[Marvel]Ms.Marvel: Surfboard 

Standard
Title :  Surfboard
Pairing :  Kamala Khan l Ms.Marvel/ Carol Danvers l Captain Marvel + Dr.Walter Lawson l Captain Marvel
Comics : Ms.Marvel (Marvel Studio)
Writer : Zol Redfox
Note : กิจกรรม Week 6 ของ 
“I relate to that”

 

 

‘ฉันฝันมาตลอดว่าสักวันฉันจะได้พบกับฮีโร่ในดวงใจ ใครๆ ก็ต้องอยากเจอฮีโร่ของตัวเองถูกไหมล่ะ?!’

 

‘ฉันฝันมาตลอดเลย’

 

 

 

 

“คามาล่า!! ตื่นได้แล้ว ลูกมีนัดนะ คามาล่า ข่าน อย่าให้แม่เรียกซ้ำนะ!”

 

“ตื่นแล้วค่ะ!!”

 

เด็กสาววัยรุ่นกระเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียง ส่งเสียงตอบรับผู้เป็นมารดาแล้วรีบจัดการตัวเองอย่างรวดเร็ว แขนของเธอยืดไปคว้าจับสิ่งของขณะวิ่งเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำแต่งตัว ถูกต้องแล้ว.. แขนของเธอยืดได้ราวกับเป็นยางยืด หากใครไม่ทันสังเกตคงนึกว่าเธอคือ Mr.Fantastic จาก Fantastic Four แต่สำหรับคามาล่า ข่านแล้วเธอเป็นเด็กไฮสคูลลูกครึ่งอเมริกันปากีสถานธรรมดาๆ เท่านั้นเอง

 

….. ธรรมดา…..??

 

ทิ้งเรื่องความธรรมดาของเด็กสาวคนนี้ไปสักครู่ เราจะมาพูดถึงความไม่ธรรมดาของเธอกันต่อ คามาล่า ข่านคือเด็กสาวผู้โชคดีคนหนึ่งที่ได้ลุกขึ้นมาเป็นฮีโร่หลังจากที่เธอตามข่าวฮีโร่ในดวงใจอยู่นาน เธอไม่ใช่ใครที่ไหนเธอคือ ‘Ms.Marvel’ แถมชื่อตำแหน่งนี้ก็เคยเป็นของฮีโร่ในดวงใจของเธออีกด้วย

 

‘แครอล เดนเวอร์ส’ หรือที่เคยรู้จักกันในนามของ ‘Ms.Marvel’ ในตอนนี้ได้กลายเป็น ‘Captain Marvel’ เรียบร้อยแล้ว การได้ทำงานร่วมกับเธอหรือการได้เจอหน้าเธอคือความฝันของเด็กสาววัยรุ่นอย่างคามาล่า เธอรักแครอลและเธอก็รักมากกว่าใครๆ

 

 

 

 

“เราไม่ได้สายใช่ไหมนะ?”

 

คามาล่าถามกับตัวเอง ทั้งที่ก่อนออกจากบ้านเด็กสาวแต่งตัวด้วยชุดเสื้อผ้าธรรมดาแต่ตอนนี้เธอกลับสวมด้วยชุดสูทประจำตัวของ Ms.Marvel และกำลังนั่งจุมปุ๊กรอใครบางคนอยู่บนดาดฟ้าตึก

 

“วันนี้มาเร็วกว่าปกตินะมิสมาร์เวล”

 

เสียงของผู้มาเยือนกล่าวขึ้นที่เบื้องหลังของเด็กสาวเหนือขึ้นไปเล็กน้อย คามาล่าหันขวับกลับไปหาแทบจะในทันที เสียงที่แสนคุ้นเคยแต่ไม่ว่าเมื่อใดเธอกลับไม่คุ้นชินเสียที คนคนนี้คือคนสำคัญของเธอ

 

“แครอล!!”

 

คามาล่ากระโจนเข้ากอดร่างหญิงสาวอายุมากกว่าในชุดสูท Captain Marvel เธอผู้นี้เอง แครอล เดนเวอร์ส เธอผู้เป็นฮีโร่ของคามาล่า บุคคลที่คามาล่าต้องการจะเป็น เธอรักแครอลมากกว่าใคร (หากตัดปีเตอร์ พาร์คเกอร์ออกไปแล้ว)

 

กัปตันมาร์เวลลูบแผ่นหลังของเด็กสาว กระชับกอดเธอแนบกายก่อนผละออก สายตาของเธอสำรวจชุดและรูปร่างของคามาล่าอีกครั้ง เธอขยับยิ้มเล็กๆ แต่กลับถอนใจออกมาแผ่วเบาเมื่อคิดถึงบางเรื่อง ไม่ว่าเมื่อใดแครอลก็ไม่สามารถทำใจเรื่องชื่อเดิมของเธอได้ ‘Ms.Marvel’ ไม่ว่าเมื่อใดเธอก็ไม่คุ้นชิน และไม่ว่าเมื่อใดเธอก็ไม่คุ้นกับการเป็น Captain Marvel ตำแหน่งที่คนสำคัญที่สุดของเธอเคยเป็น ‘ด็อกเตอร์ วอลเตอร์ ลอว์สัน’

 

“พร้อมจะไปกันหรือยัง?”

 

“แน่นอนค่ะ! พร้อมจนไม่รู้จะพร้อมยังไงแล้ว วู้ว!!”

 

แครอลยกมุมปากขึ้นยิ้มอีกครั้ง วันนี้พวกเธอสองคนนัดกันไปเที่ยว นี่เป็นเรื่องแปลกสำหรับคนอย่างแครอลเพราะเธอไม่ชอบการพักผ่อนแต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลส่วนตัวหรือเหตุผลใดเธอกลับรับปากคามาล่าว่าจะไปเที่ยวด้วยกันกับเธอ นัยน์ตาคู่สวยยังคงจ้องมองเด็กสาวสมญานาม Ms.Marvel กระเป๋าเป้ใบใหญ่ทำให้เธอคาดเดาว่าคามาล่าต้องเตรียมของไปเยอะมากแน่ๆ

 

ฮีโร่ในคราบบุคคลธรรมดาๆ ทั้งสองเลือกการเดินทางแบบปกติ จะให้บินไปกลับสำหรับกัปตันมาร์เวลนั้นง่ายแสนง่ายแต่กับมิสมาร์เวลอย่างคามาล่าคงจะลำบากสักหน่อย ถือว่าพวกเธอจะได้ใช้เวลาร่วมกันมากขึ้นก็ไม่เสียหายอะไร

 

ระหว่างการเดินทางแครอลและคามาล่าได้สนทนากันหลากหลายหัวข้อ ไม่ใช่เพียงเรื่องของการเดินทางแต่เป็นเรื่องของงานและหลายๆ สิ่งที่เคยผ่านมาในชีวิตของคนทั้งสอง เรื่องของมิสมาร์เวลอย่างที่แครอลเคยเป็นและเรื่องของมิสมาร์เวลในสายตาของคามาล่า ข่าน

 

… แครอลเอ็นดูคามาล่า …

 

… คามาล่ารักแครอล …

 

เธออาจรักแครอลมากจนเกินไป

 

 

 

“ทะเล!!! วู้ว!!”

