจะพยายามเข้ามาเย้าหยอกหรือเขี่ยนิ้วมือเข้ากับหน้ากากโลหะ เขากลับนิ่งเฉยราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ส่วนโลกิก็ยอมถอยห่างออกไปเอง การที่เธอเงียบไปนั้นไม่ใช่เพราะกลัวว่าวิคเตอร์จะรู้สึกกวนใจแต่เธอต้องการจ้องมองบุรุษข้างกายในทุกอิริยาบถ วิคเตอร์ยังคงดูน่าเกรงขามและองอาจ ไร้ซึ่งความอ่อนแอ การซ่อนสิ่งเหล่านั้นภายใต้ส่วนลึกของจิตใจกลับทำให้น่าค้นหามากขึ้นเธอต้องการจะเห็นความอ่อนแอนั้นของวิคเตอร์ วอน ดูม

 

แม้โลกิจะคิดกับตัวเองเช่นนั้นแต่สายตาที่จ้องมองกลับมองด้วยความรู้สึกความรู้สึกหนึ่ง เธอได้บอกกับวิคเตอร์ในสิ่งที่ต้องการกล่าวมาโดยตลอดเมื่อคืนวานนี้ ใจลึกๆ ก็แอบหวังให้อีกคนจดจำแต่ความเป็นจริงวิคเตอร์จะไม่มีวันจดจำคำเหล่านั้น วิคเตอร์จะไม่มีวันนึกถึงและนำข้อความเหล่านั้นกลับมาขบคิดเพราะอีกคนจะนึกอยู่เสมอว่าคำพูดที่ถูกเปล่งออกมาในสถานการณ์นั้นเป็นคำโกหก เป็นเพียงการเย้าหยอกตามประสาเทพีแสนเจ้าเล่ห์มากด้วยเล่ห์เหลี่ยมเช่นเธอ

 

โลกิไม่ได้เข้าไปเกาะแกะดูมในยามนี้แม้เธอคิดจะกระทำแต่สิ่งที่เธอแสดงออกคือการเดินขนาบข้างเจ้าของชุดเกราะตัวโต ไม่ว่าจะมองอย่างไรผืนผ้าคลุมของพวกเขาก็เป็นแบบเดียวกัน ดูมจงใจอย่างเห็นได้ชัด ครู่หนึ่งที่เธอนึกถึง ‘โทนี่ สตาร์ค’ ใครมีสิทธิ์ในตัวด็อกเตอร์ดูมมากกว่ากัน เทพแอสกาเดี้ยนเช่นเธอหรือมหาเศรษฐีอย่างโทนี่ สตาร์ค โลกิมั่นใจว่าคือเธอไม่ใช่มิดกาเดี้ยนขี้เต๊ะผู้นั้น

 

เธอคิดเข้าข้างตัวเอง ครั้งนี้เทพแอสการ์ดเช่นโลกิเป็นผู้ชนะ เธอขยับยกมุมปากอย่างพอใจ สตาร์คถูกเขี่ยทิ้งไปแล้ว ความจริงความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่เคยมีโอกาสเป็นไปได้เสียด้วยซ้ำตราบใดที่ยังถูกจั่วหัวว่าเป็นฮีโร่กับวายร้าย ผู้ที่มีสิทธิ์เหนือกว่ายามนี้คือเธอ ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับวิคเตอร์แน่นแฟ้นไม่เสื่อมคลายแม้จะคอยหักเหลี่ยมกันอยู่บ่อยครั้งแต่แผนที่แสนแยบยลมากมายกลับสร้างผลประโยชน์ร่วมกันมากกว่าการทำลาย ความสัมพันธ์ของพวกเขาถึงยืนยาวเสียยิ่งกว่าไอออนแมน

 

 

การที่ดูมจะสนใจและรู้สึก ‘ชอบ’ ใครสักคนน้อยนักที่จะไร้ซึ่งการแอบแฝงผลประโยชน์ ใช่ว่าโลกิจะไม่รู้เรื่องระหว่างโทนี่ สตาร์คกับวิคเตอร์ วอน ดูม บางโอกาสโลกิมักจะแวะเวียนมายังลัตวีเรียยามเมื่อรู้สึกเบื่อหน่ายหรือต้องการพูดคุยกับเพื่อนเก่า โลกิมักมาในรูปลักษณ์ที่หลากหลายบ้างก็แฝงเป็นลัตวีเรียน บ้างก็มาในรูปลักษณ์ของบุรุษรูปงามเดินเตร็ดเตร่ร่วมกับประชาชนของดูมแต่โดยส่วนมากโลกิมักจะเข้ามายังปราสาทโดยตรง เธอเคยมาในรูปลักษณ์ของบุรุษหลายครั้งแต่น้อยนักที่จะปรากฏตัวให้ดูมได้จับต้อง ที่น่าประหลาดใจคือหลานสาวของดูม ‘วัลเลเรีย ริชาร์ดส์’ รับรู้ได้ไวกว่าใครอื่น เด็กหญิงมักทราบอยู่เสมอเวลาโลกิอยู่ที่นั่น

 

ครั้งหนึ่งโลกิได้บังเอิญผ่านมาเยี่ยมเยียนลัตวีเรียในช่วงเวลาที่ดูมและสตาร์คใช้เวลาร่วมกัน ที่ที่สตาร์คอยู่ตรงนั้นเคยเป็นของเธอ มันเคยเป็นมาตลอดตั้งแต่ก่อนที่ ‘นอร์แมน ออสบอร์น’ หรือ ‘กรีนก็อบลินส์’ จัดตั้ง ‘The Cabal’ ขึ้นมา สถานที่นั้นทำให้โลกิและดูมมีโอกาสพบกันมากกว่าเคย  หลังจากที่ดูมออกจากที่นั่นดูเหมือนเธอจะหายหน้าหายตาไปนานจนเกินไป ที่ที่เธอเคยอยู่จึงถูกแทนด้วยมหาเศรษฐีอย่างโทนี่ สตาร์ค ไม่ใช่ความผิดของใครแม้แต่คนเดียว ความสัมพันธ์ในสถานะอื่นของพวกเขาทั้งสองไม่เคยชัดเจนต่อกันเลย

 

“You need me because you want me or you need me because you really need me, Doom?”
 

 

“Shut up, metal man. Doom will not answer your questions. Then stop asking.”
 

 

“Come on! You put me in so tell me!”

 

แน่นอนว่าวอน ดูมไม่ยอมพูดตอบแม้สตาร์คจะพยายามกล่าวถาม เมื่อถูกบ่ายเบี่ยงและเก็บเงียบไม่ปริปากพูดฝ่ายที่พูดไม่หยุดก็คือโทนี่ สตาร์ค อีกคนสาธยายเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์มากมายไม่มีทีท่าว่าจะหยุดต่างจากดูมที่นั่งท้าวแขนกับพนักโซฟาตัวโตฟังเสียงแสนน่ารำคาญของสตาร์คซึ่งนั่งอยู่บนเตียงนอนหลังโต

 

โลกิไม่ค่อยเข้าใจเรื่องที่ถูกกล่าวออกจากปากของบุรุษทั้งสอง สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทั้งสองกำลังทำร่วมกันนั้นคือเรื่องใด? นี่อาจเป็นสิ่งที่ทำให้เธอแพ้ทาง โชคยังดีที่วิคเตอร์มีความกระหายในเรื่องเวทมนตร์คาถา แม้จะเป็นนักวิทยาศาสตร์แต่เขากลับเรียนรู้ศาสตร์ที่เหนือธรรมชาติได้อย่างน่าทึ่ง ไม่นึกแปลกใจเลยว่าเหตุใดดูมถึงชอบที่จะจับสิ่งต่างๆ มาศึกษาและทดลอง ด้วยสาเหตุนี้เองที่ทำให้โลกินำสิ่งที่วิคเตอร์ต้องการมามอบให้ ‘แอสกาเดี้ยน’

 

 

“Loki”

 

“Yes?”

 

วิคเตอร์ ดูมเอ่ยเรียกเมื่อเห็นว่าเธอเงียบมาตลอดทางเดิน ภาพในอดีตหวนย้อนกลับคืนมาให้โลกิเห็นราวกับเพิ่งเกิดได้ไม่นานนี้ ดวงตาซึ่งไร้ความก้าวร้าว เกรี้ยวกราดแปรเปลี่ยนเป็นความห่วงใยแม้จะเพียงน้อยนิดแต่เธอกลับได้รับมันอีกครั้ง รอยยิ้มของเทพมุสาขยับยกเพียงเล็กน้อย ความอ่อนแอคือการแสดงออกอารมณ์ให้อีกฝ่ายได้รับรู้มากจนเกินไป โลกิไม่ต้องการเช่นนั้น แต่แม้จะพยายามปฏิเสธใจลึกๆ เธอกลับโหยหา.. เขาโหยหาไม่ว่าจะอยู่ด้วยรูปลักษณ์ใด ไม่ว่าจะสถานะใดที่พักใจของเธอยังคงเป็นที่ลัตวีเรีย

 

“You worry about me how sweet you are, Victor.”

 

“You have something in your mind. You are here because you need someone.”

 

“Today you think too much about me. What happened with real Victor Von Doom hmm?”

 

โลกิบ่ายเบี่ยงคำถามและคำตอบด้วยประโยคและรอยยิ้มแสนยียวน เธอแสร้งเป็นไม่สนใจข้อความที่ดูมพยายามจะสื่อถึง ยิ่งดูมซักถามและแสดงความห่วงใยมากขึ้นมันกลับทำให้หัวใจของเธอสั่นคลอน การที่เธอมาอยู่ที่ลัตวีเรีย การที่เธอตั้งใจมาอยู่ที่นี่เหตุผลที่ทำให้เธอไม่อาจทนอยู่กับมันได้ แม้โลกิจะโหยหาอ้อมกอดมากเพียงใดแต่กลับไม่สามารถร้องขอได้เลย เทพมุสาไม่สามารถแสดงออกถึงความต้องการเหล่านั้นได้ ผู้ใดที่แสดงความต้องการในตัวของอีกฝ่ายก่อนคือผู้แพ้ นี่คือกฎที่พวกเขาทั้งสองต่างรู้แก่ใจ ‘Stop asking.. Stop feels sorry to me Victor because I want you more.’ นั่นคือคำพูดภายในใจลึกๆ ที่ถูกแสดงออกในรูปแบบรอยยิ้มแสนเจ้าเล่ห์ของโลกิ

 

“We have a festival today you should go with me. I know the Asgardian like you love music and food.”

 

“You ask me for a date right?”

 

“Whatever you think. I’m just asking because you are my guest.”

