[Marvel]Wolverine: Wild Animals

Standard

 

Title:  Wild Animals
Pairing:  Victor Creed l Sabretooth and Wolverine l James ‘Logan’ Howlett
Comics: Wolverine (Marvel Studio)
Writer: Zol Redfox

 

 

Note : กิจกรรม Week 12 ของ 
Wild Animals in this chapter is Sabretooth, Wolverine and Tiny Wolverine

 

 

 

เจมส์ ‘โลแกน’ ฮาวเล็ตต์ คิดเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งกับตนเองอยู่หลายครั้ง คิดมาเนิ่นนาน บางทีเขาอาจจะคิดถึงเรื่องนี้มาตลอดตั้งแต่สูญเสียความทรงจำครั้งแรก หรืออาจจะครั้งที่สอง? ที่แน่ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของเขาทั้งชีวิตได้เลย เขาไม่อยากเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ ไม่เคยคิดอยากจะเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ เขาต้องการเป็นคนธรรมดา ผู้ชายแสนธรรมดาที่มีครอบครัวและมีลูกๆ ลูกที่เป็นที่รักของเขามากกว่าใครอื่น แต่ความพิเศษนั้นกลับถูกฝังหยั่งลึกไว้ในสายเลือด ในกรรมพันธุ์ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ‘วูล์ฟเวอรีน’ ไม่มีสิทธิ์ได้เลือกและเขาก็ต้องยอมรับกับความพิเศษนี้ ‘มนุษย์กลายพันธุ์’ ที่มีกรงเล็บและประสาทการรับรู้ดั่งสัตว์ป่า

 

หากมีโอกาสโลแกนก็อยากจะหายไปใช้ชีวิตแสนเรียบง่ายแต่ส่วนหนึ่งกลับพยายามต่อต้านเขาถูกปลูกฝังจากเพื่อนคนสำคัญ ‘ชาร์ลส์ เอ็กซ์ เซเวียร์’ ชายผู้ที่ทำให้โลแกนเป็นอย่างที่เป็นแม้ภายในใจจะบอกกับตนเองมานับครั้งไม่ถ้วน คนเช่นเจมส์ ฮาวเล็ตต์ไม่ต้องการเป็นฮีโร่ เขาต้องการพักจากการเป็นฮีโร่… พอแล้ว.. มันมากเกินพอแล้ว ไม่มีใครรู้ดีไปมากกว่าตัวของเขาเอง

 

‘Enough, old man. You can’t do this shit anymore. You can’t do it anymore…’

 

หยาดเลือดไหลหยดลงกระทบกับพื้นกรงเล็บแหลมที่เชือดเฉือนมานักต่อนักค่อยๆ เคลื่อนกลับคืนสู่ใต้ผิวหนัง กรงเล็บที่ถูกหล่อหลอมเป็นหนึ่งเดียวกับอดาแมนเทียม โลหะที่แข็งแกร่งมากที่สุดชนิดหนึ่ง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดโลแกนได้มันมาเพราะการเข้าร่วม ‘Project X’ และเขาก็ไม่ได้ยินดีกับมันสักเท่าไหร่ เขาพอแล้ว.. ตลอดหลายสิบปีที่มีชีวิตมาเขาพอแล้ว การต่อสู้ที่ผ่านมาตลอดร้อยปี สงครามที่เคยฝ่าฟันมา..เหล่าผู้คนที่เขาต้องสู้ตลอดมา เขาพอแล้ว.. วูล์ฟเวอรีนพอกับเรื่องเหล่านี้แล้ว

 

 

หลายเดือนที่วูล์ฟเวอรีนหายเข้ากลีบเมฆ ไม่มีใครทราบว่าชีวิตของชายผู้นี้เป็นเช่นไร ผู้ที่สามารถบอกได้ดีที่สุดเป็นใครไปไม่ได้นอกจากโลแกน หากให้กล่าวในตอนนี้เขาก็คงบอกออกมาว่า ‘สบายดี’   ชุดสูทวูล์ฟเวอรีนที่เคยสวมตลอดมาถูกเก็บไว้ภายในกล่องไม้ เก็บซ่อนไว้ราวกับว่าจะไม่มีผู้ใดได้สวมชุดนี้อีก ชีวิตของโลแกนเป็นไปอย่างที่เขาต้องการ ชีวิตเรียบง่ายอยู่กลางหุบเขา ท่ามกลางป่าไม้และสัตว์ป่า ‘ความสุข’ นั่นเป็นสิ่งที่เขาต้องการมาตลอดหลายปี หากไม่สามารถพบความสุขกับมนุษย์ได้อย่างน้อยก็ขอให้ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติก็เพียงพอ

 

ไม่นึกเลยว่าความสุขของเขานั้นจะสั้นนัก…

 

..Sniff… Sniff..

 

ความคุ้นเคย…ความโกลาหล.. จมูกที่ไวต่อกลิ่นดั่งสัตว์ป่าสูดดมกลิ่นที่ลอยมาตามสายลม ไม่ใช่เรื่องดี.. ไม่เคยเป็นเรื่องดีเลยเมื่อเขาต้องพบหน้าชายคนนี้ การพบกันของพวกเขาทั้งสองมันไม่เคยดีเลยแม้สักครั้งเดียวยกเว้นครั้งแรกสุดที่ผ่านมานานหลายสิบปี.. โลแกนขมวดคิ้วหลังจากวางข้าวของลงบนโต๊ะ เขาก้าวเท้าเดินไปหยุดอยู่ที่บานประตูบ้าน ไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้มาเยือนเคาะประตูเสียด้วยซ้ำ เพียงกลิ่นอันแสนคุ้นเคยนี้มาแตะจมูกก็ทราบในทันทีแล้วว่าคือใคร เขากระชากบานประตูเปิดออก

 

“Fuck off, Creed. I’m …..”

 

เสียงของวูล์ฟเวอรีนขาดตอนไปครู่หนึ่ง คิ้วที่ขมวดมุ่นนั้นเป็นปมมากกว่าเก่า สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าไม่ใช่ชายร่างยักษ์อย่างที่เขาคาดการณ์ สิ่งที่ปรากฏให้เห็นตรงหน้าเป็นสัตว์หน้าขนตัวสีน้ำตาลเข้มแกมดำ อุ้งมือของมันแสดงเด่นอยู่ตรงหน้า ใบหน้าและคมเขี้ยว ให้ตายเถอะครีด..นี่นายเล่นอะไรของนาย? โลแกนไม่เคยเข้าใจการกระทำนี้เลย

 

“Do ya miss me, runt?”

 

นั่นคือประโยคคำพูดของ ‘เซเบอร์ทูธ’ คู่ปรับตลอดกาลของวูล์ฟเวอรีน ไม่นึกเลยว่าการมาหาครั้งนี้จะมีสัตว์หน้าขนในอุ้งมือติดมาด้วย

 

“What do you want from me, bub?”

 

น้ำเสียงประชดประชันยังคงแฝงอยู่ในประโยคคำพูด เขาแสดงสีหน้าไม่พอใจแหงนใบหน้ามองชายร่างสูงกว่า โลแกนไม่เคยแสดงสีหน้าพอใจเลยสักครั้งเมื่อต้องมาพบหน้าเซเบอร์ทูธ มือทั้งสองกระชับกำหมัดแน่น รู้สึกได้ถึงโลหะที่กำลังเคลื่อนอยู่ใต้ผิวหนัง เตรียมพร้อมเข้าปะทะกับชายตรงหน้าในทุกเมื่อ ‘วิคเตอร์ ครีด’ ไม่เคยปล่อยให้เขาได้พักหายใจ ทุกครั้งพวกเขาทั้งคู่มักจะปะทะกันและแทบทุกครั้งก็มักจะเป็นเหตุผลอันแสนไร้สาระของครีด …ครีดกระหายในตัวของวูล์ฟเวอรีน…

 

“You didn’t answer my question.”

 

“Grr.. NEVER.. I never miss you, Creed.”

 

โลแกนขมวดคิ้วแสดงสีหน้าไม่พอใจขณะที่ครีดหลุดส่งเสียงหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะที่ทำเอาโลแกนอยากจะเฉือนปากสักทียิ่งเห็นรอยยิ้มที่ฉีกกว้างโชว์คมเขี้ยวแหลมดั่งเสือตัวโตนั่นแล้วยิ่งอยากจะข่วนเข้าที่ใบหน้าจนเป็นรอยกรงเล็บของเขา เขาได้เพียงคิดเพราะเมื่อกรงเล็บแหลมนั่นเฉือนลงบนผิวเนื้ออีกคนไม่นานแผลที่เกิดขึ้นจะสมานกลับเข้าที่ดังเดิม..

 

ภายในอุ้งมือทั้งสองของครีดอุ้มสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเอาไว้ไม่ได้ปล่อยให้หลุดหนี แท้จริงแล้วจะจับด้วยมือเดียวโลแกนแน่ใจว่าครีดสามารถทำได้โดยง่าย การมาประคองสองมือคงทำให้เห็นเหมือนเป็นการถนอม สิ่งมีชีวิตที่ครีดมองว่าไม่แตกต่างจากวูล์ฟเวอรีนเลยสักนิด.. ความจริงแล้วมันไม่แตกต่างเลยคงถูกต้องกว่า

 

“Here..”

 

“What?!”

 

“My gift.”

 

“What are you doin’? Why you bring this ‘Wolverine’ to me?”

 

“’Cause he is tiny and I think ‘bout you when I saw this runt.”

 

โลแกนเงียบไปสักพักใหญ่ มองจ้องใบหน้าของเซเบอร์ทูธก่อนจะปิดประตูบ้านลงในทันที นี่ครีดเล่นบ้าอะไร จู่ๆ มาบอกว่าเห็นวูล์ฟเวอรีนตัวนั้นแล้วคิดถึงเขา แค่นึกก็ขนลุกขึ้นมาแล้ว นี่ไปโดนใครฉีดยาอะไรมาหรือเปล่าก็ไม่รู้ หรือแค่เป็นบ้าอยากขอคืนดี? ไม่ล่ะ.. เขาขอผ่าน

 

“Runt!!”

 

เซเบอร์ทูธเริ่มส่งเสียงโหวกเหวก เขาจงใจส่งเสียงดังๆ กวนประสาทเสียมากกว่า การก่อกวนโลแกนเป็นสิ่งที่เขารักเสมอมา นอกจากตามล่าวูล์ฟเวอรีนแล้วยอมรับเลยว่าเขารักการได้ปะทะกับวูล์ฟเวอรีนแม้หลายครั้งมันจะไม่มีเหตุผลก็ตาม

 

“Go away, Sabretooth!! Go back with ‘YOUR’ tiny Wolverine!!”