 

เด็กสาวส่งเสียงร้องพร้อมกับชูมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ การมาเที่ยวครั้งนี้จะต้องเป็นอะไรที่สนุกมากแน่ๆ เธอคิดในใจแล้วเริ่มกระโดดไปมาแถมประโยคคำพูดมากมายก็พรั่งพรูออกมาไม่จบเสียด้วย เราจะไปเล่นน้ำกันเลยไหม? เราจะไปไหนก่อน? ที่พักเราอยู่ตรงไหน? เราควรทำอะไรก่อนดี!? คามาล่า ข่านคนเก่งของเรากระตือรือร้นเหมือนลูกลิง แครอลส่งเสียงหัวเราะเบาๆ

 

“ฉันตั้งใจจะพาเธอไปเล่นกระดานโต้คลื่น สนใจไหมสาวน้อย?”

 

คามาล่าตาลุกวาว แครอลเห็นได้อย่างชัดเจนว่าดวงตาของเธอเป็นประกายระยิบระยับสงสัยจะอยากเล่นเสียเต็มที่ หลังจากตกลงกันเรียบร้อยสองสาวจึงนำกระเป๋าขึ้นเก็บบนห้องพัก พวกเธอสวมด้วยชุดสูทดำน้ำสีดำสนิทแถบสีน้ำเงินเข้ม กระดานโต้คลื่นถูกยกขึ้นหนีบข้างลำตัวพาเดินมายังริมทะเล ในตอนนี้กัปตันมาร์เวลและมิสมาร์เวลพร้อมจะลงทะเลกันแล้ว

 

“ครั้งแรกเลยใช่ไหม?”

 

“ครั้งแรกเลยที่ได้มาเล่นโต้คลื่นแถมมากับคุณด้วย”

 

เด็กสาวยิ้มแก้มแทบปริ ไม่ว่าอย่างไรแครอล เดนเวอร์สก็เป็นที่หนึ่งของเธอเสมอ

 

“ฉันยังจำครั้งแรกที่เล่นกระดานโต้คลื่นได้ คนสำคัญของฉันเป็นคนสอนเหมือนที่ฉันกำลังจะสอนเธอ”

 

คามาล่าทราบอยู่ลึกๆ ว่าเธอหมายถึงใครแต่คามาล่าเลือกที่จะไม่พูดถาม ถึงเด็กสาวจะดูกระตือรือร้นและยังอ่อนวัยไปบ้างแต่เธอเข้าใจและรู้ว่าเวลาใดควรพูดเวลาใดไม่ควรพูด เธอยิ้มกว้างพร้อมกับส่งเสียงตอบรับเพื่อให้แครอลทราบว่าเธอพร้อมแล้ว

 

“ถ้าพร้อมแล้วเราก็ไปกันเถอะสาวน้อย”

 

 

 

หลายปีก่อนหน้านี้
 

 

“คุณไม่เคยเล่นกระดานโต้คลื่นสักครั้งเลยเหรอแครอล?”
 

 

ชายหนุ่มกล่าวถามหญิงสาวคนสนิทที่เดินอยู่ข้างกาย เสียงคลื่นทะเลที่ซัดเข้าชายฝั่ง แรงลมที่พัดปลิวไสว กลิ่นน้ำทะเลและแสงแดดสร้างบรรยากาศให้แก่พวกเขาทั้งสองได้มากทีเดียว แครอล เดนเวอร์ที่มีผมสีบลอนด์ทองยาวจนถึงแผ่นหลังหันไปยิ้มให้กับชายคนนั้น เธอคิดอยู่ในใจว่านัยน์ตาสีฟ้านั่นช่างดึงดูดเหลือเกิน
 

 

“ไม่เลย ฉันไม่ได้มีโอกาสออกมาบ่อยๆ”
 

 

“ให้ผมสอนคุณดีไหม?”
 

 

“ตอนนี้เลยเหรอด็อกเตอร์ลอว์สัน?”
 

 

“ใช่ ผมหมายถึงตอนนี้เลย”
 

 

ด็อกเตอร์วอลเตอร์ ลอว์สันหรือที่รู้จักกันในชื่อของ Captain Marvel ส่งรอยยิ้มให้กับเธอ สำหรับแครอลแล้ววอลเตอร์เตอร์คือคนสำคัญ คือคนที่อยู่กับเธอมาตั้งแต่ต้นและพวกเขาทั้งสองก็ได้ใช้เวลาร่วมกันมาเนิ่นนานไม่ว่าจะในฐานะเพื่อนมนุษย์หรือในฐานะของ Captain Marvel และ Ms.Marvel เขาเป็นคนเดียวที่แครอลไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับใครได้ วอลเตอร์เป็นคนเดียวที่เธอรัก
 

 

“ถ้าพร้อมแล้วเราก็ไปกันเถอะสาวน้อย”

 

 

Generations-Captain-Marvel-Capt-Mar-vell-1-The-Bravest-Marvel-Comics-Legacy-spoilers-13

 

Advertisements

[Marvel]Ghost Rider: Curfew

Standard
Title :  Curfew
Pairing :  The story between Ghost Rider and Jack O’Lantern (Lucifer)
Comics : Ghost Rider (Marvel Studio)
Writer : Zol Redfox
Note : กิจกรรม Week 5 ของ 
 “I see dead people”

 

3012434-sovgrzsvsluciferjackolantern1122.jpg

 

 

ตอนเด็กๆ ผมเคยถูกพ่อแม่บอกว่าถ้าเป็นเด็กดื้อปีศาจจะมาหา ถ้าหากเกเรปีศาจจะมาหลอก ด้วยวัยกำลังซนผมกับเพื่อนที่กำลังถึงวัยอวดเก่งจึงพากันออกไปทำอะไรที่เรียกว่า ‘เจ๋ง’  ตอนกลางดึก …วันนั้นเป็นวันที่ผมจะไม่ลืมเลย…

 

Single Lane Bridge

 

“Man, are you sure your dad won’t–?”

 

“Stop worryin’ about it, okay? He’s not waking up before his alarm clock goes off at six.”

 

“Yeah! But what are we doing?”

 

“We are put after ‘curfew’. We are brekin’ the law!!”

