[AU-FARRELLETO]SOUP, CIGARETTES AND FIREARMS (2)

Standard

 

 

Title : Soup, Cigarettes and Firearms [2]
Paring : Vitaly Orlov / Harry Mitchel
Movie : Lord of War + London Boulevard
Rate : PG15
Writer : Zol Redfox

 

Soup Cigarettes and Firearms

*หมายเหตุ* เนื้อหามีส่วนที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติดและความรุนแรงโปรดใช้วิจารณญาณ

 

 

นับเป็นเวลาเกือบสองสัปดาห์หลังจากที่ ‘วิตาลี ออร์ลอฟ’ ลูกชายคนเล็กของครอบครัวออร์ลอฟ พ่อครัวประจำร้านอาหารเล็กๆ ในย่าน Little Odessa พบกับชายในชุดสูท ‘แฮร์รี่ มิทเชล’ ลูกค้าประจำเพียงหนึ่งเดียวของร้าน
ครั้งแรกที่ได้เผชิญหน้ากับมิทเชล เขายอมรับว่าหวาดระแวงและวิตกจริตเป็นอย่างมาก คิดว่าชายคนนี้คือลูกค้าของยูริจากธุรกิจค้าขายอาวุธ คิดว่าชายคนนี้คือนักฆ่าหรืออาจเป็นมาเฟียที่กำลังตามล่าพวกเขาอยู่… จนตอนนี้วิตาลียังคงรู้สึกเช่นนั้น
ในทุกวันมิทเชลจะสวมชุดสูทแสนคุ้นตาตัวนั้นมานั่งที่โต๊ะตัวเดิม ทานซุปกับอาหารรายการซ้ำเดิม มองออกไปนอกหน้าต่างราวกับรอคอยบางสิ่ง วิตาลีตั้งคำถามมากมายภายในหัว แม้ภายนอกจะดูไม่มีพิษภัยแต่เขาเชื่อว่าแฮร์รี่ มิทเชลคนนี้มีบางสิ่งซ่อนอยู่ แล้วสาเหตุใดถึงต้องหวาดระแวงมากถึงเพียงนี้?! ผ่านมาเกือบสองสัปดาห์แล้วควรเลิกคิดเรื่องพวกนั้นสักที อย่างไรแล้วย่านพักอาศัยที่พวกเขาอยู่ก็เกิดเหตุอาชญากรรมอยู่เป็นปกติ ไม่ควรแปลกใจเลย
“อาหารมาแล้ว..มิทเชล”
เจ้าของชื่อหันใบหน้ากลับมาทางต้นเสียง ชามอาหารถูกวางลงที่เบื้องหน้าวันนี้เชฟถือโอกาสนำเสิร์ฟด้วยตัวเองน่าประหลาดใจเสียจริง
“สวัสดีตอนบ่ายวิตาลี”
เขากล่าวทักทายตามมารยาทพร้อมมอบรอยยิ้มเล็กๆ ที่นานครั้งจะเผยให้คู่สนทนาได้ชม มิทเชลไม่ค่อยยิ้ม ยิ่งหากเป็นการหัวเราะแล้วคงเรียกว่ายากมากทีเดียว ดวงตาสีเข้มจดจ้องไปยังชายหนุ่มอย่างรอคอย อาจกำลังคาดหวังให้กระทำบางสิ่ง
“สวัสดี..ตอนบ่าย”
“นั่งด้วยกันก่อนดีไหม?” มิทเชลเป็นฝ่ายเชื้อเชิญ
“ฉันมีงานต้องทำในครัว”
“แต่ในตอนนี้ลูกค้าเพียงคนเดียวของคุณคือผม แถมเมนูของผมก็ได้ครบแล้ว”
วิตาลีส่งเสียงคำรามในลำคอ นั่นเป็นครั้งแรกที่แสดงท่าทางไม่พอใจใส่ลูกค้าเขาเผลอตัวไปหน่อย แต่แม้จะส่งเสียงคำรามกับทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมากเพียงใดวิตาลีก็ไม่ได้ดูน่ากลัวเลยแม้แต่น้อย มีครู่หนึ่งที่มิทเชลคิดว่าเหมือนลูกแมวกำลังขู่ และเขาก็ไม่ได้ตำหนิเรื่องที่อีกฝ่ายแสดงออกเช่นนั้น   เมื่อร่างของเชฟหนุ่มถูกทิ้งลงบนเก้าอี้แล้วแทนที่จะเริ่มบทสนทนาใดกลับมีเพียงความเงียบที่โอบล้อมพวกเขาทั้งสอง  วิตาลีนั่งมอง รู้แก่ใจว่าจ้องคนทานอาหารคงทำให้อึดอัดแต่กลับกระทำเช่นนั้นเพียงเพราะตั้งใจกดดันชายผู้นี้
“ทานกับผมได้นะหากว่าคุณหิว”
“ไม่ล่ะ อยากกินอย่างอื่น”
“อย่างเช่นอะไรล่ะที่คุณอยาก?”
มิทเชลทานอย่างไม่เร่งรีบมองแล้วอาจอธิบายได้ว่าดูสงบนิ่งและเบามือ ไม่มีแม้แต่เสียงช้อนส้อมกระทบกันหรือแม้แต่เสียงกระทบกับขอบชามซุป เขายังคงตักทานขณะรอคอยคำตอบโดยไม่กล่าวสิ่งใดบางทีคงทำให้ทราบเกี่ยวกับอีกฝ่ายได้บ้าง
“เนื้อลูกแกะหมักซอส ..ของร้านเนชั่นนอลและไนท์คลับ”
นั่นอาจไม่ใช่ของโปรดของชายหนุ่ม บางทีอาจเป็นของที่ต้องการทานในตอนนี้เพราะไม่เพียงบอกเมนูอาหาร วิตาลีถึงกับบอกร้านที่ต้องการไปทานเสียด้วย
“คุณน่าจะพาผมไปร้านนั้น”
“ห๊ะ?”
ดวงตากลมโตฉายแววฉงนแต่กลับแฝงด้วยความสนใจ เขาอาจกำลังวางตัวได้ไม่ถูกเมื่อถูกคนที่ทำให้ตัวเขาหวาดระแวงมาตลอดสองสัปดาห์กล่าวชวนไปทานอาหาร .. มิทเชลจะเดาว่าอีกฝ่ายกำลังตื่นเต้นแม้จะคาดเดาได้ยากว่าในตอนนี้ชายหนุ่มลูกชายร้านอาหารกำลังรู้สึกเช่นไรแต่จะพยายามคิดในแง่ดีนั่นคืออีกคนกำลังสนใจ
“บ้าน่ะ! นี่ตั้งใจหลอกไปใช่ไหมล่ะ? มีแผนอะไรอยู่ใช่ไหม?!”
น้ำเสียงที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่ากำลังรู้สึกเช่นไรถูกเปล่งออกมาเสียงดังแม้ว่าในบางมุมวิตาลี ออร์ลอฟจะคล้ายตื่นเต้นแต่หากสังเกตให้ดีแล้วแววตาที่สั่นไหวและหัวคิ้วที่ขมวดมุ่นเล็กๆ นั่นกำลังแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าชายหนุ่มกำลังวิตก  วิตาลีเป็นคนหนึ่งที่ทำให้มิทเชลรู้สึกว่าคาดเดาได้ยาก การอ่านชายผู้นี้นับว่าเป็นเรื่องยากเพราะไม่อาจแน่ใจได้ว่าการกระทำและความรู้สึกนั่นออกมาอย่างธรรมชาติหรือกำลังฝืน บางครั้งวิตาลีดูคล้ายจะมีอาการหลอนอ่อนๆ ผลพวงมาจากการเลิกเสพยาแม้ชายหนุ่มสัญชาติยูเครนจะพยายามเลิกหรือบำบัดแต่ผลสุดท้ายกลับไม่หายขาดเสียที หากความต้องการมาถึงขีดสุดเร็วๆ นี้คงได้ไปซื้อมาเสพอีกเป็นแน่
“วิตาลี! เอะอะอะไรใส่ลูกค้า?”
คุณนายออร์ลอฟซึ่งอยู่ที่โต๊ะถัดไปอีกฟากของร้านส่งเสียงบอกลูกชายคนเล็ก ลูกชายของเธอเอะอะจนเกินไปไม่เรียบร้อยเอาเสียเลย ดีใจอยู่หรอกที่วิตาลีมีเพื่อนแต่โวยวายโหวกเหวกเช่นนั้นอาจทำให้มิทเชลรำคาญก็เป็นได้
ชายในชุดสูทไม่ได้ตอบรับด้วยคำพูดเพียงแต่ยิ้มอย่างสุภาพเพื่อบอกกับเธอว่าไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ บางทีตนอาจชอบท่าทางที่แสดงออกของวิตาลี เขาหันกลับมาสบมองนัยน์ตาคู่สวยแต่แล้วกลับต้องละจากเมื่อเรือนนาฬิกาบนข้อมือขวาถูกยกขึ้นอ่านเวลา แบงค์และเหรียญสำหรับค่าอาหารถูกวางลงบนโต๊ะหลังจากกระเป๋าใส่เงินถูกนำออกมาจากเสื้อสูท มิทเชลลุกขึ้นยืน
“เจอกันพรุ่งนี้ ขอบคุณสำหรับอาหาร”
ทุกอย่างดูรวดเร็วไปเสียหมดมิทเชลสาวเท้าเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ท่าทางเช่นนั้นทำเอาวิตาลีใจแป้วขึ้นมา อยากจะรั้งอยู่หรอกแต่ไม่กล้าจะดึงหรือกล่าวคำพูดใดออกไป  ‘ไม่เอาสิ นั่นไม่พอใจจนรีบหนีเหรอ?’  ชายหนุ่มคิดกับตัวเอง นัยน์ตาสีฟ้าใสมองตามร่างนั้นไปพอรู้ตัวอีกทีก็มายืนติดกระจกมองอีกคนที่จุดมวนบุหรี่ขึ้นสูบอยู่ข้างรถคันหรู  มิทเชลในขณะนั้นกำลังทบทวนสิ่งที่ต้องทำในคืนนี้การสูบบุหรี่ช่วยให้เขามีสมาธิมากขึ้น  ควันบุหรี่ถูกปล่อยผ่านริมฝีปากออกมาแผ่วเบา ใบหน้าที่หันกลับมาพบท่าทางเหมือนลูกสุนัขหงอยๆ ของวิตาลีทำให้เผลอขยับยิ้มเล็กๆ เขาไม่อาจทราบได้ว่าวิตาลีกำลังคิดสิ่งใด ในตอนนี้อาจไม่มีเวลาให้คิดถึงมากนักเพราะอย่างไรแล้วท้ายที่สุดมิทเชลก็จะกลับมาที่ร้านแห่งนี้เสียอยู่ดี เขามีเหตุผลของตัวเอง..
“พรุ่งนี้แม่คิดว่าเขาจะมาไหม?”
น้ำเสียงที่แตกต่างไปจากเคยถูกเปล่งขึ้นให้ได้ยินนั่นอาจเป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ ในใจลึกๆ กลับพยายามบอกว่ามิทเชลต้องกลับมาอุดหนุนอีกแม้อาหารที่เขาทำจะไม่ได้อร่อยเลิศเลอ.. นั่นสิ อาหารไม่อร่อยแล้วโดนตะโกนใส่ไปแบบนั้นเผลอๆ อาจย้ายไปทานร้านอื่นแล้วก็ได้.. วิตาลีรู้สึกกังวลอาจจะกังวลมากเกินไป กระวนกระวายเสียจนต้องเดินออกนอกร้านไปสูบบุหรี่ให้รู้สึกผ่อนคลาย ภาวนาให้ตัวเขาไม่เดินไปซื้อยามาเสพก็พอ..
เข็มนาฬิกาบนข้อมือขวากำลังจะชี้เลขสามอย่างสมบูรณ์ มิทเชลพ่นลมหายใจแผ่วๆ เขายังคงอยู่ในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มตัวสวยเช่นที่ผ่านมา ในตอนนี้คือการรอคอย..รอเวลาที่ต้องสะสางงาน ถนนที่ไร้รถยนต์กับฟุตบาทที่ไร้ผู้คน บรรยากาศเงียบๆ ภายใต้ความมืดและไฟสลัวๆ ทำให้คิดอะไรได้หลายสิ่ง เขาถอนใจอีกครั้ง.. มวนบุหรี่ถูกหยิบออกจากซอง จุดสูบด้วยไฟแช็กที่พกพาเป็นประจำก่อนพ่นควันให้ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ระหว่างนี้ดันคิดถึงวิตาลี ออร์ลอฟขึ้นมาเสียเฉยๆ มิทเชลเพียงไม่เข้าใจว่าเหตุใดชายผู้นั้นถึงระแวงเขาถึงเพียงนั้น เดี๋ยวก็ระแวงเดี๋ยวก็สนอกสนใจ.. ท่าทางจะต้องเสพอะไรอยู่เป็นแน่
“ไม่น่าเลยเชฟ..” เขากล่าวออกมาแผ่วเบาเมื่อคิดเรื่องนั้นแต่แล้วเสียงอันแสนคุ้นหูกลับดังขึ้นจากทางด้านหลังดึงชายหนุ่มคืนสู่ความเป็นจริง หญิงสาวร่างสูงโปร่งปรากฏตัวขึ้นในชุดกระโปรงสีเงินตัวยาวมีประกายระยิบระยับเข้าคู่กับกระเป๋าราคาแพง รองเท้าส้นสูงคู่นั้นหากถอดออกคงจะตัวเล็กกว่ามิทเชลมากทีเดียว เธอยิ้มให้จางๆ
“ขอโทษที่ช้าจนป่านนี้นะ แฮร์รี่”
มิทเชลพยักหน้าเบาๆ โดยไม่ได้กล่าวต่อว่า มวนบุหรี่ถูกดับลงในท้ายที่สุดแม้จะสูบไปได้ไม่กี่นาที เขาพาเธอขึ้นรถหรูเปิดประทุนสีดำสนิทก่อนจะขับออกจากสถานที่แห่งนั้นในทันที พวกเขาทั้งสองไม่ได้คุยกันมากนักระหว่างเดินทาง ส่วนมากจะเป็นตัวหญิงสาวที่เริ่มหัวข้อสนทนา
“คุณน่าจะเข้าไปในงานกับฉัน มารอในที่เงียบๆ แบบนั้นถึงจะเป็นคุณก็เถอะมันอันตรายนะ”
“ระหว่างที่รอคุณผมก็ไปทำงานอื่นแล้วค่อยวนกลับมารับ อีกอย่าง.. ผมไม่ค่อยชอบงานสังสรรค์หรือพวกผับ ไนต์คลับ..”
“นั่นทำให้คุณนึกถึงอดีต” เธอกล่าวพร้อมหันไปยิ้มให้   “แบบนี้คุณจะพาสาวไปเที่ยวที่ไหนได้บ้าง? บ้านคุณ?”
เธอทำหน้าทะเล้นแล้วหัวเราะออกมาแถมยังไม่หยุดแสดงการหยอกล้อจนมิทเชลเผลออมยิ้มเล็กๆ นั่นทำให้ชายหนุ่มต้องปฏิเสธและท้วงออกไปบ้าง
“ผมมีที่สำหรับคู่เดทเสมอ”
“อยากรู้จังว่าผู้โชคดีคนนั้นคือใคร มาเดทกันไหมแฮร์รี่? ฉันอยากรู้ว่าคุณจะพาฉันไปไหน”
สิ่งที่ชายหนุ่มกระทำคือการกล่าวคำว่า ‘ไม่’ พร้อมสั่นศีรษะ อย่างไรแล้วพวกเขาทั้งสองคงจะทำเช่นนั้นไม่ได้ แม้หญิงสาวจะหยอกล้อและแหย่มากเพียงใดแต่มิทเชลยังคงปฏิเสธเสียอยู่ดี สุดท้ายเขาก็ขับมาถึงที่พักของเธอ บ้านหลังโตที่อยู่ห่างออกไปจากตัวเมือง
“ตอนนี้ดึกแล้วคุณขับรถฉันกลับเลยก็ได้หรือถ้าไม่กลับฉันจะไปเตรียมห้องไว้ให้”
“ผมขับกลับดีกว่า พรุ่งนี้เช้าจะขับมาคืน”
หญิงสาวเจ้าของรถยิ้มส่งท้ายแล้วตอบกลับด้วยคำเพียงสั้นๆ ว่า ‘ตกลง’ เธอยืนรอกระทั่งมิทเชลขับออกไปถึงกลับเข้าบ้าน
ขณะที่มิทเชลกำลังเดินทางกลับทางด้านวิตาลีในตอนนี้กำลังนอนกระวนกระวายอยู่ในห้อง จนป่านนี้เขายังนอนไม่หลับ.. ไม่รู้ว่าเพราะเรื่องมิทเชลหรือเป็นเพราะอาการลงแดงจากความอยากยา เขาทนไม่ไหวจนต้องหยิบบุหรี่มวนสุดท้ายขึ้นจุดสูบ ชุดที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อกับการสูดหายใจแรงๆ ยิ่งทำให้เขารู้สึกไม่สบายตัว ร่างกายกำลังตอบสนองบางสิ่งจนเริ่มสั่น เขาเขย่าขา มีบ้างที่สั่นศีรษะไปมาและส่งเสียงแปลกๆ  ‘อยาก..’ คือคำที่วนเวียนอยู่ในหัว นั่นเริ่มทำให้รู้สึกรำคาญจนส่งเสียงคล้ายกับร้องไห้ วิตาลีดับบุหรี่และเดินออกจากห้องไปเข้าห้องน้ำ ล้างตัวเสียหน่อยคงทำให้ดีขึ้น น้ำเย็นๆ ทำให้รู้สึกผ่อนคลายแต่คงทนได้ไม่นาน
เขากลับออกมาเช็ดเนื้อตัว สวมเสื้อยืดแขนสั้นกับกางเกงขายาวก่อนทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอีกครั้งพยายามข่มตาหลับแต่สุดท้ายอาการลนลานก็เริ่มแสดงออกอีกครั้ง วิตาลีคว้ากล่องบุหรี่ควานหาภายในนั้นเผื่อว่าจะหลงเหลือโดยลืมไปว่าก่อนหน้าได้สูบมวนสุดท้ายไป หากไม่มีอะไรดึงดูดความสนใจคงทนไม่ไหวเป็นแน่ สุดท้ายจึงกระเด้งตัวลุกจากเตียง หยิบเสื้อแจ็คเก็ตสวมกางเกงยีนแล้วออกจากบ้านไปตอนเวลาเกือบตีห้า รอบด้านเริ่มสว่างเสียแล้วแต่ตัวเขากลับยังไม่ได้นอนเลยให้ตายเถอะ..