 

โลแกนส่งเสียงตะโกนกลับออกไป อยากจะกระโดดเสียบลำตัวอีกคนด้วยกรงเล็บอยู่หรอกแต่เขาขออยู่เงียบๆ ท่ามกลางธรรมชาตินี้ทีเถอะ ไม่ต้องการได้กลิ่นคาวเลือดหรือปะทะกับใคร อยู่เงียบๆ มาได้หลายเดือนไม่นึกเลยว่าครีดจะตามเขาจนเจอ…อีกครั้ง… เป็นแบบนี้ทุกครั้งไม่ว่าเขาจะไปซ่อนอยู่ที่ใดของมุมโลก

 

บานประตูถูกเปิดออกในที่สุดเรียกว่ากระเด็นจากที่เคยอยู่เข้ามาในตัวบ้านคงถูกกว่า โลแกนนึกไว้อยู่แล้วว่าอีกคนจะต้องพังเข้ามา ไม่เคยมีการทำอะไรนุ่มนวลต่อกันเลยสักครั้ง เขามองเจ้าวูล์ฟเวอรีนตัวเล็กกระโดดวิ่งเข้าไปในบ้านก่อนจะหันกลับไปหาเซเบอร์ทูธที่ตั้งท่าเตรียมเข้าปะทะเสียเต็มที่ ฮอร์โมนที่หลั่งออกมาเขาได้กลิ่นอย่างชัดเจนและแน่นอนว่าฮอร์โมนนั้นก็ทำให้ร่างกายของเซเบอร์ทูธขยายใหญ่ขึ้น เข้าสู่โหมดออกล่าเต็มตัว

 

“You forgot again, runt”

 

เซเบอร์ทูธส่งเสียงคำรามในลำคอ เสียงคำรามที่ดูจะแสดงความปิติเป็นอย่างมากเมื่อเห็นกรงเล็บแหลมเคลื่อนผ่านออกจากผิวเนื้อนั้น

 

SNIKT!!

 

เสียงอันแสนคุ้นเคย…

 

“I remember everything you did to me.”

 

“Nah~ Logan. You forgot one thing.”

 

ครีดส่งเสียงคำรามดัง มือกางกรงเล็บทั้งสองข้างพร้อมวิ่งเข้าปะทะกับร่างเล็กของวูล์ฟเวอรีน เสียงของโลแกนที่พยายามออกแรงจัดการกับชายตรงหน้า เขาต้องใช้แรงและกำลังมหาศาลทุกครั้งที่ต้องเข้าปะทะกับเซเบอร์ทูธ กรงเล็บแหลมแทงเข้าไปในผิวเนื้อของวิคเตอร์ ครีดจังหวะนั้นเองที่อุ้งมือใหญ่คว้าจับกับลำคอของโลแกนกระแทกเข้ากับข้างกำแพงในทันที เลือดที่ไหลรินออกจากบาดแผลกลางลำตัวแม้จะทำให้เจ็บแสบแต่กลับหยุดความกระหายของสัตว์นักล่าอย่างเซเบอร์ทูธไม่ได้เลย

 

กรงเล็บแหลมของครีดกรีดลงบนลำคอของวูล์ฟเวอรีน เขาพยายามส่งเสียงและออกแรงขัดขืน แต่กลับดูไร้ค่าเมื่อพยายามสู้แรงเซเบอร์ทูธตรงๆ เขาไม่มีทางชนะสัตว์ป่าแสนกระหายตรงหน้านี้ได้เลย ครีดแสยะยิ้มกว้าง แสดงความพึงพอใจอย่างที่เขามักกระทำ รู้สึกดีเสียจนอยากจะขย้ำชายตรงหน้าเสียเดี๋ยวนั้น ลิ้นร้อนเลียชิมรสเลือดที่ไหลซึมออกมาจากบาดแผล ไม่ว่าอย่างไรรสชาติของวูล์ฟเวอรีนก็ยังคงอร่อยไม่ได้ต่างจากที่ผ่านมา

 

 

“You’re my Wolverine. Always and forever.”

 

“Hhh.. Fuck…”

 

 

Advertisements

[Marvel]Hawkeye: All my life

Standard
Title: All my life
Pairing: Bruce Banner l The Hulk and Clint Barton l Hawkeye
Comics: Civil War II (Marvel Studio)
Writer: Zol Redfox
Note: เรื่องราวช่วง CWII หลังจากที่ยูลิซิสเห็นนิมิตว่าบรูซ แบนเนอร์จะกลายเป็นฮัล์ค เหล่าฮีโร่เลยยกโขยงกันไปหา โดยมีโทนี่ สตาร์ค (Iron man) ไปเพื่อพิสูจน์ว่าบรูซสบายดีแต่แครอล เดนเวอร์ส (Captain Marvel) เชื่อนิมิตว่านิมิตจะเกิดขึ้นเลยต้องการจะจับกุม

 

 

 

บรูซ แบนเนอร์เคยบอกกับคลิ้นท์ บาร์ตันเรื่องที่เขาไม่ได้กลายเป็นเดอะฮัล์คมานานหลายเดือน นั่นเป็นสัญญาณที่ดี แบนเนอร์เหนื่อยมามากพอแล้ว เขาทำการทดลองกับตัวเองเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นอีก เขาไม่ต้องการทำร้ายใคร เขาไม่ต้องการฆ่าใคร เขาเลือกที่จะฝากภาระอันแสนหนักอึ้งให้กับคลิ้นท์ .. ภาระที่แม้แต่คลิ้นท์เองก็ต้องการปฏิเสธ เหตุผลของบรูซมันมีอะไรมากเกินกว่าที่เขาบอกกับคลิ้นท์ ตาเหยี่ยวผู้ที่ไม่เคยยิงพลาดแม้สักเป้าเดียว

 

“ฉันไม่ได้กลายเป็นฮัล์คมาเกือบปีแล้ว”

 

“โว้ว?! นั่นเยี่ยมไปเลย เป็นสัญญาณที่ดีมาก”

 

บาร์ตันแสดงสีหน้าประหลาดใจ รู้สึกดีใจกับอีกฝ่ายที่ในที่สุดการควบคุมพลังและอารมณ์ก็เหมือนจะเป็นผล เขาคิดว่าวันนี้อาจจะเป็นการถูกเรียกมาเพื่อเป็นการฉลอง แต่แล้วทำไมถึงมีเขาเพียงคนเดียว? บาร์เล็กๆ ที่แสนไม่สะดุดตาแถมสีหน้าของบรูซกลับแฝงไว้ด้วยความสิ้นหวัง มันเป็นความเหนื่อยอ่อนและคลิ้นท์ก็รู้ดีว่าชายตรงหน้าต้องการพักผ่อน

 

แบนเนอร์ล้วงหยิบของบางอย่างออกมาจากกระเป๋า ปล่อยลงบนโต๊ะที่มีขวดเบียร์ก่อนจะเลื่อนกล่องใบเล็กมาไว้ตรงหน้า เขาเปิดมันออก ของที่บรรจุภายในเป็นสิ่งที่แม้แต่บาร์ตันก็นึกไม่ออกว่าควรจะทำอย่างไรกับมัน วัสดุที่เป็นโลหะขนาดพอๆ กับหัวธนู

 

“นายอยากให้ฉันทำอะไรกับมัน?”

 

คลิ้นท์เลิกคิ้วแสดงความสงสัย เขาภาวนาในใจว่าขอให้ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงแต่จากสีหน้าของด็อกเตอร์แบนเนอร์แล้ว.. คงไม่ใช่เรื่องดี

 

“ฉันอยากให้นายฆ่าฉัน”

 

“บรูซ… ฉันจะไม่ฆ่านาย”

 

ตาเหยี่ยวโพล่งขึ้นในทันที แต่บรูซกลับไม่ยอมฟังและยังกล่าวต่อไปราวกับว่าตนไม่ได้ยินสิ่งที่ชายตรงหน้าพยายามพูดบอก เขาต้องมั่นคงและไม่ยอมใจอ่อน เขารู้มาตลอดว่าบาร์ตันเป็นคนอย่างไร ชายผู้ที่น่านับถือ ชายผู้ที่เขาสามารถวางใจได้ นิสัยที่ทำให้บรูซมักจะยอมอ่อนข้ออยู่บ่อยครั้ง บาร์ตันเป็นที่รักของทุกคนรวมถึงตัวเขาด้วย

 

“ถ้าหากฉันกลายเป็นเดอะฮัล์คหรือกำลังจะกลายเป็นเขา แค่เสี้ยววินาทีนั้น.. ฉันอยากให้นายฆ่าฉัน”

 

“ฉันไม่มีวันฆ่านาย บรูซ”

 

“นายจำเป็นต้องทำ”

 

ด็อกเตอร์แบนเนอร์ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นหรือมุกตลก เขาเหนื่อยมามากพอแล้วและการมอบหน้าที่อันแสนหนักอึ้งนี้ไว้กับคนที่เขาวางใจ คนที่เขาเชื่อใจมากที่สุดอย่างบาร์ตันมันเป็นทางเลือกที่ทำให้บรูซรู้สึกสบายใจ อย่างน้อยชีวิตของเขาก็อยู่ในมือคนที่เขาต้องการฝากทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้.. คลิ้นท์ บาร์ตันไม่เคยทำให้เขาผิดหวังเลย

 

“ทำไมถึงเป็นฉัน…?”

 

ลมหายใจถูกพ่นออกมาแผ่วเบา สายตาของบรูซ แบนเนอร์หลุบต่ำลง เขาอธิบายเหตุผลมากมาย เหตุผลว่าทำไมถึงต้องเป็นคลิ้นท์ ทำไมถึงเป็นคนที่ใกล้ชิดกับเขาแทนที่จะเป็นคนอื่น .. เหตุผลจากวิสัยทัศน์และความเชื่อที่เขามีให้แก่ฮอคอาย ไม่ว่าใครคงไม่ต้องการรับภาระอันแสนหนักอึ้งนี้ไว้ เหตุผลเดียวที่เขามอบให้แก่คลิ้นท์กลับทำให้ตาเหยี่ยวยอมใจอ่อน

 

“ฉันบอกนายไปแล้วคลิ้นท์… ฉันเชื่อนายด้วยชีวิตของฉัน ชีวิตฉันขึ้นอยู่กับนาย… มันเป็นแบบนั้นมาตลอด เป็นแบบนั้นเสมอมาและฉันก็อยากให้นายเป็นคนตัดสินใจว่าเมื่อไหร่มันคือเวลาที่ฉันต้องไปจากนาย… ไปจากทุกคน”

 

“บางที… บรูซ.. บางทีที่นายทำมามันอาจได้ผล การทดลองของนาย มันต้องได้ผล”

 

เจ้าของเรือนผมสีบลอนด์มุ่นคิ้วเข้าหากัน นัยน์ตาฉายแววผิดหวัง เขารู้สึกผิดตั้งแต่ยังไม่เริ่ม ความรู้สึกมากมายที่ถาโถมเข้าใส่เมื่อทราบว่าสักวันหนึ่งเขาจำเป็นต้องยิงลูกดอกใส่คนสำคัญของตัวเอง บรูซ แบนเนอร์

 

“คลิ้นท์ ฉันรู้ว่าฉันเห็นแก่ตัวที่เอาภาระนี้มาให้นาย แต่ถ้าหากชีวิตฉันกำลังจะจบลงฉันก็อยาก…ให้มันเป็นฝีมือนาย… ความรู้สึกสุดท้ายที่ฉันรู้คือมีนายอยู่ใกล้ๆ เสมอ”

 

บาร์ตันลดสายตาลงมองกับโต๊ะ เขาไร้ซึ่งคำพูดตอบใดๆ  รู้สึกพูดไม่ออกและไม่รู้ว่าควรจะกล่าวคำใดกลับไปกระทั่งมือข้างนั้นเลื่อนมาวางแนบลงกับแขนซึ่งวางค้ำกับโต๊ะ สัมผัสผิวกายของตาเหยี่ยวกระทั่งหยุดลงบนข้อมือ บรูซไม่ได้พูดคำใดต่อ พวกเขาใช้เวลาอยู่ตรงนั้นภายใต้ความเงียบ ปล่อยให้บรรยากาศและสายตาบอกความรู้สึกของกันและกัน คลิ้นท์ยกมือขึ้นวางลงบนหลังมือของนักวิทยาศาสตร์ตรงหน้า เขาสบตามองก่อนตอบออกไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

 

“ฉันจะทำเพื่อนาย และฉันก็ขอให้มันไม่มีวันเกิดขึ้น..”