 

คืนนั้นเป็นครั้งแรกที่พวกเราหนีออกจากบ้าน พวกผมตั้งใจหนีเที่ยวทั้งที่อายุไม่ถึงสิบขวบเสียด้วยซ้ำ ผมชื่อว่ามาร์คัสส่วนเพื่อนของผมชื่อดอนนี่ พวกเราเดินไปตามทางถนนมืดๆ ไร้จุดหมายเพียงคิดว่าหนีออกจากบ้านมาได้นั่นก็เรียกว่าเจ๋งแล้วสำหรับเด็กวัยเพียงเท่านั้น ผมรู้สึกเหมือนตัวเองโตเป็นผู้ใหญ่ ทำเรื่องแหกกฎเอาไว้อวดคนอื่นว่าผมเก่งแค่ไหนมันจะต้องเท่มากๆ ต่างจากดอนนี่ เขาค่อนข้างหวาดระแวง ผมไม่โทษเขาเลยที่จะคิดแบบนั้นเพราะนั่นเป็นครั้งแรกที่พวกเราหนีออกจากบ้าน ผมไม่รู้หรอกว่าหนีออกมาแล้วจะไปทำอะไร กว่าจะรู้ตัวก็เดินห่างจากบ้านมาไกลจนถึงสะพานข้ามแม่น้ำเสียแล้ว

 

แสงไฟสลัวที่แสดงเด่นอยู่ไกลสายตาภายใต้ความมืดทำให้พวกเรามองเห็นอย่างชัดเจน ดอนนี่แทบกระโจนหลบหลังพุ่มไม้เมื่อรู้ว่ากำลังจะมีรถมุ่งหน้ามาทางนี้ เขากลัวถูกจับและถูกทำโทษแต่ผมซึ่งรู้สึกว่าตัวเองนั้นฉลาดและเก่งกว่าดอนนี่กลับพูดขึ้นว่า

 

“It’s not a cop car, man. It’s not a car! There’s only one headlight, okay? Just a motorcycle.”

 

“Oh.. okay.”

 

ดอนนี่แสดงท่าทางโล่งใจเมื่อเขาได้ฟังผมพูดอธิบาย ถูกต้องแล้ว.. นั่นไม่ใช่รถยนต์ ไม่ใช่รถตำรวจ ไม่ใช่แม้แต่รถมอเตอร์ไซค์ด้วยซ้ำ ผมคิดผิด… คุณอาจนึกไม่ถึงว่าเด็กชายสองคนที่พยายามหนีเที่ยวกลางคืนครั้งแรกและครั้งสุดท้ายกำลังอ้อนวอนให้พวกเขาเจอรถตำรวจดีกว่าสิ่งที่ปรากฏให้เห็นตรงหน้า วินาทีนั้นผมไม่ทันได้คิดเสียด้วยซ้ำว่าสิ่งนั้นคืออะไร กว่าจะตั้งสติได้ผมก็ออกวิ่งโดยมีดอนนี่ตามมาไม่ห่าง แสงไฟที่เราเห็นเป็นไฟที่ออกมาจากหัวฟักทองขนาดใหญ่ …พวกเราถูกฟักทองเรืองแสงวันฮาโลวีนไล่หลัง! คุณอาจคิดว่ามันตลก แต่สำหรับผมแล้วผมรู้ทันทีว่าสิ่งที่พ่อกับแม่บอกเป็นเรื่องจริง ผมดื้อและเกเรปีศาจถึงตามตัวผม

 

หัวฟักทองนั่นไล่ตามเรามาติดๆ มันทำท่าเหมือนจะเขมือบเราเข้าไปให้ได้ ใบหน้าแสนน่ากลัวที่แสดงออกมาอย่างสยดสยองผมไม่มีวันลืมมันได้เลย พวกเราวิ่งมาถึงกลางสะพานผมตัดสินใจตะโกนบอกดอนนี่ ‘We gotta jump, Donnie!!!’ ร่างของผมกระโจนออกจากสะพานแทบจะทันทีที่ให้สัญญาณดอนนี่ว่า ‘Jump!!!’ ผมหล่นลงไปใต้น้ำ แสงสว่างวาบสีส้มเหนือผิวน้ำนั้นผมเห็นมันอย่างชัดเจน ใจของผมแม้จะรู้สึกกลัวแต่ก็ต้องพยายามเอาตัวรอด มันเป็นสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอด

 

ไม่กี่วินาทีหลังจากที่แสงสีส้มนั่นหายไปผมถึงพาตัวเองลอยกลับขึ้นมาเหนือผิวน้ำอีกครั้ง เจ้าแจ็ค โอแลนเทิร์นนั่นหายไปแล้ว

 

“Donnie!! Where are you!!?”

 

ไร้ซึ่งเสียงตอบรับจากดอนนี่ โชคยังดีที่ผมมองเห็นฟองอากาศและแขนที่ชูขึ้นมาเหนือน้ำ ผมรีบคว้าเขาไว้แล้วพากลับขึ้นฝั่งในทันที ถึงจะยากลำบากแต่ผมก็พาทั้งตัวเองและดอนนี่กลับขึ้นมาได้สำเร็จ วินาทีนั้นผมเชื่อสนิทใจว่าพวกเรารอดแล้ว แต่นั่นเป็นอีกครั้งที่ผมคิดผิด มือเล็กๆ ของผมสังเกตเห็นบางอย่างบนฝ่ามือรอยเลือดที่ไม่ใช่ของผม ผมแน่ใจว่าเป็นของดอนนี่  เขาบาดเจ็บ?!

 

“You are bleeding man. Are you—”

 

เสียงของผมเหมือนถูกกลืนหายไปเมื่อสายตาหันไปพบกับดอนนี่ ผมไม่สามารถพูดคำใดออกมาได้อีก ผมอยากร้องตะโกน อยากกรีดร้อง อยากร้องไห้ สติของผมแตกกระเจิงและตกอยู่ในสภาวะช็อค จะกรีดร้องตะโกนหรือร้องไห้ผมยังทำไม่ได้เลย ผมเหมือนกับหยุดหายใจไปแล้ว ใช่..ผมเหมือนกับหยุดหายใจแต่ดอนนี่… ดอนนี่เขาไม่อาจจะหายใจได้อีกแล้ว ผมช่วยเขาไม่ได้ไม่ใช่เพราะผมทำซีพีอาร์ไม่เป็นแต่ศีรษะของดอนนี่… ศีรษะของดอนนี่หายไป… ตรงพื้นหญ้านั้นมีเพียงรอยเลือดสาดกระจายกับร่างของอดีตเพื่อนชายของผม ผมตัวสั่นไม่หยุดไม่รู้ว่าเป็นเพราะความหนาวหรือเพราะความกลัว

 

ผมพยายามตั้งสติแต่มันทำได้ยากเมื่อเห็นร่างไร้ศีรษะของเพื่อนชาย กองเลือดที่กระจายอยู่บนพื้นทำให้ผมอยากถอยหนีและร้องไห้ ผมกรีดร้องอยู่ในใจภาวนาให้มันเป็นเพียงความฝันที่ผมจะตื่นขึ้นในตอนเช้า ผมภาวนาให้มันเป็นเพียงฝันร้าย… ในตอนเช้าผมจะพบกับดอนนี่ เขาจะยิ้มให้ผมและผมจะบอกกับเขาว่าเราจะเป็นเด็กดีและเชื่อฟังคำพูดของพ่อแม่ ผมอ้อนวอนอยู่ในใจแต่เหมือนไม่ใช่เพียงผมคนเดียวที่รับรู้ถึงความคิดเหล่านั้น

 

“I can live your life, Marcus.”