 

To be continued…

 

ไม่คิดเลยว่าจะยาวครับ.. ตั้งใจไว้ว่า 3 ตอนจบแต่แค่ตอน Cigarettes ก็โดนตัดตอนแล้วไม่รู้ Firearms จะยาวไหมแต่ยังไงก็ต้องเขียนให้จบครับ OTL

 

[AU-Farrelleto]Soup, Cigarettes and Firearms (1)

Standard

 

Title : Soup, Cigarettes and Firearms [1]
Paring : Vitaly Orlov / Harry Mitchel
Movie : Lord of War + London Boulevard
Rate : PG15
Writer : Zol Redfox

 

Soup Cigarettes and Firearms

*หมายเหตุ*:  เนื้อหามีส่วนที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติดและความรุนแรงโปรดใช้วิจารณญาณ

 

 

 

Lord of War

 

 

ในนิวยอร์กมีร้านอาหารมากมายให้เลือกสรร ร้านอาหารราคาแพง ร้านอาหารราคาถูก แม้แต่ร้านอาหารราคาถูกแสนถูก แต่ละร้านมีจุดเด่นและการดึงดูดลูกค้าที่แตกต่างกัน ทั้งด้านรสชาติ บรรยากาศ สภาพแวดล้อมรวมถึงเรื่องบุคคลากรของแต่ละร้าน

Brighton Beach หรือ Little Odessa นับเป็นแหล่งของร้านอาหารที่หลากหลายแห่งหนึ่งในนิวยอร์ก หนึ่งในนั้นคือร้านอาหารเล็กๆ ของครอบครัวออร์ลอฟ

‘วิตาลี ออร์ลอฟ’ ลูกชายคนเล็กของบ้านคือพ่อครัวประจำร้าน ฝีมือทำอาหารของเขาไม่ได้ดีเลิศหรือสามารถแข่งกับใครๆ ได้ เรียกว่าพอทานได้อาจไม่ผิดเสียทีเดียว ทุกๆ วันวิตาลีจะทำเมนูอาหารซ้ำเดิมโดยเฉพาะเมนูซุปที่มักจะถูกพี่ชายอย่าง ‘ยูริ ออร์ลอฟ’ พูดใส่ว่า ‘ซุปของนายฆ่าคนตายได้’ หากเป็นไปได้เขาก็อยากจับพี่ชายคนนี้กรอกปากด้วยซุปจนหมดหม้อเลยทีเดียว

ร้านอาหารเล็กๆ ของครอบครัวออร์ลอฟไม่ได้มีลูกค้ามากมายเช่นร้านอื่น นอกจากเรื่องรสชาติอาหารแล้วยังมีเรื่องบรรยากาศของร้านและทำเลที่ตั้งอีกด้วยที่ทำให้บรรดาลูกค้าตัดสินใจไม่มานั่งร้านเล็กๆ แห่งนี้ บางวันพวกเขาก็ไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลยแม้แต่คนเดียว

แต่แล้ววันหนึ่งยูริกลับมองเห็นเส้นทางในการทำธุรกิจ เขาเลือกที่จะเข้าวงการตลาดซื้อขายอาวุธโดยมีน้องชายแสนน่ารักอย่างวิตาลีเป็นหุ้นส่วน ตั้งแต่วันนั้นครอบครัวออร์ลอฟก็มีเงินไม่ขาดมือ พวกเขาสองพี่น้องไม่เคยบอกพ่อกับแม่ และไม่มีวันบอก

อย่างไรก็ดีใช่ว่าการทำธุรกิจนี้จะราบรื่น ครั้งหนึ่งลูกค้าตัวแสบของพวกเขาทั้งสองกลับทำการซื้อขายด้วยโคเคน จ่ายด้วยสารเสพติดแทนที่จะเป็นเงินสดอย่างที่ตกลง นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของหลายๆ สิ่ง เมื่อการเสพโคเคนของยูริเป็นการเฉลิมฉลองแต่สำหรับวิตาลีแล้วนั่นเป็นการ ‘เสพติด’

วิตาลีเสพติดจนไม่อาจเลิกได้โดยง่าย เมาจนหัวทิ่มก็เคยมาแล้วหลายครั้ง มีความ ‘อยาก’ เสียจนคลั่ง เรียกว่าเสพติดเป็นชีวิตจิตใจ เขาไม่เคยลองมาก่อนแต่เมื่อลองแล้วครั้งหนึ่งกลับไม่อาจที่จะเลิกเสพได้เลย

ใบหน้าแสนน่ารักน่าเอ็นดูของน้องเล็กจากที่เคยมอมแมมเพราะการทำอาหารในครัวกลับเริ่มมีขอบตาคล้ำ พูดจาไม่เป็นศัพท์ เมาหัวราน้ำในทุกวัน จดจ่ออยู่กับโคเคนจนไม่เป็นอันทำงาน เหตุผลทุกประการทำให้ต้องถอนตัวจากธุรกิจและถูกส่งเข้ารับการบำบัด ยูริอาจนึกรู้สึกผิดอยู่ในใจที่ทำให้น้องชายต้องตกอยู่ในสภาพย่ำแย่หลังจากนี้เขาต้องเดินหน้าทำธุรกิจเพียงลำพัง ขณะที่วิตาลีเสพติดโคเคน ยูริอาจไม่ทราบเลยว่าเขาเสพติดการทำงานในสายอาชีพนี้

วิตาลีถูกทิ้งให้อยู่ในนิวยอร์กกับพ่อแม่ เข้ารับการบำบัดอยู่หลายครั้งแต่เมื่อออกมาก็ต้องกลับเข้าไปใหม่เพราะอาการเสพติดที่ไม่หายขาด เขาไม่อาจยับยั้งความ ‘อยาก’ นั้นได้เลย บางครั้งการทำงานในครัวก็สร้างความกังวลหลายอย่างแก่ผู้เป็นพ่อและแม่ บางครั้งวิตาลีเสพจนน็อคคาห้องครัว อาการหวาดระแวงและหดหู่แสดงเด่นชัดเมื่อพยายามเลิกยา ใช้เวลาอยู่หลายปีจึงหยุดความอยากนั้นได้บ้างแต่พอเที่ยวเล่นกับสาวๆ เขาก็ได้ยามาเสพอยู่เนืองๆ

หลังจากผ่านไปหลายเดือนเขาก็สามารถตั้งตัวใหม่ได้อีกครั้ง ลดความอยากเหล่านั้นได้มากกว่าเคย กลับมาทำงานครัวได้เช่นที่ผ่านมา แถมดันมีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นอีกด้วย วิตาลีเคยคิดว่าอาจเป็นเพราะผลจากการพยายามเลิกเสพโคเคน

“วิตาลี ออเดอร์เข้า”

ผู้เป็นแม่สอดใบออเดอร์ผ่านช่องเล็กๆ ที่เชื่อมระหว่างหน้าร้านและห้องครัวหลังกล่าวจบประโยค ชายหนุ่มเจ้าของชื่อคว้าจับกระดาษแผ่นนั้นเหน็บไว้กับเส้นเชือกเหนือเคาท์เตอร์เพื่อให้อ่านได้สะดวก นัยน์ตาสีสวยไล่อ่านอย่างถี่ถ้วน น่าแปลกใจที่ช่วงนี้เมนู ‘ซุป’ ที่ยูริเคยพูดว่าสามารถฆ่าคนตายได้กลับถูกสั่งออกไปเป็นประจำ นี่นับเป็นวันที่ห้าติดต่อกันแล้ว ทำลายสถิติเลย แอบดีใจอยู่เหมือนกัน

ลูกชายคนเล็กของบ้านมักจะใช้เวลาอยู่ภายในครัวมากกว่าหน้าร้าน เขาไม่ได้มีโอกาสพบหน้าลูกค้าเท่าใดนัก แต่อย่างว่า.. ร้านเล็กๆ ของครอบครัวออร์ลอฟหากไม่ใช่ลูกค้าที่ต้องการอาหารราคาถูกรองท้องก็คงเป็นนักท่องเที่ยวที่ไม่เคยรู้จักร้านของพวกเขามาก่อน ปกติแล้วคนที่มาทานมักจะมาทานเพียงสองสามครั้งก็หายต๋อม นั่นน่าน้อยใจอยู่มากทีเดียว

วันนี้วิตาลีค่อนข้างอารมณ์ดี ชิมซุปและพยายามปรุงให้อร่อยกว่าวันใดๆ เพื่อให้ลูกค้าพึงพอใจ.. เขาเชื่อเช่นนั้น แม้จะไม่อาจทราบได้ว่ารสชาติของซุปมื้อนี้จะถูกปากหรือไม่แต่ซุปถ้วยนั้นก็ถูกนำเสริฟพร้อมเมนูอาหารอื่น หวังว่าจะไม่ถูกด่ารอกนะ? ชายหนุ่มใช้เวลาอยู่ในครัวเช่นนั้นกระทั่งปิดร้าน

“วิตาลีวันนี้ลูกทำอะไรกับซุปหรือเปล่า ลูกค้าบอกรสชาติแปลกไป”

โอ้.. เอาแล้วไง.. เขากะพริบตาปริบๆ อยากจะทำเป็นไม่รับรู้เสียจริงเชียว

“ผมทำแบบเดิมนะ แบบที่ยูริบอกว่าฆ่าคนตายได้น่ะ”

“ลูกค้าบอกแปลกใหม่แต่ชอบแบบเดิมที่ลูกทำมากกว่า”

“ลูกค้าคนเดิม?”

เขาเริ่มตั้งคำถามด้วยความสงสัย การที่ทราบว่ารสชาติแปลกไปจะต้องเป็นลูกค้าที่มาเป็นประจำเป็นแน่

“คนเดิมตลอด ลูกคิดว่าเราจะมีลูกค้าประจำกี่คนกันเชียว?”

แปลกใจจัง.. วิตาลีมุ่นคิ้วเล็กๆ การที่มีลูกค้าประจำนั่นนับว่าดีอย่างน้อยก็มีเงินเข้าทุกวัน พรุ่งนี้คงต้องผละออกไปชะโงกหน้ามองดูเสียหน่อยว่าคือใคร อาการตื่นเต้นแสดงเด่นออกมาจนได้ ถึงช่วงนี้จะเลิกเสพโคเคนแต่อาการตื่นเต้นในตอนนี้ก็ดูไม่ได้แตกต่างเลย

คืนนั้นวิตาลีเก็บตัวอยู่ในห้อง อาการอยากยากลับมาอีกครั้ง เขาอดกลั้นและบังคับให้สู้ต่อความอยากแต่อาการหวาดระแวงกลับเข้ามาแทนที่ นี่เป็นผลจากการขาดยา

วันรุ่งขึ้นวิตาลีตั้งตารอลูกค้าคนนั้นจนแสดงท่าทางหลุกหลิกลนลานตลอดวัน อยู่ไม่นิ่งจนโดนผู้เป็นแม่ดุราวกับเด็กชายอยู่หลายครั้ง เขาอยากรู้นี่ว่าคนที่มาทานซุปเป็นประจำคือใคร อยากรู้จนเริ่มไม่เป็นอันทำงาน เมื่อไหร่ออเดอร์นั้นจะมากันนะ?

และแล้ว…วิตาลีก็ได้รับใบออเดอร์อย่างที่หวัง เมนูอาหารเดิมในทุกวันมีหรือจะจำไม่ได้ แม้บางครั้งจะมีอย่างน้อยหนึ่งเมนูที่เปลี่ยนไปแต่ทุกครั้งจะต้องมีซุปอยู่ด้วยเสมอ เขาทำตาโตมองกระดาษในมือราวกับถูกรางวัล ชูขึ้นเหนือศีรษะแล้วยิ้มร่าเหมือนเด็กชาย ในที่สุดออเดอร์ก็มาเสียที!

เขาลงมือทำอาหารราวกับคนเสียสติ แท้จริงแล้วในยามปกติช่วงนี้คงไม่ต่างเท่าไหร่.. เมื่อจัดการออเดอร์เป็นที่เรียบร้อยถึงพาร่างมาหลบอยู่หลังบานประตู แอบชะโงกแอบมองไม่ต่างจากเด็กชายที่มีความอยากรู้อยากเห็น เมื่อเห็นอาหารถูกนำเสริฟลงบนโต๊ะเขาจึงทราบได้ทันที

ชายหนุ่มมุ่นคิ้วเล็กๆ ไม่ได้แอบหวังไว้ว่าคือผู้หญิงหรือผู้ชาย อายุมากหรืออายุน้อยแต่ลูกค้าคนนี้กลับเหนือความคาดหมาย เขาหรี่ตามองอย่างกังขา ตั้งคำถามว่าใช่หรือ? คนนี้คือลูกค้าที่ชื่นชอบฝีมือการทำซุปจริงหรือ?