 

 

 

… หลายเดือนต่อมา

 

“พวกนายมาที่บ้านฉันแล้วกล่าวหาว่าฉันจะทำในสิ่งที่มันยังไม่เกิดขึ้น?!”

 

“บรูซใจเย็นๆ ก่อน”

 

โทนี่ สตาร์คพยายามพูดปลอบชายในชุดเสื้อกาวน์ ชายผู้ที่ทำการทดลองกับตัวเองตลอดมาเพื่อไม่ให้ตนกลายเป็นเดอะฮัล์ค เขายอมรับว่าไม่พอใจกับการกระทำเหล่านี้ เหล่าเพื่อนพ้อง.. การยกเหล่าฮีโร่ทั้งอเวนเจอร์ส เอ็กซ์เม็น อินฮิวเมนและชิลด์มายังที่พักอันแสนห่างไกลจากตัวเมืองของเขา เพื่อขอคำพิสูจน์ว่าตนจะไม่กลายเป็นฮัล์คอีก ความกดดันและหัวข้อถกเถียง บรูซรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง คำพูดที่ไม่มีมูลเหตุ.. ภาพนิมิตที่ยังไม่เกิดขึ้นแต่แครอล เดนเวอร์สกลับเชื่อว่ามันกำลังจะเกิดขึ้น สิ่งที่แฮงค์ แม็คคอยทำ.. การแฮ็คข้อมูลงานวิจัยของเขา สิ่งที่มาเรีย ฮิลล์ขอให้ทำ การจับกุมตัวเขา.. ส่วนโทนี่… เขาคงไม่ใจเย็นลงถึงแม้ว่าโทนี่จะพยายามปลอบ

 

“ฉันไม่ได้กลายเป็นฮัล์คมาจะครบปีแล้วเพราะงานทดลองของฉัน”

 

“บรูซ?”

 

“แต่พวกนาย.. พวกนายมาที่นี่และพยายามพิสูจน์ว่าฉันจะกลายเป็นเขา อะไรที่ทำให้คิดว่า…..”

 

 

 

CHUCK!!

 

ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบแทบจะทันทีเมื่อร่างของบรูซ แบนเนอร์ล้มลงกับพื้นหญ้า ไร้ซึ่งคำพูดกล่าว ไร้ซึ่งลมหายใจ ไร้ซึ่งคำตอบและเหตุผล.. ลูกธนูที่ทะลุผ่านร่างนักวิทยาศาสตร์คนดัง ลูกธนูที่ถูกทำขึ้นด้วยกระบวนการแสนพิเศษ ชายผู้ซึ่งตัดสินใจในชั่ววินาทีที่แววตาของบรูซ แบนเนอร์เปลี่ยนไป เขาโยนคันธนูลงจากต้นไม้ จุดซ่อนตัวของเขาคือบนต้นไม้สูงห่างออกไปจากที่พักของแบนเนอร์ สายตาอันเฉียบคมของเขาสามารถมองเห็นได้ในมุมมองแบบตาเหยี่ยว…คลิ้นท์ บาร์ตัน… ฮอคอายกำลังรอถูกควบคุมตัว

 

สีหน้าของคลิ้นท์ไม่ได้แสดงอารมณ์ใดมากนักนอกจากความรู้สึกผิด เขาถูกคุมตัว เขาคิด.. คิดว่าตนจะสามารถยืนอยู่ตรงหน้าของบรูซได้แต่เมื่อเห็นร่างอีกคนนอนอยู่บนพื้นเข่าทั้งสองข้างกลับอ่อนฮวบจนล้มลงไปนั่งในทันที คลิ้นท์ไม่อาจปริปากพูดตอบได้ เขาพูดไม่ได้.. ในตอนนี้เขาไม่สามารถตอบได้ หยาดน้ำตาไหลรินออกจากนัยน์ตาคู่สวยทั้งสองข้าง ตาเหยี่ยวที่มองทุกสิ่งได้อย่างคมชัดและไม่เคยผิดพลาด เขาไม่อยากพูดตอบอะไรทั้งสิ้น แค่ขอได้ใช้เวลาอยู่ใกล้กับบรูซ แบนเนอร์อีกสักครู่หนึ่งเท่านั้น..

 

 ‘บรูซ.. ฉันขอโทษ.. ’

 

 

 

ร่างของฮอคอายถูกหิ้วส่งไปยังห้องคุมขัง เขาต้องถูกสอบสวนและขึ้นศาลเพื่อหาคำตอบจากเรื่องทั้งหมดนี้ หลายชั่วโมงหลายวันที่คลิ้นท์ทนอยู่กับตัวเอง ความเกลียดชังที่เขามอบให้กับตัวเอง ไม่จำเป็นต้องให้ใครมามอบให้.. เขาผิดหวังกับเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกคืน พร่ำบอกกับตัวเองว่า ‘ฉันขอโทษ บรูซ..’

 

หลายคนถูกขึ้นไปเป็นพยานให้แก่ศาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งโทนี่ สตาร์คและแครอล เดนเวอร์สผู้เป็นสาเหตุของเรื่อง สตาร์คไปที่นั่นเพื่อพิสูจน์ว่าแบนเนอร์สบายดีไม่ได้เป็นไปตามนิมิตที่แครอลเชื่อพวกเขาให้การตามความจริงที่พวกเขาเชื่อและรู้สึก… ส่วนบาร์ตัน คำถามที่เขาได้รับเป็นคำถามที่ทุกคนต้องการทราบทั่วทั้งมุมโลก เหตุผลที่เขาฆ่าดร. บรูซ แบนเนอร์

 

“ดร.แบนเนอร์วางใจให้ผมจัดการเขา …. บรูซ… ”

 

คลิ้นท์ทิ้งช่วงพูดไปครู่หนึ่ง สูดหายใจเข้าและพยายามอดกลั้นอารมณ์ไม่แสดงความอ่อนแอให้แก่ใครได้เห็นอีก แต่สีหน้าและแววตาของเขายังเจือด้วยความรู้สึกผิดและความเศร้าโศกอยู่ตลอดเวลา

 

“สายตาที่ผมมองอะไรต่างๆ มันแตกต่างจากที่คนอื่นมองเห็นนั่นเป็นเหตุผลที่ผมไม่เคยพลาด เหตุผลว่าทำไม ดร.แบนเนอร์ถึงวางใจให้ผมเป็นคนจัดการเขา”

 

ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ รอฟังคำพูดอธิบายของอเวนเจอร์คนดังอย่างฮอคอาย

 

“เสี้ยววินาทีที่พวกเขากำลังถกเถียง แค่เสี้ยววินาทีนั้นที่ผมเห็นประกายสีเขียวในแววตาของบรูซ แบนเนอร์ นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ผมตัดสินใจ”

 

เสี้ยววินาทีที่บาร์ตันเลือกปลิดชีพเพื่อนคนสนิท ชายผู้เป็นหลายๆ สิ่งสำหรับเขา.. ชายผู้ที่เคยใช้เวลาร่วมกันมาไม่ว่าจะเป็นในร่างของบรูซ แบนเนอร์หรือเดอะฮัล์ค ทุกครั้งคือคลิ้นท์ บาร์ตันนี่เองที่คอยกล่อมให้แบนเนอร์ใจเย็น แต่ครั้งนี้มันแตกต่างออกไป บรูซสิ้นหวังและบางทีบรูซอาจจะไม่สามารถได้ยินเสียงของบาร์ตันที่คอยขับกล่อมได้อีกแล้ว นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงเลือกที่จะจบชีวิตตัวเองด้วยฝีมือของนกน้อยที่อยู่เคียงข้างกับเขาเสมอมา

 

 

“ดร.แบนเนอร์ เชื่อผมด้วยทั้งชีวิตของเขา เหมือนที่ผมเชื่อเขาด้วยทั้งชีวิตของผม”

 

 

[Marvel]Loki: Coffee or Tea (2)

Standard
Title: Coffee or Tea? (2)
Pairing: Victor Von Doom and Loki Laufeyson
Comics: Loki (Marvel Studio)
Writer: Zol Redfox

 

It’s not a question about do you prefer [Coffee] or [Tea]?

 

It’s about [Red] or [Green]?

 

Part 2: Green
‘โลกิ’ บุตรของลาฟฟี่ เผ่าพันธุ์ยักษ์น้ำแข็งแห่งโยธันไฮม์ บุตรบุญธรรมของโอดินเทพแห่งแอสการ์ด เทพมุสามากด้วยเล่ห์เหลี่ยม หลากหลายชื่อที่ถูกขนานนามแต่คงไม่อาจสู้กับคำเปรยที่ถูกกล่าวขาน จอมวายร้ายที่รักในพลังอำนาจ โลกิรักในอำนาจ.. ด้วยเหตุนี้เองกระมังที่ทำให้เขาและบุรุษผู้นี้สนิทชิดเชื้อกัน

 

บ่อยครั้งที่โลกิและชายผู้นี้จะติดต่อกันเพื่อผลประโยชน์ บ่อยครั้งที่เขามักมาเยี่ยมเยียนโดยไม่ได้นัดหมายแต่ทุกครั้งชายผู้นี้มักจะล่วงรู้ราวกับมองเห็นอนาคต ปริศนาที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากโลหะสีเงิน ความคิดและอารมณ์ซึ่งถูกปกปิดไว้ได้อย่างแนบเนียน ไม่มีใครสามารถเข้าถึงความคิดของคนคนนี้ได้เลย

 

ครั้งนี้ก็เช่นกันโลกิเลือกจะมาเยี่ยมเยียนเพื่อนเก่ายังประเทศลัตวีเรีย ประเทศซึ่งมี ‘วิคเตอร์ วอน ดูม’ เป็นผู้ครอบครอง ประเทศซึ่งอำนาจทั้งหมดตกเป็นของ ‘Dr.Doom’ จอมวายร้ายเลื่องชื่อที่ใครๆ ต่างรู้จัก

 

แม้ว่าโลกิจะเป็นอาคันตุกะแต่เขากลับปล่อยร่างลงนั่งบนบัลลังก์อย่างถือวิสาสะ บัลลังก์ซึ่งถูกปูด้วยผ้ากำมะหยี่ผืนสีแดง เหนือบัลลังก์มีสัญลักษณ์ของดูม ตัวอักษร ‘D’ ที่ทำจากทองคำ เทพแอสการ์ดเอนตัวจัดท่าทางการนั่ง ยกขาข้างหนึ่งขึ้นพาดกับพนักวางแขน โลกิในร่างบุรุษนั้นมักจะชอบนั่งยกแข้งยกขาซึ่งดูมก็ไม่เคยติหรือทักท้วงในเรื่องนี้

 

เทพมุสานั่งอยู่ตรงนั้นมาเนิ่นนานเกือบครึ่งชั่วโมง แต่กลับไม่มีใครแสดงการต้อนรับ ภายในห้องโถงนั้นแสนเงียบสงัด มีเพียงสายตาภายใต้หน้ากากโลหะที่จดจ้องมองไปยังบัลลังก์

 

“นายนั่งอยู่ตรงนี้มานานแล้วโลกิ บัลลังก์ไม่ใช่ของนาย”

 

เสียงที่คล้ายจะคุ้นหูดังขึ้น แม้ก้องกังวานแต่กลับรู้สึกได้ว่าน้ำเสียงและโทนเสียงนั้นแตกต่างไปจากเคย บุรุษในชุดเกราะซึ่งปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า หากใครมองก็คงเข้าใจว่าคือด็อกเตอร์ดูม แต่กับโลกิแล้วเขาทราบในทันทีว่าชายผู้นี้ไม่ใช่ดูม โลกิเหยียดยิ้มกว้าง แสดงสีหน้าเจ้าเล่ห์

 

“ข้าไม่นึกว่าจะกลายเป็นเจ้าที่มาต้อนรับ ไม่เคยเห็นเจ้าอยู่แถวนี้เวลาข้ามาหาวิคเตอร์ คง…ถูกพ่อเจ้าไล่ออกไปไกลล่ะสิท่า?”