 

ใบหน้าเปื้อนยิ้มของเธอดูมีความสุขมากกว่าเก่า ในใจก็อยากจะไปสร้างปัญหาให้แก่ดูมอยู่หรอกแต่คงทำได้เพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น หากเธอทำให้ดูมหัวเสียและโกรธขึ้นมาจริงๆ ครั้งนี้คงไม่มีสถานที่ใดให้เธออยู่พักใจเป็นแน่

 

หลังจากที่ดูมต้องพบปะเหล่าประชาชนและพูดสุนทรพจน์สั้นๆ โดยที่เธอยืนอยู่ข้างกายตลอดเวลา ในยามนี้จึงถึงเวลาที่จะพาโลกิออกไปยังหมู่บ้าน เดินเที่ยวเล่นงานเทศกาลแม้จะไม่ใช่วิสัยของดูมแต่คงดีกว่าจะเก็บตัวเพียงเงียบๆ ภายในปราสาท เหตุผลหนึ่งคือเขาต้องการโอ้อวดว่าลัตวีเรียยิ่งใหญ่ไม่ได้แตกต่างจากแอสการ์ด ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งคือต้องการให้เหล่าลัตวีเรียนเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างดูมและชาวแอสการ์ดยังคงเป็นไปด้วยดี โลกิเปรียบเสมือนตัวแทนประชาชนกลุ่มนั้น

 

งานเทศกาลดูครึกครื้นและรื่นเริงตลอดวัน เด็กๆ พากันวิ่งเล่นแม้อากาศจะหนาวเย็นมากก็ตาม ชุดตัวหนาของพวกเขาทำให้โลกิคิดอยากจะลองสวมใส่บ้าง ถึงจะคุ้นเคยกับอากาศเช่นนี้แต่เธอก็ต้องการความอบอุ่นเสียอยู่ดี เธอไม่นึกเลยว่าหลังจากผ่านอะไรหลายอย่างมาชาวลัตวีเรียยังคงมองเธอไม่ได้แตกต่างจากเคย พวกเขามองเทพที่มากซึ่งเล่ห์เหลี่ยมและกลอุบายราวกับเธอเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเล็กๆ แห่งนี้ โลกิไม่อาจปฏิเสธได้ว่านั่นทำให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นมา วิคเตอร์ไม่ได้โกหกเลยแม้แต่คำเดียว ลัตวีเรียยินดีต้อนรับเธอเสมอไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไหร่

 

ความสบายใจของโลกิทำให้ด็อกเตอร์ดูมไม่คิดเข้าไปขัด หากตัดเรื่องเทพออกไปแล้วโลกิไม่ได้แตกต่างจากมนุษย์คนหนึ่งแม้แต่น้อย เขาอยากจะวางใจในเรื่องนั้นแต่ก็ไม่สามารถทำได้เต็มร้อย ขณะที่ดูมคิดจะพักในหัวของแอสกาเดี้ยนผู้นี้อาจกำลังวางแผนบางอย่างอยู่ก็เป็นได้ ถึงพวกเขาทั้งสองกำลังพักแต่ก็ต้องมีแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินเสียอยู่ดี

 

“You are beautiful, my lady.”

 

“Thank you, young lady. I think you are so beautiful more than me.”

 

โลกิกล่าวพูดพร้อมมอบรอยยิ้มแลกกับดอกไม้ดอกเล็กที่เด็กหญิงมอบให้แก่เธอ โลกิอาจจะรู้สึกว่าเป็นราชินีของลัตวีเรียไปแล้วจริงๆ ก็เป็นได้ ชาวลัตวีเรียดูรักเธอ นอกจากนำของทำมือและอาหารมาให้แล้วพวกเด็กๆ ยังมาชวนไปละเล่นร้องเพลงเสียอีก ดูมไม่คิดปฏิเสธตราบใดที่โลกิไม่ได้ก่อความวุ่นวายให้แก่เขาและประชาชน

 

วิคเตอร์ ดูมไม่มีโอกาสอยู่ร่วมกับประชาชนของเขานานเท่านี้มาก่อนโดยปกติเขาเพียงพบหน้ากันสั้นๆ แล้วกลับไปวางแผนชั่วร้ายไม่ก็พักผ่อนสำหรับเตรียมพร้อมในหลายๆ เรื่อง เห็นได้ชัดว่าหลายคนยังรู้สึกเกร็งและเกรงกลัวอำนาจของวิคเตอร์ นั่นนับเป็นเรื่องที่ดีเพราะคนเช่นดูมไม่คิดจะก้มหัวให้ใครอีก อำนาจของเขาไม่ได้มาจากการกดขี่แต่มาจากการสร้างความเชื่อมั่นและเป็นที่ยอมรับ ดูมเคยอยู่ในช่วงเวลาที่เลวร้ายและตกต่ำดังนั้นเขาจึงพยายามไม่ทำให้ประชาชนต้องตกอยู่สภานการณ์เช่นที่เขาเคยผ่านมา

 

เวลาล่วงเลยไปหลายชั่วโมงจนท้องฟ้าเริ่มไร้ซึ่งแสงแดด อากาศเย็นตัวขึ้นในทุกขณะ ผู้คนเริ่มนั่งพักและดื่มทานอาหารสำหรับมื้อเย็น นี่คงถึงเวลาที่พวกเขาต้องกลับเข้าปราสาทแล้วเช่นกัน ดูมคล้องแขนกอดอกระหว่างยืนเฝ้ามองโลกิ เทพแอสการ์ดยังคงรื่นเริงเธอนั่งเล่าเรื่องราวมากมายให้เหล่าผู้คนของเขาได้รับฟังขณะดื่มเครื่องดื่มแถมเย้าหยอกหว่านเสน่ห์ใครต่อใครไปทั่วเสียอีก

 

“Don’t be jealous, Victor. I always choose you.”

 

โลกิกล่าวหยอกเย้าพร้อมทั้งเขี่ยปลายนิ้วมือลงใต้ปลายคางซึ่งถูกปกป้องด้วยชุดเกราะโลหะของดูม เธอคลี่ยิ้มยั่วยวนก่อนลุกขึ้นเดินนำไปเป็นคนแรก การใช้เวลากับเรื่องพวกนี้ทำให้เธอสบายใจ รู้สึกสนุกและผ่อนคลายจนต้องการอยู่ที่นี่ไปตลอด เธออยากจะอยู่ตลอดไปแต่ก็ทราบแก่ใจว่าคงเป็นไปไม่ได้ จอมวายร้ายอย่างพวกเขาทั้งสองมาอยู่ด้วยกันนอกจากจะถูกจับตามองเป็นพิเศษแล้วคงได้มีแต่ใครใครแวะมาเยี่ยมเยียนไม่หยุดหย่อน คิดแล้วก็น่าเสียดายอยู่เหมือนกัน

 

“If you choose Doom you will not go back.”

 

“Sorry..? What?”

 

“You are clever more than I think, woman. You know what I mention to.”

 

ประโยคของวิคเตอร์ทำให้เธอต้องแสดงสีหน้าประหลาดใจนั่นเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงมาก่อน มิดกาเดี้ยนผู้นี้คิดวางแผนอะไรอยู่เหตุใดจึงกล่าวบอกกับเธอเช่นนี้ สิ่งนี้หาใช่ความหวาดระแวงไม่ มันเป็นเพียงความคาดหวังภายในใจแต่กลับถูกคำมากมายพยายามบอกปฏิเสธและให้ล้มเลิก สิ่งที่ดูมตั้งใจจะสื่อถึงแท้จริงมันไม่มีทางเป็นไปได้เลย

 

“Oh? Is it a joke? It’s so funny, Midgardian.”

 

“Doom never lies. I am not you, Loki.”

 

“Shame on me.”

 

โลกิขยับยิ้มก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ แม้จะเป็นเรื่องแนวนี้แต่ดูมกลับไม่คิดเลิกจิกกัดแม้แต่น้อย คำที่บุรุษผู้นี้พยายามสื่อถึงแน่นอนว่าเธอเข้าใจแต่มันเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง เธอรู้สึกถูกสั่นคลอนเพียงเพราะสิ่งที่เธอได้รับและโอบกอดด้วยคำพูดจากบุรุษผู้ซึ่งเป็นที่รักของชาวลัตวีเรีย

 

“Do not leave this place.”

 

“Victor”

 

“…”

 

ไร้ซึ่งคำกล่าวพูดของพวกเขาทั้งสอง มีเพียงความเงียบและดวงตาที่สบมองกันและกันเพียงเท่านั้นที่สื่อถึง โลกิอยากจะหลบสายตาให้รู้แล้วรู้รอด สิ่งที่เธอคิดว่าวิคเตอร์จะไม่มีวันนำกลับมาไตร่ตรองดูเหมือนว่าเธอจะเข้าใจผิด ชายผู้นี้เข้าใจแล้วถึงสิ่งที่เธอพยายามบอกเมื่อคืนวานนี้

 

 

I will not ask again, Iron man.”
 

 

I want to see you. It’s too long… Last time we met …. I always think about you.”
 

 

ร่างของโทนี่ สตาร์คลุกขึ้นคลานเข้าใกล้ ท่อนแขนทั้งสองเข้าโอบกอดร่างของจอมวายร้ายจากทางด้านหลัง ครู่หนึ่งที่วิคเตอร์กลับนึกถึงช่วงเวลาเก่าๆ แต่เพียงสั้นๆ เขากลับสลัดความทรงจำเหล่านั้นทิ้งอย่างง่ายดาย วอน ดูมไม่อาจทราบได้เลยว่าภายใต้รูปลักษณ์ที่แสดงให้เห็นนั้น เนื้อแท้ไม่ใช่โทนี่ สตาร์คอย่างที่เขาแอบคิดหวัง ผู้ที่กำลังปั่นหัวเขาอยู่นี้คือเทพแอสการ์ดนามว่า ‘โลกิ’ และเขาผู้นี้ก็ตั้งใจพูดบอกในสิ่งที่เก็บไว้มานาน ทุกคำโกหกมักจะแฝงด้วยความจริงเสมอ

 

Tell me the truth, Stark. Why are you here?”
 

 

โลกิในร่างของสตาร์คเผลอขยับยิ้ม รอยยิ้มจางๆ ที่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกมากมาย เขากระชับกอดร่างนั้นไว้พร้อมกับเปล่งน้ำเสียงแผ่วเบาที่ข้างใบหูของวิคเตอร์ซึ่งไร้การปกปิดจากหน้ากาก
 

 

“I’ve missed you for so long. I need you.. You are the only one I want… I love you, Victor. I love you.”

 

 

[Marvel]Dark Reign: Frostiness

Standard

Title :  Frostiness
Pairing : 
Victor Von Doom and Tony Stark + Loki
Comics : Dark Reign: The Cabal (Marvel Studio)
Writer : Zol Redfox

Note : กิจกรรม Week 3 ของ 
“Walkin’ in a Winter Wonderland”

 

‘ลัตวีเรีย’ ประเทศเล็กๆ แห่งหนึ่งในแถบยุโรป ผู้คนมากมายไม่เคยได้รู้จักประเทศเล็กๆ แห่งนี้ตราบใดที่พวกเขาไม่ได้ให้ความสนใจชายผู้เป็นผู้ปกครองประเทศ ‘วิคเตอร์ วอน ดูม’ หรือที่รู้จักกันในนามของ ‘ด็อกเตอร์ดูม’ จอมวายร้ายชื่อดังที่มักจะพัวพันกับเรื่องใหญ่โตหลายๆ เรื่อง

 

ก่อนที่ดูมจะได้ปกครองประเทศเกิดของตัวเองเขาต้องพยายามทำหลายสิ่งเพื่อพิสูจน์ให้เหล่าประชาชนได้รับรู้ว่าคนเช่นเขาสามารถ ‘รัก’ ได้ เขามี ‘ความรัก’ ไม่ได้แตกต่างจากใคร รักผู้เป็นมารดาและบิดา รักประเทศบ้านเกิด รักหญิงสาวคนหนึ่งเสมือนผู้ชายทั่วไป รักที่ไม่สามารถเปิดเผยให้เหล่าวายร้ายหรือฮีโร่คนใดได้เห็น ดูมเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าความอ่อนแอ

 

พื้นหลังของวิคเตอร์มีน้อยคนนักจะล่วงรู้ว่าเคยเป็นยิปซีเร่ร่อนมาก่อนแต่ด้วยยุคสมัยและความทะเยอทะยานในแบบของวิคเตอร์ ดูมทำให้เขาเติบโตและกลับมาในฐานะ ‘ด็อกเตอร์’ ไม่ใช่เพียงในนามแต่ในฐานะชายผู้ซึ่งประสบความสำเร็จจากต่างประเทศ

 

เรื่องราวในอดีตมากมายถูกฝังกลบและไม่มีใครได้ล่วงรู้ ในตอนนี้เรื่องราวถูกเขียนขึ้นใหม่โดยมีด็อกเตอร์ดูมผู้ปกครองลัตวีเรียเป็นวายร้าย

 

ฤดูหนาวในเดือนพฤศจิกายน ลัตวีเรียไม่ได้หนาวเหน็บเช่นช่วงสิ้นปีหรือต้นปีแม้จะเป็นเช่นนั้นแต่ผู้คนกลับเริ่มสวมใส่ชุดที่หนามากขึ้นกว่าช่วงฤดูใบไม้ร่วง วิคเตอร์ วอน ดูมซึ่งอยู่บนระเบียงหน้าประตูบานโตทอดสายตาลงมองเบื้องล่าง ประชาชนของเขา บ้านของเขา ประเทศของเขา ลัตวีเรียมีเรื่องราวผ่านเข้ามามากมายและส่วนมากก็มักเป็นเรื่องราวที่ทำให้ประชาชนของเขานั้นล้มตาย

 

“Uncle Doom, you look sad.”