 

เสียงที่ทำเอาผมเสียวสันหลังวาบดังขึ้น ผมหันขวับกลับไปในทันที ‘แจ็ค โอแลนเทิร์น’ ที่ตอนนี้ลอยอยู่ตรงหน้าของผม มันกำลังพูด… ก่อนหน้านี้มันมีเพียงหัวฟักทองกับรอยยิ้มน่าสยดสยองแต่ตอนนี้ร่างของมันไม่ได้แตกต่างจากมนุษย์เลยแม้แต่น้อย ร่างของมันยืนอยู่บนสิ่งที่ช่วยให้มันสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระราวกับบินได้ แม้บนใบหน้าจะปรากฏรอยยิ้มแต่ผมเห็นชัดว่ามันฉีกยิ้มมากกว่าเคย

 

“But it will cost by your soul.”

 

“………”

 

“Deal?”

 

ผมตัดสินใจยื่นมือออกไปหาเจ้าแจ็ค โอแลนเทิร์น ผมไม่อยากตาย ไม่อยากให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นแต่ผมทำอะไรไม่ได้ผมเป็นแค่เด็กอวดเก่งคนหนึ่งเท่านั้นเอง หากว่าการทำสัญญากับความกลัวจะช่วยให้ผมรอดชีวิตผมก็จะทำ ผมไม่คิดลังเลในตอนนั้น มือของผมยื่นไปหาแจ็คโอแลนเทิร์นแต่แล้วเสียงบางอย่างกลับดังขึ้น ร่างของแจ็ค โอแลนเทิร์นถูกโอบล้อมด้วยสายโซ่โลหะอันใหญ่ มันพูดกับผม

 

“We will talk again, kid. SOON!”

 

ไม่ทันสิ้นสุดประโยคศีรษะของมันกลับหลุดออกจากร่าง แรงกระชากที่ลำตัวพามันลอยไปไกลโดยที่หัวยังอยู่ตรงหน้าของผม ผมอ้าปากค้างมองสิ่งที่เกิดขึ้น เสียงมอเตอร์ไซค์กระหึ่มดังมาจากอีกทาง ร่างของผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนนั้น เขาใช้สายโซ่รัดร่างของแจ็ค โอแลนเทิร์นและลากมันไถลไปกับพื้นถนนแสนขรุขระ

 

“I’m busy. Get me back there now.”

 

นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่ผมได้ยินจากแจ็ค โอแลนเทิร์น ผมไม่รู้ว่าในตอนนั้นกำลังคิดอะไรแทนที่จะวิ่งกลับบ้านผมดันวิ่งตามหลังมอเตอร์ไซค์คันนั้น กว่าผมจะตามมาทันร่างของแจ็ค โอแลนเทิร์นก็ลงไปนอนอยู่บนพื้น ผมเดาว่ามันถูกรถบรรทุกที่จอดอยู่ตรงนั้นชน ตอนนั้นผมรู้สึกมีความหวังอย่างน่าประหลาด ชายที่เข้ามาช่วยผม..ชายคนนั้นบางทีเขาอาจไม่ได้มาช่วยผม เขาอาจกำลังทำหน้าที่บางอย่าง

 

ทั้งที่ผมควรจะกลัวแต่ผมกลับไม่รู้สึกกลัวเลยสักนิด มันอาจจะเป็นความตื่นเต้น.. มันอาจจะเป็นอะไรสักอย่าง ผมอาจบ้าไปแล้วเพราะชายคนนั้นตามจริงดูน่ากลัวไม่ต่างกัน เขาเป็น ‘ปีศาจ’ ที่อยู่บนรถมอเตอร์ไซค์ ชุดหนังห่อคลุมร่างที่ไร้ซึ่งผิวกาย เขามีเพียงโครงกระดูก หัวกะโหลกของเขามีเปลวเพลิงลุกโชดช่วงจนผมรู้สึกได้ว่ามันร้อนมากกว่าที่เห็น นั่นใช่เพลิงจากนรกหรือเปล่า นี่…ผมตายแล้วหรือเปล่า?

 

“Devil you should go back to hell!”

 

“Hmm? What did you say?”

 

เจ้าโอแลนเทิร์นลุกขึ้นมาอีกครั้ง หัวฟักทองของมันแตกกระจายจากแรงกระแทกแต่ไม่นานก็กลับคืนสู่สภาพเดิม ชายในชุดเสื้อหนังคนนั้นดึงสายโซ่กลับเข้ามาเขาพูดอะไรบางอย่างผมได้ยินไม่ชัดเลยสักนิดเดียว ผมแอบอยู่แถวนั้นมองการต่อสู้ของปีศาจทั้งสองตัว คุณคงคาดไม่ถึงว่าการต่อสู้นั่นเหมือนกับหนังแอ็คชั่นหรือการ์ตูนเพียงแต่นี่เป็นโลกจริง ผมอยู่ท่ามกลางสิ่งเหนือธรรมชาติและผมจะไม่มีวันลืมมันเลย

 

“Nice… try … Devil.”

 

หัวกะโหลกเพลิงส่งเสียงออกมาคำต่อคำเมื่อแจ็ค โอแลนเทิร์นยิงลำแสงกระแทกอย่างแรง ผมเห็นอย่างชัดเจนว่าหัวกะโหลกนั่นแตกกระจายเป็นชิ้นๆ แต่หัวกะโหลกของเขากลับสามารถคืนสู่สภาพเดิมราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เขาเดินก้าวเข้าใกล้พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่น่าขนหัวลุกไม่ต่างจากเจ้าฟักทองนั่น

 

“But you’re only delaying the—”

 

“Inevitable? Yeah.. duh. Do you wanna know why?”

 

ผมเผลอกลั้นหายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า การปะทะกันของปีศาจทั้งสองเริ่มแผ่ขยายไปในวงกว้าง เสียงที่พวกเขาคุยกันผมได้ยินไม่ค่อยถนัด จับใจความได้แค่ว่าแจ็ค โอแลนเทิร์นต้องการสูบวิญญาณของทุกคนในเมือง Sleepy Hollow  ผมไม่อาจรออยู่ตรงนั้นได้อีก ร่างผอมๆ ของผมกระเด้งลุกขึ้นจากที่หลบซ่อนพร้อมก้าวเท้าออกวิ่งเพื่อกลับไปหาพ่อกับแม่เล่าเรื่องดอนนี่และสิ่งที่เกิดขึ้น ใครจะไปคิดว่าการตัดสินใจที่จะทำอะไรเจ๋งๆ เพียงครั้งเดียวจะเกิดเรื่องพวกนี้ขึ้นได้ ผมไม่รู้เรื่องราวหลังจากนั้นอีกนอกจากคำพูดปากต่อปากที่ว่ามีผีดิบผุดขึ้นมาจากสุสานมุ่งหน้าไปยังบ้านของนายอำเภอ เขาสู้สุดใจโดยมีปีศาจหัวกะโหลกนั่นคอยช่วยเหลือ