“แม่” ลูกชายคนเล็กกระซิบเรียก ตัวเขาก็ไม่ทราบว่าจะกระซิบด้วยสาเหตุใด “นั่นคือลูกค้าประจำเราเหรอ?” น้ำเสียงน่าหลงใหลถูกเปล่งขึ้นแผ่วเบา กระซิบกระซาบราวกับต้องการให้เป็นความลับแม้แต่กับพ่อที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ใกล้เครื่องคิดเงิน

“ใช่ ‘เขา’ นั่นแหละลูกค้าประจำ แล้วนี่เราจะกระซิบทำไมหื้ม?”

“เปล่ากระซิบนะ แม่ไม่ได้ยินเอง” วิตาลีท้วงกลับแล้วขยับถอยหลังเข้าห้องครัว ความตื่นเต้นกลับกลายเป็นความหวาดระแวง เขาแอบมองอีกครั้งผ่านช่องเล็กๆ ที่มักจะมีใบออเดอร์ลอดผ่าน

ชายผมสีอ่อนแซมด้วยสีเงินเทาๆ นั่งอยู่ที่โต๊ะข้างบานกระจก เขามองออกไปด้านนอก อาจกำลังมองร้านที่อยู่ฝั่งตรงข้าม แต่วิตาลีไม่ได้สนใจในเรื่องนั้น สิ่งที่ทำให้สนใจคือการแต่งตัวที่ดูมูลค่าสูงนั่นต่างหาก ชุดสูทสีน้ำเงินเข้มกับเนคไทที่เข้าคู่ เรือนนาฬิกาที่โผล่ให้เห็นบนข้อมือขวาก็ดูราคาแพง นี่เขาตั้งใจมานั่งร้านเล็กๆ แสนซอมซ่อนี่จริงหรือ? ยิ่งนึกยิ่งทำให้เริ่มกลัว เขาไม่เคยกลัวใครแต่อาการจากการที่ไม่ได้เสพยาทำให้หวาดระแวงใครต่อใครไปเสียหมด ยิ่งก่อนหน้านี้ตนทำธุรกิจเรื่องอาวุธกับยูริด้วยแล้วนั่นกลับสร้างความวิตกจริตมากกว่าเดิม ชายในชุดสูทราคาแพงที่ไหนจะมานั่งอยู่ที่ร้านอาหารรสชาติแย่ๆ แบบนี้กัน

“แม่” วิตาลีกระซิบเรียกอีกครั้ง ดวงตาคู่สวยมองลอดมาจากช่องรับออเดอร์จดจ้องไปยังผู้เป็นแม่ เธอขมวดคิ้วเล็กๆ พลางสั่นศีรษะ ไม่ได้แสดงความรำคาญใจแต่กำลังสงสัยว่าวันนี้ลูกชายตัวน้อยๆ ของเธอเป็นอะไรขึ้นมา

“เขาสวมสูทมาวันแรกหรือแต่งแบบนั้นมาทุกวัน?”

“แต่งแบบนี้ทุกวัน เราจะถามทำไมอีก? ไปๆ เข้าไปทำออเดอร์อื่นต่อ”

ชายหนุ่มไม่ได้กลับไปทำอาหารแต่อย่างใด เขาไม่มีออเดอร์ต้องจัดการ ในตอนนี้ถึงแอบมองอยู่หลังบานประตูครัว จ้องมองไม่วางตาราวกับกลัวว่าชายคนนั้นจะลุกมายิงตนได้ทุกเมื่อ .. ใช่แล้ว.. ปืน! ต้องมีปืนพกเอาไว้ ต้องเก็บไว้ใกล้ๆ ป้องกันตัว ถูกต้องแล้ว.. ต้องไปเอาปืนที่ยูริให้เป็นของขวัญมาใช้ เขาท่องวนไปมาอยู่ในหัวไม่ต่างจากคนขาดสติ ดวงตาเบิกโพลงมากกว่าเดิมด้วยอาการตื่นตระหนก ลุกลี้ลุกลนจนเผลอออกทางหน้าร้านแทนที่จะเป็นหลังร้าน

ร่างแสนมอมแมมที่กำลังเยื้องย่างเข้าหาทำให้ชายในชุดสูทเงยใบหน้าขึ้นมอง พวกเขาสบตากันในทันที เหมือนลูกค้าผู้นี้กำลังอ่านวิตาลีอยู่

Hamno! (Shit!) วิตาลีสบถในใจ ดันเผลอมองไปแล้ว ตายแน่! แถมยังละสายตาไปไหนไม่ได้ด้วย เหมือนโดนแช่แข็งอยู่ตรงนั้น เดี๋ยวสิ! นั่นมองแบบนั้นทำไม จะขยับไปไหน! นายกำลังหันมองใคร?

“พ่อครัว?” เขาหันไปถามคุณนายออร์ลอฟ คำพูดแรกถูกเปล่งออกมาจากชายในชุดสูท น้ำเสียงที่ฟังเป็นเอกลักษณ์นั่นเพียงคำเดียวก็ทราบโดยทันทีว่ามาจากเมืองผู้ดี

“วิตาลีทำตัวดีๆ หน่อย” ผู้เป็นแม่ส่งเสียงดุด้วยภาษาถิ่นแน่นอนว่าเจ้าลูกชายตัวแสบก็ตอบกลับมาด้วยภาษาถิ่นแทบจะทันที “ผมยังไม่ทันทำอะไรเลย!” ม่านตาของเขาขยาย ดวงตากลมโตพอเบิกกว้างแล้วกลับทำให้ดูน่ารักไปเสียอีก ชายในชุดสูทกำลังมองอย่างสนใจ

“ผมคุยกับเขาได้หรือเปล่าครับคุณนาย? ขอบคุณ”

เขากล่าวขอบคุณทิ้งท้ายเมื่อเธอพยักหน้ารับ แถมบอกให้เจ้าลูกชายนั่งลงเสียด้วย เธอกับสามีหลบไปนั่งอยู่ห่างๆ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาทแม้จะอยู่ห่างออกไปแต่วิตาลีกับลูกค้าก็ยังคงอยู่ในสายตา พวกเขากลัวลูกชายจะทำอะไรไม่ดีขึ้นมาเสียมากกว่า

“คุณออร์ลอฟ..”

“วิตาลี” ชายหนุ่มตอบกลับในทันที “คุณออร์ลอฟนั่นพ่อฉัน”

“วิตาลี” เขาทวนเบาๆ “ผมยินดีที่ได้พบกับพ่อครัวประจำร้าน” น้ำเสียงนั้นฟังน่าหลงใหล หากอีกฝ่ายไม่สวมชุดสูทจนดูเหมือนพวกมาเฟียหรือนักฆ่าวิตาลีคงรู้สึกยินดีมากกว่านี้

“ผมชอบซุปฝีมือของคุณมากและอยากจะทานแบบนี้ในทุกๆ วัน ผมถามสักหน่อยได้ไหมว่าวันนั้นคุณปรุงรสแบบพิเศษเพราะวันพิเศษหรือเปล่า?”

ที่ชายในชุดสูทกำลังกล่าวถึงคือวันที่วิตาลีพยายามปรุงรสให้อร่อยกว่าวันอื่นๆ อีกฝ่ายกำลังจะบอกว่ามันห่วยใช่ไหมนะ?

“ความลับทางการค้า”

ชายหนุ่มยกแขนคล้องกอดอก พยายามไม่แสดงท่าทีหลุกหลิกกระวนกระวาย หากจะตอบว่าปรุงเพื่อลูกค้าคนพิเศษมันก็จะฟังแปลกจนเกินไปถึงเลือกตอบบ่ายเบี่ยง

แม้ท่าทางของวิตาลีจะดูไม่ผิดแปลกแต่กลับดึงดูดสายตาของชายชุดสูทได้เป็นอย่างดี เขาจ้องมองอย่างสนใจ พยายามไม่จดจ้องจนดูเสียมารยาทเกินไป ทำไมชายหนุ่มตรงหน้าถึงแสดงท่าทีรั้นๆ ใส่เขากัน? นี่ไม่พอใจอะไรเขาอยู่หรือเปล่า

“แฮร์รี่ มิทเชลคือชื่อของผม”

เจ้าของชื่อกล่าวขึ้นเมื่อพบว่าวิตาลียังคงแสดงสีหน้ารั้นๆ ใส่ ทั้งขมวดคิ้วหรี่ตามองไม่หันไปทางอื่น แถมพอเริ่มขยับตัวก็ดันขยับตาม ดูกำลังหวาดระแวงเป็นอย่างมาก

“ทำอะไรให้อึดอัดหรือเปล่า?”

“นายคิดว่าไงล่ะ?”

Blyat! อยากจะถามจริงๆ ว่ามาแถวนี้เพราะธุรกิจหรือแค่ผ่านมา แต่พ่อกับแม่ดันอยู่ด้วยนี่สิ วิตาลีขมวดคิ้วหนักกว่าเดิมเคร่งเครียดจากความหวาดระแวงไปหมด

“คิดว่าคุณมีคำถามอยู่ในใจ ลองถามผมก็ได้”

มิทเชลสามารถอ่านท่าทางและสีหน้าของวิตาลีออกเพียงในระยะเวลาสั้นๆ เขาอ่านคนค่อนข้างบ่อยทีเดียว

“นายอยู่แถวนี้เหรอ?”

“ทางผ่านที่พักเลยมาแวะทานอยู่บ่อยๆ ถ้าจะถามต่อว่าทำไมอาจจะทำร้ายจิตใจกันเกินไป”

เขาค่อนข้างจะตอบดักคอเพราะแม้คำตอบของมิทเชลจะไม่ได้ถูกกล่าวบอกแต่วิตาลีนั้นก็ทราบอยู่แก่ใจ ร้านโล่งๆ แบบนี้.. ..

“ไม่เบื่อรึไงทานอยู่แต่ซุปรสชาติเดิมๆ หลายคนบอกห่วยเลยนะ”

“ผมชอบถึงได้ทาน อย่าประเมินฝีมือตัวเองต่ำนักเลย หลังจากนี้ผมจะยังคงมาทานเหมือนเดิม”

ไม่อาจทราบได้ว่าความหวาดระแวงของพ่อครัวประจำร้านอย่างวิตาลีจางหายไปเมื่อใด หลังจากถามเรื่องคาใจ? หลังจากถามเรื่องซุป? เขาคงหาคำตอบไม่ได้ในตอนนี้ ถึงจะคลายความกังวลมาได้บ้างแต่ไม่สามารถเปลี่ยนใจเรื่องที่แฮร์รี่ มิทเชลอาจเป็นผู้ซื้อหรือผู้ขายในวงการเดียวกันกับยูริ เขายังคงกลัวถูกเป่าสมองอยู่ดี

มิทเชลไม่ได้กล่าวคำพูดใดอีกหลังจากนั้น มือจับกระดาษทิชชูขึ้นซับริมฝีปากแทนการใช้ผืนผ้า วางเงินจำนวนหนึ่งลงบนโต๊ะและแยกอีกจำนวนหนึ่งไว้ตรงหน้าของชายหนุ่มที่ตอนนี้กำลังทำตาโตใส่

“นี่อะไร?” วิตาลีเขี่ยๆ แบงค์เพื่อนับ เขาพบว่าจำนวนเงินเกินมามากโข นัยน์ตาสีฟ้าใสมองตามร่างในชุดสูททีตอนนี้ลุกขึ้นยืนติดกระดุมเสื้อเตรียมออกจากร้าน

“ทิปส์ของคุณโดยเฉพาะ คุณคุยสนุกมาก”

อยากจะเขวี้ยงเงินใส่หน้าหมอนี่ชะมัด!! วิตาลี ออร์ลอฟได้แต่ส่งเสียงคำรามในใจ เขาไม่ใช่เด็กนั่งดริ๊งนะเว้ย!

“ถือเป็นค่าเสียเวลาที่ทำให้เชฟมานั่งอยู่ตรงนี้”

คำว่า ‘เชฟ’ ดูสร้างความพอใจให้แก่วิตาลีในระดับหนึ่ง ปกติคงไม่ได้ถูกเรียกด้วยคำคำนี้บ่อยนัก ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนในทันที

“ครั้งหน้าไม่ต้อง ฉันไม่อยากได้”

อยากได้สิวะ! เขาอยากได้จะตายชักแต่ไม่รู้ว่านี่มันสำหรับที่นั่งคุยจริงๆ หรือเปล่า ไม่ใช่มาหลอกตลบหลังว่าเป็นมัดจำอะไรหรอกใช่ไหม?

“ไว้ค่อยคิดอีกที”

มิทเชลตอบรับเพียงสั้นๆ แล้วดันประตูร้านเดินออกไป มาดผู้ดีแบบนี้ก็มีบ้างที่อยากตบให้คว่ำ วิตาลียืนแนบกระจกร้านมองออกไปยังชายในชุดสูทที่ตอนนี้หยิบแว่นกันแดดขึ้นสวม เหมือนว่ามิทเชลจะทราบถึงการกระทำเด็กๆ นั่นถึงหันใบหน้ากลับไปทางร้านก่อนสาวเท้าเดินออกจากถนนเส้นนั้น

“….”