 

“ฉันมีหน้าที่ดูแลและเดินทางไปทำงานตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ไม่แปลกถ้านายจะไม่เจอฉัน”

 

“คริสตอฟ เวอร์นาร์ด เจ้าหลอกข้าไม่ได้หรอก”

 

ชายหนุ่มในชุดสีแดงแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างราชนิกุลก้าวเท้าเดินเข้าหาแต่แล้วกลับต้องหยุดเมื่อเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นขัด ร่างของวิคเตอร์ วอน ดูม ปรากฏอยู่เบื้องหลังของเขา ชุดคลุมสีเขียวและเกราะโลหะที่ปกปิดร่างกาย หน้ากากที่ซ่อนสีหน้าและอารมณ์ทั้งหลาย ชายผู้ซึ่งเป็นบิดาทำให้คริสตอฟต้องขยับถอยห่าง

 

“ท่านพ่อ”

 

“ออกไปได้แล้วคริสตอฟ ยังมีงานที่ต้องทำตามคำสั่งของดูมอยู่อีกมาก”

 

เขาตัดบทด้วยการกล่าวประโยคที่แฝงด้วยการออกคำสั่ง คริสตอฟได้แต่เหลือบสายตามองเทพแอสการ์ดที่ยกมือโบกไปมาพร้อมเหยียดยิ้มกว้าง สักวันหนึ่งเขาจะแสดงให้เห็นว่าคริสตอฟ เวอร์นาร์ดเองก็คือ ‘ดูม’

 

“ครั้งนี้มีเรื่องอะไรถึงมาหาฉันถึงนี่? เรื่องบัลลังก์ของธอร์หรือว่าอย่างอื่น?”

 

“ถูกต้องแล้ว ข้ากำลังคิดถึงเรื่องการเป็นราชา”

 

โลกิคลี่ยิ้มกว้างพร้อมกับยกขาอีกข้างขึ้นวางพาดกับพนักวางแขน ในตอนนี้เขาแทบจะลงไปนอนบนบัลลังก์แถมยังแสดงต่อหน้าผู้เป็นเจ้าของเสียอีก ดูมยกท่อนแขนทั้งสองขึ้นคล้องกอดที่ช่วงอกมองดูการกระทำนั้นโดยไม่แสดงท่าทีใดใด

 

“คงเป็นไปไม่ได้ถ้านายกำลังหมายถึงลัตวีเรียเพราะที่นี่มีเพียงดูมที่เป็นใหญ่”

 

“โธ่ วิคเตอร์.. เจ้านึกว่าข้าจะมาแย่งเจ้าเป็นราชาน่ะหรือ? มันคงง่ายกว่าหากข้าเป็นราชินีของเจ้า”

 

สิ้นสุดประโยคคำพูดรูปลักษณ์ของบุรุษกลับกลายเป็นสตรีในชั่วพริบตา ปรากฏใบหน้าสละสวย เรือนผมสีดำสนิทยาวลงมาจนถึงเอวและรอยยิ้มแสนยั่วยวนไม่ต่างจากชุดที่โชว์สัดส่วนและเนื้อหนัง โลกิขยับลงมานั่งเอนตัวบนบัลลังก์ให้ดูสุภาพมากกว่าเคย ไม่ใช่เพราะเกรงใจแต่เพราะดูองอาจและน่าหลงใหลมากกว่าในท่าทางนี้ เธอส่งจูบให้กับดูมพร้อมขยิบตา

 

“เจ้าชอบแบบใดมากกว่ากัน ผู้หญิง? ผู้ชาย?”

 

“นั่นเป็นเหตุผลของนายใช่ไหม ที่ชอบมาหาฉันในรูปลักษณ์ของสตรี เพื่อจะเป็นราชินีของลัตวีเรีย”

 

“เจ้ากล่าวราวกับข้านั้นไม่เคยอยู่ห้องเดียวกับเจ้ามาก่อน เจ้าเองก็ถูกอกถูกใจที่มีข้าในร่างนี้ไม่ใช่หรอกหรือ?”

 

เธอส่งเสียงทำท่าทีเป็นน้อยใจก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าหาวิคเตอร์ วอน ดูมช้าๆ พร้อมรอยยิ้มที่ยังคงยั่วยวนราชาของลัตวีเรีย

 

“หากเจ้าไม่ชอบ.. ข้ายังมีตัวเลือกอื่นอยู่อีกเล็กน้อย”

 

ร่างของเลดี้โลกิในชุดสีเขียวแปรเปลี่ยนกลายเป็นชุดประจำตัวสีแดงของสตรีอีกคนหนึ่ง รูปร่างที่ดูมคุ้นเคยและโหยหามากครั้งหนึ่ง ‘Scarlet Witch’ อดีตคู่หมั้นของเขา

 

“คิดถึงฉันไหมวิคเตอร์?”

 

น้ำเสียงนั้นเป็นของเธอ ทุกอิริยาบถนั้นเป็นวอนด้า แม็กซิมอฟ เธอยกมือทั้งสองขึ้นอังกับข้างแก้มที่ถูกปกปิดด้วยหน้ากากโลหะ ส่วนสูงที่แตกต่างทำให้เธอต้องเขย่งตัวจนใบหน้าถูกส่งเข้าใกล้

 

“นายควรจะหยุดเล่นสนุกได้แล้วโลกิ”

 

“คุณไม่รักฉันแล้วเหรอคะ?”

 

แม้ว่าสตรีตรงหน้านั้นจะเป็นอดีตคู่หมั้นแต่ดูมกลับมีทั้งความรักและเกลียดชังผสมปนเปกันไป เขายกมือขึ้นบีบคอของเทพแอสการ์ดในร่างของสการ์เล็ต วิช ยกร่างนั้นสูงขึ้นเหนือพื้นห้องจนโลกิในร่างแม็กซิมอฟต้องยอมแพ้ แต่เป็นการยอมแพ้ที่ดูจะตั้งใจกวนโทสะของวอน ดูม

 

ร่างของสการ์เล็ต วิชแปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นร่างของบุรุษในชุดเสื้อยืดคอกลม ทรงผมที่ถูกหวีจัดทรงและหนวดเคราที่ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็สามารถทราบได้ในทันทีว่าคือ ‘โทนี่ สตาร์ค’

 

“ดูมซี่ นายควรวางฉันลงก่อนที่ฉันจะขาดอากาศ นายไม่อยากให้ฉันตายหรอกถูกไหม?”

 

บุรุษในชุดเกราะปล่อยชายตรงหน้าลงโดยไม่กล่าวพูดประโยคใด เขาไม่ได้วางลงอย่างนุ่มนวลแต่ปล่อยให้ลงกระแทกพื้นอย่างจงใจ ตอนนั้นเองที่ร่างของโลกิถูกเปลี่ยนกลับไปเป็นรูปลักษณ์ของบุรุษอีกครั้ง

 

“หากข้าเปลี่ยนเป็นมอร์แกน เล เฟย์ เจ้าคงบีบคอข้าจนตาย”

 

“ฉันรู้ว่านายจะไม่ทำอะไรที่ทำให้เสี่ยงต่อชีวิตของตัวเอง นอกจากอำนาจนายก็ยังคงรักชีวิต”

 

“รู้ใจข้าเสียจริงนะ เช่นนี้ตัดสินใจรับข้าเป็นราชินีเจ้าเสียทีสิดูม”

 

ดูมเงียบไปครู่หนึ่งราวกับข้อเสนอนั้นทำให้เขาสนใจ นัยน์ตาสีเข้มจดจ้องไปยังโลกิ ผืนผ้าคลุมกระพือไปตามแรงลมเมื่อเขาหมุนตัวหันหลัง ดูมก้าวเดินออกจากจุดที่เคยยืนอยู่โดยไม่ตอบคำถาม

 

“เราอาจเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการดื่ม”

 

“กาแฟหรือชา?”

 

“ดื่มอะไรก็ตามที่นายต้องการ”

 

โลกิเหยียดยิ้มกว้างเมื่อตนได้ข้อสรุป รับรองว่ามันจะต้องเป็นสิ่งที่ถูกใจดูมมากกว่ากาแฟหรือชาอย่างแน่นอน

 

87222DoomFrost

[Marvel]Iron Man: Coffee or Tea? (1)

Standard
Title:  Coffee or Tea? (1)
Pairing:  Victor Von Doom and Tony Stark
Comics: Invincible Iron Man (Marvel Studio)
Writer: Zol Redfox

 

 

Note : กิจกรรม Week 9 ของ 

 

It’s not a question about do you prefer [Coffee] or [Tea]?

 

It’s about [Red] or [Green]?

 

 

Part 1: Red
‘โทนี่ สตาร์ค’  ซุปเปอร์ฮีโร่ชื่อดัง นักวิทยาศาสตร์สุดชาญฉลาด ชายผู้ซึ่งรวยเป็นมหาเศรษฐี ชายผู้ที่ใครๆ ต่างรู้จักกันในนาม ‘Iron Man’.. เขามีอีกหลายชื่อที่ถูกกล่าวขาน แต่ไม่ว่าจะชื่อใดในตอนนี้ก็คงไม่มีความหมายกับชายตรงหน้าที่นั่งอยู่บนเก้าอี้นวมตัวสบาย ถือแก้วกาแฟพร้อมกับก้มมองตัวหนังสือบนหน้ากระดาษซึ่งกางอยู่บนโต๊ะ

 

ภายในร้านอาหารแสนเรียบง่ายโทนี่ สตาร์คไม่นึกเลยว่าชายผู้นี้จะมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า ชายในชุดสูทเรียบหรูดูมีภูมิฐานและราคาแพง แน่นอนว่าโทนี่พูดกับตนเองในใจอยู่หลายครั้งว่า ‘He really looks good. I mean he looks good.’ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดโทนี่กลับจดจ้องบุรุษตรงหน้า คอยสังเกตอากัปกิริยาราวกับกำลังจับผิด

 

สำหรับใครหลายคนที่พบเจอกับชายผู้นี้เป็นครั้งแรกคงได้แต่ทึ่งในรูปลักษณ์และใบหน้าที่แสนคมเข้ม ครั้งแรกที่โทนี่พบกับเขา เขาถึงกับพูดไม่ออก ใครจะไปรู้ว่าบุรุษในชุดเสื้อสูทคล้ายกับหลุดออกมาจากอีกยุคนั้นจะเป็นชายคนนี้ไปได้..  ใครจะจดจำน้ำเสียงที่แสนคุ้นเคยไปได้มากกว่าเขา… ชายผู้ที่เขาไม่เคยนึกมาก่อนว่าจะได้มีวันเห็นสภาพนี้ ชายผู้ที่มักจะสวมใส่ชุดเกราะและผ้าคลุมสีเขียว  ใบหน้าซึ่งเคยถูกปกปิดด้วยหน้ากากโลหะ แววตาที่เคยมองผ่านกรอบสี่เหลี่ยมนั้น ในตอนนี้กลับถูกปลดเปลื้องออกจนหมดสิ้น

 

ใครจะรู้ว่าบุรุษตรงหน้าของโทนี่ สตาร์คนั้นคือจอมวายร้ายส่งตรงจากประเทศลัตวีเรียนามว่า ‘Doctor Doom’ หรือที่รู้จักกันในนามของ ‘วิคเตอร์ วอน ดูม’

 

แม้ในตอนนี้พวกเขาทั้งสองจะนั่งอยู่ในร้านมาเกือบชั่วโมงแต่วิคเตอร์ วอน ดูมกลับไม่ได้กล่าวพูดคำใดที่สื่อถึงประเด็นหรือหัวข้อที่เขาต้องการเลยแม้แต่น้อยจะมีก็แต่หัวข้อสนทนาแสนเรื่อยเปื่อยจากข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ การที่จอมวายร้ายอย่างดูมมาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าเขาเช่นนี้โทนี่ทราบอยู่แก่ใจว่าอีกคนคงต้องการบางสิ่งจากเขา

 

“นายนั่งจ้องฉันอยู่แบบนั้นมาหลายนาทีแล้วสตาร์ค”

 

เสียงทุ้มนุ่มถูกเปล่งขึ้นในท้ายที่สุด แก้วกาแฟถูกยกขึ้นจรดกับริมฝีปาก สัมผัสกลิ่นและรสชาติที่ได้รับจากเมล็ดกาแฟ สายตาของวิคเตอร์ยังคงถูกดึงดูดความสนใจด้วยตัวอักษรบนหน้าหนังสือพิมพ์

 

“ฉันกำลังจะพูดแบบเดียวกัน นายเอาแต่นั่งจ้องหนังสือพิมพ์มาหลายนาทีแล้วตกลงนายต้องการอะไรจากฉันกันแน่ ดูม?”