 

ผมคะยั้นคะยอให้นายอำเภอโอคอนเนอร์เล่าเรื่องให้ฟังทั้งหมดแต่เขาไม่เคยคิดเล่าเรื่องราวเหล่านั้นเลยหลังจากที่ทั้งหมดจบลง ความช่วยเหลือจากปีศาจกะโหลกไฟที่นายอำเภอเรียกว่า ‘Ghost Rider’

 

 

EPSON scanner image

[Marvel]Dark Reign: Frostiness (2)

Standard
Title :  Frostiness (2)
Pairing :  Victor Von Doom and Loki + Tony Stark
Comics : Dark Reign: The Cabal (Marvel Studio)
Writer : Zol Redfox

 

วันเทศกาลแม้จะเป็นตอนเช้าแต่กลับเริ่มครื้นเครงตั้งแต่หัววัน เสียงละเล่นและเสียงเพลงจากภายนอกปราสาทไม่ได้ปลุกให้วิคเตอร์ วอน ดูมตื่นขึ้นต่างจากเทพแอสการ์ดเช่นโลกิ โลกิในร่างของสตรีลุกขึ้นนั่งโดยมีเพียงผืนผ้าห่มคลุมปกปิดห่อตัวที่เปลือยเปล่า เธอหันใบหน้าคมสวยนั้นไปยังชายผู้ซึ่งนอนหลับอยู่ข้างกายมอบจุมพิตลงที่ข้างขมับก่อนจะขยับตัวลงจากเตียง ฝ่าเท้าที่เหยียบลงบนพื้นหินนั้นรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาแทบจะทันทีแต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของยักษ์น้ำแข็งเช่นเธอ เธอชอบความเย็น

 

ภายนอกกรอบหน้าต่างบานโตมองจากตรงนี้สามารถมองเห็นวิวได้ไกลสุดสายตา หากเป็นฤดูใบไม้ผลิคงจะสวยมากกว่าสีขาวโพลนที่ปกคลุมไปจนทั่ว อย่างน้อยที่หมู่บ้านก็มีสีสันสวยงาม คิดแล้วก็อยากเข้าไปก่อกวนเหล่าประชาชนเสียจริงถือว่าเป็นการปั่นหัวดูมอีกทางเพียงคิดก็สนุกขึ้นมาแล้วสิ มิดกาเดี้ยนแสนชาญฉลาดผู้นี้จะทำเช่นไรกันหากว่าเธอลงไปป่วน

 

“You got up early, Loki.”

 

น้ำเสียงยามตื่นนอนของวิคเตอร์ฟังดูเซ็กซี่กว่ายามปกติเสียอีก โลกิคิดเช่นนั้น เธอคลี่ยิ้มกว้างแล้วเดินลากผืนผ้าห่มกลับมายังเตียงนอนพร้อมทั้งทิ้งร่างลงทับผู้เป็นเจ้าของห้องโดยทันที ร่างเปลือยเปล่าของทั้งคู่เข้าสัมผัสกันอีกครั้งนัยน์ตาสีอ่อนของดูมสบมองมายังเธอราวกับกำลังตั้งคำถาม เหตุใดโลกิถึงเดินกลับมานอนทับบนตัวของเขา แม้จะไร้ซึ่งคำพูดกล่าวแต่เหมือนว่าเทพแอสการ์ดจะเข้าใจแม้เพียงสบตามอง

 

“It’s so cold. Hold me tight, Doctor.”

 

เธอยิ้มทะเล้นพร้อมทั้งเบียดกายเข้าหา ใบหน้าสวยวางลงแนบใกล้กับบ่าซุกอยู่ไม่ห่างรอวิคเตอร์ วอน ดูมโอบกอดร่างเปลือยเปล่าของเธอ การเสนอเรือนร่างไม่ได้ถูกตอบปฏิเสธ การที่ดูมโอบกอดเธอไม่ใช่เพราะทำตามคำสั่งแต่เขาต้องการกอด กอดที่อาจจะแฝงด้วยอารมณ์และความคิดบางอย่าง

 

“You need to have a bath.”

 

“Not now… I want to stay here. I don’t want to leave you.”

 

ประโยคคำพูดที่แม้จะพยายามแสดงออกอย่างยียวนกวนประสาทแต่กลับมีอารมณ์หนึ่งแฝงอยู่ภายใต้นั้น ดูมสัมผัสได้ เขารู้สึกและรับรู้ได้ การที่โลกิมาหาเขาที่นี่ในครั้งนี้ไม่ใช่เพราะต้องการพักผ่อนเพียงอย่างเดียว เธอต้องการพักใจ แม้จะต้องการรู้เรื่องที่อีกฝ่ายผ่านพบมาแต่วิคเตอร์กลับเลือกที่จะเพิกเฉย

 

“I must go.”

 

“Don’t leave me.”

 

แอสกาเดี้ยนกล่าวพูดขัดขึ้นแทบจะในทันที เธอหลับตาลงนอนทับอยู่บนร่างของจอมวายร้ายเช่นด็อกเตอร์ดูมโดยไม่คิดจะขยับตัวไปไหนในยามนี้ พวกเขาทั้งคู่คงอยู่เช่นนั้นไปอีกสักพักใหญ่จนกว่าจะมีใครมาเรียก

 

 

“Master Doom, it’s time to show you in the public.”

 

โบริส ชายชราคนสนิทเดินเข้ามาภายในห้องนอนขนาดกว้าง บนพื้นห้องมีชุดเสื้อผ้ากองวางไว้อยู่ที่มุมหนึ่งเขาทราบโดยทันทีว่าผู้มาเยือนจะสวมด้วยชุดเสื้อผ้าตัวใหม่ โลกิในตอนนี้กำลังแต่งตัวด้วยชุดสีเขียวเข้ารูปประดับตกแต่งชุดอย่างสวยงามจนใครต่อใครต่างต้องหันมองเมื่อพบเจอ ไม่นึกเลยว่าดูมจะมีชุดของเธอเตรียมไว้ให้ ขณะเดียวกันวิคเตอร์ก็จัดแจงตนเองจนแล้วเสร็จ เขาสวมด้วยชุดเหมาะกับฤดูกาล ชุดเสื้อคลุมที่มีขนสัตว์ฟูฟ่องเช่นเดียวกับตัวที่โบริสเดินนำไปคลุมให้แก่โลกิ

 

“You make me shy, Victor. We look like a King and Queen~ ”

 

เขานึกไว้แล้วว่าโลกิต้องกล่าวพูดออกมาเช่นนั้น ท่าทางของเธอดูดี๊ด๊ามากกว่าก่อนหน้า ดูมมองเธอไม่วางตา ชุดที่ตนสั่งตัดโดยเฉพาะนั้นเหมาะกับตัวโลกิอย่างพอดิบพอดี สายตาของดูมมองสำรวจเธออย่างครุ่นคิด พิจารณาถึงเรื่องอื่นหาใช่เรื่องของชุดเสื้อผ้าที่ตนทราบอยู่แล้วว่าจะต้องออกมาดูดี

 

“What are you thinking?”