ถ้าใครชม Lord of War แล้วจะทราบครับว่าคาแร็คเตอร์ตอนวิตาลีเสพยาและเลิกยาเป็นแบบไหน มีความสับสนในตัวเองดี เขียนไปก็สนุกดีนะครับดูสับสนชีวิต.. ส่วนมิทเชลนั้น โดยรวมมาดนิ่งมาก ยุ่งเกี่ยวกับแก๊งสเตอร์เป็นหลักเลย สวมสูทเดินไปเดินมาแต่ละทีดูดีมากๆ
ตั้งใจไว้ว่าจะ One-Shot แต่แล้วก็ออกมาเป็นแบบนี้ครับ ไม่จบอีก.. จงอย่าดองเลย #หิวข้าว #อยากชิมซุปฝีมือวิตาลี #มีปัญหากับตัวอักษรกับย่อหน้าอีกแล้วช่วยด้วยครับ #…

[PhoneBooth]The Video

Standard

Title : The Video
Paring : Bobby / Stuart ‘Stu’ Shepard
Movie : Phone Booth
Rate : PG15
Writer : Zol Redfox

 NOTE: มีภาพเพิ่มเติมที่ท้ายเรื่อง
ครั้งแรกที่ได้ยินว่ามีคลิปหลุดของ ‘หมอนั่น’ ออกมา เขาก็แทบจะระเบิดอารมณ์ด้วยหลายๆ เหตุผล .. ไม่สิ.. ความจริงระเบิดอารมณ์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เรื่องนี้ทำให้หัวเสียจนต้องยกเลิกงานตลอดวัน ถึงจะบอกว่ายกเลิกแต่เขาก็ทำเพียงตั้งค่าการโทรเป็นติดประชุมเพื่อไม่ให้ผู้ใดติดต่อมาได้ ระหว่างที่กำลังจัดการเรื่องวุ่นวายพวกนี้เขาควรส่งต่อภาระให้เป็นหน้าที่ของเด็กฝึกงานแทนคงช่วยผ่อนเบาเรื่องที่พับบลิคซิส (Publicist) เช่นเขาหายตัวไป นั่นเป็นความคิดเห็นของสตู
สจ๊วต ‘สตู’ เชพพาร์ด ผู้คนในสายงานวงการบันเทิงคงเคยได้ยินชื่อของชายผู้นี้มานักต่อนัก ชายผู้ที่ไม่ได้เด่นดังจากชื่อเสียงแต่เป็นเพราะความทะเยอทะยานมุทะลุและนิสัยที่ใกล้เคียงกับคำว่า ‘เห็นแก่ตัว’ คนอย่างสตูอาจเรียกได้ว่ามีนิสัยที่ก้าวร้าว ไม่ใช่ในเชิงการแสดงออกแต่เป็นคำพูดและการกระทำซึ่งมุ่งเป้าไปยังจุดหมายที่ถูกตั้งไว้เพียงเท่านั้น เขาต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เป็นกอบกำ อย่างไรแล้วสำหรับนิสัยเสียของสตูกลับมีข้อยกเว้นและข้อยกเว้นนี้ก็เกิดจากตัวบุคคลซึ่งเป็นใครไปไม่ได้นอกจากชายที่มีนามว่า ‘บ๊อบบี้’
บ๊อบบี้เป็นนักแสดงและนักร้องที่ใหม่กับวงการ เรียกว่าไม่ได้ดังเท่ากับดาราฮอลลีวู้ด เขากำลังค่อยๆ ไต่เต้าไปที่ละระดับ  งานแสดงนั้นก็ไม่ได้เด่นมากมายที่พอจะทำให้คนจดจำได้คงเป็นบทเพลงที่ขับร้องออกมาอย่างมีเอกลักษณ์ พวกเขาสองคนรู้จักกันได้อย่างไรนั้นไม่ใช่เรื่องที่ซับซ้อนมากมาย เหตุผลที่เข้าใจง่ายคือสตูชอบบ๊อบบี้ ถึงจะเหล่สาวอยู่เป็นปกติแต่เมื่อได้พบบ๊อบบี้สิ่งหนึ่งที่อยู่ในใจกลับบอกว่าชายคนนี้คือคนที่ตนสมควรจะปั้นให้เด่นดังและเหมือนกับว่าจะเป็นคนคนเดียวที่สตูสามารถช่วยเหลือไว้ได้ อาจเป็นเพียงคนเดียวและคนสุดท้ายสำหรับสตู เชพพาร์ด
ในตอนที่เริ่มได้ยินข่าวลือเรื่องคลิปของบ๊อบบี้นั่นถึงกับทำให้เขาหัวเสีย หัวเสียทั้งในฐานะเพื่อน ฐานะคนที่คอยดูแลและในฐานะนักประชาสัมพันธ์ที่พยายามจะดันอีกฝ่ายไปยังแนวหน้าแต่กลับมาสะดุดเพียงเพราะเรื่องจำพวกนี้ อย่างไรแล้วคนเช่นสตูคงไม่ปล่อยให้ข่าวลือนั้นเป็นเรื่องจริงขึ้นมา วันนี้ถึงต้องดั้นด้นโผล่หน้ามาหาจนถึงที่
   “บ๊อบบี้”
น้ำเสียงที่ไม่ต่างจากลูกผสมเปล่งขึ้นหลังจากบานประตูห้องพักถูกดันเปิด สตูเป็นไอริชโดยกำเนิดเสียงไอริชของเขาถึงเป็นเอกลักษณ์แต่เพราะอาศัยอยู่ในนิวยอร์กสำเนียงจึงไม่ต่างจากพวกนิวยอร์กเกอร์ด้วยเช่นกัน หากจะเรียกว่าลูกผสมคงไม่ผิดเสียทีเดียว    ชายในชุดเสื้อเชิ้ตสีเบอร์รี่คลุมทับด้วยชุดสูทถือวิสาสะก้าวเท้าเข้ามาในห้องพัก เหตุใดเขาถึงสามารถเข้ามาได้น่ะหรือ? เหตุผลเพียงไม่กี่ข้อสามารถเฉลยให้ได้รับฟังหนึ่งในนั้นเนื่องเพราะสตูมีกุญแจห้องพักเก็บไว้ในกรณีฉุกเฉิน  ฉุกเฉินที่ว่านั้นหนีไม่พ้นเรื่องอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับเพื่อนชาย
สตูกวาดสายตาไปรอบห้องที่มืดสนิท อา.. เวร.. นี่เหยียบอะไรไปวะเนี่ย? เขาบ่นกับตัวเองในใจเมื่อรองเท้าคู่โปรดดันเหยียบเข้ากับบางสิ่งที่ให้ความรู้สึกลื่นๆ เหมือนเป็นเมือก มือที่มักจะใช้คีบบุหรี่ควานหาสวิตช์เปิดไฟได้อย่างแม่นยำ เขาคุ้นเคยกับที่นี่พอสมควร แม้จะไม่ค่อยได้มาแต่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับบ๊อบบี้เขากลับจดจำได้แม่นยำกว่าเรื่องอื่น  เมื่อไม่พบวี่แววเจ้าของห้องเขาถึงก้มลงมองสิ่งที่ตนเพิ่งได้ทำการเหยียบไปเมื่อครู่ก่อน โอเค ให้ตาย… หมอนี่จะเล่นตลกกับเขาหรือยังไง?  อีกครั้งที่สตูต้องบ่นภายในใจ เมื่อทราบว่าเจ้าของลื่นๆ ที่ตนเพิ่งเหยียบไปคืออะไรก็ทำให้อารมณ์ที่ไม่ค่อยพอใจนั่นกลับมาอีกครั้ง
   “ให้ตายสิวะ!”
ครั้งนี้เขาเผลอหลุดสบถออกมา คงเพราะเริ่มหัวเสียจริงๆ เสียแล้ว ของใช้ที่ถูกปล่อยเกลื่อนเต็มพื้นนั่นทำให้รู้สึกขยะแขยงจนอดไม่ได้ที่จะเผลอหลุดปากออกมาด้วยคำว่า ‘Fuck’ อยู่หลายหน  ไม่ใช่สบถด้วยความรู้สึกต่อสิ่งของแต่อย่างใดแต่เป็นความรู้สึกที่มีต่อบ๊อบบี้ในยามนี้ เพื่อนของเขาในตอนนี้คิดสิ่งใดอยู่ นี่ถึงขั้นต้องเยียวยาแล้วใช่ไหม? นั่นสิ.. ต้องถึงขั้นนั้นอยู่แล้ว
   “ถ้านายยังไม่โผล่หัวออกมา..”
ไม่ทันที่ประโยคคำพูดจะสิ้นสุดร่างของนักแสดงหน้าใหม่ก็ปรากฏตัวขึ้น ทั้งที่ปกติบ๊อบบี้จะสวมชุดแจ็คเก็ตหนังและกางเกงเรียบร้อยแต่ในตอนนี้สภาพกลับดูไม่ได้ เรียกว่ายับเยินหรือเละเทะก็คงไม่ผิด…
   “สตู”
ชายหนุ่มสูดจมูกพร้อมกับยกแขนขึ้นกอดตัวเอง ลูบเบาๆ สัมผัสผิวหนังที่ไม่ได้ปกปิดด้วยชุดเสื้อผ้าแขนยาว ใบหน้าสวยที่เคยสดใสในตอนนี้หม่นหมองไปหมด ทรงผมกระเซิงจัดไม่เป็นทรงแถมดูจะซูบผอมไปพอสมควร .. ‘Oh Fuck..’ และเป็นอีกครั้งที่สตูสบถ สภาพของเพื่อนชายนั้นดูแทบไม่ได้เลย
   “อย่าบอกฉันว่านาย..เสพยา..”
   “เปล่า.. ไม่ ฉันไม่ได้ยุ่งกับของพวกนั้น”
เขาเชื่อในคำพูดของบ๊อบบี้อย่างไม่มีข้อกังขา ก็แค่เผื่อใจไว้เล็กน้อย.. สภาพของคนที่เพิ่งเจอเรื่องแย่ๆ มาก็คงทำให้สุดกู่ไปจนหมด
   “แล้วนี่มีใครอยู่กับนายในห้องไหม?”
   “ฉันอยู่คนเดียว”
ครั้งนี้บ๊อบบี้กลับตอบคำถามเร็วกว่าในตอนแรก มันควรเป็นเรื่องผิดปกติแต่สตู เชพพาร์ดกลับเลือกที่จะเชื่อในตอนนี้ เขาสาวเท้าเดินเข้าใกล้จนไปหยุดอยู่ตรงหน้าของอีกฝ่าย สำรวจมองใบหน้าและนัยน์ตาสีฟ้าใส แม้ปากอยากจะพาพูดถึงอะไรแย่ๆ แต่พออยู่กับชายคนนี้แล้วกลับปิดปากเงียบต่างจากเคย
   “ฉันได้ยินมาบางเรื่องเกี่ยวกับ..”
   “คลิปหลุด ฉันรู้แล้วสตู มันเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ”
   “แต่ยังไม่มีใครเห็นคลิปนั้น”
เวรกรรมจริงๆ พับผ่า! มือข้างถนัดถูกยกขึ้นกระแทกลงเบาๆ ที่หน้าผากของตน ไม่รู้ว่าในตอนนี้เขาควรจะอารมณ์ไหนระหว่าง โกรธ หงุดหงิด ไม่พอใจ หัวเสีย ห่วง หรือ.. หึงหวง..
   “และมันยังเป็นเรื่องที่ดีในระดับหนึ่งเพราะมีแค่คำพูดลอยๆ ไร้หลักฐาน..ตอนนี้ฉันอยากให้นายพูดถึงเรื่องนั้น”
ที่ต้องมาคอยกังวลไม่ใช่เพียงเรื่องอนาคตของบ๊อบบี้แต่เป็นเพราะเนื้อหาในคลิปนั้นมากกว่า.. นี่เขาดูจะทำหน้าที่ได้ดีกว่าผู้จัดการของบ๊อบบี้เสียอีก
   “นั่งลงก่อนแล้วฉันจะพูดให้ฟัง”
ชายหนุ่มเจ้าของห้องลูบแขนตนเองอีกครั้ง พยายามกอดร่างกายให้ความอบอุ่นแก่ตัวเองทั้งที่ห้องพักนั้นร้อนจนสตูเริ่มเหงื่อออก ในระหว่างนั้นเขารออย่างใจเย็น เหมือนว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่เรื่องธรรมดาเสียแล้ว แต่ก่อนจะได้รับฟังใดใดสตูกลับลุกขึ้นเดินไปยังห้องนอนที่เปิดประตูทิ้งไว้ บ๊อบบี้ไม่คิดกล่าวห้ามแต่อย่างใด ปล่อยให้เพื่อนสนิทเดินไปมาตามอำเภอใจ
สิ่งแรกที่สตูเห็นเมื่อก้าวผ่านมายังห้องนอนคือสภาพที่แสนจะเละเทะ ขวดเครื่องดื่มกับเตียงนอนที่หมอนกระจุยกระจาย ผ้าห่มก็ตกลงไปกองกับพื้น เหมือนว่าบ๊อบบี้จะนอนอยู่ที่มุมหนึ่งของพื้นใกล้กับตู้เก็บแผ่นเพลง เขามองสำรวจโดยรอบห้อง ทุกอย่างยังไม่ได้แตกสลายนั่นถือว่าเป็นเรื่องดี กีต้าร์ตัวแพงยังคงวางอยู่ข้างผนัง โปสเตอร์ภาพยนตร์และละครเวทีที่เจ้าตัวชอบก็ยังคงแสดงเด่นใกล้กับเครื่องดนตรีเช่นเดียวกับโปสเตอร์วงนักร้องที่บ๊อบบี้ชื่นชอบ
สตูใช้เวลาอยู่ภายในห้องนั้นไม่นาน .. ก็ตั้งใจไว้เช่นนั้นแต่สายตาดันเหลือบไปเห็นอัลบั้มภาพถ่ายที่เปิดทิ้งไว้ จะไม่ให้สนใจได้อย่างไรกัน? เขาถือวิสาสะจับเปิดไปทีละภาพ แอบยิ้มเล็กๆ เมื่อเห็นวัยเด็กของอีกฝ่าย หลายเหตุการณ์หลายช่วงเวลา ไม่นึกว่าจะยังเก็บภาพของเขาอยู่ด้วย ตลกจริงๆ .. นี่ควรถ่ายภาพคู่กันดีๆ หน่อยแล้วสิ  แต่แล้วรอยยิ้มนั้นกลับจางหายไป เหมือนว่าสตูจะเข้าใจและเดาบางสิ่งออก
   “ห่มไว้ให้อุ่น ฉันไม่อยากเห็นนายเข้าโรงพยาบาล”
ผืนผ้าห่มถูกห่อคลุมร่างชายหนุ่ม สตูผละไปหยิบยาจากชั้นวางที่ห้องครัวพร้อมกับน้ำดื่ม รอให้ชายหนุ่มนักร้องจัดการตัวเองเสร็จสิ้นแล้วถึงกล่าวพูด
   “นายกำลังทำให้ฉันหัวเสียจริงๆ แล้วนะเพื่อน ฉันกำลังหาทางออกให้นายอยู่”
   “ฉันขอโทษสตู ฉันไม่ระวังเอง”
   “ช่างมัน.. ฉันจะหาทางแก้ไขให้นายไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น เข้าใจไหม? ฉันทำให้นายได้ทุกอย่างบ๊อบบี้”
อย่างที่สตูพูด คนเช่นเขาจะทำเรื่องนี้เพื่อบ๊อบบี้ คนเช่นสตู เชพพาร์ดที่ไม่เคยทำเรื่องใดให้กับใครเลยสักคน ทุกสิ่งที่เขาทำมักมีผลประโยชน์และผลตอบแทนกลับตอบมาเสมอแต่ครั้งนี้นั้นต่างกัน
   “เอาเบอร์ ‘เขา’ มา”
บ๊อบบี้สะอึกไปชั่วครู่ การที่ประโยคนั้นเจาะจงว่า ‘เขา’ แสดงว่าสตูรู้เรื่องนี้แล้วหรือ? แววตาที่จ้องมองมาหาไม่ได้แสดงอาการตำหนิ ไม่แม้แต่แสดงออกถึงอารมณ์อื่นๆ นอกจากความกังวล แล้วทำไมถึงต้องถามสตูกลับไปว่า “เขาไหน?” ด้วยนะ
   “เทรนเนอร์ของนาย”
สตูพ่นลมหายใจออกยาวๆ แล้วกล่าวต่อ
   “รีบส่งมาแล้วฉันจะไปจัดการ ไม่กี่วันทุกอย่างจะเรียบร้อยโอเคไหม? ฉันรับประกันได้”
บ๊อบบี้ใจอ่อนในท้ายที่สุด ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองคนดูจะคล้ายเพื่อนแต่ก็เหมือนลูกค้าผู้ว่าจ้างสตูเสียมากกว่า บางทีก็ดูคลุมเครือมากเกินไปจนนักแสดงหนุ่มไม่อาจวางใจได้มาก ท้ายที่สุดแล้วสตูก็ได้รับเบอร์โทรของเทรนเนอร์ชายคนนั้น เขาถนัดนักกับการใช้โทรศัพท์ในการโทรและติดต่อใครต่อใครเพราะนั่นเป็นหนึ่งในหน้าที่ของอาชีพ
   “รอฉันติดต่อมาตกลงไหม? ตอนนี้นายควรหาอาหาร แล้วเลิกพาใครเข้าบ้านได้แล้ว ทั้งผู้หญิงผู้ชาย อย่าดื่ม พยายามทำตัวให้สดใสเพราะไม่แน่ว่านายอาจต้องมีถูกสัมภาษณ์แถมช่วงนี้ยังมีงานอยู่ บอกฉันทีว่านายเข้าใจ”
เสียงตอบรับกลับมาเพียงสั้นๆ “ฉันเข้าใจ” เช่นเดียวกับสตูที่กล่าวว่า “เก่งมาก” พร้อมทั้งส่งมือไปลูบศีรษะของอีกฝ่าย เรือนผมสีสวยนั้นไม่ว่าจะมองกี่ครั้งกลับทำให้ชื่นชอบเสียทุกที สตูประคองใบหน้าเพื่อนชายไว้เต็มสองมือ จับเบาๆ ให้แหงนมาตามแรง ตัวเขาที่ยืนอยู่ในตอนนี้โน้มใบหน้าลงใกล้ จุมพิตลงกับหน้าผาก ทำราวกับอีกฝ่ายเป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่ง เขาวาดแขนสวมกอดร่างตรงหน้าและกล่าวขึ้นอีกครั้ง
   “ทุกอย่างจะเรียบร้อย..”
   “ฉันรู้สตู”
   “พอฉันออกไปแล้วจะโทรสั่งอาหารเข้ามาให้ นายทำตัวหล่อๆ แล้วรอรับอาหารด้วย”
เขาผละออกห่างอย่างรวดเร็ว จัดชุดให้ดูดีสมกับราคาที่ซื้อมา เมื่อทุกอย่างดูจะลงตัวมากขึ้นสตูถึงก้าวเท้าเดินกลับไปยังประตูห้องและหันกลับมาเมื่อตะขิดตะขวงใจจนอยากจะพูดถึงสิ่งของใช้แล้วที่เกลื่อนอยู่เต็มพื้นห้องจนต้องเดินหลีก  “อ้อ.. แล้วก็ถ้าว่างแล้วหยิบถุงยางนายไปทิ้งด้วย เดี๋ยวคนส่งอาหารตกใจ”  ถึงจะอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้แต่นิสัยเสียที่มาพร้อมกับปากเสียๆ นั่นก็อดจะกล่าวไปไม่ได้ นั่นไม่ได้สร้างความไม่สบายใจให้แก่บ๊อบบี้เลย เจ้าตัวกลับขยับยิ้มเล็กๆ เสียอีก สุดท้ายบานประตูบานนั้นจึงปิดลงอีกครั้ง
สตูจัดการเรื่องเหล่านี้หลังจากกดสั่งอาหารให้กับบ๊อบบี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว การติดต่อไปยังเทรนเนอร์ไม่ใช่เรื่องยากแต่เรื่องที่นัดออกมาน่ะสิค่อนข้างยากอยู่พอตัว ถึงจะต้องใช้เวลาและถึงแม้สตูจะถนัดการใช้โทรศัพท์มากกว่าการเจอหน้าแต่เรื่องนี้อย่างไรแล้วก็ต้องออกมาให้เห็นกัน.. เขาต้องการเห็นหน้า ต้องการพบคนที่ทำให้บ๊อบบี้มีสภาพเช่นนั้น ต้องการเห็นคนที่บ๊อบบี้รู้สึกดีๆ ด้วย ความใกล้ชิดเป็นพิษร้ายอยู่เสมอ สองคนนั้นคงอยู่ใกล้กันตลอดเวลา ก็อย่างว่า.. เป็นเทรนเนอร์ส่วนตัว จะเจอกันประจำไม่เห็นแปลก สตูถอนใจยาวๆ ตัวเขาหากเป็นไปได้ก็อยากจะเจอเพื่อนชายคนนี้ทุกวันอยู่หรอก แต่ที่ทำได้ก็แค่โทรหาอย่างสม่ำเสมอเท่านั้นเอง
Fuck.. อีกครั้งที่เขาสบถ Fuck Fuck Fuck! และอีกหลายๆ ครั้งที่สบถเมื่อการพบเจอเทรนเนอร์ชายของบ๊อบบี้ดูจะไม่ใช่เรื่องง่ายเสียแล้ว คิดสิสจ๊วต สมองแสนปราดเปรื่องกับวาจาที่หว่านล้อมใครต่อใครนั่นมันทำให้ผ่านมาได้หลายเรื่องแล้วนะ ที่สตูกำลังกังวลนั่นไม่ใช่เพราะเทรนเนอร์ชายคนนั้นไม่คิดออกมาพบ แต่เพราะพบตัวอยู่ตรงหน้าตอนนี้ต่างหาก! เวร!! เวรของแท้! ก็คิดอยู่ว่าหุ่นจะต้องดีแต่นี่มันจะดีเกินไปหน่อยไหม? บ๊อบบี้.. นายชอบแบบนี้เหรอวะ?
เขาหงุดหงิดและลนลานจนต้องยัดมวนบุหรี่เข้าปาก ร่างของเทรนเนอร์ที่สูงกว่าเขาแถมมัดกล้ามใหญ่ๆ ดูอย่างไรแล้วเพียงตบเขาทีเดียวก็น็อคยาวไปเป็นปีแล้วมั้ง! อา.. หัวเสียชะมัดให้ตายเถอะ อารมณ์เหล่านั้นแสดงออกมาทางสีหน้าจนต้องเงยหน้าทำทีเป็นพ่นควันบุหรี่ เขาจะไม่รีรออีกแล้ว ไม่ควรช้าเกินกว่านี้เพราะไม่ทราบว่าชายตรงหน้าได้ทำอะไรไปบ้าง
   “ฉันจะเข้าประเด็นเลยตกลงไหม? เรื่องคลิปของนายกับคนของฉัน”
– – – – – – – – – – – – – – – – –
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นหลังจากผ่านไปหนึ่งวัน บ๊อบบี้ที่เริ่มขยับเขยื้อนร่างกายตามที่สตูขอดูมีชีวิตชีวาขึ้นเล็กน้อย คงเพราะได้พบกับเพื่อนสนิทแทนที่จะพบคนอื่น แถมได้รับฟังเรื่องดีๆ จากปลายสายเสียด้วย
   “เฮ้ สุดหล่อ.. ฉันจัดการเรื่องให้นายเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างเคลียร์ จบ ไม่มีอะไรต่ออีก”
นั่นเป็นเรื่องที่ดีทีเดียวหลังจากผ่านไปเกือบสัปดาห์ สตูจัดการให้เขาได้ในทุกเรื่องไม่เคยผิดหวังเลย บ๊อบบี้ดูสดใสขึ้นเมื่อได้รับฟังสิ่งเหล่านี้ ทั้งที่ตนควรจะจัดการได้ด้วยตัวเองแต่กลับต้องพึ่งสตูอยู่เสมอ เหตุผลนั้นมีหลายประการทีเดียว มันซับซ้อนสำหรับบ๊อบบี้และเทรนเนอร์คนนั้น
   “เงียบแบบนี้กำลังร้องไห้ตื้นตันอยู่ใช่ไหม?”
   “ไอ้บ้าสตู..”
   “อ้าว.. ก็ยังอยู่ดีนี่หว่านึกว่าจะสูดน้ำมูกหลังจากร้องไห้ด้วยความดีใจ”
   “ขอบคุณ..ฉันจะตอบแทนนายยังไงดี?”
   “แค่อย่ามีคลิปหลุดออกมาอีกยกเว้นกับฉันแบบนั้นโอเค อยากลองดูหน่อยไหม?”
   “เงียบไปเลย” เขาตอบรับด้วยน้ำเสียงดุๆ พอทุกอย่างดูผ่านไปอย่างราบรื่นสตูก็กลับมาพูดจาแบบนี้อีกเสียได้ บ๊อบบี้รู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาเลย เรื่องนี้ทำให้อีกฝ่ายพอจะรู้รสนิยมของเขาแล้วล่ะมั้ง
   “ฉันอยากรู้ว่านายจัดการเรื่องนี้ยังไง ถ้านายบอกฉันได้..”
   “มันอาจจะทำให้นายนอนไม่หลับเลยก็ได้นะบ๊อบบี้… ล้อเล่น.. ฉันก็ทำอย่างที่ฉันถนัด ให้นายเข้าใจว่าตอนนี้นายไม่ต้องกังวลอีกก็พอ”
   “ถ้านายว่างก็แวะมาหาก็ได้”
   “ฉันจะดูอีกที ส่วนนายรีบๆ จัดการมื้อค่ำแล้วเข้านอน พรุ่งนี้มีงานโปรโมทละครเวที”
   “สตู นี่นายปริ้นท์ตารางงานฉันรึไงวะ?!”
   “อะไรนะไม่ได้ยิน สัญญาณไม่ดีเลย ตู๊ดๆ”
แล้วเขาก็วางสายไปในที่สุด พอเห็นว่าบ๊อบบี้กลับมาตั้งตัวได้อีกครั้งก็พอจะวางใจได้ แต่ก็คงยังไม่เต็มร้อยทั้งสภาพจิตใจและร่างกาย เขาไม่อยากจะให้อีกฝ่ายรู้เลยว่าตนทำสิ่งใดไป มือข้างถนัดยกขึ้นขยี้ผมที่จัดทรงจนตอนนี้ลงมาปรกใบหน้า สตูถอนใจยาวๆ พร้อมหยิบมวนบุหรี่ขึ้นจุดสูบ ใบหน้าหันไปยังโต๊ะทำงานที่มีม้วนเทปวีดีโอวางทิ้งไว้พร้อมกับชื่อบนกล่อง ‘Bobby’
   “เวรจริงๆ”