 

เสียงเล็กๆ ที่เจือด้วยความเศร้าถูกเปล่งขึ้นที่เบื้องหลังของบุรุษเจ้าของชุดคลุมสีเขียวใต้เกราะโลหะ ร่างเล็กๆ ของเด็กหญิงในชุดเสื้อฮู้ดสีฟ้าก้าวเดินเข้ามาใกล้ทีละน้อย เธอสอดมือเล็กๆ ไปหาพื้นผิวโลหะที่ปกคลุมฝ่ามือหนาของดูมไว้ ภายใต้หน้ากากนั้นดวงตาสีอ่อนสบมองเด็กหญิงตัวน้อยด้วยความแข็งกร้าวมากกว่าอ่อนโยน

 

“You need to rest.”

 

“Why are you here, young lady?”

 

“I can’t sleep. I wonder about you. Since ‘he’ has gone you..”

 

“Valeria”

 

ดูมกล่าวขัดด้วยน้ำเสียงที่ก้องกังวานและเปี่ยมด้วยพลังแม้ท่าทางและน้ำเสียงนั้นจะทำให้ใครต่อใครรู้สึกกดดันแต่สำหรับ ‘วัลเลเรีย ริชาร์ดส์’ วัยสามขวบผู้เป็นลูกสาวของรี้ด ริชาร์ดส์และซูซาน สตอร์ม เธอกลับไร้ซึ่งความกลัวเมื่ออยู่ต่อหน้าดูม เธอรู้ว่าดูมจะไม่มีวันทำร้ายเธอ

 

“You can tell me everything, uncle Victor. I am an only one  who always stand beside you. So… please tell me.”

 

“I know you are worry about me, Valeria. But Doom has one thing to do. It’s not for me it’s for them.”

 

ดูมกระชับมือเล็กนั้นไว้ก่อนจะอุ้มเธอขึ้นมาอยู่ในอ้อมกอด ที่เบื้องล่างนั้นเหล่าผู้คนของลัตวีเรียต่างกำลังตกแต่งประดับประดาด้วยสิ่งของมากมายเพื่อเตรียมสำหรับงานเทศกาล

 

“Our people need us. In the future you will know.”

 

“I don’t want to be a Queen of Latveria The throne belong to Kristoff, your son.”

 

“Clever girl.”

 

“I know.”

 

วัลเลเรียหัวเราะเล็กน้อย อย่างไรแล้วผู้ที่จะดูแลประเทศนี้ต่อจากดูมก็คือลูกชายบุญธรรมของเขาไม่ใช่เธอซึ่งเปรียบเสมือนหลานสาว

 

ก่อนหน้านี้สิ่งที่วัลเลเรียพยายามจะถามไถ่ผู้เป็นพ่อทูนหัวอย่างดูมคือเรื่องของ ‘โทนี่ สตาร์ค’ หรือที่ผู้คนต่างรู้จักกันในนามของ ‘Iron man’ โทนี่ สตาร์คและด็อกเตอร์ดูมมีความสัมพันธ์กันมาเนิ่นนาน พวกเขาทั้งสองต่างยกย่องกันและกันเพียงเงียบๆ อีกฝ่ายเป็นบุรุษที่ชาญฉลาดเทียบเท่ากับตน พวกเขาไม่เคยปริปากพูดออกไป

 

เหตุการณ์หลายเหตุการณ์ทำให้พวกเขาทั้งสองมาบรรจบพบกันเสียทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ เรื่องข้ามเวลาหรือแม้แต่เรื่องขโมยของ ทุกครั้งที่อเวนเจอร์สบุกมาที่ลัตวีเรีย โทนี่ สตาร์คจะเป็นผู้ที่เข้าหาดูมไม่ใช่ใครอื่น พวกเขามักพบกันในฐานะฮีโร่และวายร้ายแต่กลับมีหลายครั้งที่วิคเตอร์ วอน ดูมเสนอตัวช่วยเหลือสตาร์คโดยไม่เอ่ยกล่าว เขาปรากฏตัวขึ้น ณ สถานที่นั้นและหายไปราวกับไม่เคยอยู่ที่นั่น สตาร์คไม่อาจพูดกล่าวขอบคุณได้ทันท่วงที การหายตัวไปของดูมชักจูงให้ไอออนแมนต้องเดินทางมายังลัตวีเรียเสียทุกครั้งและแน่นอนว่าพวกเขาต่างใช้เวลาร่วมกันแม้เพียงสั้นๆ ดูมรู้แก่ใจว่าอีกฝ่ายมีใคร ความรู้สึกของพวกเขาทั้งสองไม่ได้หนักแน่นพอที่จะช่วงชิง ดูมไม่คิดช่วงชิง.. สถานะของพวกเขาจึงเป็นได้เพียงเท่านี้

 

 

“He won’t come back.”

 

วัลเลเรียหันใบหน้าไปหาชายชราที่เดินจูงมือเธอมาส่งเข้านอนหลังจากที่ดูมต้องผละไปจัดการเรื่องบางเรื่อง แท้จริงแล้ววอน ดูมต้องการอยู่เพียงลำพังในตอนนี้

 

“Mr.Stark will not come back.”

 

“Why?”

 

“Master Doom said ‘He is an Avengers.'”

 

‘โบริส’ ชายชราผู้เปรียบเสมือนพ่อบ้านของดูมกล่าวอธิบายให้เด็กหญิงวัยสามขวบได้รับฟัง ที่เขาจะสื่อถึงคือสตาร์คนั้นเป็นฮีโร่แต่วิคเตอร์เป็นได้เพียงวายร้ายไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด

 

 

“Uncle Doom is not an evil! He is a man. Just a man with kindly heart and …”

 

“Pride and wrath. He can’t removes it from his heart.”

 

“They do not know the real uncle Victor! Uncle Boris we could do something for him.”

 

“We can’t do anything, Valeria. Please go to sleep and forget this.”

 

วัลเลเรียมุ่ยหน้า เธอรู้สึกไม่พอใจเรื่องที่ไม่สามารถจัดการเรื่องเหล่านี้ได้ แม้จะชาญฉลาดเกินวัยและมากความสามารถแต่เรื่องความรักและเรื่องที่ผู้คนต่างเข้าใจมันคงไม่สามารถแก้ไขได้หากว่าดูมไม่คิดจัดการด้วยตัวเอง

 

ฤดูหนาวเดือนธันวาคมอากาศหนาวเย็นมากกว่าเคย ผืนหญ้าถูกปกคลุมด้วยสีขาวของหิมะกองโต สิ่งที่ช่วยขจัดความเหงาและความหนาวเหน็บเหล่านี้ได้คงจะมีเพียงงานรื่นเริงจากเทศกาลประจำปี วันหยุดที่เหล่าผู้คนได้สังสรรค์ใช่ว่าดูมเอาแต่ยืนมองจากที่ห่างไกล เขาเองก็ลงไปพบปะผู้คนรวมทั้งมอบสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ให้แก่ประชาชนของเขาด้วย

 

ชุดคลุมสีเขียวที่เคยพาดบังแผ่นหลังในตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นผ้าคลุมตัวหนาห่อด้วยขนสัตว์ แม้จะอยู่ภายใต้ชุดเกราะแต่ก็ใช่ว่าเขาจะรู้สึกอุ่นได้หากปราศจากไอร้อน

 

ในปราสาทของเขาดูมอยู่เพียงลำพัง วัลเลเรียเดินทางกลับไปแล้วเมื่อสองวันก่อนเพื่อฉลองกับครอบครัวแม้ว่าเธอจะคะยั้นคะยอให้ดูมกลับไปนิวยอร์กด้วยกันแต่เขายังหนักแน่นในการปฏิเสธ

 

“Father”

 

คริสตอฟผู้เป็นลูกชายกล่าวเรียกผู้เป็นบิดาด้วยความสุภาพ เขาแต่งด้วยชุดเต็มยศพร้อมเดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง นัยน์ตาสีอ่อนของดูมสำรวจมองลูกชายบุญธรรมเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย

 

“You look good today, Kristoff.”

 

“I appreciate that, father.”

 

พวกเขาทั้งสองไม่ได้กล่าวพูดสิ่งใดมากนัก สำหรับคริสตอฟแล้วแม้ตนจะเป็นหนุ่มและมีวุฒิภาวะมากกว่าวัลเลเรียแต่การอยู่ต่อหน้าของดูมผู้เป็นบิดาเขากลับเกร็งมากกว่าเวลาที่วัลเลเรียอยู่กับดูม

 

“If you…”

 

“Wish you have a good trip, son.”

 

วิคเตอร์ไม่ได้กล่าวคำใดอีก ไม่แม้แต่สนใจผู้เป็นลูกชาย นั่นอาจเป็นการวางตัวอย่างหนึ่งของด็อกเตอร์ดูมหรือบางทีเขาอาจพยายามปกปิดสิ่งที่เริ่มแสดงออกให้คนรอบตัวได้รับรู้ ไม่เพียงวัลเลเรีย โบริสและคริสตอฟที่จับความรู้สึกเขาได้ ดูมไม่อยากให้ใครล่วงรู้ความอ่อนแอที่อยู่ภายใต้หน้ากากโลหะนี้

 

ความหนาวเย็น ความหนาวเหน็บ บรรยากาศในฤดูหนาวคงทำให้อารมณ์คล้อยตามไปโดยง่าย เขาเลิกคิดถึงเรื่องเหล่านั้น สิ่งที่ต้องทำยังมีอีกมาก นอกจากประชาชนแล้วดูมยังมีเรื่องใหญ่ที่ต้องทำอยู่อีก

 

คืนก่อนวันงานเทศกาลด็อกเตอร์ดูมได้ตระเตรียมสิ่งของสำหรับงานไว้เรียบร้อยแล้ว อย่างน้อยตนก็สมควรทำอะไรที่ยิ่งใหญ่สมกับที่มักแสดงออก ชุดสีเขียวถูกถอดแขวนไว้ที่ราวเสื้อข้างโต๊ะกระจก ชุดเกราะโลหะถูกถอดออกทีละส่วนเพื่อเตรียมส่งตัวเองเข้านอน เรือนผมสีน้ำตาลเข้มค่อนไปทางดำถูกสางด้วยเรียวนิ้วเพื่อจัดให้เข้าทรง หน้ากากที่เคยบดบังใบหน้าถูกวางลงที่โต๊ะข้างหัวเตียง เขาพร้อมที่จะทิ้งตัวลงนอนแล้วแต่สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจทำให้ตนกระทำดังที่หวังได้คือเสียงปริศนาซึ่งดังขึ้นมาทักทายจากทางด้านหลัง ดูมไม่ได้หันใบหน้าซึ่งไร้การปกปิดไปหา

 

“Hello~ Victor. I know you really really~ miss me.”

 

“…”

 

“Come on, man! Turn your face to me. I want to see your face.”

 

“Why are you here, Stark?”

 

แม้เสียงอันแสนคุ้นเคยจะเป็นของโทนี่ สตาร์คแต่เขากลับไม่ปักใจเชื่อ การที่อีกฝ่ายสามารถเข้ามายังห้องนอนของดูมได้โดยที่ดูมไม่ทันรู้ตัวมีอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น

 

สตาร์คกระโจนลงนอนบนเตียง จ้องมองแผ่นหลังเปลือยเปล่าของวิคเตอร์ วอน ดูมซึ่งไม่มีทีท่าจะหันใบหน้ากลับมาหาหรือทิ้งตัวลงนอนเลยแม้แต่น้อย

 

“Blah blah blah~ Stop asking me like that. I am here because I want to.”

 

“Doom commands you to answer.”

 

“You really love to talk like this, Doom.”

 

ความเฉยชาถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวของเขาเอง การปรากฏตัวของโทนี่ สตาร์คในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ ดูมจะไม่ถามถึงอเวนเจอร์สหรือใครอื่นอย่างไรแล้วช่วงเวลาหนึ่งก็ทำให้เขาคล้อยตามไปได้โดยง่าย การพบสตาร์คในตอนนี้ไม่ได้ทำให้หัวใจที่แสนอ้างว้างนั้นอุ่นใจขึ้นเลยมันกลับสร้างความเฉยชามากกว่าเคย

 

“I will not ask again, Iron man.”