 

“I think you should go with me. The Latverian will know who you are.”

 

“AHAM! Midgardian! Say it again. Show me to your people for what?”

 

ดูมไม่ได้กล่าวตอบแม้ว่าโลกิจะพยายามเข้ามาเย้าหยอกหรือเขี่ยนิ้วมือเข้ากับหน้ากากโลหะ เขากลับนิ่งเฉยราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ส่วนโลกิก็ยอมถอยห่างออกไปเอง การที่เธอเงียบไปนั้นไม่ใช่เพราะกลัวว่าวิคเตอร์จะรู้สึกกวนใจแต่เธอต้องการจ้องมองบุรุษข้างกายในทุกอิริยาบถ วิคเตอร์ยังคงดูน่าเกรงขามและองอาจ ไร้ซึ่งความอ่อนแอ การซ่อนสิ่งเหล่านั้นภายใต้ส่วนลึกของจิตใจกลับทำให้น่าค้นหามากขึ้นเธอต้องการจะเห็นความอ่อนแอนั้นของวิคเตอร์ วอน ดูม

 

แม้โลกิจะคิดกับตัวเองเช่นนั้นแต่สายตาที่จ้องมองกลับมองด้วยความรู้สึกความรู้สึกหนึ่ง เธอได้บอกกับวิคเตอร์ในสิ่งที่ต้องการกล่าวมาโดยตลอดเมื่อคืนวานนี้ ใจลึกๆ ก็แอบหวังให้อีกคนจดจำแต่ความเป็นจริงวิคเตอร์จะไม่มีวันจดจำคำเหล่านั้น วิคเตอร์จะไม่มีวันนึกถึงและนำข้อความเหล่านั้นกลับมาขบคิดเพราะอีกคนจะนึกอยู่เสมอว่าคำพูดที่ถูกเปล่งออกมาในสถานการณ์นั้นเป็นคำโกหก เป็นเพียงการเย้าหยอกตามประสาเทพีแสนเจ้าเล่ห์มากด้วยเล่ห์เหลี่ยมเช่นเธอ

 

โลกิไม่ได้เข้าไปเกาะแกะดูมในยามนี้แม้เธอคิดจะกระทำแต่สิ่งที่เธอแสดงออกคือการเดินขนาบข้างเจ้าของชุดเกราะตัวโต ไม่ว่าจะมองอย่างไรผืนผ้าคลุมของพวกเขาก็เป็นแบบเดียวกัน ดูมจงใจอย่างเห็นได้ชัด ครู่หนึ่งที่เธอนึกถึง ‘โทนี่ สตาร์ค’ ใครมีสิทธิ์ในตัวด็อกเตอร์ดูมมากกว่ากัน เทพแอสกาเดี้ยนเช่นเธอหรือมหาเศรษฐีอย่างโทนี่ สตาร์ค โลกิมั่นใจว่าคือเธอไม่ใช่มิดกาเดี้ยนขี้เต๊ะผู้นั้น

 

เธอคิดเข้าข้างตัวเอง ครั้งนี้เทพแอสการ์ดเช่นโลกิเป็นผู้ชนะ เธอขยับยกมุมปากอย่างพอใจ สตาร์คถูกเขี่ยทิ้งไปแล้ว ความจริงความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่เคยมีโอกาสเป็นไปได้เสียด้วยซ้ำตราบใดที่ยังถูกจั่วหัวว่าเป็นฮีโร่กับวายร้าย ผู้ที่มีสิทธิ์เหนือกว่ายามนี้คือเธอ ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับวิคเตอร์แน่นแฟ้นไม่เสื่อมคลายแม้จะคอยหักเหลี่ยมกันอยู่บ่อยครั้งแต่แผนที่แสนแยบยลมากมายกลับสร้างผลประโยชน์ร่วมกันมากกว่าการทำลาย ความสัมพันธ์ของพวกเขาถึงยืนยาวเสียยิ่งกว่าไอออนแมน

 

 

การที่ดูมจะสนใจและรู้สึก ‘ชอบ’ ใครสักคนน้อยนักที่จะไร้ซึ่งการแอบแฝงผลประโยชน์ ใช่ว่าโลกิจะไม่รู้เรื่องระหว่างโทนี่ สตาร์คกับวิคเตอร์ วอน ดูม บางโอกาสโลกิมักจะแวะเวียนมายังลัตวีเรียยามเมื่อรู้สึกเบื่อหน่ายหรือต้องการพูดคุยกับเพื่อนเก่า โลกิมักมาในรูปลักษณ์ที่หลากหลายบ้างก็แฝงเป็นลัตวีเรียน บ้างก็มาในรูปลักษณ์ของบุรุษรูปงามเดินเตร็ดเตร่ร่วมกับประชาชนของดูมแต่โดยส่วนมากโลกิมักจะเข้ามายังปราสาทโดยตรง เธอเคยมาในรูปลักษณ์ของบุรุษหลายครั้งแต่น้อยนักที่จะปรากฏตัวให้ดูมได้จับต้อง ที่น่าประหลาดใจคือหลานสาวของดูม ‘วัลเลเรีย ริชาร์ดส์’ รับรู้ได้ไวกว่าใครอื่น เด็กหญิงมักทราบอยู่เสมอเวลาโลกิอยู่ที่นั่น

 

ครั้งหนึ่งโลกิได้บังเอิญผ่านมาเยี่ยมเยียนลัตวีเรียในช่วงเวลาที่ดูมและสตาร์คใช้เวลาร่วมกัน ที่ที่สตาร์คอยู่ตรงนั้นเคยเป็นของเธอ มันเคยเป็นมาตลอดตั้งแต่ก่อนที่ ‘นอร์แมน ออสบอร์น’ หรือ ‘กรีนก็อบลินส์’ จัดตั้ง ‘The Cabal’ ขึ้นมา สถานที่นั้นทำให้โลกิและดูมมีโอกาสพบกันมากกว่าเคย  หลังจากที่ดูมออกจากที่นั่นดูเหมือนเธอจะหายหน้าหายตาไปนานจนเกินไป ที่ที่เธอเคยอยู่จึงถูกแทนด้วยมหาเศรษฐีอย่างโทนี่ สตาร์ค ไม่ใช่ความผิดของใครแม้แต่คนเดียว ความสัมพันธ์ในสถานะอื่นของพวกเขาทั้งสองไม่เคยชัดเจนต่อกันเลย

 

“You need me because you want me or you need me because you really need me, Doom?”
 

 

“Shut up, metal man. Doom will not answer your questions. Then stop asking.”
 

 

“Come on! You put me in so tell me!”