บ๊อบบี้คนน่ารัก
tumblr_inline_nwt4ehxi2j1qz9244_540
คงต้องบอกว่าเล็งเขียนคู่นี้มานานแล้วครับ ถึงแม้จะมีแค่ Deleted scene แต่กลับกลายเป็นว่ามีอะไรมากกว่านั้นเยอะเลย ชอบบ๊อบบี้มาก ผมสวยมาก รัก ♥ ส่วนสตูนี่มาชอบตอนดูหนังล้วนๆ เลยครับ คาแร็คเตอร์สตูนี่ลูกหมาชัดๆ เหมือนแกร่งแต่ความจริงแล้วไม่ได้แกร่งถึงขนาดนั้น แค่สร้างเกราะไว้ให้กับอาชีพตัวเอง แถมในเรื่องนี่ช่างเป็นตัวละครที่เรียกว่า ‘ซวย’ มากจริงๆ ฮา
ที่มาเขียนประเด็นนี้เพราะตรงส่วนเนื้อหาที่ถูกตัดไปครับ มีประโยคตรงส่วนหนึ่งที่สตูพูดกับบ๊อบบี้ว่า ‘… tapes of you and YOUR MALE TRAINER’ แล้วด้วยที่ความสัมพันธ์ของตัวละครที่สนิทกันมากแถมเหมือนคอลินกับจาเร็ดมากๆ เลยคิดไปแล้วครับว่าเทปนั่นจะต้องเป็นอะไรที่ทำร้ายบ๊อบบี้เพราะดูหัวเสียมากตอนที่สตูพูดขึ้นมา ถึงขั้นเดินชนไหล่หนี ด้วยอำนาจแห่ง Farrelleto เลยคิดไปแล้วว่าเทปแบบนั้น ฮา

112

ส่วนเทรเนอร์หนุ่มคนนั้นใช่ว่าจะไม่มีนะครับ มีภาพเลย เหมือนจะคัดนักแสดงไว้แล้วด้วย *แปะ*

tumblr_inline_nwt4eptVNA1qz9244_500.jpg

ส่วนอันนี้เป็นเบื้องหลังตอนอยู่ด้วยกันครับ แต่ไม่มีในส่วนตัดเลยสงสัยว่ายังไงกันนะแบบนี้..?
tumblr_inline_nwt4dhasdB1qz9244_500.jpg
ครั้งหน้าหวังว่าจะเขียนอะไรที่เป็นตัวเองมากกว่านี้ครับ (?) หาโทนดาร์คของคู่นี้สักคู่ ความจริงก็แอบมองโจ๊กเกอร์กับเกรฟส์ไว้เหมือนกัน แต่พอเจอแฟนวิดคู่เรย์ (True Detective) กับโจ๊กเกอร์เลยคิดว่าคู่นี้ก็ไม่เลว ฮา

[FantasticBeasts] New World

Standard

 

Title : New World
Paring : Credence Barebone / Percival Graves
Movie : Fantastic Beasts and Where to find them
Writer : Zol Redfox

 

 