 

“I want to see you. It’s too long… Last time we met …. I always think about you.”

 

ร่างของโทนี่ สตาร์คลุกขึ้นคลานเข้าใกล้ ท่อนแขนทั้งสองเข้าโอบกอดร่างของจอมวายร้ายจากทางด้านหลัง ครู่หนึ่งที่วิคเตอร์กลับนึกถึงช่วงเวลาเก่าๆ แต่เพียงสั้นๆ เขากลับสลัดความทรงจำเหล่านั้นทิ้งอย่างง่ายดาย

 

“Tell me the truth, Stark. Why are you here?”

 

“……”

 

เจ้าของชื่อขยับใบหน้าเข้าใกล้ กระชับอ้อมกอดแล้วกระซิบแผ่วเบาที่ข้างใบหู เอ่ยสิ่งที่ดูมไม่มีวันจะได้ยินออกมาให้รับฟัง วินาทีนั้นเขามั่นใจได้ในทันทีว่าชายผู้นี้ไม่ใช่โทนี่ สตาร์ค
“…”

 

“Stop teasing me, Loki. I know it’s you.”

 

“Surprise!!”

 

สิ้นสุดคำพูดร่างที่เคยมีรูปลักษณ์ของโทนี่ สตาร์คกลับเปลี่ยนไปแทบจะในทันที ร่างของสตรีในชุดสีเขียวเข้มดูวาบหวิวปรากฏขึ้นโดยที่ยังสวมกอดด็อกเตอร์ดูมไว้เช่นตอนแรก เธอมอบจุมพิตลงที่ข้างแก้ม มือเรียวสัมผัสลูบไปกับปลายคางของบุรุษในอ้อมกอด

 

“Do you miss me, Victor?”

 

“Never.”

 

“Ehe.. Don’t be shy, daring. I know you miss me more than Tony Stark.”

 

ดูมจับท่อนแขนของเธอไว้ตั้งใจจะดึงออก การปั่นหัวของเทพแอสการ์ดไม่ได้ทำให้รู้สึกตลกหรือชอบใจเลยแม้แต่น้อย คงเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของโทนี่ สตาร์คด้วยกระมัง ต่างจากโลกิในร่างของสตรี เธอดูจะชอบใจกับการปรากฏตัวในร่างนี้มากกว่าบุรุษเพราะทุกครั้งที่มาหาดูมเธอมักจะมาในรูปลักษณ์นี้เสมอ

 

“What do you want?”

 

“Mmmhm.. I want to rest. You always say [Latveria is your place. You can stay here, Loki.] So.. I will.”

 

“Because you run away from Asgard or you want to hide?”

 

“Shhhh… Don’t say like that.”

 

วิคเตอร์พ่นลมหายใจออกมายาวๆ ไม่ได้แสดงความเหนื่อยหน่ายแต่อย่างใด เขาทราบดีว่าการปรากฏตัวของผู้ที่ไม่เคยคาดคิดมีได้อยู่เสมอ ใช่ว่าเขารู้สึกรำคาญกับการปรากฏตัวของโลกิ ดูมรู้สึกยินดีเสียด้วยซ้ำไปที่ได้พบเพื่อนเก่า

 

“I miss you, Victor. The Cabal makes me bored. I don’t want to meet Osborn. I was there because you are. But now you are here.”

 

“The Asgardian like you say [I miss you]. What do you think how I feel?”

 

“I think you want me~”

 

โลกิยิ้มกว้าง เธอขยับตัวมานั่งทับอยู่บนตักพร้อมทั้งยกมือทั้งสองข้างสัมผัสอังเข้าที่ใบหน้าซึ่งไร้การปกปิดของวิคเตอร์ รอยยิ้มของเธอยังแสดงเด่นให้เห็นชัด เธอกวาดมองไปทั่วใบหน้าของดูม

 

“Handsome man.”

 

“….”

 

เทพีแห่งแอสการ์ดมอบจุมพิตลงที่ปลายจมูก เธอดันร่างของวิคเตอร์ลงนอนกับเตียง ดูมไม่อยากคิดเลยว่าการอยู่กับโลกิจะทำให้รู้สึกสงบใจขึ้นได้ ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองไม่ได้ดูดีเฉกเช่นคนอื่น พวกเขาต่างเข้าหากันเพื่อสิ่งที่ต้องการหรืออาจเรียกว่าหวังประโยชน์ร่วมกัน

 

“I will take care of you, Victor. Relax~”

 

วิคเตอร์ขยับยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก หลังจากที่ไม่ได้เผยรอยยิ้มมานานไม่นึกเลยว่าจะมาหยุดอยู่ที่การเย้าหยอกของโลกิ

 

คืนก่อนงานเทศกาลประจำปี วิคเตอร์ วอน ดูมไม่นึกเลยว่าตนจะสามารถข้ามผ่านความอ้างว้างและหนาวเหน็บนี้ได้เพียงเพราะแอสกาเดี้ยนเพื่อนเก่าอย่าง ‘God of Mischief’

 

 

[Phonebooth]Chat (Day 2)

Standard
Title : Chat (Day 2)
Pairing : Bobby / Stuart ‘Stu’ Shepard
Movie : Phone Booth
หมายเหตุ: มีการต่อเนื่องมาจาก [ Joylada ]

 

สตู เชพพาร์ดและบ๊อบบี้นัดหมายกันอย่างดิบดีเรื่องการออกไปทานอาหารตอนเที่ยงคืน บ๊อบบี้เลิกงานตอนราวๆ ห้าทุ่มของวันนี้ดังนั้นพวกเขาถึงต้องนัดกันดึกกว่าเดิม ที่มานัดเอาป่านนี้เป็นเพราะสตูต้องการไถ่โทษที่หายตัวไปตั้งแต่เมื่อคืนจนทำให้อีกคนไม่ได้นอนยันเช้า แต่เหมือนว่าภายในบ้านจะเงียบจนคล้ายกับไม่มีใครอยู่ สตูส่งข้อความและโทรหาผู้เป็นเจ้าของบ้านอยู่หลายครั้งแต่ไม่ได้รับคำตอบใด เขาตัดสินใจส่งข้อความทิ้งไว้ หากบ๊อบบี้ได้ยินเสียงก่อกแก่กดังขึ้นมานั่นคือเสียงของเขาเอง

 

สตูก้มลงหยิบกุญแจสำรองที่ซ่อนไว้ขึ้นมาไข เขาไม่แน่ใจนักว่าบ๊อบบี้กลับมาแล้วหรือไม่แต่การที่มองเห็นไฟสลัวๆ อยู่ภายในบ้านเช่นนั้น หากไม่ใช่บ๊อบบี้แล้วจะคือใคร เขาเดาว่าอีกคนกลับมาแล้ว

 

บานประตูบ้านถูกเปิดออก ผู้มาเยือนสาวเท้าเดินเข้าไปด้านในบ้านราวกับตนเป็นเจ้าของ สำหรับพวกเขาทั้งสองคนแล้วนั้นคงสามารถใช้คำคำนี้ในการอธิบายความสัมพันธ์ให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจน ‘เป็นเจ้าของร่วมกัน’ ทั้งสตูและบ๊อบบี้เหมือนเป็นเจ้าของร่วมกันในหลายๆ สิ่ง เป็นเจ้าของร่วมกันในหลายๆ อย่างที่ต่างเป็นผู้ออกเงิน ความสนิทสนมของพวกเขานั้นมีมากเกินกว่าใคร และนั่นก็ค่อนข้างมากกว่าคำว่าเพื่อนหรือครอบครัว

 

“บ๊อบบี้ กลับมาหรือยัง?”

 

คำทักทายอาจฟังดูแปลกแต่เพราะไม่มีการตอบรับจากเพื่อนคนสำคัญสตูถึงกล่าวออกไปแบบนั้น คงไม่ใช่ว่าไฟสลัวๆ นั่นเป็นแสงจากไฟฉายของพวกขโมยหรอกนะ?

 

“บ๊อบบี้?”

 

เขาเดินหาเพื่อนชายไปรอบๆ บ้าน ความจริงที่เอาแต่เดินวนไปมาไม่ใช่ว่าหาอีกฝ่ายเพียงเท่านั้น สตูกำลังตรวจเช็คบ้านไปในตัว เมื่อเห็นว่าทุกอย่างปกติดีเขาถึงเดินตรงรี่ไปยังห้องนอนเพื่อดูว่าผู้เป็นเจ้าของบ้านอยู่ที่นั่นหรือไม่

 

ในตอนนี้เป็นเวลาเกือบเที่ยงคืน บ๊อบบี้นอนหลับอยู่บนเตียงพร้อมด้วยผืนผ้าห่มกองโตดูนุ่มนิ่ม เห็นแล้วสตูเองก็อยากจะกระโจนลงไปนอนด้วยเสียอย่างนั้น เขาเดินเข้ามายืนอยู่ใกล้ๆ กับเตียง ครั้งก่อนที่มาที่นี่ห้องนอนเละเทะมากกว่านี้เสียอีก สตูสะบัดหน้าไล่ความคิดเหล่านั้น เรื่องนั้นเขาไม่อยากจะจำนักหรอก เรื่องที่ทำให้เพื่อนของเขาต้องทุกข์ใจ

 

สตูถอนใจออกมายาวๆ ยืนมองคนที่หลับปุ๋ยอยู่บนเตียง พอเห็นหลับสนิทแบบนั้นก็ไม่คิดจะปลุกบ๊อบบี้อีก ที่นอนหลับลึกหลับยาวแบบนี้ก็เพราะตัวเขาเอง เมื่อวานเล่นหายตัวไปจนทำให้คนตรงหน้าเป็นห่วง ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องออกไปทานอาหารข้างนอกอีกแล้วเอาเป็นว่าเขาจะออกไปซื้ออาหารมาให้เผื่อเจ้าตัวตื่นมาแล้วไม่มีอะไรทาน

 

เขายิ้มเล็กๆ แล้วเขียนโน้ตเสียบไว้ใต้โทรศัพท์ของอีกคนว่า ‘Be right back, bebe ❤’

 

 

สตูขับรถออกไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อ หยิบอาหารมาสองสามอย่างกับน้ำและขนม ตู้เย็นบ้านบ๊อบบี้โล่งพอๆ กับเขา แทบไม่มีอาหารอะไรเลย ส่วนมากมักสั่งเข้ามาทานหรือไม่ก็ออกไปร้านอาหาร ทำจนจะกลายเป็นนิสัยปกติแล้วสิ ไว้เขาน่าจะชวนอีกคนมาทำอาหารด้วยกัน มีความสามารถติดตัวแบบนั้นสาวๆ น่าจะมาตามติดกันเป็นแถว นึกแล้วก็แอบหวงเพื่อนของเขาอยู่บ้าง ทั้งหวงทั้งอิจฉา

 

หลังจากจัดการซื้อของจนเรียบร้อยสตูจึงขึ้นรถและขับกลับ ตอนนั้นเป็นเวลาราวๆ เที่ยงคืนครึ่ง ถือว่าทำเวลาในการเดินทางและเลือกซื้อของได้ดีทีเดียว เมื่อกลับมาถึงเขาก็เดินเข้าบ้านตามปกติ ทำราวกับบ้านหลังนี้เป็นบ้านของเขาทั้งที่ความจริงเป็นของบ๊อบบี้

 

ถุงอาหารถูกวางไว้บนโต๊ะ เขาปลีกตัวเดินไปดูว่าเพื่อนสุดที่รักนั้นตื่นแล้วหรือไม่แต่เมื่อชะโงกหน้าเข้าไปสิ่งที่เห็นกลับเป็นเพียงความว่างเปล่า บนเตียงไม่ได้มีใครนอนอยู่อีกแล้วสงสัยว่าบ๊อบบี้คงตื่นลุกไปเข้าห้องน้ำ

 

“นายมาช้าชะมัด หิวแล้ว”

 

น้ำเสียงต่อว่านั้นแม้จะฟังดูเหมือนโกรธแต่กลับเป็นน้ำเสียงที่แสนจะงัวเงีย ท่าทางอีกคนคงเพิ่งตื่นนอน ทรงผมกับหน้าตาของเจ้าตัวช่วยยืนยันให้อย่างชัดเจน ผมฟูๆ ของบ๊อบบี้ทำให้สตูอยากเข้าไปขยี้เสียจริงเชียว เห็นแล้วคันไม้คันมือแถมหมั่นเขี้ยว

 

“นายนอนหลับหนีฉันจริงๆ นี่หว่า”

 

“ช่วยไม่ได้ นั่นความผิดนายที่ทำให้ฉันไม่ได้นอนแล้วตกลงเราจะออกไปไหนกัน?”