 

แน่นอนว่าวอน ดูมไม่ยอมพูดตอบแม้สตาร์คจะพยายามกล่าวถาม เมื่อถูกบ่ายเบี่ยงและเก็บเงียบไม่ปริปากพูดฝ่ายที่พูดไม่หยุดก็คือโทนี่ สตาร์ค อีกคนสาธยายเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์มากมายไม่มีทีท่าว่าจะหยุดต่างจากดูมที่นั่งท้าวแขนกับพนักโซฟาตัวโตฟังเสียงแสนน่ารำคาญของสตาร์คซึ่งนั่งอยู่บนเตียงนอนหลังโต

 

โลกิไม่ค่อยเข้าใจเรื่องที่ถูกกล่าวออกจากปากของบุรุษทั้งสอง สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทั้งสองกำลังทำร่วมกันนั้นคือเรื่องใด? นี่อาจเป็นสิ่งที่ทำให้เธอแพ้ทาง โชคยังดีที่วิคเตอร์มีความกระหายในเรื่องเวทมนตร์คาถา แม้จะเป็นนักวิทยาศาสตร์แต่เขากลับเรียนรู้ศาสตร์ที่เหนือธรรมชาติได้อย่างน่าทึ่ง ไม่นึกแปลกใจเลยว่าเหตุใดดูมถึงชอบที่จะจับสิ่งต่างๆ มาศึกษาและทดลอง ด้วยสาเหตุนี้เองที่ทำให้โลกินำสิ่งที่วิคเตอร์ต้องการมามอบให้ ‘แอสกาเดี้ยน’

 

 

“Loki”

 

“Yes?”

 

วิคเตอร์ ดูมเอ่ยเรียกเมื่อเห็นว่าเธอเงียบมาตลอดทางเดิน ภาพในอดีตหวนย้อนกลับคืนมาให้โลกิเห็นราวกับเพิ่งเกิดได้ไม่นานนี้ ดวงตาซึ่งไร้ความก้าวร้าว เกรี้ยวกราดแปรเปลี่ยนเป็นความห่วงใยแม้จะเพียงน้อยนิดแต่เธอกลับได้รับมันอีกครั้ง รอยยิ้มของเทพมุสาขยับยกเพียงเล็กน้อย ความอ่อนแอคือการแสดงออกอารมณ์ให้อีกฝ่ายได้รับรู้มากจนเกินไป โลกิไม่ต้องการเช่นนั้น แต่แม้จะพยายามปฏิเสธใจลึกๆ เธอกลับโหยหา.. เขาโหยหาไม่ว่าจะอยู่ด้วยรูปลักษณ์ใด ไม่ว่าจะสถานะใดที่พักใจของเธอยังคงเป็นที่ลัตวีเรีย

 

“You worry about me how sweet you are, Victor.”

 

“You have something in your mind. You are here because you need someone.”

 

“Today you think too much about me. What happened with real Victor Von Doom hmm?”

 

โลกิบ่ายเบี่ยงคำถามและคำตอบด้วยประโยคและรอยยิ้มแสนยียวน เธอแสร้งเป็นไม่สนใจข้อความที่ดูมพยายามจะสื่อถึง ยิ่งดูมซักถามและแสดงความห่วงใยมากขึ้นมันกลับทำให้หัวใจของเธอสั่นคลอน การที่เธอมาอยู่ที่ลัตวีเรีย การที่เธอตั้งใจมาอยู่ที่นี่เหตุผลที่ทำให้เธอไม่อาจทนอยู่กับมันได้ แม้โลกิจะโหยหาอ้อมกอดมากเพียงใดแต่กลับไม่สามารถร้องขอได้เลย เทพมุสาไม่สามารถแสดงออกถึงความต้องการเหล่านั้นได้ ผู้ใดที่แสดงความต้องการในตัวของอีกฝ่ายก่อนคือผู้แพ้ นี่คือกฎที่พวกเขาทั้งสองต่างรู้แก่ใจ ‘Stop asking.. Stop feels sorry to me Victor because I want you more.’ นั่นคือคำพูดภายในใจลึกๆ ที่ถูกแสดงออกในรูปแบบรอยยิ้มแสนเจ้าเล่ห์ของโลกิ

 

“We have a festival today you should go with me. I know the Asgardian like you love music and food.”

 

“You ask me for a date right?”

 

“Whatever you think. I’m just asking because you are my guest.”

 

ใบหน้าเปื้อนยิ้มของเธอดูมีความสุขมากกว่าเก่า ในใจก็อยากจะไปสร้างปัญหาให้แก่ดูมอยู่หรอกแต่คงทำได้เพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น หากเธอทำให้ดูมหัวเสียและโกรธขึ้นมาจริงๆ ครั้งนี้คงไม่มีสถานที่ใดให้เธออยู่พักใจเป็นแน่

 

หลังจากที่ดูมต้องพบปะเหล่าประชาชนและพูดสุนทรพจน์สั้นๆ โดยที่เธอยืนอยู่ข้างกายตลอดเวลา ในยามนี้จึงถึงเวลาที่จะพาโลกิออกไปยังหมู่บ้าน เดินเที่ยวเล่นงานเทศกาลแม้จะไม่ใช่วิสัยของดูมแต่คงดีกว่าจะเก็บตัวเพียงเงียบๆ ภายในปราสาท เหตุผลหนึ่งคือเขาต้องการโอ้อวดว่าลัตวีเรียยิ่งใหญ่ไม่ได้แตกต่างจากแอสการ์ด ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งคือต้องการให้เหล่าลัตวีเรียนเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างดูมและชาวแอสการ์ดยังคงเป็นไปด้วยดี โลกิเปรียบเสมือนตัวแทนประชาชนกลุ่มนั้น

 

งานเทศกาลดูครึกครื้นและรื่นเริงตลอดวัน เด็กๆ พากันวิ่งเล่นแม้อากาศจะหนาวเย็นมากก็ตาม ชุดตัวหนาของพวกเขาทำให้โลกิคิดอยากจะลองสวมใส่บ้าง ถึงจะคุ้นเคยกับอากาศเช่นนี้แต่เธอก็ต้องการความอบอุ่นเสียอยู่ดี เธอไม่นึกเลยว่าหลังจากผ่านอะไรหลายอย่างมาชาวลัตวีเรียยังคงมองเธอไม่ได้แตกต่างจากเคย พวกเขามองเทพที่มากซึ่งเล่ห์เหลี่ยมและกลอุบายราวกับเธอเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเล็กๆ แห่งนี้ โลกิไม่อาจปฏิเสธได้ว่านั่นทำให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นมา วิคเตอร์ไม่ได้โกหกเลยแม้แต่คำเดียว ลัตวีเรียยินดีต้อนรับเธอเสมอไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไหร่

 

ความสบายใจของโลกิทำให้ด็อกเตอร์ดูมไม่คิดเข้าไปขัด หากตัดเรื่องเทพออกไปแล้วโลกิไม่ได้แตกต่างจากมนุษย์คนหนึ่งแม้แต่น้อย เขาอยากจะวางใจในเรื่องนั้นแต่ก็ไม่สามารถทำได้เต็มร้อย ขณะที่ดูมคิดจะพักในหัวของแอสกาเดี้ยนผู้นี้อาจกำลังวางแผนบางอย่างอยู่ก็เป็นได้ ถึงพวกเขาทั้งสองกำลังพักแต่ก็ต้องมีแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินเสียอยู่ดี

 

“You are beautiful, my lady.”