         ผ่านมาสักพักแล้วกับกลุ่มประท้วงของซาเลมที่สอง แม้สมาชิกหลักๆ จะมีเพียงสี่คนแต่กลุ่มประท้วงนี้กลับตระเวนไปทั่วทุกๆ ที่ในนิวยอร์ก
        เครเดนซ์เป็นลูกชายของบ้าน แม้จะบอกว่าเป็นลูกชายแต่ความจริงแล้วพี่น้องของเขานั้นต่างมาจากคนละบ้าน พวกเขาเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกรับมาเลี้ยงและเครเดนซ์ก็เป็นลูกที่แม่เกลียดมากที่สุด
         เครเดนซ์ แบร์โบนเป็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง ตัดผมสั้นสีดำขลับแนบชิดใบหน้าจนคนอื่นๆ ต่างมองว่าประหลาด ซ้ำแล้วท่าทางและการแสดงออกยังทำให้ใครต่อใครเรียกเขาว่า ‘ตัวประหลาด’ อีกด้วย
          ชายหนุ่มไม่กล้าแสดงออกถึงอารมณ์ เขาไม่สบตา ความกลัวทำให้ต้องเก็บความรู้สึกมากมายเอาไว้ภายในใจ ก้มหน้าก้มตาทำในสิ่งที่แม่มอบหมายมาให้แม้ว่านั่นอาจไม่ใช่สิ่งที่ตนพอใจจะทำ
          ความรู้สึกของเครเดนซ์ถูกอัดเอาไว้โดยไม่ได้แสดงออกราวกับกล่องขนาดเล็กที่ถูกบรรจุด้วยสิ่งของซึ่งสักวันหนึ่งจะอัดแน่นและระเบิดออก ชายหนุ่มเป็นมนุษยชนทั่วไปที่ต้องการใช้ชีวิตเช่นปกติ แต่ในเมื่อคนทั่วไปผลักไสเขาออกจากสังคมสิ่งที่เครเดนซ์โหยหาเป็นลำดับต่อมาคือเรื่องเหนือธรรมชาติ เขาเคยเห็นครั้งหนึ่งตอนที่ถูกแม่ทำโทษด้วยเข็มขัด หญิงสาวที่เข้ามาช่วยเขาเอาไว้ในตอนนั้นเธอทำบางอย่างกับแม่ เครเดนซ์เชื่อว่านั่นคือเวทมนตร์
          เขาไม่นึกเลยว่าปฏิหาริย์จะเกิดขึ้น แม้กลุ่มของซาเลมที่สองจะต่อต้านการมีอยู่ของเหล่าผู้วิเศษแต่เครเดนซ์กลับเชื่ออย่างสุดใจว่าสิ่งเหล่านั้นคือสิ่งพิเศษ หลังจากได้พบแม่มดคนนั้นเขาไม่นึกเลยว่าโอกาสจะกลับมาหา  บุคคลที่ปรากฏต่อหน้าคือพ่อมดนามว่า ‘เพอร์ซิวัล เกรฟส์’ มือปรามารและหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยแห่งโลกเวทมนตร์
‘การพบกันของเราคือปฏิหาริย์ เครเดนซ์ เธอคือปฏิหาริย์ของฉัน’
          มิสเตอร์เกรฟส์ ชายอายุมากกว่าที่ดูมีภูมิฐานจนทำให้รู้สึกหลงใหล เขาต่างจากคนอื่นที่เคยรู้จัก ต่างจากผู้ชายคนอื่นที่เคยพบหน้า การแต่งตัว ท่าทาง น้ำเสียง สีหน้า ล้วนแตกต่างจากที่เคยได้พบ นี่อาจเป็นความประทับใจแรก ความรู้สึกที่ไม่เคยได้สัมผัส สิ่งที่เครเดนซ์ แบร์โบนต้องการมาตลอด … ใครสักคนที่เห็นคุณค่าของเขา ใครสักคนที่ยอมรับเขา ใครสักคน..ที่ยอมให้เขาได้เคียงข้าง เพอร์ซิวัล เกรฟส์ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าคือคนคนนั้นแม้เพิ่งพบหน้า
          ชายผู้นี้คือทางออกของเครเดนซ์…. ‘เพอร์ซิวัล เกรฟส์’ เขากำลังจะกลายเป็นทุกสิ่งบนโลกของชายหนุ่ม
‘เธอสามารถช่วยฉันได้และสิ่งที่เธอจะได้รับ…ฉันให้สัญญาว่านั่นจะต้องเป็นสิ่งที่คุ้มค่า’
         เครเดนซ์ไม่ได้ต้องการสิ่งของ เขาไม่ต้องการสิ่งที่มีมูลค่า สิ่งที่เขาต้องการ.. คือใครสักคน แม้ชายหนุ่มยังก้มใบหน้า สายตาหลุบมองปลายเท้าแต่เกรฟส์กลับสัมผัสได้ถึงสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ เขาเข้าใจ.. และเข้าใจว่าสิ่งที่ชายคนนี้ต้องการมีค่ามากกว่าเวทมนตร์
             ฝ่ามือกร้านยกสัมผัสใบหน้าเครเดนซ์ ประคองแนบชิดอย่างทะนุถนอม นิ้วหัวแม่มือลูบไปกับโครงหน้า เกรฟส์โน้มใบหน้าเข้าใกล้จดจ้องชายหนุ่มที่ไม่มีทีท่าจะสบสายตามอง
‘เครเดนซ์’
          น้ำเสียงแผ่วเบาของเกรฟส์ดังขึ้น น้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยพลัง น้ำเสียงที่สามารถทำให้อีกฝ่ายคล้อยตาม แม้เพียงชั่วครู่แต่ดวงตาของชายหนุ่มกลับสบมองพ่อมดตรงหน้า.. เขาหลุบสายตาลงอีกครั้ง
          แม้จะไร้ซึ่งบทสนทนาแต่เกรฟส์กลับเข้าใจได้ทั้งหมด ในเมื่อชายหนุ่มต้องการ เขาจะตอบรับความต้องการนั้น มือที่แนบใบหน้าเลื่อนไปสัมผัสที่ลำคอดันร่างเครเดนซ์ แบร์โบนเข้าใกล้ชิดมากกว่าในตอนแรก ร่างที่สั่นกลัวขยับอยู่ภายในอ้อมกอดของมือปราบมาร เครเดนซ์ไม่เคยได้รับสัมผัสอบอุ่มเช่นนี้ ไม่เคยได้รับจากแม่.. เขาถึงโหยหาการยอมรับจากใครสักคน
             ศีรษะของเขาขยับเล็กน้อย พยายามจะวางแนบชิดกับพ่อมดแต่อีกใจกลับสั่งให้หยุดกระทำ เขายังคงมีความกลัวถึงได้แต่ยืนแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น
          ประโยคที่เพอร์ซิวัล เกรฟส์เอ่ยออกมากับตัวเองเบาจนชายหนุ่มแทบไม่ได้ยิน แม้กายอยู่แนบชิดแต่สิ่งที่เขาพอจะจับใจความได้คือคำว่า ‘…greater..’  เครเดนซ์เงยใบหน้าขึ้นมอง ไม่ได้กล่าวถามสิ่งใดออกไป ขอได้อยู่ตรงนี้ ช่วงเวลานี้ให้นานขึ้นอีกเล็กน้อยก็พอแล้วสำหรับคนอย่างเขา
          วันนั้นเครเดนซ์ แบร์โบนกลับบ้านด้วยอารมณ์ที่ต่างจากเคย อารมณ์และความรู้สึกที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าจะเรียก ‘ความสุข’ ได้หรือไม่ แม้จะเป็นความสุขเพียงช่วงเวลาหนึ่งเขากลับยินดีที่จะได้ดื่มด่ำห้วงเวลานั้น เวลาที่มีเพอร์ซิวัล เกรฟส์อยู่ใกล้ๆ เวลาที่ได้รับการสัมผัสแผ่วเบา แนบชิด เปี่ยมด้วยความรู้สึกที่เขาโหยหามาชั่วชีวิต ถึงแม้ว่าต้องกลับไปเจอความเจ็บปวดที่ได้รับจากผู้เป็นแม่แต่สำหรับเครเดนซ์เขายินดีหากในวันรุ่งขึ้นเขาจะได้รับสัมผัสแสนอบอุ่นจากผู้ชายที่ให้สัญญาว่าจะเคียงข้างเขานับจากนี้.. โลกใบใหม่ของเขา.. ‘เพอร์ซิวัล เกรฟส์’

[Marvel]Fantastic Four : Bedtime

Standard

Title : Bedtime
Paring : Valeria Richards and Victor Von Doom
(Doctor Doom)
Comics : Fantastic Four (Marvel Studio)
Writer : Zol Redfox

หลายคนเข้าใจว่า วิคเตอร์ วอน ดูม คือ วายร้ายตัวฉกาจของจักรวาล
หลายคนเข้าใจว่า วิคเตอร์ วอน ดูม คือ ผู้ชายซึ่งสามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อสิ่งที่ตนต้องการ
หลายคนเข้าใจว่า วิคเตอร์ วอน ดูม คือ ผู้ที่ต้องการเป็นพระเจ้า
แต่หลายคน.. ไม่มีโอกาสได้เห็นตัวตนของ วิคเตอร์ วอน ดูม ในรูปแบบอื่น
ด็อกเตอร์ดูมคือผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งซึ่งพยายามไขว่คว้าสิ่งที่ตนถูกดูแคลน เหตุผลมากมายสำหรับดูมแสดงออกมาเพียงคำคำเดียว ‘พระเจ้า’
ทำไมเขาจึงต้องการเป็นพระเจ้า? ทำไมเขาถึงมองเห็นมนุษย์ในแบบที่แตกต่างจากคนอื่น? ทำไมเขาจึงทำทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ? แต่ทำไมเขาถึงรักประชาชนของลัตวีเรีย? ทำไมเขาถึงรักผู้หญิงคนหนึ่งได้เช่นเดียวกับผู้ชายทั่วไป? หากใครมองว่าดูมคือปีศาจ  วอน ดูม คงไม่ปฏิเสธเพราะนั่นคือสิ่งที่เขาต้องการให้ทุกคนได้รับรู้ พลังและอำนาจที่สามารถควบคุมได้ด้วยมือสองข้างของดูม
นานมากแล้วที่ด็อกเตอร์ดูมไม่ได้มีความรู้สึกรักใคร่ นั่นผ่านมานานจนตัวเขาเองก็ไม่อาจนึกออก ทุกสิ่งรอบตัวมีเพียงความมืดมิด  ความมุมานะ ความริษยาและความถือตัว  วิคเตอร์เป็นผู้ชายที่ถูกแปะฉลากไว้ตั้งแต่ต้นว่าเป็นวายร้ายและเมื่อใครเห็นต่างต้องยำเกรงและหวาดกลัว
พวกเขาไม่เคยได้เห็นอีกมุมของผู้ชายคนนี้ .. พระราชาผู้ปกครองประเทศลัตวีเรีย เขารักลัตวีเรียและประชาชนมากกว่าสิ่งใด เหตุผลนั้นอาจเพราะทำให้รู้สึกว่าตนมีอำนาจ แต่สิ่งสิ่งเดียวที่วิคเตอร์ วอน ดูมรักและยอมได้ไม่ว่าจะเป็นเมื่อใดนั่นก็คือเด็กหญิงตัวน้อยๆ นามว่า ‘วัลเลเรีย ริชาร์ดส์’ ลูกสาวคนเล็กของรี้ด ริชาร์ดส์และซูซาน สตอร์ม
วิคเตอร์ตกหลุมรักเด็กหญิงตั้งแต่เกิด ร่างเล็กๆ ที่ถูกอุ้มอยู่ในอ้อมกอดของดูม ไม่มีครั้งใดที่เขารู้สึกอบอุ่นและรักใคร่ได้เท่ากับครั้งนี้ เขาบอกกับตัวเองว่าจะไม่ให้เด็กสาวคนนี้เป็นอะไรไปตราบใดที่ดูมยังมีชีวิตอยู่ และเขาก็ได้มอบชื่อแสนวิเศษให้กับเธอ.. ชื่อของผู้หญิงคนสำคัญที่จากไปนานแสนนาน ‘วัลเลเรีย’
เหตุการณ์มากมายเกิดขึ้นก่อนที่วัลเลเรียจะเกิด สิ่งที่ดูมทำคือการช่วยเหลือ.. อย่างไรก็ตามไม่ว่าด้วยเหตุผลใดในตอนนี้ เด็กสาวตัวน้อยๆ คนนี้.. คือคนของด็อกเตอร์ดูม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เขาเฝ้ามองวัลเลเรียเติบโต จากเด็กทารกที่อยู่ในอ้อมกอดกลายมาเป็นเด็กหญิงตัวเล็กที่นั่งเล่นอยู่ภายในบ้าน ดูมหาเหตุผลให้กับตัวเองว่าทำไมวัลเลเรียจะต้องอยู่กับริชาร์ดส์ตลอดเวลา แม้มิสเตอร์แฟนแทสติกจะคือพ่อแต่ลูกสาวที่ไม่ได้ถูกดูแลตลอดเวลาก็ควรได้รับการเอาใจใส่จากเขา
วิคเตอร์ไม่ปฏิเสธว่าความสัมพันธ์ของเขากับรี้ดไม่ค่อยดีนักพวกเขาทั้งสองเปรียบเสมือนกระจกซึ่งสะท้อนกันและกันการแสดงออกของดูมค่อนข้างจะแสดงให้ผู้คนรับรู้แตกต่างจากรี้ดที่เก็บไว้ภายในส่วนลึกของจิตใจ ซึ่งเหตุผลนี้อาจเป็นคำตอบว่าทำไมวัลเลเรีย ริชาร์ดส์จึงรักดูมไม่ต่างจากพ่อของเธอ.. พวกเขาทั้งสองคนต่างเติมเต็มกันและกันโดยไม่รู้ตัว
วัลเลเรียมีโอกาสได้ไปอยู่ที่ลัตวีเรียบ่อยครั้ง เธอไปอย่างเต็มใจและวิคเตอร์ก็แสดงออกให้หลานสาวเห็นว่าตนนั้นดีใจเช่นกันที่เธอชอบลัตวีเรีย … ทุกสิ่งที่ดูมทำคือการตามใจเด็กหญิงคนนี้แม้เขาจะทำเช่นนั้นแต่วัลเลเรียก็ไม่ได้เติบโตมาเป็นเด็กเอาแต่ใจ การที่มีพ่อเป็นนักวิทยาศาสตร์ทำให้เธอได้กรรมพันธุ์มาเต็มๆ .. ความเฉลียวฉลาดและช่างสังเกต เธอเป็นอัจฉริยะตัวน้อยๆ ที่ทำให้วิคเตอร์ ดูม ภูมิใจ แม้ว่าเด็กหญิงจะเก่งเกินเด็กทั่วไปแต่เธอก็ยังคงเป็นเด็กอยู่ดี
“Uncle Victor, why you are still here?”
เจ้าของชุดเกราะสีเงินอร่ามซึ่งถูกปกคลุมด้วยผืนผ้าสีเขียวหันใบหน้ามายังต้นเสียงที่เอ่ยทัก เด็กหญิงตัวเล็กผมบลอนด์ทองกำลังยกหลังมือขึ้นขยี้เปลือกตา เธอแสดงท่าทางงัวเงียอย่างเห็นได้ชัด
“You must go to sleep, Valeria.”
“But you don’t.”
“I’m not a child like you, young lady. Children get  a good night’s sleep.”
“I want a good night’s sleep but you’re still here. I’ll sleep when you sleep, Uncle Victor.”
คำตอบของวัลเลเรียทำให้ดูมส่ายใบหน้าแผ่วเบา เด็กหญิงในชุดนอนสีฟ้าเดินเข้ามาใกล้ชายร่างใหญ่ซึ่งอยู่ในชุดเกราะ เธอยกมือเล็กขึ้นจับโลหะสีเงินที่ปกคลุมมือของอีกฝ่าย กระชับไว้แน่นพร้อมกับดึงเบาๆ
“It’s time to sleep. Tomorrow will be back to work.”
“Doom demands you to go to bed but it’s not work because it’s you.”
“You know that then.. come here, Uncle Doom.”
วัลเลเรียคลี่ยิ้มน้อยๆ เธอมักจะชนะดูมอยู่เสมอ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความสามารถในการชักจูงคนหรือเป็นเพราะดูมให้ความเอ็นดูเด็กหญิงมากกว่าใครอื่น แต่ที่แน่ๆ .. หากไม่มีข้อตกลงดีๆ สักข้อดูมจะไม่ยอมทำตาม
วิคเตอร์จูงเด็กหญิงตัวน้อยไปตามทางเดินเงียบสงัด แสงไฟจากคบเพลิงส่องสว่างวาบเมื่อเดินผ่าน พวกเขาทั้งสองใช้เวลาเพียงไม่นานก็มาถึงห้องนอนเป็นที่เรียบร้อย มือซึ่งถูกปกปิดด้วยโลหะคลายออกเป็นสัญญาณบอกแก่วัลเลเรียว่าถึงเวลาที่เธอต้องขึ้นเตียงนอน
วัลเลเรีย ริชาร์ดส์ไม่ปฏิเสธ เธอทราบอยู่เต็มอกว่าชายผู้นี้จะต้องกลับไปทำงานเมื่อเธอนอนหลับ คงจะห้ามไม่ได้ เช่นเดียวกับที่เธอเคยบอกกับพ่อ ทั้งสองคนไม่ได้แตกต่างกันมากนัก มุมานะทำงานเพื่อให้ตนรู้สึกพึงพอใจ.. เด็กหญิงปฏิเสธไม่ได้เลย ในตอนนี้อย่างน้อยขอให้ได้อยู่ด้วยกันกับดูมอีกสักพักก็พอ
“Good night, Uncle Victor”
เธอเอ่ยแผ่วเบา ผืนผ้าห่มถูกเลื่อนขึ้นมาชิดแนบอกโดยการกระทำของดูม มือหนาวางลงสัมผัสเรือนผมสีบลอนด์ทองอย่างนุ่มนวล นัยน์ตาที่จ้องมองเด็กหญิงแฝงไว้ด้วยความรู้สึกมากมาย ไร้ซึ่งความเกลียดชัง ไร้ซึ่งความริษยา มีเพียงความรู้สึกอื่น.. ความรู้สึกที่หลายคนไม่เคยได้สัมผัส กระนั้นแล้วยังคงเปี่ยมด้วยอำนาจ
“Valeria”
“Yes?”
วิคเตอร์ผ่อนลมหายใจแผ่วเบา แต่กลับได้ยินชัดเจนเมื่อลอดผ่านชุดเกราะ เขาปล่อยตัวลงนั่งบนเตียงแล้วเงียบไป
“…?”
เด็กหญิงแสดงสีหน้าสงสัยแต่ไม่นานเธอกลับยิ้มแล้วหลับตาลงนอน ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดตอบของด็อกเตอร์ดูมเธอก็แทบจะเข้าใจทั้งหมดแล้ว ไม่ใช่เพราะว่าเธอเก่งแต่เป็นเพราะเธอเข้าใจและเชื่อมั่นในตัวชายคนนี้
“Good night, Valeria.”