 

“ไม่ไปแล้ว ฉันซื้อของเข้ามาให้เรียบร้อย วันนี้เราจะกินกันที่บ้านแล้ววันหลังค่อยออกไป”

 

บ๊อบบี้พนักหน้าหงึกๆ เขายังตื่นไม่เต็มตาเลยด้วยซ้ำไปแถมพร้อมจะเข้านอนต่ออีกรอบแล้วด้วย ประโยคที่กล่าวออกมาตัวเขาอาจจะไม่ทราบเสียด้วยซ้ำว่าพูดกล่าวสิ่งใดออกไปบ้าง ท่าทางแสนงัวเงีย ยืนโงนเงนของนักแสดงหนุ่มที่ดูพร้อมจะจำศีลทำให้สตูเสนอตัวเลือกอื่น

 

“หรือไม่นายก็เข้านอนแล้วอาหารค่อยเอามาอุ่นกินพรุ่งนี้ หน้านายไม่ไหวแล้วว่ะ”

 

นักแสดงหนุ่มไม่ได้พูดตอบ ไม่ได้รับฟังคำพูดที่สตูพยายามเสนอ เขาทำเพียงพยักหน้าหงึกๆ เท่านั้นเอง เหมือนจะล้มหลับให้ได้เสียเดี๋ยวนั้น

 

“นอนเถอะพ่อคุณแทบจะล้มพับอยู่แล้ว”

 

ปากบอกไปเช่นนั้นแต่มือดันเลื่อนจับเลื่อนโอบประคองพาบ๊อบบี้กลับห้องนอนเป็นที่เรียบร้อยแถมส่งขึ้นเตียงห่มผ้าให้เสียอีก คงไม่ต้องถามเลยว่าสตู เชพพาร์ดจะทำสิ่งใดต่อไป แน่นอนว่าหลังจากนี้เขาจะกระโจนขึ้นไปนอนอยู่ข้างๆ กับบ๊อบบี้ ขอให้จัดของกับล็อคบ้านเรียบร้อยก่อนแล้วกัน

 

 

[AU-FARRELLETO]SOUP, CIGARETTES AND FIREARMS (2)

Standard

 

 

Title : Soup, Cigarettes and Firearms [2]
Pairing : Vitaly Orlov / Harry Mitchel
Movie : Lord of War + London Boulevard
Rate : PG15
Writer : Zol Redfox

 

Soup Cigarettes and Firearms

*หมายเหตุ* เนื้อหามีส่วนที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติดและความรุนแรงโปรดใช้วิจารณญาณ

 

 