 

“แค่มาทานมื้อเช้ากับกาแฟสักแก้ว ได้อ่านข่าวแล้วหรือยังสตาร์ค หุ้นสตาร์คจะตก”

 

“ว่าไงนะ!??”

 

โทนี่ดึงหนังสือพิมพ์บนโต๊ะเข้าหาตัว ไม่ใช่ว่าเขาจะดูข่าวเรื่องหุ้นหรือเศรษฐกิจแต่เขาแค่ต้องการดึงให้พ้นๆ สายตาของวิคเตอร์จะได้เข้าบทสนทนาจริงๆ จังๆ กันเสียที กระดาษหนังสือพิมพ์ถูกขยำกลายเป็นก้อนยับยู่ยี่แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่ดูมกลับยกยิ้มแล้วหันมาสนใจมื้ออาหารเช้าตรงหน้าแทน ทำราวกับไม่ได้เป็นเดือดเป็นร้อนอะไร บางทีวิคเตอร์ ดูมอาจกำลังปั่นหัวสตาร์คอยู่ก็เป็นได้

 

“ถ้านายยังไม่พูดฉันจะไปแล้ว”

 

เมื่อสิ้นสุดประโยคสตาร์คจึงยันตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ ขยับตัวหลบกับขอบโต๊ะแต่กลับถูกขัดขึ้นด้วยเสียงที่คล้ายจะเป็นการออกคำสั่ง ‘Sit down, Stark. I said sit.’ โทนี่ขมวดคิ้ว อาจจะคล้ายกับทำหน้ามุ่ยออกมา .. ‘What’s wrong with him? Grr!!! I wanna hit his face! I will, I swear!!’ ถึงจะบ่นอะไรในใจมากมายแต่สุดท้ายเขากลับปล่อยตัวลงไปนั่งอีกครั้งจนได้

 

“นายมีปัญหาอะไรกันแน่? บอกเลยนะว่าฉันจะไม่เชื่อนายอีกแล้วดูม”

 

“ครั้งก่อนมันเป็นอดีต เชื่อสิว่าตอนนี้คือฉันคนใหม่ ”

 

“สิ่งสุดท้ายที่ฉันจะเชื่อคือคำพูดของนาย”

 

ครั้งสุดท้ายที่โทนี่ สตาร์คเชื่อวิคเตอร์ วอน ดูม อย่าให้เขาได้เล่าเลย..ยิ่งคิดก็ยิ่งอยากจะชกหน้าจอมวายร้ายอีกสักหลายๆ หน เรื่องนั้นมันเลวร้ายอย่างแสนสาหัส หากให้วัดระดับความเลวร้ายโทนี่คงจะเลือกร้อยเต็มสิบ แต่อย่างน้อยเขาก็ได้ต่อยหน้าดูมระบายความอัดอั้นไปแล้วแม้พวกเขาจะต่างอยู่ในชุดเกราะก็ตาม

 

“ถ้าแบบนั้น…นี่คือสิ่งสุดท้ายที่นายควรจะเชื่อเพราะตอนนี้เรา ‘จำเป็น’ ต้องมีกันและกัน ฉันกับนายควรจะช่วยระวังหลังให้กัน เชื่อสิว่ามันเป็นสิ่งสุดท้ายที่ดูมต้องการ”

 

“นี่ฉันหูแว่วหรือนายกำลังพูดว่าเรา ‘ควร’ มีกันและกัน?”

 

“ฉันพูดว่าเรา ‘จำเป็น’ ต้องมีกันและกัน”

 

วอน ดูมเน้นย้ำคำพูดนั้นอีกครั้ง การที่เขาพูดขึ้นว่าสิ่งนี้จะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ตนต้องการมันไม่ใช่เรื่องผิดแม้แต่น้อย ด้วยนิสัยหยิ่งทะนงและยกตนสูงกว่าใครอื่น วิคเตอร์ วอน ดูมไม่เคยก้มหัวให้ใครและจะไม่ยอมขอความช่วยเหลือหรือยื่นมือไปช่วยใครอื่นหากว่าตนไม่ได้รับผลประโยชน์ เรียกว่าเขาเป็นจอมวายร้ายที่มากด้วยแผนการและเล่ห์เหลี่ยมไม่ต่างจากเพื่อนสนิทชาวแอสการ์เดี้ยนเลยแม้แต่น้อย

 

คำพูดที่พยายามเน้นย้ำของดูมทำให้สตาร์คต้องแสดงสีหน้าประหลาดใจ เขาเลิกคิ้วแสดงท่าทีสงสัย กับคำว่า ‘ควร’ และ ‘จำเป็น’ ดูมถึงกับเน้นย้ำมากเพียงนี้เชียวหรือ? ชายผู้นี้จะต้องมีบางสิ่งแอบแฝงอยู่อีกเป็นแน่ หากการที่ดูมมาขอความช่วยเหลือและยื่นข้อเสนอเล็กๆ ด้วยการบอกว่าควรระวังหลังให้กันมันคงจะเป็นเรื่องใหญ่และแน่นอนว่ามันจะต้องเป็นเรื่องเดียวกับที่โทนี่กำลังทำอยู่

 

“ต้องการฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอดูมซี่? รู้ไหมค่าตัวฉันแพงมากนะ”

 

เมื่อเห็นว่าโทนี่ สตาร์คดูจะเริ่มโอนอ่อนให้แก่เขา มุมปากของดูมจึงกระตุกยิ้มในทันที ปากพูดปฏิเสธเสียเต็มประดาแต่สุดท้ายกลับหลงเชื่อคนอย่างวิคเตอร์ ดูมอีกจนได้ ดูมอยากจะหัวเราะออกมาเสียจริง

 

“ค่าตัวนายคงถูกลงตอนหุ้นตก”

 

“เฮ้? นี่พอออกจากชุดเกราะได้ก็ปากเสียใส่เลยรึไง? ใครเติมออพชั่นปากเสียให้นายตอนถอดเกราะ?”

 

“ฉันพูดแล้วว่านี่คือฉันคนใหม่ วิคเตอร์ วอน ดูมคนใหม่”

 

“รู้ไหมฉันชอบนายคนเก่ามากกว่า”

 

โทนี่กลอกตาพร้อมกับส่งเสียงแสดงความหน่าย ที่เขาบอกว่าชอบดูมคนเก่าคงเพราะดูมในตอนนั้นไม่ได้แสดงสีหน้าให้เขาได้เห็นหรือรับรู้ มีเพียงเสียงก้องกังวานและบรรยากาศที่คอยข่มให้รู้สึกกดดัน พอมาเป็นแบบนี้เขาเลยรู้สึกไม่คุ้นชิน แถมเห็นสีหน้าและท่าทางอีกคนอย่างชัดเจนเสียด้วย พอต้องมาประจันหน้ากันแบบนี้หากเป็นคนอื่นเขาคงรับมือได้ง่ายแต่พอต้องมาเห็นรอยยิ้มเห็นสีหน้าของดูม เขารู้สึกไม่คุ้นเอาเสียเลย.. รู้สึกแปลกอยู่ลึกๆ จนไม่ค่อยอยากจ้องมอง

 

“ถ้านายชอบฉันคนเก่าฉันก็จะทำให้นายชอบฉันคนใหม่คนนี้อีกคน”

 

“ไม่ต้องพยายามนักก็ได้ดูมซี่ ยังไงฉันก็ไม่มีทางชอบนาย…”

 

ประโยคนั้นไม่ได้สิ้นสุดเท่าที่สตาร์คกล่าวให้วอน ดูมฟังเพราะแท้จริงแล้วโทนี่ สตาร์คยังมีประโยคสั้นๆ ต่อท้ายเพื่อบอกเตือนกับตัวเองในใจ ‘..because I like you. I always like you.’

 

“เราควรจะมาคุยเรื่องจริงๆ จังๆ กันได้แล้วสตาร์ค เรื่องระหว่างฉันกับนาย”

 

“ฟังดูโรแมนติคเหมือนกำลังพูดว่าเรื่องระหว่างเรา”

 

วิคเตอร์ส่งเสียงหัวเราะขึ้นจมูก สายตาจดจ้องไปยังโทนี่ สตาร์คพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปากของตน รอยยิ้มนั้นทำให้โทนี่รู้สึกขนลุกขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ.. ให้มานั่งมองดูมที่ไม่มีชุดเกราะแบบนี้ไม่ดีเอาเสียเลย

 

“เริ่มจากเรื่องแรก..”

 

“กาแฟหรือชา?”

 

สตาร์คพูดขัดขึ้นมาพร้อมรอยยิ้ม เขาทราบดีว่าดูมไม่ชอบให้ใครมาขัดจังหวะถึงออกตัวแทรกไปแบบนั้นเพื่อขอเอาคืนบ้าง เล็กๆ น้อยๆ ก็ยังดีแต่เหมือนเจ้าตัวจะไม่สะเทือน

 

“กาแฟ.. แล้วนายล่ะสตาร์ค?”

 

“นายรู้ใจฉันอยู่แล้วเพราะงั้นก็ช่วยเลือกให้ฉันหน่อยและอย่าทำให้ฉันผิดหวังนะวิคเตอร์”

 

 

 

“Coffee.”