[Fiction]The Sandglass, The Crucifix and The Piano (3)

Standard

Title : The Sandglass, The Crucifix and The Piano
Paring : Michael Kovak and Rene Lenier
Writer : Zol Redfox

 PART 3

 

 

นาฬิกาทราย กางเขน เปียโน

 

 

เรเน่มารอก่อนเวลา เขาเดินสำรวจไปรอบๆ ห้องโถง แม้จะมาหลายครั้งแต่กลับไม่มีโอกาสได้สำรวจโดยรอบ สิ่งที่ทำให้เรเน่สนใจคือภาพวาดลงด้วยสีน้ำมันดูมีมิติและเสมือนจริงราวกับภาพวาดมีชีวิต…หรือจะมีชีวิต? ถ้าหากเขาถามไมเคิลว่ามีเพื่อนอาศัยอยู่ในภาพวาดบ้างไหมจะถูกโกรธรึเปล่านะ? แต่พอคิดดูดีๆ .. ไมเคิลอยู่ที่โบสถ์แต่เวลาที่อีกฝ่ายไม่ปรากฏตัวจะไปอยู่ที่ไหน? สิงอยู่กับวัตถุ? หรือแค่หายตัวไป?
ไม่ทันที่เรเน่จะได้คำตอบเสียงอันคุ้นเคยกลับเอ่ยทักขึ้นเสียแล้ว ชายในชุดเสื้อยืดสีเลือดหมูหันไปหา ไมเคิลส่งยิ้มให้เล็กๆ ความรู้สึกหลายอย่างถูกสร้างขึ้นจากความสนิทสนมของพวกเขาและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนต่างฝ่ายเริ่มคิดว่าตนนั้นจะไม่ยอมหายไปโดยง่าย

 

“เฮ้.. สดใสเหมือนเดิมเลยนะพักหลังมานี้”
“มันทำให้คุณหงุดหงิดหรือเปล่า?”

 

ไมเคิลขมวดคิ้วแต่เรเน่กลับโบกปัดมือพร้อมเอ่ยออกไปว่าตนนั้นแซวเล่น

 

“เรเน่… คืนนี้เราออกไปเดินเล่นข้างนอกกันแทนได้ไหม? ผมอยากให้คุณได้เห็นป้ายหลุมศพผม”
“เอาสิ.. ฉันยังไงก็ได้”

 

พอฟังแบบนี้แล้วอดขนลุกซู่ขึ้นมาไม่ได้เลย เรเน่แสดงความอยากรู้อยากเห็นออกมาแต่อีกด้านหนึ่งเขาก็มีความรู้สึกกลัวอยู่ลึกๆ ให้ออกไปกลางสุสานตอนกลางคืนกลัวว่าจะเจอวิญญาณตนอื่นนอกจากไมเคิลน่ะสิ ทำไมถึงไม่ชวนเขาตอนกลางวัน..? ไมเคิลคิดอะไรของเขาอยู่?
แต่อีกด้านหนึ่งไมเคิลกำลังแสดงท่าทางดีใจออกมาอย่างเห็นได้ชัดเหมือนเด็กชายที่กำลังตื่นเต้นกับสิ่งที่ตนกำลังจะเซอร์ไพร์ส ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อยก่อนจะออกตัวเดินในทันที ท่าทางเช่นนี้คงจะมีของเซอร์ไพร์สอย่างแน่นอน

 

“นายรู้ตัวเองไหมตอนที่ต้องมาอยู่ในห้องโถง เล่นเปียโนซ้ำไปซ้ำมา ฉันเคยเข้าใจว่าวิญญาณมักจะทำเหตุการณ์เดิมซ้ำๆ ก่อนที่ตัวเองจะตาย หรืออาจจะเป็นเสี้ยวความทรงจำที่สั่งให้ต้องมาทำอะไรแบบนั้น”
“ผมรู้แค่ว่าตัวเองต้องมาเล่นเปียโนที่นั่น แค่มาเล่นแต่จะเล่นเพลงอะไรนั่นขึ้นกับผม”
“แสดงว่านายยังไม่รู้ว่าทำไมถึงมาอยู่ที่นี่”
“ผมอาจรักเปียโนหลังนั้นจนไม่สามารถไปเกิดได้ก็ได้”

 

ไมเคิลหัวเราะเบาๆ ตั้งแต่ที่พวกเขาได้คุยกันดูเหมือนว่าไมเคิลจะร่าเริงขึ้นมากกว่าแต่ก่อนเสียอีก หากว่าการทำให้ไมเคิลมีความสุขคือการส่งเจ้าตัวให้ไปสู่สุคติก็คงจะดีเรเน่คิดเช่นนั้น
หลังจากเดินสนทนามาได้สักพักก็มาถึงจุดหมายเสียที เรเน่ส่องไฟฉายไปรอบด้าน สังเกตว่าห่างไกลจากตัวโบสถ์มาพอสมควรแต่ไม่เชิงเรียกว่าป่าช้า ที่นี่ยังมีโคมไฟส่องให้ได้เห็นบ้างในบางจุด สายตาของเขาทอดมองไปเบื้องหน้า มองตามแผ่นหลังนักดนตรีที่ดูมีความสุขจากใจจริง เรเน่อดยิ้มไม่ได้.. แม้จะเป็นหนุ่มแล้วแต่บางครั้งกลับรู้สึกว่าไมเคิลคล้ายกับเด็กชายจริงๆ
บรรยากาศรอบด้านไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เขาคิด แม้ความมืดจะทำให้เริ่มจินตนาการถึงเรื่องน่ากลัวแต่การที่มีไมเคิลอยู่ด้วยกลับทำให้เรื่องน่ากลัวพวกนั้นจางหายไป.. นี่ไม่ใช่การพามาหลอกใช่ไหม? ชักจูงให้เขาตามมาแล้วโดนวิญญาณตนอื่นหลอกให้กลัว…..
บางทีเรเน่ควรเลิกคิดมากเสียที…

 

“ถึงแล้วครับ”

 

ชายหนุ่มหยุดยืนที่หน้าหลุมศพ ป้ายหินที่ถูกทำอย่างดีแสดงเด่นตรงหน้า เรเน่ใช้ไฟฉายส่องเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นที่ของไมเคิลจริงๆ แถวนี้ไม่ได้มืดสนิทแต่การอ่านป้ายหลุมศพนั้นลำบากไปเสียหน่อย
รอยสลักบนป้ายบอกชื่อและปีที่เสียชีวิตเท่าที่ดูแล้วไมเคิลเพิ่งอายุ 20 กว่าๆ จริงเสียด้วย น่าเศร้าสำหรับคนที่ไม่สมควรจะจบชีวิตลงด้วยวัยเพียงเท่านี้ เรเน่แสดงสีหน้าเศร้าสลดออกมา

 

“ผมมีของให้คุณแต่ว่าผมไม่สามารถเอาไปให้ได้เลยต้องให้คุณมาที่นี่แทน”
“ไม่จำเป็นเลยไมเคิล นายไม่ต้องให้อะไรฉันก็ได้.. แค่เจอนาย ได้เล่นเปียโนด้วยกันก็ให้ความสุขฉันมามากแล้ว”

 

ไมเคิลเม้มปาก พอได้ฟังคำพูดของอีกฝ่ายแล้วทำให้รู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาเลย

 

“แต่ถ้าผมไม่ให้คุณผมจะไม่สบายใจ”
“งั้นจะรับไว้ด้วยความเต็มใจ ว่าแต่มันคืออะไร?”
ชายหนุ่มเดินปลีกตัวออกห่างก่อนจะอันตธานไปโผล่อยู่หลังป้ายหลุมศพ พอเงยหน้าอีกทีก็โบกกวักให้เรเน่เดินตามมา สิ่งที่เขาต้องการจะให้อยู่ตรงนี้
เรเน่หาทางอ้อมไป เขาไม่อยากข้ามหลุมศพใครเสียเท่าไหร่ กลัวว่าจะตื่นมาโวยวายใส่เขา.. ในเมื่อไมเคิลยังปรากฏตัวให้เห็นแบบนี้หลุมอื่นๆ จะต้องมีวิญญาณอยู่เป็นแน่
ชายในชุดเสื้อยืดก้มลงมองตามสิ่งที่ไมเคิลชี้ กล่องขนาดเล็กที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินมองผ่านๆ เหมือนกับมีคนเคยขุดขึ้นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง เรเน่ใช้มือขุด นำดินที่ฝังกลบปัดออกไปด้านข้างและหยิบกล่องใบเล็กนั้นขึ้นมาถือไว้ ไมเคิลยิ้มอย่างตื่นเต้น สิ่งที่ชายหนุ่มให้ไม่ได้เป็นของที่มีมูลค่ามากมายแต่เป็นสิ่งที่เขาหวังเอาไว้ว่าเรเน่จะเก็บรักษาเอาไว้อย่างดี

 

“ไม้กางเขน?”

 

เขาเอ่ยเป็นเชิงถาม ไม้กางเขนที่ถูกใช้เป็นสร้อยคอบรรจุอยู่ภายในกล่อง มองดูแล้วคล้ายของประดับตกแต่งมากกว่าใช้ในเชิงพิธี

 

“ของสำคัญที่สุดของผมก่อนที่ทุกอย่างจะเกิดขึ้น”
“นายให้ของสำคัญที่สุดกับฉัน?”
“เพราะตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดของผมคือคุณ”
“ห้ะ?”

 

เป็นคราวของเรเน่ที่แสดงสีหน้าประหลาดใจ เหมือนถูกประโยคที่เคยพูดวิ่งอัดหน้าเข้าจังๆ เรเน่จ้องมองนัยน์ตาสีฟ้าตรงหน้า รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความสุข ใบหน้าที่กำลังแสดงความดีใจ.. ไมเคิลแสดงออกมาด้วยความสัตย์จริง
“ทำแบบนี้บ่อยหรือเปล่า?”
“คุณเป็นคนแรกและอาจเป็นคนสุดท้ายครับ..”

 

เรเน่ถอนใจก่อนจะสั่นศีรษะไปมา เขาเก็บไม้กางเขนลงกล่องและกำเอาไว้กระชับติดมือให้แน่ใจว่าจะไม่หล่นหายไปไหน

 

“พูดแบบนี้แต่งงานกับฉันเลยดีกว่า”
“ครับ?!”

 

ไมเคิลตอบกลับด้วยความตกใจแต่เรเน่ดันคลี่ยิ้มออกมาพร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า

 

“นั่นคำตอบรับของนายใช่ไหม? น่ายินดีจริงๆ”
“ผมเปล่าพูดเลยนะ เรเน่!”
“ฉันแค่แซวเล่น”

 

เรเน่หัวเราะ เขายกมือขึ้นก่อนจะวางลงบนศีรษะของไมเคิล ไม่รู้ว่าจะสัมผัสโดนหรือไม่หากไม่โดนเขาก็จะทำเป็นลูบผมอีกฝ่ายอยู่ดี… แต่เมื่ฝ่ามือถูกวางลงเรเน่ลูกสึกได้ถึงพื้นผิว เขาลูบเบาๆ ก่อนจะกล่าวต่อไป

 

“ขอบคุณที่ฉันได้มาเจอนาย”
“ขอบคุณที่ผมได้มาเจอคุณเหมือนกัน”

 

 

 

 

[Fiction]The Sandglass, The Crucifix and The Piano (2)

Standard

Title : The Sandglass, The Crucifix and The Piano
Paring : Michael Kovak and Rene Lenier
Writer : Zol Redfox

PART 2
นาฬิกาทราย กางเขน เปียโน

 