นับเป็นเวลาเกือบสองสัปดาห์หลังจากที่ ‘วิตาลี ออร์ลอฟ’ ลูกชายคนเล็กของครอบครัวออร์ลอฟ พ่อครัวประจำร้านอาหารเล็กๆ ในย่าน Little Odessa พบกับชายในชุดสูท ‘แฮร์รี่ มิทเชล’ ลูกค้าประจำเพียงหนึ่งเดียวของร้าน
ครั้งแรกที่ได้เผชิญหน้ากับมิทเชล เขายอมรับว่าหวาดระแวงและวิตกจริตเป็นอย่างมาก คิดว่าชายคนนี้คือลูกค้าของยูริจากธุรกิจค้าขายอาวุธ คิดว่าชายคนนี้คือนักฆ่าหรืออาจเป็นมาเฟียที่กำลังตามล่าพวกเขาอยู่… จนตอนนี้วิตาลียังคงรู้สึกเช่นนั้น
ในทุกวันมิทเชลจะสวมชุดสูทแสนคุ้นตาตัวนั้นมานั่งที่โต๊ะตัวเดิม ทานซุปกับอาหารรายการซ้ำเดิม มองออกไปนอกหน้าต่างราวกับรอคอยบางสิ่ง วิตาลีตั้งคำถามมากมายภายในหัว แม้ภายนอกจะดูไม่มีพิษภัยแต่เขาเชื่อว่าแฮร์รี่ มิทเชลคนนี้มีบางสิ่งซ่อนอยู่ แล้วสาเหตุใดถึงต้องหวาดระแวงมากถึงเพียงนี้?! ผ่านมาเกือบสองสัปดาห์แล้วควรเลิกคิดเรื่องพวกนั้นสักที อย่างไรแล้วย่านพักอาศัยที่พวกเขาอยู่ก็เกิดเหตุอาชญากรรมอยู่เป็นปกติ ไม่ควรแปลกใจเลย
“อาหารมาแล้ว..มิทเชล”
เจ้าของชื่อหันใบหน้ากลับมาทางต้นเสียง ชามอาหารถูกวางลงที่เบื้องหน้าวันนี้เชฟถือโอกาสนำเสิร์ฟด้วยตัวเองน่าประหลาดใจเสียจริง
“สวัสดีตอนบ่ายวิตาลี”
เขากล่าวทักทายตามมารยาทพร้อมมอบรอยยิ้มเล็กๆ ที่นานครั้งจะเผยให้คู่สนทนาได้ชม มิทเชลไม่ค่อยยิ้ม ยิ่งหากเป็นการหัวเราะแล้วคงเรียกว่ายากมากทีเดียว ดวงตาสีเข้มจดจ้องไปยังชายหนุ่มอย่างรอคอย อาจกำลังคาดหวังให้กระทำบางสิ่ง
“สวัสดี..ตอนบ่าย”
“นั่งด้วยกันก่อนดีไหม?” มิทเชลเป็นฝ่ายเชื้อเชิญ
“ฉันมีงานต้องทำในครัว”
“แต่ในตอนนี้ลูกค้าเพียงคนเดียวของคุณคือผม แถมเมนูของผมก็ได้ครบแล้ว”
วิตาลีส่งเสียงคำรามในลำคอ นั่นเป็นครั้งแรกที่แสดงท่าทางไม่พอใจใส่ลูกค้าเขาเผลอตัวไปหน่อย แต่แม้จะส่งเสียงคำรามกับทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมากเพียงใดวิตาลีก็ไม่ได้ดูน่ากลัวเลยแม้แต่น้อย มีครู่หนึ่งที่มิทเชลคิดว่าเหมือนลูกแมวกำลังขู่ และเขาก็ไม่ได้ตำหนิเรื่องที่อีกฝ่ายแสดงออกเช่นนั้น   เมื่อร่างของเชฟหนุ่มถูกทิ้งลงบนเก้าอี้แล้วแทนที่จะเริ่มบทสนทนาใดกลับมีเพียงความเงียบที่โอบล้อมพวกเขาทั้งสอง  วิตาลีนั่งมอง รู้แก่ใจว่าจ้องคนทานอาหารคงทำให้อึดอัดแต่กลับกระทำเช่นนั้นเพียงเพราะตั้งใจกดดันชายผู้นี้
“ทานกับผมได้นะหากว่าคุณหิว”
“ไม่ล่ะ อยากกินอย่างอื่น”
“อย่างเช่นอะไรล่ะที่คุณอยาก?”
มิทเชลทานอย่างไม่เร่งรีบมองแล้วอาจอธิบายได้ว่าดูสงบนิ่งและเบามือ ไม่มีแม้แต่เสียงช้อนส้อมกระทบกันหรือแม้แต่เสียงกระทบกับขอบชามซุป เขายังคงตักทานขณะรอคอยคำตอบโดยไม่กล่าวสิ่งใดบางทีคงทำให้ทราบเกี่ยวกับอีกฝ่ายได้บ้าง
“เนื้อลูกแกะหมักซอส ..ของร้านเนชั่นนอลและไนท์คลับ”
นั่นอาจไม่ใช่ของโปรดของชายหนุ่ม บางทีอาจเป็นของที่ต้องการทานในตอนนี้เพราะไม่เพียงบอกเมนูอาหาร วิตาลีถึงกับบอกร้านที่ต้องการไปทานเสียด้วย
“คุณน่าจะพาผมไปร้านนั้น”
“ห๊ะ?”
ดวงตากลมโตฉายแววฉงนแต่กลับแฝงด้วยความสนใจ เขาอาจกำลังวางตัวได้ไม่ถูกเมื่อถูกคนที่ทำให้ตัวเขาหวาดระแวงมาตลอดสองสัปดาห์กล่าวชวนไปทานอาหาร .. มิทเชลจะเดาว่าอีกฝ่ายกำลังตื่นเต้นแม้จะคาดเดาได้ยากว่าในตอนนี้ชายหนุ่มลูกชายร้านอาหารกำลังรู้สึกเช่นไรแต่จะพยายามคิดในแง่ดีนั่นคืออีกคนกำลังสนใจ
“บ้าน่ะ! นี่ตั้งใจหลอกไปใช่ไหมล่ะ? มีแผนอะไรอยู่ใช่ไหม?!”
น้ำเสียงที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่ากำลังรู้สึกเช่นไรถูกเปล่งออกมาเสียงดังแม้ว่าในบางมุมวิตาลี ออร์ลอฟจะคล้ายตื่นเต้นแต่หากสังเกตให้ดีแล้วแววตาที่สั่นไหวและหัวคิ้วที่ขมวดมุ่นเล็กๆ นั่นกำลังแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าชายหนุ่มกำลังวิตก  วิตาลีเป็นคนหนึ่งที่ทำให้มิทเชลรู้สึกว่าคาดเดาได้ยาก การอ่านชายผู้นี้นับว่าเป็นเรื่องยากเพราะไม่อาจแน่ใจได้ว่าการกระทำและความรู้สึกนั่นออกมาอย่างธรรมชาติหรือกำลังฝืน บางครั้งวิตาลีดูคล้ายจะมีอาการหลอนอ่อนๆ ผลพวงมาจากการเลิกเสพยาแม้ชายหนุ่มสัญชาติยูเครนจะพยายามเลิกหรือบำบัดแต่ผลสุดท้ายกลับไม่หายขาดเสียที หากความต้องการมาถึงขีดสุดเร็วๆ นี้คงได้ไปซื้อมาเสพอีกเป็นแน่
“วิตาลี! เอะอะอะไรใส่ลูกค้า?”
คุณนายออร์ลอฟซึ่งอยู่ที่โต๊ะถัดไปอีกฟากของร้านส่งเสียงบอกลูกชายคนเล็ก ลูกชายของเธอเอะอะจนเกินไปไม่เรียบร้อยเอาเสียเลย ดีใจอยู่หรอกที่วิตาลีมีเพื่อนแต่โวยวายโหวกเหวกเช่นนั้นอาจทำให้มิทเชลรำคาญก็เป็นได้
ชายในชุดสูทไม่ได้ตอบรับด้วยคำพูดเพียงแต่ยิ้มอย่างสุภาพเพื่อบอกกับเธอว่าไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ บางทีตนอาจชอบท่าทางที่แสดงออกของวิตาลี เขาหันกลับมาสบมองนัยน์ตาคู่สวยแต่แล้วกลับต้องละจากเมื่อเรือนนาฬิกาบนข้อมือขวาถูกยกขึ้นอ่านเวลา แบงค์และเหรียญสำหรับค่าอาหารถูกวางลงบนโต๊ะหลังจากกระเป๋าใส่เงินถูกนำออกมาจากเสื้อสูท มิทเชลลุกขึ้นยืน
“เจอกันพรุ่งนี้ ขอบคุณสำหรับอาหาร”
ทุกอย่างดูรวดเร็วไปเสียหมดมิทเชลสาวเท้าเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ท่าทางเช่นนั้นทำเอาวิตาลีใจแป้วขึ้นมา อยากจะรั้งอยู่หรอกแต่ไม่กล้าจะดึงหรือกล่าวคำพูดใดออกไป  ‘ไม่เอาสิ นั่นไม่พอใจจนรีบหนีเหรอ?’  ชายหนุ่มคิดกับตัวเอง นัยน์ตาสีฟ้าใสมองตามร่างนั้นไปพอรู้ตัวอีกทีก็มายืนติดกระจกมองอีกคนที่จุดมวนบุหรี่ขึ้นสูบอยู่ข้างรถคันหรู  มิทเชลในขณะนั้นกำลังทบทวนสิ่งที่ต้องทำในคืนนี้การสูบบุหรี่ช่วยให้เขามีสมาธิมากขึ้น  ควันบุหรี่ถูกปล่อยผ่านริมฝีปากออกมาแผ่วเบา ใบหน้าที่หันกลับมาพบท่าทางเหมือนลูกสุนัขหงอยๆ ของวิตาลีทำให้เผลอขยับยิ้มเล็กๆ เขาไม่อาจทราบได้ว่าวิตาลีกำลังคิดสิ่งใด ในตอนนี้อาจไม่มีเวลาให้คิดถึงมากนักเพราะอย่างไรแล้วท้ายที่สุดมิทเชลก็จะกลับมาที่ร้านแห่งนี้เสียอยู่ดี เขามีเหตุผลของตัวเอง..
“พรุ่งนี้แม่คิดว่าเขาจะมาไหม?”
น้ำเสียงที่แตกต่างไปจากเคยถูกเปล่งขึ้นให้ได้ยินนั่นอาจเป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ ในใจลึกๆ กลับพยายามบอกว่ามิทเชลต้องกลับมาอุดหนุนอีกแม้อาหารที่เขาทำจะไม่ได้อร่อยเลิศเลอ.. นั่นสิ อาหารไม่อร่อยแล้วโดนตะโกนใส่ไปแบบนั้นเผลอๆ อาจย้ายไปทานร้านอื่นแล้วก็ได้.. วิตาลีรู้สึกกังวลอาจจะกังวลมากเกินไป กระวนกระวายเสียจนต้องเดินออกนอกร้านไปสูบบุหรี่ให้รู้สึกผ่อนคลาย ภาวนาให้ตัวเขาไม่เดินไปซื้อยามาเสพก็พอ..
เข็มนาฬิกาบนข้อมือขวากำลังจะชี้เลขสามอย่างสมบูรณ์ มิทเชลพ่นลมหายใจแผ่วๆ เขายังคงอยู่ในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มตัวสวยเช่นที่ผ่านมา ในตอนนี้คือการรอคอย..รอเวลาที่ต้องสะสางงาน ถนนที่ไร้รถยนต์กับฟุตบาทที่ไร้ผู้คน บรรยากาศเงียบๆ ภายใต้ความมืดและไฟสลัวๆ ทำให้คิดอะไรได้หลายสิ่ง เขาถอนใจอีกครั้ง.. มวนบุหรี่ถูกหยิบออกจากซอง จุดสูบด้วยไฟแช็กที่พกพาเป็นประจำก่อนพ่นควันให้ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ระหว่างนี้ดันคิดถึงวิตาลี ออร์ลอฟขึ้นมาเสียเฉยๆ มิทเชลเพียงไม่เข้าใจว่าเหตุใดชายผู้นั้นถึงระแวงเขาถึงเพียงนั้น เดี๋ยวก็ระแวงเดี๋ยวก็สนอกสนใจ.. ท่าทางจะต้องเสพอะไรอยู่เป็นแน่
“ไม่น่าเลยเชฟ..” เขากล่าวออกมาแผ่วเบาเมื่อคิดเรื่องนั้นแต่แล้วเสียงอันแสนคุ้นหูกลับดังขึ้นจากทางด้านหลังดึงชายหนุ่มคืนสู่ความเป็นจริง หญิงสาวร่างสูงโปร่งปรากฏตัวขึ้นในชุดกระโปรงสีเงินตัวยาวมีประกายระยิบระยับเข้าคู่กับกระเป๋าราคาแพง รองเท้าส้นสูงคู่นั้นหากถอดออกคงจะตัวเล็กกว่ามิทเชลมากทีเดียว เธอยิ้มให้จางๆ
“ขอโทษที่ช้าจนป่านนี้นะ แฮร์รี่”
มิทเชลพยักหน้าเบาๆ โดยไม่ได้กล่าวต่อว่า มวนบุหรี่ถูกดับลงในท้ายที่สุดแม้จะสูบไปได้ไม่กี่นาที เขาพาเธอขึ้นรถหรูเปิดประทุนสีดำสนิทก่อนจะขับออกจากสถานที่แห่งนั้นในทันที พวกเขาทั้งสองไม่ได้คุยกันมากนักระหว่างเดินทาง ส่วนมากจะเป็นตัวหญิงสาวที่เริ่มหัวข้อสนทนา
“คุณน่าจะเข้าไปในงานกับฉัน มารอในที่เงียบๆ แบบนั้นถึงจะเป็นคุณก็เถอะมันอันตรายนะ”
“ระหว่างที่รอคุณผมก็ไปทำงานอื่นแล้วค่อยวนกลับมารับ อีกอย่าง.. ผมไม่ค่อยชอบงานสังสรรค์หรือพวกผับ ไนต์คลับ..”
“นั่นทำให้คุณนึกถึงอดีต” เธอกล่าวพร้อมหันไปยิ้มให้   “แบบนี้คุณจะพาสาวไปเที่ยวที่ไหนได้บ้าง? บ้านคุณ?”
เธอทำหน้าทะเล้นแล้วหัวเราะออกมาแถมยังไม่หยุดแสดงการหยอกล้อจนมิทเชลเผลออมยิ้มเล็กๆ นั่นทำให้ชายหนุ่มต้องปฏิเสธและท้วงออกไปบ้าง
“ผมมีที่สำหรับคู่เดทเสมอ”
“อยากรู้จังว่าผู้โชคดีคนนั้นคือใคร มาเดทกันไหมแฮร์รี่? ฉันอยากรู้ว่าคุณจะพาฉันไปไหน”
สิ่งที่ชายหนุ่มกระทำคือการกล่าวคำว่า ‘ไม่’ พร้อมสั่นศีรษะ อย่างไรแล้วพวกเขาทั้งสองคงจะทำเช่นนั้นไม่ได้ แม้หญิงสาวจะหยอกล้อและแหย่มากเพียงใดแต่มิทเชลยังคงปฏิเสธเสียอยู่ดี สุดท้ายเขาก็ขับมาถึงที่พักของเธอ บ้านหลังโตที่อยู่ห่างออกไปจากตัวเมือง
“ตอนนี้ดึกแล้วคุณขับรถฉันกลับเลยก็ได้หรือถ้าไม่กลับฉันจะไปเตรียมห้องไว้ให้”
“ผมขับกลับดีกว่า พรุ่งนี้เช้าจะขับมาคืน”
หญิงสาวเจ้าของรถยิ้มส่งท้ายแล้วตอบกลับด้วยคำเพียงสั้นๆ ว่า ‘ตกลง’ เธอยืนรอกระทั่งมิทเชลขับออกไปถึงกลับเข้าบ้าน
ขณะที่มิทเชลกำลังเดินทางกลับทางด้านวิตาลีในตอนนี้กำลังนอนกระวนกระวายอยู่ในห้อง จนป่านนี้เขายังนอนไม่หลับ.. ไม่รู้ว่าเพราะเรื่องมิทเชลหรือเป็นเพราะอาการลงแดงจากความอยากยา เขาทนไม่ไหวจนต้องหยิบบุหรี่มวนสุดท้ายขึ้นจุดสูบ ชุดที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อกับการสูดหายใจแรงๆ ยิ่งทำให้เขารู้สึกไม่สบายตัว ร่างกายกำลังตอบสนองบางสิ่งจนเริ่มสั่น เขาเขย่าขา มีบ้างที่สั่นศีรษะไปมาและส่งเสียงแปลกๆ  ‘อยาก..’ คือคำที่วนเวียนอยู่ในหัว นั่นเริ่มทำให้รู้สึกรำคาญจนส่งเสียงคล้ายกับร้องไห้ วิตาลีดับบุหรี่และเดินออกจากห้องไปเข้าห้องน้ำ ล้างตัวเสียหน่อยคงทำให้ดีขึ้น น้ำเย็นๆ ทำให้รู้สึกผ่อนคลายแต่คงทนได้ไม่นาน
เขากลับออกมาเช็ดเนื้อตัว สวมเสื้อยืดแขนสั้นกับกางเกงขายาวก่อนทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอีกครั้งพยายามข่มตาหลับแต่สุดท้ายอาการลนลานก็เริ่มแสดงออกอีกครั้ง วิตาลีคว้ากล่องบุหรี่ควานหาภายในนั้นเผื่อว่าจะหลงเหลือโดยลืมไปว่าก่อนหน้าได้สูบมวนสุดท้ายไป หากไม่มีอะไรดึงดูดความสนใจคงทนไม่ไหวเป็นแน่ สุดท้ายจึงกระเด้งตัวลุกจากเตียง หยิบเสื้อแจ็คเก็ตสวมกางเกงยีนแล้วออกจากบ้านไปตอนเวลาเกือบตีห้า รอบด้านเริ่มสว่างเสียแล้วแต่ตัวเขากลับยังไม่ได้นอนเลยให้ตายเถอะ..

 

To be continued…

 

ไม่คิดเลยว่าจะยาวครับ.. ตั้งใจไว้ว่า 3 ตอนจบแต่แค่ตอน Cigarettes ก็โดนตัดตอนแล้วไม่รู้ Firearms จะยาวไหมแต่ยังไงก็ต้องเขียนให้จบครับ OTL

 

[AU-Farrelleto]Soup, Cigarettes and Firearms (1)

Standard

 

Title : Soup, Cigarettes and Firearms [1]
Pairing : Vitaly Orlov / Harry Mitchel
Movie : Lord of War + London Boulevard
Rate : PG15
Writer : Zol Redfox

 

Soup Cigarettes and Firearms

*หมายเหตุ*:  เนื้อหามีส่วนที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติดและความรุนแรงโปรดใช้วิจารณญาณ

 

 

 

Lord of War

 

 

ในนิวยอร์กมีร้านอาหารมากมายให้เลือกสรร ร้านอาหารราคาแพง ร้านอาหารราคาถูก แม้แต่ร้านอาหารราคาถูกแสนถูก แต่ละร้านมีจุดเด่นและการดึงดูดลูกค้าที่แตกต่างกัน ทั้งด้านรสชาติ บรรยากาศ สภาพแวดล้อมรวมถึงเรื่องบุคคลากรของแต่ละร้าน

Brighton Beach หรือ Little Odessa นับเป็นแหล่งของร้านอาหารที่หลากหลายแห่งหนึ่งในนิวยอร์ก หนึ่งในนั้นคือร้านอาหารเล็กๆ ของครอบครัวออร์ลอฟ

‘วิตาลี ออร์ลอฟ’ ลูกชายคนเล็กของบ้านคือพ่อครัวประจำร้าน ฝีมือทำอาหารของเขาไม่ได้ดีเลิศหรือสามารถแข่งกับใครๆ ได้ เรียกว่าพอทานได้อาจไม่ผิดเสียทีเดียว ทุกๆ วันวิตาลีจะทำเมนูอาหารซ้ำเดิมโดยเฉพาะเมนูซุปที่มักจะถูกพี่ชายอย่าง ‘ยูริ ออร์ลอฟ’ พูดใส่ว่า ‘ซุปของนายฆ่าคนตายได้’ หากเป็นไปได้เขาก็อยากจับพี่ชายคนนี้กรอกปากด้วยซุปจนหมดหม้อเลยทีเดียว