 

invincible-iron-man-2015-004-015.jpg

[Marvel]Wolverine: Broken

Standard
Title : Broken
Pairing : Wolverine and Daken
Comics : X-Force (Marvel Studio)
Writer : Zol Redfox
Note : กิจกรรม Week 7 ของ @_heroweeklyth

 

‘Nightmare’
ตลอดเวลาหลายปีที่ลืมตามองโลกใบนี้มันไม่เคยมีเลยสักครั้งที่ดาเคนรู้สึกว่าตนมีชีวิตอยู่ในโลกได้เหมือนกับคนอื่น มันเป็นดั่งฝันร้ายของเด็กชายตัวเล็กๆ ที่ไร้ซึ่งความรัก การถูกมองข้ามและไม่ได้รับความอบอุ่น เขาถูกสั่งสอนมาผิดแปลกกว่าใคร แม้จะอยู่ร่วมกับมนุษย์ทั่วไปแต่เขานั้นแตกต่างจากใครอื่นมากทีเดียว ทรงผมที่เป็นจุดเด่น กรงเล็บและรอยสัก.. สัญชาตญาณของลูกสัตว์ป่าที่กำลังเติบโต
ความแตกต่างนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องที่ดาเคน อากิฮิโระเป็นมนุษย์กลายพันธุ์แต่เป็นเรื่องที่เขาถูกสอนสั่งเพื่อให้เติบโตมาเป็นนักฆ่า ถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อความพอใจของบุคคลคนหนึ่ง ดาเคนถูกชักจูงตั้งแต่เด็ก การสร้างความโกรธเกลียดที่เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ
สิ่งที่เขาต้องการคือความรักแต่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นนั้นกลับกลายเป็นความเกลียดชัง ‘เจมส์ โลแกน ฮาวเลตต์’ ความเกลียดชังที่แม้แต่ ‘วูล์ฟเวอรีน’ กลับไม่เคยล่วงรู้มาก่อนกระทั่งได้พบหน้า
ความเกลียดชังที่อยากถูกโอบกอดไว้ด้วยความรัก เสียงกระซิบแผ่วเบาบอกว่าตนไม่ได้อยู่เพียงลำพัง ดาเคนไม่เคยได้รับสิ่งนั้นจากใคร และแม้เขาจะต้องการแต่มันกลับถูกซ่อนไว้ลึกเกินกว่าผู้ใดจะล่วงรู้ ลึกลงไปไกลจางหายไปจนเขาไม่รู้สึกต้องการที่จะได้รับมันอีก
สำหรับวูล์ฟเวอรีนแล้วหากมีสักครั้งสักช่วงเวลาหนึ่งที่เขาสามารถช่วยดาเคนได้เขาก็จะทำ โอบกอดร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มคนนี้ไว้แนบกาย ลูบฝ่ามือหยาบกร้านนั้นไปกับลำตัว กดศีรษะของเขาลงแนบกับบ่าของตน ทำอย่างที่คนเป็นพ่อสมควรกระทำ เพียงสักครั้ง.. แค่ช่วงวินาทีหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงเรื่องทั้งหมดนี้ได้ รับผิดชอบในสิ่งที่ตนเคยได้ทำลงไป เสียสละเพื่อให้ได้มีโอกาสสักครั้งที่จะได้เลี้ยงดู
เหมือนที่ใครหลายคนพูดว่าวูล์ฟเวอรีนเป็นสัตว์ป่ามากกว่ามนุษย์ สัญชาตญาณและความคิดของเขาจึงไม่ต่างจากสัตว์ป่า ภายในใจของโลแกนเขาโหยหาอ้อมกอดนั้นไม่ต่างจากดาเคน อ้อมกอดที่อาจจะสามารถหยุดทุกๆ เรื่องที่เกิดขึ้นได้
หากว่าเขาไม่บุ่มบ่ามหนีหายออกไป หากว่าตนอยู่ที่นั่น ดาเคนคงจะไม่เกลียดชังเขามากถึงเพียงนี้ และแม้ว่าดาเคนจะเกลียดชังเขามากมายเพียงใดสำหรับวูล์ฟเวอรีนแล้วเขากลับรักดาเคนมากขึ้นเรื่อยๆ รักดาเคนโดยไร้ซึ่งคำพูดบอก แต่ทุกครั้งที่ต้องการแสดงความรักมันกลับเลวร้ายไปเสียทุกครั้ง…
เขาไม่เคยสำเร็จเลยสักเรื่อง หากความรักนี้สามารถช่วยเหลือดาเคนได้เขาก็ยอมมอบทั้งหมดที่ตนรักให้แก่ลูกชาย ขอเพียงดาเคนกลับมาหา.. มองเห็นภาพที่ตนและลูกจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแต่สำหรับวูล์ฟเวอรีนทุกอย่างมันกลับสายไปทุกครั้ง เขามักทำมันพังทุกครั้งกับความคิดโง่ๆ ที่ทำให้ตนต้องทำเรื่องโง่ๆ ลงไป
เขายังจำได้ทุกท่าทางและอากัปกิริยา บาดแผลและความรู้สึกเจ็บปวดไม่ใช่เพียงร่างกายแต่เป็นจิตใจ กรงเล็บที่ทิ่มแทงทะลุร่างนั้นไม่เคยเกรี้ยวกราดมากเท่ากับครั้งนี้มาก่อน ดาเคน อากิฮิโระ.. ลูกชายที่เกิดมาโดยที่เขาไม่เคยได้อยู่ดูแล
เพียงเท่านั้นกลับทำให้เขาอยากจะหยุดสู้เสียทุกครั้ง กรงเล็บที่แทงทะลุลูกนัยน์ตาของเขา ฝ่ามือที่ทึ้งเรือนผมของเขา.. จับศีรษะของวูล์ฟเวอรีนกระแทกลงกับพื้นดิน กดใบหน้าของเขาจมลงไปกับแอ่งน้ำ.. ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้.. โลแกนมักถามกับตัวเองทุกครั้งที่พบหน้าดาเคน เขาต้องการช่วยดาเคน ช่วยให้ชายหนุ่มก้าวผ่านจากการเป็นสัตว์ป่าอย่างที่เขาเคยเป็น อย่างที่ ‘วิคเตอร์ ครีด’ เป็น แต่มันกลับเป็นไปไม่ได้ ดาเคนถลำลึกมากเกินไป
โลแกนยังคงจำได้ดี มือที่จับศีรษะของลูกชาย สัมผัสที่แสนรุนแรง.. มันไม่ใช่การกดลงแนบกับบ่าแต่เป็นการกดลงกับแอ่งน้ำ ร่างของดาเคนที่พยายามสู้และดิ้นออกแรง ร่างที่พยายามจะมีชีวิตอยู่ต่อ..
‘How different I could have been.’
ทำไมมันถึงได้แตกต่างจากที่เขาต้องการนัก.. ความต้องการที่จะโอบกอดดาเคนไว้แนบกาย บอกว่ารักในแบบของพ่อลูกโดยไร้ซึ่งการพูดกล่าว ทำไมมันถึงยากมากมายถึงเพียงนี้.. อ้อมกอดที่เขาต้องการมอบให้ ดาเคนไม่มีวันได้สัมผัสถึงมันเลย ความอบอุ่นที่เขามอบให้กับร่างซึ่งไร้วิญญาณของลูกชาย เขาจดจำได้อย่างแม่นยำ.. เขารู้แก่ใจ.. เขารู้มาตลอดว่ามันจะต้องจบลงในรูปแบบนี้ในสักวันหนึ่ง อ้อมกอดที่เขามอบให้ผู้เป็นลูก..
“Daken.. my son….”
“Sweet dream.”

[Marvel]Ms.Marvel: Surfboard 

Standard
Title :  Surfboard
Pairing :  Kamala Khan l Ms.Marvel/ Carol Danvers l Captain Marvel + Dr.Walter Lawson l Captain Marvel
Comics : Ms.Marvel (Marvel Studio)
Writer : Zol Redfox
Note : กิจกรรม Week 6 ของ 
“I relate to that”

 

 

‘ฉันฝันมาตลอดว่าสักวันฉันจะได้พบกับฮีโร่ในดวงใจ ใครๆ ก็ต้องอยากเจอฮีโร่ของตัวเองถูกไหมล่ะ?!’

 

‘ฉันฝันมาตลอดเลย’

 

 

 

 

“คามาล่า!! ตื่นได้แล้ว ลูกมีนัดนะ คามาล่า ข่าน อย่าให้แม่เรียกซ้ำนะ!”

 

“ตื่นแล้วค่ะ!!”

 

เด็กสาววัยรุ่นกระเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียง ส่งเสียงตอบรับผู้เป็นมารดาแล้วรีบจัดการตัวเองอย่างรวดเร็ว แขนของเธอยืดไปคว้าจับสิ่งของขณะวิ่งเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำแต่งตัว ถูกต้องแล้ว.. แขนของเธอยืดได้ราวกับเป็นยางยืด หากใครไม่ทันสังเกตคงนึกว่าเธอคือ Mr.Fantastic จาก Fantastic Four แต่สำหรับคามาล่า ข่านแล้วเธอเป็นเด็กไฮสคูลลูกครึ่งอเมริกันปากีสถานธรรมดาๆ เท่านั้นเอง

 

….. ธรรมดา…..??

 

ทิ้งเรื่องความธรรมดาของเด็กสาวคนนี้ไปสักครู่ เราจะมาพูดถึงความไม่ธรรมดาของเธอกันต่อ คามาล่า ข่านคือเด็กสาวผู้โชคดีคนหนึ่งที่ได้ลุกขึ้นมาเป็นฮีโร่หลังจากที่เธอตามข่าวฮีโร่ในดวงใจอยู่นาน เธอไม่ใช่ใครที่ไหนเธอคือ ‘Ms.Marvel’ แถมชื่อตำแหน่งนี้ก็เคยเป็นของฮีโร่ในดวงใจของเธออีกด้วย

 

‘แครอล เดนเวอร์ส’ หรือที่เคยรู้จักกันในนามของ ‘Ms.Marvel’ ในตอนนี้ได้กลายเป็น ‘Captain Marvel’ เรียบร้อยแล้ว การได้ทำงานร่วมกับเธอหรือการได้เจอหน้าเธอคือความฝันของเด็กสาววัยรุ่นอย่างคามาล่า เธอรักแครอลและเธอก็รักมากกว่าใครๆ

 

 

 

 

“เราไม่ได้สายใช่ไหมนะ?”

 

คามาล่าถามกับตัวเอง ทั้งที่ก่อนออกจากบ้านเด็กสาวแต่งตัวด้วยชุดเสื้อผ้าธรรมดาแต่ตอนนี้เธอกลับสวมด้วยชุดสูทประจำตัวของ Ms.Marvel และกำลังนั่งจุมปุ๊กรอใครบางคนอยู่บนดาดฟ้าตึก

 

“วันนี้มาเร็วกว่าปกตินะมิสมาร์เวล”

 

เสียงของผู้มาเยือนกล่าวขึ้นที่เบื้องหลังของเด็กสาวเหนือขึ้นไปเล็กน้อย คามาล่าหันขวับกลับไปหาแทบจะในทันที เสียงที่แสนคุ้นเคยแต่ไม่ว่าเมื่อใดเธอกลับไม่คุ้นชินเสียที คนคนนี้คือคนสำคัญของเธอ

 

“แครอล!!”

 

คามาล่ากระโจนเข้ากอดร่างหญิงสาวอายุมากกว่าในชุดสูท Captain Marvel เธอผู้นี้เอง แครอล เดนเวอร์ส เธอผู้เป็นฮีโร่ของคามาล่า บุคคลที่คามาล่าต้องการจะเป็น เธอรักแครอลมากกว่าใคร (หากตัดปีเตอร์ พาร์คเกอร์ออกไปแล้ว)

 

กัปตันมาร์เวลลูบแผ่นหลังของเด็กสาว กระชับกอดเธอแนบกายก่อนผละออก สายตาของเธอสำรวจชุดและรูปร่างของคามาล่าอีกครั้ง เธอขยับยิ้มเล็กๆ แต่กลับถอนใจออกมาแผ่วเบาเมื่อคิดถึงบางเรื่อง ไม่ว่าเมื่อใดแครอลก็ไม่สามารถทำใจเรื่องชื่อเดิมของเธอได้ ‘Ms.Marvel’ ไม่ว่าเมื่อใดเธอก็ไม่คุ้นชิน และไม่ว่าเมื่อใดเธอก็ไม่คุ้นกับการเป็น Captain Marvel ตำแหน่งที่คนสำคัญที่สุดของเธอเคยเป็น ‘ด็อกเตอร์ วอลเตอร์ ลอว์สัน’

 

“พร้อมจะไปกันหรือยัง?”