สามวันแล้วที่เรเน่และไมเคิลไม่ได้พบกัน เรเน่ไม่ได้กระตือรือร้นจะหาคำตอบ เขายังตกอยู่ในความสับสน เรื่องที่เกิดขึ้นคืออะไร? เขาอยู่กับวิญญาณมาตลอดหรือ? แถมเพื่อนเขาก็ยืนยันว่าวันนั้นเห็นเรเน่เพียงคนเดียว แม้เรเน่จะยังมาทำงานตามปกติแต่เมื่อเลิกงานเขาก็เดินทางกลับบ้านในทันทีต่างจากไมเคิล เสียงเปียโนบรรเลงเช่นนั้นทุกๆ คืน เรเน่ไม่ได้อยู่ฟังบทเพลงแสนไพเราะแต่หากเขาอยู่คงรู้สึกได้ถึงสิ่งที่ไมเคิลพยายามจะบอก
เสียงเพลงในคืนนั้นฟังโศกเศร้ามากกว่าที่เคยผ่านมา ไมเคิลเลิกเล่นไปกลางคัน เขานั่งนิ่งเงียบอยู่หน้าเปียโน ก้มใบหน้าลงด้วยความรู้สึกเสียใจจนหยดน้ำตาตกลงกระทบที่หน้าตัก ชายหนุ่มพยายามอดกลั้นแม้จะรู้ตัวดีว่าหลังจากนี้จะต้องกลับมาอยู่เพียงลำพังอีกครั้ง สิ่งที่ทำให้ไมเคิลยังคงอยู่ที่นี่คือเรื่องใดตัวเขาเองก็ไม่ทราบ ไม่มีใครทราบยกเว้นสาเหตุการเสียชีวิต เหล่าบาทหลวงทราบดี.. เด็กโบสถ์ที่อาศัยมารุ่นแรกๆ ต่างทราบดี
เขาวนเวียนอยู่ที่นี่ทุกวัน ทุกคืน และบรรเลงเปียโนเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วงเวลาเดิมด้วยระยะเวลาเพียงสั้นๆ แต่ก็มากพอที่จะปรากฏตัวให้ผู้ซึ่งบังเอิญผ่านมาได้เห็น เขาถึงต้องมีนาฬิกาทรายวางไว้ใกล้ๆ เพื่อให้ทราบว่าเวลาของตนจะหมดลงเมื่อไหร่
มีเพียงคนเดียวที่สามารถเห็นเขาได้แม้ว่าจะเป็นตอนกลางวันนั่นคือเรเน่.. เขาถึงดีใจ เหมือนได้มีเพื่อนใหม่แต่อีกใจเขาก็กลัวว่าหากอีกฝ่ายรู้ว่าเขาไม่ใช่มนุษย์จะหนีไป..ซึ่งสิ่งที่เขากลัวมากที่สุดก็เกิดขึ้นแล้ว ถ้าหากว่าไม่หลงระเริงมากเกินไป หากว่าไม่ยอมมาพบกับเรเน่ในตอนกลางวันแบบนั้นคงจะดี..
ครั้งแรกที่ไมเคิลเอ่ยทักออกไปเขาไม่คิดด้วยซ้ำว่าเรเน่จะรู้ตัว บางทีการอยู่คนเดียวโดยไม่มีใครมองเห็นก็ทำให้เขาอยากลองแสดงละคร แต่เมื่อการกล่าวทักทำให้เรเน่ตอบสนองแถมหันมาจ้องมอง..ไมเคิลกลับแสดงความตกใจเล็กๆ ให้เห็นแทน ไมเคิลจำสายตานั้นได้ สายตาที่กำลังแสดงความสงสัย สายตาที่กำลังพินิจมองอย่างถี่ถ้วน จนทำให้ชั่ววินาทีนั้นเขารู้สึกเหมือนอยู่ในโลกส่วนตัว
ในตอนนี้เขากลับมาอยู่คนเดียวอีกครั้ง โดดเดี่ยวแล้วว้าเหว่ มีเพียงเปียโนและความรู้สึกเสียใจที่แน่นอยู่เต็มอก ไมเคิลยกหลังมือขึ้นเช็ดดวงตา เขาจะอยู่แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าสิ่งที่ค้างคาใจจะถูกทำให้คลี่คลาย
บาทหลวงเจ้าคณะผ่อนลมหายใจเบาๆ ช่วงเวลานี้คือช่วงที่ไมเคิลปรากฏตัว เขามองเห็นชายหนุ่มได้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกับคนอื่นๆ แต่ก็ใช่ว่าเมื่อหมดเวลาเขาจะมองไม่เห็นเสียทีเดียว บาทหลวงยังคงมาเห็นเป็นบางสิ่งเลือนลางไม่แจ่มชัดเท่าในตอนนี้  เขาเดินเข้าหานักดนตรีซึ่งยังนั่งอยู่หน้าเปียโน ถามคำถามและแสดงความห่วงใยเช่นที่เคยทำมา
“ฟาเธอร์..ผม…ไม่น่าทำแบบนั้นเลย”
“พ่อเข้าใจว่าลูกดีใจที่ได้เพื่อนใหม่ เรเน่เขาพิเศษกว่าคนอื่นเขาถึงมองเห็นลูก”
“ถ้าหากผมระวังมากกว่านี้เขาคงไม่รู้”
“แต่หากลูกปิดบังต่อไปเขาจะโกรธที่ลูกไม่บอกกับเขา”
“ตอนนี้เขารู้แล้ว ผมทำอะไรไม่ได้แล้ว.. เขากลัวผม เขาต้องกลัวผม”
ไมเคิลไม่ได้แสดงท่าทางออกมามากมาย เขายังคงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เรียบนิ่งแต่โศกเศร้า
“เรเน่ทำให้ผมรู้สึกเหมือน…ได้กลับมาเป็นคนอีกครั้ง..”
“ถ้าหากว่าพระเจ้าต้องการให้ลูกกับเรเน่อยู่ด้วยกันเขาจะกลับมาหาลูกเอง”
“ผม..หวังแบบนั้นไม่ได้”
ชายหนุ่มตอบกลับเบาๆ ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้วที่ไมเคิลเจอเหตุการณ์นี้ แม้ว่าคนก่อนหน้าจะไม่เหมือนเรเน่แต่สุดท้ายก็จบลงโดยการหายตัวไปและไม่กลับมาอีก เรื่องที่เขาเป็นวิญญาณอาจน่ากลัวกับใครหลายๆ คน สิ่งที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้แถมภาพยนตร์ก็นำเสนอว่าวิญญาณนั้นน่ากลัวอีกด้วย
ไมเคิลจบวันด้วยจิตใจที่ว้าวุ่นแม้จะได้คุยกับบาทหลวงแต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาดีขึ้นมากมาย หากเป็นไปได้เขาอยากจะขอโทษเรเน่และเล่าเรื่องให้อีกฝ่ายฟัง เขาต้องการอยู่กับเรเน่มากกว่าใครที่ผ่านมา
ชายหนุ่มฝากข้อความให้กับเรเน่ผ่านทางบาทหลวงด้วยประโยคสั้นๆ แม้ว่าจะต้องการมากกว่านี้แต่เวลาของเขาก็หมดลงแล้ว
เรเน่ได้รับข้อความในวันรุ่งขึ้นขณะที่กำลังพักกลางวัน เขาเองก็รู้สึกว้าวุ่นไม่แพ้กัน คิดถึงแต่เรื่องที่ผ่านมา คิดถึงแต่เรื่องของไมเคิลจนก่อเกิดความใคร่รู้.. ทำไมไมเคิลจึงอยู่ที่นี่ ทำไมถึงปรากฏตัวให้เขาเห็นและทำไมถึงมาบรรเลงเปียโนทุกๆ คืนในเวลาเดิมๆ
สิ่งที่เรเน่ได้รับจากบาทหลวงคือข้อความจากไมเคิล โคแว็ค เขาไม่ได้ปฏิเสธหรือแสดงท่าทางหงุดหงิด ตรงกันข้าม..เรเน่กลับแสดงท่าทางสนใจราวกับกำลังเฝ้ารอ
“ ’ผมขอโทษ.. ผมกลัวเกินกว่าจะบอกกับคุณ ผมขอโทษ เรเน่..’ ไมเคิลฝากพ่อมาบอกเท่านี้”
“ฟาเธอร์ผมอยากรู้เรื่องไมเคิล ตอนนี้ถึงเวลาที่ผมต้องรู้แล้วหรือยัง?”
“มันจะดีกว่าหากลูกทั้งสองคนได้คุยกันเอง ลูกรู้อยู่แล้วว่าจะพบเขาได้ที่ไหน”
“…”
เขาพยักหน้าและไมได้เอ่ยกล่าวสิ่งใดแต่หันกลับไปหาเพื่อนร่วมงานพร้อมกับบอกว่าเขาอาจเลิกงานไวเพราะคืนนี้มีนัดสำคัญ
เรเน่ยืนสูบบุหรี่อยู่ข้างโบสถ์ รู้สึกกดดันเล็กๆ ราวกับว่าตนกำลังต้องไปเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่าพิศวง เขาอยากจะคิดแบบนั้นแต่นั่นคือไมเคิล ชายหนุ่มนักดนตรีที่รอคอยเขาไปหา.. เรเน่ไม่คิดปฏิเสธ ไม่คิดหนีหรือเพิกเฉยแต่ที่หายตัวไปตลอดสี่วันนั่นเพราะยังคงสับสน เขาควรวางตัวอย่างไร ควรพูดคุยแบบใด.. เรื่องที่สัมผัสตัวไมเคิลได้อีก หากไม่บอกว่าคือวิญญาณเขาก็ไม่ทราบจริงๆ ปริศนามีมากมายเสียเหลือเกิน
ถึงเวลาที่เขาจะต้องไปยังห้องโถงเสียที มวนบุหรี่ถูกปล่อยลงกับพื้น ขยี้ดับไฟด้วยปลายรองเท้าก่อนจะก้าวเดินเพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดหมาย เรเน่ไม่ได้นึกถึงเรื่องวิญญาณกับมนุษย์เลยแม้แต่น้อย หากไมเคิลน่ากลัวเหล่าบาทหลวงและคนอื่นที่อยู่ที่นี่จะต้องทำการขับไล่อย่างแน่นอนแต่การที่อีกฝ่ายสามารถอยู่ที่นี่ได้คงจะมีเหตุผลบางประการ.. ถึงขั้นวานเจ้าคณะมาบอก ไมเคิลนี่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ คิดแล้วน่าตลก.. ชายหนุ่มคนนี้ยังมีบางส่วนที่เหมือนเด็ก
เรเน่ชะโงกหน้ามองเมื่อมาถึง สอดส่องสายตาไปทั่วบริเวณเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่จากนั้นถึงเดินเข้าใกล้เปียโนตัวเดิม ไมเคิลไม่ได้อยู่ที่นั่น ไม่มีโน้ตไม่มีเสียงดนตรี ไม่มีใคร.. มีเพียงนาฬิกาทรายซึ่งวางอยู่ตรงที่เดิม เขาคว้าจับอย่างเบามือ หมุนสำรวจไปรอบๆ  ก่อนจะพลิกด้านเพื่อให้เม็ดทรายไหลลงมา
“ไมเคิล นายอยู่รึเปล่า?”
เขาเอ่ยถามโดยยังคงยืนอยู่ใกล้กับเปียโน
“ฉันมาหานาย วันนี้นายไม่เล่นเปียโนแล้วเหรอ?”
ไร้ซึ่งคำตอบ ไม่มีแม้แต่เสียงลม แต่แล้วเพียงชั่วอึดใจเปียโนกลับดังขึ้นราวกับมีคนมากด เรเน่ซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ หันมองในทันที
“จะแกล้งให้ฉันกลัวมันไม่ได้ผลหรอกรู้รึเปล่า อยู่กันมาเกือบเดือนจะให้กลัวคนแบบนายน่ะตลกแล้ว.. ฉันรู้จักนาย และอยากรู้จักนายมากขึ้นอีก”
ไมเคิลไม่ยอมปรากฏตัว เขาอยู่ไม่ห่างจากเรเน่เท่าใดนักเรียกว่าอยู่ตรงหน้าอีกฝ่ายก็ว่าได้ นัยน์ตาสีฟ้าสำรวจมองชายอายุมากกว่า ยกมือขึ้นคล้ายกับกำลังจะประคองใบหน้าแต่ทราบแก่ใจว่าตนไม่สามารถกระทำได้ หากว่าต้องอยู่แบบนี้เขาก็ต้องการให้เรเน่เลิกมาข้องเกี่ยว
นักดนตรีลืมไปเรื่องหนึ่ง.. เรื่องที่ร่างของเขาจะปรากฏตัวให้ใครต่อใครเห็นในเวลาเดิมๆ แม้จะไม่ต้องการแต่ดูเหมือนเรเน่จะสามารถมองเห็นเป็นบางสิ่งตรงหน้าเสียแล้ว
“ฉันเห็นนายเพราะงั้นอย่าหนีฉัน”
เขาไม่ได้กล่าวเพียงเท่านั้น แต่ส่งมือไปจับส่วนที่ตนมองเห็น ไมเคิลรู้สึกตื่นตระหนก หากจะหายไปจากตรงนี้คงทำให้เรเน่หัวเสียแต่อีกใจก็ไม่ต้องการให้เขามาข้องเกี่ยว…. สุดท้ายแล้ว..คงต้องยอม
“ผมไม่ได้หนีคุณ”
“ใช่ ฉันรู้..”
ชายหนุ่มปรากฏตัวขึ้นต่อหน้า เรเน่ยอมปล่อยมือที่คว้าจับเมื่อครู่เพื่อไม่ให้คนตรงหน้ารู้สึกอึดอัด
“ฉันขอโทษที่ไม่ได้มาหา พอดี..มันเป็นอะไรที่..”
“น่ากลัว”
ไมเคิลเสริมแต่เรเน่กลับสั่นศีรษะเบาๆ
“ไม่.. เป็นอะไรที่ทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้นทั้งที่คนปกติอาจกลัว ฉันแค่สับสน.. ใช้เวลาคิดว่าเรื่องจริงหรือว่าฝัน”
“คุณต้องการเจอผมเพราะอะไร?”
“เพื่อบอกกับนายว่า ฉันขอโทษ..”
“ผมมากกว่าที่ควรบอกคำคำนั้น ผมโกหกคุณ..”
“นายไม่ได้โกหกฉัน ฉันมองว่านั่นคือความลับของนายและนายไม่จำเป็นต้องบอก”
“แต่ว่า..”
“ไมเคิล ฉันอยากรู้จักนาย และฉันหมายความว่าแบบนั้นจริงๆ”
เรเน่ปล่อยตัวลงนั่งที่เก้าอี้หน้าเปียโน เขาวางมือตบๆ ที่ข้างๆ ซึ่งมักจะเป็นที่ของไมเคิลเพื่อบอกให้เจ้าตัวมานั่ง
“วันนี้เราจะเล่นเพลงอะไรกันดี?”
ไมเคิลยังอ้ำอึ้ง.. เรเน่ดูต่างจากทุกๆ คนอย่างที่บาทหลวงกล่าว ต่างจากพวกเขา..ที่เคยเป็นเพื่อนแต่กลับหนีหายไปเพราะรู้ว่าเขานั้นไม่ใช่มนุษย์ เพียงเท่านี้ไมเคิลก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นเสียแล้ว เรียวนิ้วถูกวางลงบนแป้นอย่างนุ่มนวลและบรรเลงไปเนิบช้า บทเพลงในคืนนี้ไม่ได้โศกเศร้าอย่างที่ผ่านมา หากใครได้สดับฟังจะสามารถทราบได้ถึงความสุขเล็กๆ ที่ถูกผสานเข้ากับความกลัว นี่เป็นบทเพลงที่ไพเราะแต่กลับซ่อนความรู้สึกมากมายเอาไว้เหลือเกิน นั่นรวมถึงความรู้สึกที่เรียกว่า…..

 

 

——————————–
“ผมถามจริงๆ นะเรเน่.. คุณกลัวผมไหม?”
เรเน่ซึ่งนั่งอยู่บนม้าหินเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มเจ้าของนัยน์ตาสีฟ้า หลังจากผ่านเรื่องเมื่อคืนนั้นดูเหมือนพวกเขาจะมีโอกาสได้ปรับตัวเข้าหากันมากขึ้น ไมเคิลเองก็ยอมเดินไปเดินมาและปรากฏตัวให้เห็นในตอนกลางวันบ้างในบางโอกาสแม้คนอื่นจะมองไม่เห็นแต่เรเน่มองเห็นเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
“อาจจะกลัวหรือไม่กลัวก็ได้… รู้แค่ว่าเห็นนายครั้งแรกฉันก็หลงนายแล้ว”
“ครับ??”
ไมเคิลกะพริบตาปริบๆ ขมวดคิ้วจนเป็นปม ชายคนนี้กำลังบอกกับเขาว่าอะไรนะ?
“แค่รู้สึกว่านายพิเศษ.. ฉันเองก็ชอบอะไรที่พิเศษๆ อย่างเรื่องเหนือธรรมชาติพวกนี้ก็ดูเป็นไปได้แต่ก็เป็นไปไม่ได้”
“ผมไม่ใช่ของทดลองนะเรเน่”
“ฉันอาจจะรู้สึกแบบนั้นแค่กับนายก็ได้ พิเศษมากกว่าคนอื่น…  ว่าแต่..นายจะได้กลิ่นไหมถ้าฉันสูบบุหรี่?”
“ถึงผมจะไม่ได้กลิ่น.. แต่คุณก็ไม่ควรสูบในโบสถ์นะครับ”
เรเน่หัวเราะ
“เหมือนครั้งแรกที่เราเจอกัน นายพูดแบบนั้น.. ”
“ผมบอกให้คุณเล่นเปียโนต่างหาก”
บรรยากาศของทั้งสองคนดูเหมือนสนิทกันมาเนิ่นนาน เรเน่ยังต้องมาทำงานที่โบสถ์อีกหลายสัปดาห์ดังนั้นคงไม่แปลกเลยหากจะหายไปในบางที .. เขาหนีมาคุยกับไมเคิลแลกเปลี่ยนเรื่องของกันและกันแต่น่าเศร้าที่เพื่อนของเรเน่เริ่มคิดว่าเจ้าตัวเครียดจนคุยกับตัวเอง
“คืนนี้จะเล่นอีกไหม?”
“แล้วแต่ว่าคุณอยากฟังหรือเปล่า”
“ฉันไม่อยากฟังแต่อยากเล่นด้วย”
“ถ้าแบบนั้นผมก็จะให้คุณเล่น”