ร้านอาหารเล็กๆ ของครอบครัวออร์ลอฟไม่ได้มีลูกค้ามากมายเช่นร้านอื่น นอกจากเรื่องรสชาติอาหารแล้วยังมีเรื่องบรรยากาศของร้านและทำเลที่ตั้งอีกด้วยที่ทำให้บรรดาลูกค้าตัดสินใจไม่มานั่งร้านเล็กๆ แห่งนี้ บางวันพวกเขาก็ไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลยแม้แต่คนเดียว

แต่แล้ววันหนึ่งยูริกลับมองเห็นเส้นทางในการทำธุรกิจ เขาเลือกที่จะเข้าวงการตลาดซื้อขายอาวุธโดยมีน้องชายแสนน่ารักอย่างวิตาลีเป็นหุ้นส่วน ตั้งแต่วันนั้นครอบครัวออร์ลอฟก็มีเงินไม่ขาดมือ พวกเขาสองพี่น้องไม่เคยบอกพ่อกับแม่ และไม่มีวันบอก

อย่างไรก็ดีใช่ว่าการทำธุรกิจนี้จะราบรื่น ครั้งหนึ่งลูกค้าตัวแสบของพวกเขาทั้งสองกลับทำการซื้อขายด้วยโคเคน จ่ายด้วยสารเสพติดแทนที่จะเป็นเงินสดอย่างที่ตกลง นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของหลายๆ สิ่ง เมื่อการเสพโคเคนของยูริเป็นการเฉลิมฉลองแต่สำหรับวิตาลีแล้วนั่นเป็นการ ‘เสพติด’

วิตาลีเสพติดจนไม่อาจเลิกได้โดยง่าย เมาจนหัวทิ่มก็เคยมาแล้วหลายครั้ง มีความ ‘อยาก’ เสียจนคลั่ง เรียกว่าเสพติดเป็นชีวิตจิตใจ เขาไม่เคยลองมาก่อนแต่เมื่อลองแล้วครั้งหนึ่งกลับไม่อาจที่จะเลิกเสพได้เลย

ใบหน้าแสนน่ารักน่าเอ็นดูของน้องเล็กจากที่เคยมอมแมมเพราะการทำอาหารในครัวกลับเริ่มมีขอบตาคล้ำ พูดจาไม่เป็นศัพท์ เมาหัวราน้ำในทุกวัน จดจ่ออยู่กับโคเคนจนไม่เป็นอันทำงาน เหตุผลทุกประการทำให้ต้องถอนตัวจากธุรกิจและถูกส่งเข้ารับการบำบัด ยูริอาจนึกรู้สึกผิดอยู่ในใจที่ทำให้น้องชายต้องตกอยู่ในสภาพย่ำแย่หลังจากนี้เขาต้องเดินหน้าทำธุรกิจเพียงลำพัง ขณะที่วิตาลีเสพติดโคเคน ยูริอาจไม่ทราบเลยว่าเขาเสพติดการทำงานในสายอาชีพนี้

วิตาลีถูกทิ้งให้อยู่ในนิวยอร์กกับพ่อแม่ เข้ารับการบำบัดอยู่หลายครั้งแต่เมื่อออกมาก็ต้องกลับเข้าไปใหม่เพราะอาการเสพติดที่ไม่หายขาด เขาไม่อาจยับยั้งความ ‘อยาก’ นั้นได้เลย บางครั้งการทำงานในครัวก็สร้างความกังวลหลายอย่างแก่ผู้เป็นพ่อและแม่ บางครั้งวิตาลีเสพจนน็อคคาห้องครัว อาการหวาดระแวงและหดหู่แสดงเด่นชัดเมื่อพยายามเลิกยา ใช้เวลาอยู่หลายปีจึงหยุดความอยากนั้นได้บ้างแต่พอเที่ยวเล่นกับสาวๆ เขาก็ได้ยามาเสพอยู่เนืองๆ

หลังจากผ่านไปหลายเดือนเขาก็สามารถตั้งตัวใหม่ได้อีกครั้ง ลดความอยากเหล่านั้นได้มากกว่าเคย กลับมาทำงานครัวได้เช่นที่ผ่านมา แถมดันมีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นอีกด้วย วิตาลีเคยคิดว่าอาจเป็นเพราะผลจากการพยายามเลิกเสพโคเคน

“วิตาลี ออเดอร์เข้า”

ผู้เป็นแม่สอดใบออเดอร์ผ่านช่องเล็กๆ ที่เชื่อมระหว่างหน้าร้านและห้องครัวหลังกล่าวจบประโยค ชายหนุ่มเจ้าของชื่อคว้าจับกระดาษแผ่นนั้นเหน็บไว้กับเส้นเชือกเหนือเคาท์เตอร์เพื่อให้อ่านได้สะดวก นัยน์ตาสีสวยไล่อ่านอย่างถี่ถ้วน น่าแปลกใจที่ช่วงนี้เมนู ‘ซุป’ ที่ยูริเคยพูดว่าสามารถฆ่าคนตายได้กลับถูกสั่งออกไปเป็นประจำ นี่นับเป็นวันที่ห้าติดต่อกันแล้ว ทำลายสถิติเลย แอบดีใจอยู่เหมือนกัน

ลูกชายคนเล็กของบ้านมักจะใช้เวลาอยู่ภายในครัวมากกว่าหน้าร้าน เขาไม่ได้มีโอกาสพบหน้าลูกค้าเท่าใดนัก แต่อย่างว่า.. ร้านเล็กๆ ของครอบครัวออร์ลอฟหากไม่ใช่ลูกค้าที่ต้องการอาหารราคาถูกรองท้องก็คงเป็นนักท่องเที่ยวที่ไม่เคยรู้จักร้านของพวกเขามาก่อน ปกติแล้วคนที่มาทานมักจะมาทานเพียงสองสามครั้งก็หายต๋อม นั่นน่าน้อยใจอยู่มากทีเดียว

วันนี้วิตาลีค่อนข้างอารมณ์ดี ชิมซุปและพยายามปรุงให้อร่อยกว่าวันใดๆ เพื่อให้ลูกค้าพึงพอใจ.. เขาเชื่อเช่นนั้น แม้จะไม่อาจทราบได้ว่ารสชาติของซุปมื้อนี้จะถูกปากหรือไม่แต่ซุปถ้วยนั้นก็ถูกนำเสริฟพร้อมเมนูอาหารอื่น หวังว่าจะไม่ถูกด่ารอกนะ? ชายหนุ่มใช้เวลาอยู่ในครัวเช่นนั้นกระทั่งปิดร้าน

“วิตาลีวันนี้ลูกทำอะไรกับซุปหรือเปล่า ลูกค้าบอกรสชาติแปลกไป”

โอ้.. เอาแล้วไง.. เขากะพริบตาปริบๆ อยากจะทำเป็นไม่รับรู้เสียจริงเชียว

“ผมทำแบบเดิมนะ แบบที่ยูริบอกว่าฆ่าคนตายได้น่ะ”

“ลูกค้าบอกแปลกใหม่แต่ชอบแบบเดิมที่ลูกทำมากกว่า”

“ลูกค้าคนเดิม?”

เขาเริ่มตั้งคำถามด้วยความสงสัย การที่ทราบว่ารสชาติแปลกไปจะต้องเป็นลูกค้าที่มาเป็นประจำเป็นแน่

“คนเดิมตลอด ลูกคิดว่าเราจะมีลูกค้าประจำกี่คนกันเชียว?”

แปลกใจจัง.. วิตาลีมุ่นคิ้วเล็กๆ การที่มีลูกค้าประจำนั่นนับว่าดีอย่างน้อยก็มีเงินเข้าทุกวัน พรุ่งนี้คงต้องผละออกไปชะโงกหน้ามองดูเสียหน่อยว่าคือใคร อาการตื่นเต้นแสดงเด่นออกมาจนได้ ถึงช่วงนี้จะเลิกเสพโคเคนแต่อาการตื่นเต้นในตอนนี้ก็ดูไม่ได้แตกต่างเลย

คืนนั้นวิตาลีเก็บตัวอยู่ในห้อง อาการอยากยากลับมาอีกครั้ง เขาอดกลั้นและบังคับให้สู้ต่อความอยากแต่อาการหวาดระแวงกลับเข้ามาแทนที่ นี่เป็นผลจากการขาดยา

วันรุ่งขึ้นวิตาลีตั้งตารอลูกค้าคนนั้นจนแสดงท่าทางหลุกหลิกลนลานตลอดวัน อยู่ไม่นิ่งจนโดนผู้เป็นแม่ดุราวกับเด็กชายอยู่หลายครั้ง เขาอยากรู้นี่ว่าคนที่มาทานซุปเป็นประจำคือใคร อยากรู้จนเริ่มไม่เป็นอันทำงาน เมื่อไหร่ออเดอร์นั้นจะมากันนะ?

และแล้ว…วิตาลีก็ได้รับใบออเดอร์อย่างที่หวัง เมนูอาหารเดิมในทุกวันมีหรือจะจำไม่ได้ แม้บางครั้งจะมีอย่างน้อยหนึ่งเมนูที่เปลี่ยนไปแต่ทุกครั้งจะต้องมีซุปอยู่ด้วยเสมอ เขาทำตาโตมองกระดาษในมือราวกับถูกรางวัล ชูขึ้นเหนือศีรษะแล้วยิ้มร่าเหมือนเด็กชาย ในที่สุดออเดอร์ก็มาเสียที!

เขาลงมือทำอาหารราวกับคนเสียสติ แท้จริงแล้วในยามปกติช่วงนี้คงไม่ต่างเท่าไหร่.. เมื่อจัดการออเดอร์เป็นที่เรียบร้อยถึงพาร่างมาหลบอยู่หลังบานประตู แอบชะโงกแอบมองไม่ต่างจากเด็กชายที่มีความอยากรู้อยากเห็น เมื่อเห็นอาหารถูกนำเสริฟลงบนโต๊ะเขาจึงทราบได้ทันที

ชายหนุ่มมุ่นคิ้วเล็กๆ ไม่ได้แอบหวังไว้ว่าคือผู้หญิงหรือผู้ชาย อายุมากหรืออายุน้อยแต่ลูกค้าคนนี้กลับเหนือความคาดหมาย เขาหรี่ตามองอย่างกังขา ตั้งคำถามว่าใช่หรือ? คนนี้คือลูกค้าที่ชื่นชอบฝีมือการทำซุปจริงหรือ?

“แม่” ลูกชายคนเล็กกระซิบเรียก ตัวเขาก็ไม่ทราบว่าจะกระซิบด้วยสาเหตุใด “นั่นคือลูกค้าประจำเราเหรอ?” น้ำเสียงน่าหลงใหลถูกเปล่งขึ้นแผ่วเบา กระซิบกระซาบราวกับต้องการให้เป็นความลับแม้แต่กับพ่อที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ใกล้เครื่องคิดเงิน

“ใช่ ‘เขา’ นั่นแหละลูกค้าประจำ แล้วนี่เราจะกระซิบทำไมหื้ม?”

“เปล่ากระซิบนะ แม่ไม่ได้ยินเอง” วิตาลีท้วงกลับแล้วขยับถอยหลังเข้าห้องครัว ความตื่นเต้นกลับกลายเป็นความหวาดระแวง เขาแอบมองอีกครั้งผ่านช่องเล็กๆ ที่มักจะมีใบออเดอร์ลอดผ่าน

ชายผมสีอ่อนแซมด้วยสีเงินเทาๆ นั่งอยู่ที่โต๊ะข้างบานกระจก เขามองออกไปด้านนอก อาจกำลังมองร้านที่อยู่ฝั่งตรงข้าม แต่วิตาลีไม่ได้สนใจในเรื่องนั้น สิ่งที่ทำให้สนใจคือการแต่งตัวที่ดูมูลค่าสูงนั่นต่างหาก ชุดสูทสีน้ำเงินเข้มกับเนคไทที่เข้าคู่ เรือนนาฬิกาที่โผล่ให้เห็นบนข้อมือขวาก็ดูราคาแพง นี่เขาตั้งใจมานั่งร้านเล็กๆ แสนซอมซ่อนี่จริงหรือ? ยิ่งนึกยิ่งทำให้เริ่มกลัว เขาไม่เคยกลัวใครแต่อาการจากการที่ไม่ได้เสพยาทำให้หวาดระแวงใครต่อใครไปเสียหมด ยิ่งก่อนหน้านี้ตนทำธุรกิจเรื่องอาวุธกับยูริด้วยแล้วนั่นกลับสร้างความวิตกจริตมากกว่าเดิม ชายในชุดสูทราคาแพงที่ไหนจะมานั่งอยู่ที่ร้านอาหารรสชาติแย่ๆ แบบนี้กัน

“แม่” วิตาลีกระซิบเรียกอีกครั้ง ดวงตาคู่สวยมองลอดมาจากช่องรับออเดอร์จดจ้องไปยังผู้เป็นแม่ เธอขมวดคิ้วเล็กๆ พลางสั่นศีรษะ ไม่ได้แสดงความรำคาญใจแต่กำลังสงสัยว่าวันนี้ลูกชายตัวน้อยๆ ของเธอเป็นอะไรขึ้นมา

“เขาสวมสูทมาวันแรกหรือแต่งแบบนั้นมาทุกวัน?”