 

“แน่นอนค่ะ! พร้อมจนไม่รู้จะพร้อมยังไงแล้ว วู้ว!!”

 

แครอลยกมุมปากขึ้นยิ้มอีกครั้ง วันนี้พวกเธอสองคนนัดกันไปเที่ยว นี่เป็นเรื่องแปลกสำหรับคนอย่างแครอลเพราะเธอไม่ชอบการพักผ่อนแต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลส่วนตัวหรือเหตุผลใดเธอกลับรับปากคามาล่าว่าจะไปเที่ยวด้วยกันกับเธอ นัยน์ตาคู่สวยยังคงจ้องมองเด็กสาวสมญานาม Ms.Marvel กระเป๋าเป้ใบใหญ่ทำให้เธอคาดเดาว่าคามาล่าต้องเตรียมของไปเยอะมากแน่ๆ

 

ฮีโร่ในคราบบุคคลธรรมดาๆ ทั้งสองเลือกการเดินทางแบบปกติ จะให้บินไปกลับสำหรับกัปตันมาร์เวลนั้นง่ายแสนง่ายแต่กับมิสมาร์เวลอย่างคามาล่าคงจะลำบากสักหน่อย ถือว่าพวกเธอจะได้ใช้เวลาร่วมกันมากขึ้นก็ไม่เสียหายอะไร

 

ระหว่างการเดินทางแครอลและคามาล่าได้สนทนากันหลากหลายหัวข้อ ไม่ใช่เพียงเรื่องของการเดินทางแต่เป็นเรื่องของงานและหลายๆ สิ่งที่เคยผ่านมาในชีวิตของคนทั้งสอง เรื่องของมิสมาร์เวลอย่างที่แครอลเคยเป็นและเรื่องของมิสมาร์เวลในสายตาของคามาล่า ข่าน

 

… แครอลเอ็นดูคามาล่า …

 

… คามาล่ารักแครอล …

 

เธออาจรักแครอลมากจนเกินไป

 

 

 

“ทะเล!!! วู้ว!!”

 

เด็กสาวส่งเสียงร้องพร้อมกับชูมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ การมาเที่ยวครั้งนี้จะต้องเป็นอะไรที่สนุกมากแน่ๆ เธอคิดในใจแล้วเริ่มกระโดดไปมาแถมประโยคคำพูดมากมายก็พรั่งพรูออกมาไม่จบเสียด้วย เราจะไปเล่นน้ำกันเลยไหม? เราจะไปไหนก่อน? ที่พักเราอยู่ตรงไหน? เราควรทำอะไรก่อนดี!? คามาล่า ข่านคนเก่งของเรากระตือรือร้นเหมือนลูกลิง แครอลส่งเสียงหัวเราะเบาๆ

 

“ฉันตั้งใจจะพาเธอไปเล่นกระดานโต้คลื่น สนใจไหมสาวน้อย?”

 

คามาล่าตาลุกวาว แครอลเห็นได้อย่างชัดเจนว่าดวงตาของเธอเป็นประกายระยิบระยับสงสัยจะอยากเล่นเสียเต็มที่ หลังจากตกลงกันเรียบร้อยสองสาวจึงนำกระเป๋าขึ้นเก็บบนห้องพัก พวกเธอสวมด้วยชุดสูทดำน้ำสีดำสนิทแถบสีน้ำเงินเข้ม กระดานโต้คลื่นถูกยกขึ้นหนีบข้างลำตัวพาเดินมายังริมทะเล ในตอนนี้กัปตันมาร์เวลและมิสมาร์เวลพร้อมจะลงทะเลกันแล้ว

 

“ครั้งแรกเลยใช่ไหม?”

 

“ครั้งแรกเลยที่ได้มาเล่นโต้คลื่นแถมมากับคุณด้วย”

 

เด็กสาวยิ้มแก้มแทบปริ ไม่ว่าอย่างไรแครอล เดนเวอร์สก็เป็นที่หนึ่งของเธอเสมอ

 

“ฉันยังจำครั้งแรกที่เล่นกระดานโต้คลื่นได้ คนสำคัญของฉันเป็นคนสอนเหมือนที่ฉันกำลังจะสอนเธอ”

 

คามาล่าทราบอยู่ลึกๆ ว่าเธอหมายถึงใครแต่คามาล่าเลือกที่จะไม่พูดถาม ถึงเด็กสาวจะดูกระตือรือร้นและยังอ่อนวัยไปบ้างแต่เธอเข้าใจและรู้ว่าเวลาใดควรพูดเวลาใดไม่ควรพูด เธอยิ้มกว้างพร้อมกับส่งเสียงตอบรับเพื่อให้แครอลทราบว่าเธอพร้อมแล้ว

 

“ถ้าพร้อมแล้วเราก็ไปกันเถอะสาวน้อย”

 

 

 

หลายปีก่อนหน้านี้
 

 

“คุณไม่เคยเล่นกระดานโต้คลื่นสักครั้งเลยเหรอแครอล?”
 

 

ชายหนุ่มกล่าวถามหญิงสาวคนสนิทที่เดินอยู่ข้างกาย เสียงคลื่นทะเลที่ซัดเข้าชายฝั่ง แรงลมที่พัดปลิวไสว กลิ่นน้ำทะเลและแสงแดดสร้างบรรยากาศให้แก่พวกเขาทั้งสองได้มากทีเดียว แครอล เดนเวอร์ที่มีผมสีบลอนด์ทองยาวจนถึงแผ่นหลังหันไปยิ้มให้กับชายคนนั้น เธอคิดอยู่ในใจว่านัยน์ตาสีฟ้านั่นช่างดึงดูดเหลือเกิน
 

 

“ไม่เลย ฉันไม่ได้มีโอกาสออกมาบ่อยๆ”
 

 

“ให้ผมสอนคุณดีไหม?”
 

 

“ตอนนี้เลยเหรอด็อกเตอร์ลอว์สัน?”
 

 

“ใช่ ผมหมายถึงตอนนี้เลย”
 

 

ด็อกเตอร์วอลเตอร์ ลอว์สันหรือที่รู้จักกันในชื่อของ Captain Marvel ส่งรอยยิ้มให้กับเธอ สำหรับแครอลแล้ววอลเตอร์เตอร์คือคนสำคัญ คือคนที่อยู่กับเธอมาตั้งแต่ต้นและพวกเขาทั้งสองก็ได้ใช้เวลาร่วมกันมาเนิ่นนานไม่ว่าจะในฐานะเพื่อนมนุษย์หรือในฐานะของ Captain Marvel และ Ms.Marvel เขาเป็นคนเดียวที่แครอลไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับใครได้ วอลเตอร์เป็นคนเดียวที่เธอรัก
 

 

“ถ้าพร้อมแล้วเราก็ไปกันเถอะสาวน้อย”

 

 

Generations-Captain-Marvel-Capt-Mar-vell-1-The-Bravest-Marvel-Comics-Legacy-spoilers-13

 

[Marvel]Ghost Rider: Curfew

Standard
Title :  Curfew
Pairing :  The story between Ghost Rider and Jack O’Lantern (Lucifer)
Comics : Ghost Rider (Marvel Studio)
Writer : Zol Redfox
Note : กิจกรรม Week 5 ของ 
 “I see dead people”

 

3012434-sovgrzsvsluciferjackolantern1122.jpg

 

 

ตอนเด็กๆ ผมเคยถูกพ่อแม่บอกว่าถ้าเป็นเด็กดื้อปีศาจจะมาหา ถ้าหากเกเรปีศาจจะมาหลอก ด้วยวัยกำลังซนผมกับเพื่อนที่กำลังถึงวัยอวดเก่งจึงพากันออกไปทำอะไรที่เรียกว่า ‘เจ๋ง’  ตอนกลางดึก …วันนั้นเป็นวันที่ผมจะไม่ลืมเลย…

 

Single Lane Bridge

 

“Man, are you sure your dad won’t–?”

 

“Stop worryin’ about it, okay? He’s not waking up before his alarm clock goes off at six.”

 

“Yeah! But what are we doing?”

 

“We are put after ‘curfew’. We are brekin’ the law!!”

 

คืนนั้นเป็นครั้งแรกที่พวกเราหนีออกจากบ้าน พวกผมตั้งใจหนีเที่ยวทั้งที่อายุไม่ถึงสิบขวบเสียด้วยซ้ำ ผมชื่อว่ามาร์คัสส่วนเพื่อนของผมชื่อดอนนี่ พวกเราเดินไปตามทางถนนมืดๆ ไร้จุดหมายเพียงคิดว่าหนีออกจากบ้านมาได้นั่นก็เรียกว่าเจ๋งแล้วสำหรับเด็กวัยเพียงเท่านั้น ผมรู้สึกเหมือนตัวเองโตเป็นผู้ใหญ่ ทำเรื่องแหกกฎเอาไว้อวดคนอื่นว่าผมเก่งแค่ไหนมันจะต้องเท่มากๆ ต่างจากดอนนี่ เขาค่อนข้างหวาดระแวง ผมไม่โทษเขาเลยที่จะคิดแบบนั้นเพราะนั่นเป็นครั้งแรกที่พวกเราหนีออกจากบ้าน ผมไม่รู้หรอกว่าหนีออกมาแล้วจะไปทำอะไร กว่าจะรู้ตัวก็เดินห่างจากบ้านมาไกลจนถึงสะพานข้ามแม่น้ำเสียแล้ว

 

แสงไฟสลัวที่แสดงเด่นอยู่ไกลสายตาภายใต้ความมืดทำให้พวกเรามองเห็นอย่างชัดเจน ดอนนี่แทบกระโจนหลบหลังพุ่มไม้เมื่อรู้ว่ากำลังจะมีรถมุ่งหน้ามาทางนี้ เขากลัวถูกจับและถูกทำโทษแต่ผมซึ่งรู้สึกว่าตัวเองนั้นฉลาดและเก่งกว่าดอนนี่กลับพูดขึ้นว่า

 

“It’s not a cop car, man. It’s not a car! There’s only one headlight, okay? Just a motorcycle.”

 

“Oh.. okay.”