“แต่งแบบนี้ทุกวัน เราจะถามทำไมอีก? ไปๆ เข้าไปทำออเดอร์อื่นต่อ”

ชายหนุ่มไม่ได้กลับไปทำอาหารแต่อย่างใด เขาไม่มีออเดอร์ต้องจัดการ ในตอนนี้ถึงแอบมองอยู่หลังบานประตูครัว จ้องมองไม่วางตาราวกับกลัวว่าชายคนนั้นจะลุกมายิงตนได้ทุกเมื่อ .. ใช่แล้ว.. ปืน! ต้องมีปืนพกเอาไว้ ต้องเก็บไว้ใกล้ๆ ป้องกันตัว ถูกต้องแล้ว.. ต้องไปเอาปืนที่ยูริให้เป็นของขวัญมาใช้ เขาท่องวนไปมาอยู่ในหัวไม่ต่างจากคนขาดสติ ดวงตาเบิกโพลงมากกว่าเดิมด้วยอาการตื่นตระหนก ลุกลี้ลุกลนจนเผลอออกทางหน้าร้านแทนที่จะเป็นหลังร้าน

ร่างแสนมอมแมมที่กำลังเยื้องย่างเข้าหาทำให้ชายในชุดสูทเงยใบหน้าขึ้นมอง พวกเขาสบตากันในทันที เหมือนลูกค้าผู้นี้กำลังอ่านวิตาลีอยู่

Hamno! (Shit!) วิตาลีสบถในใจ ดันเผลอมองไปแล้ว ตายแน่! แถมยังละสายตาไปไหนไม่ได้ด้วย เหมือนโดนแช่แข็งอยู่ตรงนั้น เดี๋ยวสิ! นั่นมองแบบนั้นทำไม จะขยับไปไหน! นายกำลังหันมองใคร?

“พ่อครัว?” เขาหันไปถามคุณนายออร์ลอฟ คำพูดแรกถูกเปล่งออกมาจากชายในชุดสูท น้ำเสียงที่ฟังเป็นเอกลักษณ์นั่นเพียงคำเดียวก็ทราบโดยทันทีว่ามาจากเมืองผู้ดี

“วิตาลีทำตัวดีๆ หน่อย” ผู้เป็นแม่ส่งเสียงดุด้วยภาษาถิ่นแน่นอนว่าเจ้าลูกชายตัวแสบก็ตอบกลับมาด้วยภาษาถิ่นแทบจะทันที “ผมยังไม่ทันทำอะไรเลย!” ม่านตาของเขาขยาย ดวงตากลมโตพอเบิกกว้างแล้วกลับทำให้ดูน่ารักไปเสียอีก ชายในชุดสูทกำลังมองอย่างสนใจ

“ผมคุยกับเขาได้หรือเปล่าครับคุณนาย? ขอบคุณ”

เขากล่าวขอบคุณทิ้งท้ายเมื่อเธอพยักหน้ารับ แถมบอกให้เจ้าลูกชายนั่งลงเสียด้วย เธอกับสามีหลบไปนั่งอยู่ห่างๆ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาทแม้จะอยู่ห่างออกไปแต่วิตาลีกับลูกค้าก็ยังคงอยู่ในสายตา พวกเขากลัวลูกชายจะทำอะไรไม่ดีขึ้นมาเสียมากกว่า

“คุณออร์ลอฟ..”

“วิตาลี” ชายหนุ่มตอบกลับในทันที “คุณออร์ลอฟนั่นพ่อฉัน”

“วิตาลี” เขาทวนเบาๆ “ผมยินดีที่ได้พบกับพ่อครัวประจำร้าน” น้ำเสียงนั้นฟังน่าหลงใหล หากอีกฝ่ายไม่สวมชุดสูทจนดูเหมือนพวกมาเฟียหรือนักฆ่าวิตาลีคงรู้สึกยินดีมากกว่านี้

“ผมชอบซุปฝีมือของคุณมากและอยากจะทานแบบนี้ในทุกๆ วัน ผมถามสักหน่อยได้ไหมว่าวันนั้นคุณปรุงรสแบบพิเศษเพราะวันพิเศษหรือเปล่า?”

ที่ชายในชุดสูทกำลังกล่าวถึงคือวันที่วิตาลีพยายามปรุงรสให้อร่อยกว่าวันอื่นๆ อีกฝ่ายกำลังจะบอกว่ามันห่วยใช่ไหมนะ?

“ความลับทางการค้า”

ชายหนุ่มยกแขนคล้องกอดอก พยายามไม่แสดงท่าทีหลุกหลิกกระวนกระวาย หากจะตอบว่าปรุงเพื่อลูกค้าคนพิเศษมันก็จะฟังแปลกจนเกินไปถึงเลือกตอบบ่ายเบี่ยง

แม้ท่าทางของวิตาลีจะดูไม่ผิดแปลกแต่กลับดึงดูดสายตาของชายชุดสูทได้เป็นอย่างดี เขาจ้องมองอย่างสนใจ พยายามไม่จดจ้องจนดูเสียมารยาทเกินไป ทำไมชายหนุ่มตรงหน้าถึงแสดงท่าทีรั้นๆ ใส่เขากัน? นี่ไม่พอใจอะไรเขาอยู่หรือเปล่า

“แฮร์รี่ มิทเชลคือชื่อของผม”

เจ้าของชื่อกล่าวขึ้นเมื่อพบว่าวิตาลียังคงแสดงสีหน้ารั้นๆ ใส่ ทั้งขมวดคิ้วหรี่ตามองไม่หันไปทางอื่น แถมพอเริ่มขยับตัวก็ดันขยับตาม ดูกำลังหวาดระแวงเป็นอย่างมาก

“ทำอะไรให้อึดอัดหรือเปล่า?”

“นายคิดว่าไงล่ะ?”

Blyat! อยากจะถามจริงๆ ว่ามาแถวนี้เพราะธุรกิจหรือแค่ผ่านมา แต่พ่อกับแม่ดันอยู่ด้วยนี่สิ วิตาลีขมวดคิ้วหนักกว่าเดิมเคร่งเครียดจากความหวาดระแวงไปหมด

“คิดว่าคุณมีคำถามอยู่ในใจ ลองถามผมก็ได้”

มิทเชลสามารถอ่านท่าทางและสีหน้าของวิตาลีออกเพียงในระยะเวลาสั้นๆ เขาอ่านคนค่อนข้างบ่อยทีเดียว

“นายอยู่แถวนี้เหรอ?”

“ทางผ่านที่พักเลยมาแวะทานอยู่บ่อยๆ ถ้าจะถามต่อว่าทำไมอาจจะทำร้ายจิตใจกันเกินไป”

เขาค่อนข้างจะตอบดักคอเพราะแม้คำตอบของมิทเชลจะไม่ได้ถูกกล่าวบอกแต่วิตาลีนั้นก็ทราบอยู่แก่ใจ ร้านโล่งๆ แบบนี้.. ..

“ไม่เบื่อรึไงทานอยู่แต่ซุปรสชาติเดิมๆ หลายคนบอกห่วยเลยนะ”

“ผมชอบถึงได้ทาน อย่าประเมินฝีมือตัวเองต่ำนักเลย หลังจากนี้ผมจะยังคงมาทานเหมือนเดิม”

ไม่อาจทราบได้ว่าความหวาดระแวงของพ่อครัวประจำร้านอย่างวิตาลีจางหายไปเมื่อใด หลังจากถามเรื่องคาใจ? หลังจากถามเรื่องซุป? เขาคงหาคำตอบไม่ได้ในตอนนี้ ถึงจะคลายความกังวลมาได้บ้างแต่ไม่สามารถเปลี่ยนใจเรื่องที่แฮร์รี่ มิทเชลอาจเป็นผู้ซื้อหรือผู้ขายในวงการเดียวกันกับยูริ เขายังคงกลัวถูกเป่าสมองอยู่ดี

มิทเชลไม่ได้กล่าวคำพูดใดอีกหลังจากนั้น มือจับกระดาษทิชชูขึ้นซับริมฝีปากแทนการใช้ผืนผ้า วางเงินจำนวนหนึ่งลงบนโต๊ะและแยกอีกจำนวนหนึ่งไว้ตรงหน้าของชายหนุ่มที่ตอนนี้กำลังทำตาโตใส่

“นี่อะไร?” วิตาลีเขี่ยๆ แบงค์เพื่อนับ เขาพบว่าจำนวนเงินเกินมามากโข นัยน์ตาสีฟ้าใสมองตามร่างในชุดสูททีตอนนี้ลุกขึ้นยืนติดกระดุมเสื้อเตรียมออกจากร้าน

“ทิปส์ของคุณโดยเฉพาะ คุณคุยสนุกมาก”

อยากจะเขวี้ยงเงินใส่หน้าหมอนี่ชะมัด!! วิตาลี ออร์ลอฟได้แต่ส่งเสียงคำรามในใจ เขาไม่ใช่เด็กนั่งดริ๊งนะเว้ย!

“ถือเป็นค่าเสียเวลาที่ทำให้เชฟมานั่งอยู่ตรงนี้”

คำว่า ‘เชฟ’ ดูสร้างความพอใจให้แก่วิตาลีในระดับหนึ่ง ปกติคงไม่ได้ถูกเรียกด้วยคำคำนี้บ่อยนัก ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนในทันที

“ครั้งหน้าไม่ต้อง ฉันไม่อยากได้”

อยากได้สิวะ! เขาอยากได้จะตายชักแต่ไม่รู้ว่านี่มันสำหรับที่นั่งคุยจริงๆ หรือเปล่า ไม่ใช่มาหลอกตลบหลังว่าเป็นมัดจำอะไรหรอกใช่ไหม?

“ไว้ค่อยคิดอีกที”

มิทเชลตอบรับเพียงสั้นๆ แล้วดันประตูร้านเดินออกไป มาดผู้ดีแบบนี้ก็มีบ้างที่อยากตบให้คว่ำ วิตาลียืนแนบกระจกร้านมองออกไปยังชายในชุดสูทที่ตอนนี้หยิบแว่นกันแดดขึ้นสวม เหมือนว่ามิทเชลจะทราบถึงการกระทำเด็กๆ นั่นถึงหันใบหน้ากลับไปทางร้านก่อนสาวเท้าเดินออกจากถนนเส้นนั้น

“….”


ถ้าใครชม Lord of War แล้วจะทราบครับว่าคาแร็คเตอร์ตอนวิตาลีเสพยาและเลิกยาเป็นแบบไหน มีความสับสนในตัวเองดี เขียนไปก็สนุกดีนะครับดูสับสนชีวิต.. ส่วนมิทเชลนั้น โดยรวมมาดนิ่งมาก ยุ่งเกี่ยวกับแก๊งสเตอร์เป็นหลักเลย สวมสูทเดินไปเดินมาแต่ละทีดูดีมากๆ
ตั้งใจไว้ว่าจะ One-Shot แต่แล้วก็ออกมาเป็นแบบนี้ครับ ไม่จบอีก.. จงอย่าดองเลย #หิวข้าว #อยากชิมซุปฝีมือวิตาลี #มีปัญหากับตัวอักษรกับย่อหน้าอีกแล้วช่วยด้วยครับ #…