 

ดอนนี่แสดงท่าทางโล่งใจเมื่อเขาได้ฟังผมพูดอธิบาย ถูกต้องแล้ว.. นั่นไม่ใช่รถยนต์ ไม่ใช่รถตำรวจ ไม่ใช่แม้แต่รถมอเตอร์ไซค์ด้วยซ้ำ ผมคิดผิด… คุณอาจนึกไม่ถึงว่าเด็กชายสองคนที่พยายามหนีเที่ยวกลางคืนครั้งแรกและครั้งสุดท้ายกำลังอ้อนวอนให้พวกเขาเจอรถตำรวจดีกว่าสิ่งที่ปรากฏให้เห็นตรงหน้า วินาทีนั้นผมไม่ทันได้คิดเสียด้วยซ้ำว่าสิ่งนั้นคืออะไร กว่าจะตั้งสติได้ผมก็ออกวิ่งโดยมีดอนนี่ตามมาไม่ห่าง แสงไฟที่เราเห็นเป็นไฟที่ออกมาจากหัวฟักทองขนาดใหญ่ …พวกเราถูกฟักทองเรืองแสงวันฮาโลวีนไล่หลัง! คุณอาจคิดว่ามันตลก แต่สำหรับผมแล้วผมรู้ทันทีว่าสิ่งที่พ่อกับแม่บอกเป็นเรื่องจริง ผมดื้อและเกเรปีศาจถึงตามตัวผม

 

หัวฟักทองนั่นไล่ตามเรามาติดๆ มันทำท่าเหมือนจะเขมือบเราเข้าไปให้ได้ ใบหน้าแสนน่ากลัวที่แสดงออกมาอย่างสยดสยองผมไม่มีวันลืมมันได้เลย พวกเราวิ่งมาถึงกลางสะพานผมตัดสินใจตะโกนบอกดอนนี่ ‘We gotta jump, Donnie!!!’ ร่างของผมกระโจนออกจากสะพานแทบจะทันทีที่ให้สัญญาณดอนนี่ว่า ‘Jump!!!’ ผมหล่นลงไปใต้น้ำ แสงสว่างวาบสีส้มเหนือผิวน้ำนั้นผมเห็นมันอย่างชัดเจน ใจของผมแม้จะรู้สึกกลัวแต่ก็ต้องพยายามเอาตัวรอด มันเป็นสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอด

 

ไม่กี่วินาทีหลังจากที่แสงสีส้มนั่นหายไปผมถึงพาตัวเองลอยกลับขึ้นมาเหนือผิวน้ำอีกครั้ง เจ้าแจ็ค โอแลนเทิร์นนั่นหายไปแล้ว

 

“Donnie!! Where are you!!?”

 

ไร้ซึ่งเสียงตอบรับจากดอนนี่ โชคยังดีที่ผมมองเห็นฟองอากาศและแขนที่ชูขึ้นมาเหนือน้ำ ผมรีบคว้าเขาไว้แล้วพากลับขึ้นฝั่งในทันที ถึงจะยากลำบากแต่ผมก็พาทั้งตัวเองและดอนนี่กลับขึ้นมาได้สำเร็จ วินาทีนั้นผมเชื่อสนิทใจว่าพวกเรารอดแล้ว แต่นั่นเป็นอีกครั้งที่ผมคิดผิด มือเล็กๆ ของผมสังเกตเห็นบางอย่างบนฝ่ามือรอยเลือดที่ไม่ใช่ของผม ผมแน่ใจว่าเป็นของดอนนี่  เขาบาดเจ็บ?!

 

“You are bleeding man. Are you—”

 

เสียงของผมเหมือนถูกกลืนหายไปเมื่อสายตาหันไปพบกับดอนนี่ ผมไม่สามารถพูดคำใดออกมาได้อีก ผมอยากร้องตะโกน อยากกรีดร้อง อยากร้องไห้ สติของผมแตกกระเจิงและตกอยู่ในสภาวะช็อค จะกรีดร้องตะโกนหรือร้องไห้ผมยังทำไม่ได้เลย ผมเหมือนกับหยุดหายใจไปแล้ว ใช่..ผมเหมือนกับหยุดหายใจแต่ดอนนี่… ดอนนี่เขาไม่อาจจะหายใจได้อีกแล้ว ผมช่วยเขาไม่ได้ไม่ใช่เพราะผมทำซีพีอาร์ไม่เป็นแต่ศีรษะของดอนนี่… ศีรษะของดอนนี่หายไป… ตรงพื้นหญ้านั้นมีเพียงรอยเลือดสาดกระจายกับร่างของอดีตเพื่อนชายของผม ผมตัวสั่นไม่หยุดไม่รู้ว่าเป็นเพราะความหนาวหรือเพราะความกลัว

 

ผมพยายามตั้งสติแต่มันทำได้ยากเมื่อเห็นร่างไร้ศีรษะของเพื่อนชาย กองเลือดที่กระจายอยู่บนพื้นทำให้ผมอยากถอยหนีและร้องไห้ ผมกรีดร้องอยู่ในใจภาวนาให้มันเป็นเพียงความฝันที่ผมจะตื่นขึ้นในตอนเช้า ผมภาวนาให้มันเป็นเพียงฝันร้าย… ในตอนเช้าผมจะพบกับดอนนี่ เขาจะยิ้มให้ผมและผมจะบอกกับเขาว่าเราจะเป็นเด็กดีและเชื่อฟังคำพูดของพ่อแม่ ผมอ้อนวอนอยู่ในใจแต่เหมือนไม่ใช่เพียงผมคนเดียวที่รับรู้ถึงความคิดเหล่านั้น

 

“I can live your life, Marcus.”

 

เสียงที่ทำเอาผมเสียวสันหลังวาบดังขึ้น ผมหันขวับกลับไปในทันที ‘แจ็ค โอแลนเทิร์น’ ที่ตอนนี้ลอยอยู่ตรงหน้าของผม มันกำลังพูด… ก่อนหน้านี้มันมีเพียงหัวฟักทองกับรอยยิ้มน่าสยดสยองแต่ตอนนี้ร่างของมันไม่ได้แตกต่างจากมนุษย์เลยแม้แต่น้อย ร่างของมันยืนอยู่บนสิ่งที่ช่วยให้มันสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระราวกับบินได้ แม้บนใบหน้าจะปรากฏรอยยิ้มแต่ผมเห็นชัดว่ามันฉีกยิ้มมากกว่าเคย

 

“But it will cost by your soul.”

 

“………”

 

“Deal?”

 

ผมตัดสินใจยื่นมือออกไปหาเจ้าแจ็ค โอแลนเทิร์น ผมไม่อยากตาย ไม่อยากให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นแต่ผมทำอะไรไม่ได้ผมเป็นแค่เด็กอวดเก่งคนหนึ่งเท่านั้นเอง หากว่าการทำสัญญากับความกลัวจะช่วยให้ผมรอดชีวิตผมก็จะทำ ผมไม่คิดลังเลในตอนนั้น มือของผมยื่นไปหาแจ็คโอแลนเทิร์นแต่แล้วเสียงบางอย่างกลับดังขึ้น ร่างของแจ็ค โอแลนเทิร์นถูกโอบล้อมด้วยสายโซ่โลหะอันใหญ่ มันพูดกับผม

 

“We will talk again, kid. SOON!”

 

ไม่ทันสิ้นสุดประโยคศีรษะของมันกลับหลุดออกจากร่าง แรงกระชากที่ลำตัวพามันลอยไปไกลโดยที่หัวยังอยู่ตรงหน้าของผม ผมอ้าปากค้างมองสิ่งที่เกิดขึ้น เสียงมอเตอร์ไซค์กระหึ่มดังมาจากอีกทาง ร่างของผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนนั้น เขาใช้สายโซ่รัดร่างของแจ็ค โอแลนเทิร์นและลากมันไถลไปกับพื้นถนนแสนขรุขระ

 

“I’m busy. Get me back there now.”

 

นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่ผมได้ยินจากแจ็ค โอแลนเทิร์น ผมไม่รู้ว่าในตอนนั้นกำลังคิดอะไรแทนที่จะวิ่งกลับบ้านผมดันวิ่งตามหลังมอเตอร์ไซค์คันนั้น กว่าผมจะตามมาทันร่างของแจ็ค โอแลนเทิร์นก็ลงไปนอนอยู่บนพื้น ผมเดาว่ามันถูกรถบรรทุกที่จอดอยู่ตรงนั้นชน ตอนนั้นผมรู้สึกมีความหวังอย่างน่าประหลาด ชายที่เข้ามาช่วยผม..ชายคนนั้นบางทีเขาอาจไม่ได้มาช่วยผม เขาอาจกำลังทำหน้าที่บางอย่าง

 

ทั้งที่ผมควรจะกลัวแต่ผมกลับไม่รู้สึกกลัวเลยสักนิด มันอาจจะเป็นความตื่นเต้น.. มันอาจจะเป็นอะไรสักอย่าง ผมอาจบ้าไปแล้วเพราะชายคนนั้นตามจริงดูน่ากลัวไม่ต่างกัน เขาเป็น ‘ปีศาจ’ ที่อยู่บนรถมอเตอร์ไซค์ ชุดหนังห่อคลุมร่างที่ไร้ซึ่งผิวกาย เขามีเพียงโครงกระดูก หัวกะโหลกของเขามีเปลวเพลิงลุกโชดช่วงจนผมรู้สึกได้ว่ามันร้อนมากกว่าที่เห็น นั่นใช่เพลิงจากนรกหรือเปล่า นี่…ผมตายแล้วหรือเปล่า?

 

“Devil you should go back to hell!”

 

“Hmm? What did you say?”

 

เจ้าโอแลนเทิร์นลุกขึ้นมาอีกครั้ง หัวฟักทองของมันแตกกระจายจากแรงกระแทกแต่ไม่นานก็กลับคืนสู่สภาพเดิม ชายในชุดเสื้อหนังคนนั้นดึงสายโซ่กลับเข้ามาเขาพูดอะไรบางอย่างผมได้ยินไม่ชัดเลยสักนิดเดียว ผมแอบอยู่แถวนั้นมองการต่อสู้ของปีศาจทั้งสองตัว คุณคงคาดไม่ถึงว่าการต่อสู้นั่นเหมือนกับหนังแอ็คชั่นหรือการ์ตูนเพียงแต่นี่เป็นโลกจริง ผมอยู่ท่ามกลางสิ่งเหนือธรรมชาติและผมจะไม่มีวันลืมมันเลย

 

“Nice… try … Devil.”

 

หัวกะโหลกเพลิงส่งเสียงออกมาคำต่อคำเมื่อแจ็ค โอแลนเทิร์นยิงลำแสงกระแทกอย่างแรง ผมเห็นอย่างชัดเจนว่าหัวกะโหลกนั่นแตกกระจายเป็นชิ้นๆ แต่หัวกะโหลกของเขากลับสามารถคืนสู่สภาพเดิมราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เขาเดินก้าวเข้าใกล้พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่น่าขนหัวลุกไม่ต่างจากเจ้าฟักทองนั่น

 

“But you’re only delaying the—”

 

“Inevitable? Yeah.. duh. Do you wanna know why?”

 

ผมเผลอกลั้นหายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า การปะทะกันของปีศาจทั้งสองเริ่มแผ่ขยายไปในวงกว้าง เสียงที่พวกเขาคุยกันผมได้ยินไม่ค่อยถนัด จับใจความได้แค่ว่าแจ็ค โอแลนเทิร์นต้องการสูบวิญญาณของทุกคนในเมือง Sleepy Hollow  ผมไม่อาจรออยู่ตรงนั้นได้อีก ร่างผอมๆ ของผมกระเด้งลุกขึ้นจากที่หลบซ่อนพร้อมก้าวเท้าออกวิ่งเพื่อกลับไปหาพ่อกับแม่เล่าเรื่องดอนนี่และสิ่งที่เกิดขึ้น ใครจะไปคิดว่าการตัดสินใจที่จะทำอะไรเจ๋งๆ เพียงครั้งเดียวจะเกิดเรื่องพวกนี้ขึ้นได้ ผมไม่รู้เรื่องราวหลังจากนั้นอีกนอกจากคำพูดปากต่อปากที่ว่ามีผีดิบผุดขึ้นมาจากสุสานมุ่งหน้าไปยังบ้านของนายอำเภอ เขาสู้สุดใจโดยมีปีศาจหัวกะโหลกนั่นคอยช่วยเหลือ

 

ผมคะยั้นคะยอให้นายอำเภอโอคอนเนอร์เล่าเรื่องให้ฟังทั้งหมดแต่เขาไม่เคยคิดเล่าเรื่องราวเหล่านั้นเลยหลังจากที่ทั้งหมดจบลง ความช่วยเหลือจากปีศาจกะโหลกไฟที่นายอำเภอเรียกว่า ‘Ghost Rider’

 

 

EPSON scanner image