 

“Thank you, young lady. I think you are so beautiful more than me.”

 

โลกิกล่าวพูดพร้อมมอบรอยยิ้มแลกกับดอกไม้ดอกเล็กที่เด็กหญิงมอบให้แก่เธอ โลกิอาจจะรู้สึกว่าเป็นราชินีของลัตวีเรียไปแล้วจริงๆ ก็เป็นได้ ชาวลัตวีเรียดูรักเธอ นอกจากนำของทำมือและอาหารมาให้แล้วพวกเด็กๆ ยังมาชวนไปละเล่นร้องเพลงเสียอีก ดูมไม่คิดปฏิเสธตราบใดที่โลกิไม่ได้ก่อความวุ่นวายให้แก่เขาและประชาชน

 

วิคเตอร์ ดูมไม่มีโอกาสอยู่ร่วมกับประชาชนของเขานานเท่านี้มาก่อนโดยปกติเขาเพียงพบหน้ากันสั้นๆ แล้วกลับไปวางแผนชั่วร้ายไม่ก็พักผ่อนสำหรับเตรียมพร้อมในหลายๆ เรื่อง เห็นได้ชัดว่าหลายคนยังรู้สึกเกร็งและเกรงกลัวอำนาจของวิคเตอร์ นั่นนับเป็นเรื่องที่ดีเพราะคนเช่นดูมไม่คิดจะก้มหัวให้ใครอีก อำนาจของเขาไม่ได้มาจากการกดขี่แต่มาจากการสร้างความเชื่อมั่นและเป็นที่ยอมรับ ดูมเคยอยู่ในช่วงเวลาที่เลวร้ายและตกต่ำดังนั้นเขาจึงพยายามไม่ทำให้ประชาชนต้องตกอยู่สภานการณ์เช่นที่เขาเคยผ่านมา

 

เวลาล่วงเลยไปหลายชั่วโมงจนท้องฟ้าเริ่มไร้ซึ่งแสงแดด อากาศเย็นตัวขึ้นในทุกขณะ ผู้คนเริ่มนั่งพักและดื่มทานอาหารสำหรับมื้อเย็น นี่คงถึงเวลาที่พวกเขาต้องกลับเข้าปราสาทแล้วเช่นกัน ดูมคล้องแขนกอดอกระหว่างยืนเฝ้ามองโลกิ เทพแอสการ์ดยังคงรื่นเริงเธอนั่งเล่าเรื่องราวมากมายให้เหล่าผู้คนของเขาได้รับฟังขณะดื่มเครื่องดื่มแถมเย้าหยอกหว่านเสน่ห์ใครต่อใครไปทั่วเสียอีก

 

“Don’t be jealous, Victor. I always choose you.”

 

โลกิกล่าวหยอกเย้าพร้อมทั้งเขี่ยปลายนิ้วมือลงใต้ปลายคางซึ่งถูกปกป้องด้วยชุดเกราะโลหะของดูม เธอคลี่ยิ้มยั่วยวนก่อนลุกขึ้นเดินนำไปเป็นคนแรก การใช้เวลากับเรื่องพวกนี้ทำให้เธอสบายใจ รู้สึกสนุกและผ่อนคลายจนต้องการอยู่ที่นี่ไปตลอด เธออยากจะอยู่ตลอดไปแต่ก็ทราบแก่ใจว่าคงเป็นไปไม่ได้ จอมวายร้ายอย่างพวกเขาทั้งสองมาอยู่ด้วยกันนอกจากจะถูกจับตามองเป็นพิเศษแล้วคงได้มีแต่ใครใครแวะมาเยี่ยมเยียนไม่หยุดหย่อน คิดแล้วก็น่าเสียดายอยู่เหมือนกัน

 

“If you choose Doom you will not go back.”

 

“Sorry..? What?”

 

“You are clever more than I think, woman. You know what I mention to.”

 

ประโยคของวิคเตอร์ทำให้เธอต้องแสดงสีหน้าประหลาดใจนั่นเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงมาก่อน มิดกาเดี้ยนผู้นี้คิดวางแผนอะไรอยู่เหตุใดจึงกล่าวบอกกับเธอเช่นนี้ สิ่งนี้หาใช่ความหวาดระแวงไม่ มันเป็นเพียงความคาดหวังภายในใจแต่กลับถูกคำมากมายพยายามบอกปฏิเสธและให้ล้มเลิก สิ่งที่ดูมตั้งใจจะสื่อถึงแท้จริงมันไม่มีทางเป็นไปได้เลย

 

“Oh? Is it a joke? It’s so funny, Midgardian.”

 

“Doom never lies. I am not you, Loki.”

 

“Shame on me.”

 

โลกิขยับยิ้มก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ แม้จะเป็นเรื่องแนวนี้แต่ดูมกลับไม่คิดเลิกจิกกัดแม้แต่น้อย คำที่บุรุษผู้นี้พยายามสื่อถึงแน่นอนว่าเธอเข้าใจแต่มันเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง เธอรู้สึกถูกสั่นคลอนเพียงเพราะสิ่งที่เธอได้รับและโอบกอดด้วยคำพูดจากบุรุษผู้ซึ่งเป็นที่รักของชาวลัตวีเรีย

 

“Do not leave this place.”

 

“Victor”

 

“…”

 

ไร้ซึ่งคำกล่าวพูดของพวกเขาทั้งสอง มีเพียงความเงียบและดวงตาที่สบมองกันและกันเพียงเท่านั้นที่สื่อถึง โลกิอยากจะหลบสายตาให้รู้แล้วรู้รอด สิ่งที่เธอคิดว่าวิคเตอร์จะไม่มีวันนำกลับมาไตร่ตรองดูเหมือนว่าเธอจะเข้าใจผิด ชายผู้นี้เข้าใจแล้วถึงสิ่งที่เธอพยายามบอกเมื่อคืนวานนี้

 

 

I will not ask again, Iron man.”
 

 

I want to see you. It’s too long… Last time we met …. I always think about you.”
 

 

ร่างของโทนี่ สตาร์คลุกขึ้นคลานเข้าใกล้ ท่อนแขนทั้งสองเข้าโอบกอดร่างของจอมวายร้ายจากทางด้านหลัง ครู่หนึ่งที่วิคเตอร์กลับนึกถึงช่วงเวลาเก่าๆ แต่เพียงสั้นๆ เขากลับสลัดความทรงจำเหล่านั้นทิ้งอย่างง่ายดาย วอน ดูมไม่อาจทราบได้เลยว่าภายใต้รูปลักษณ์ที่แสดงให้เห็นนั้น เนื้อแท้ไม่ใช่โทนี่ สตาร์คอย่างที่เขาแอบคิดหวัง ผู้ที่กำลังปั่นหัวเขาอยู่นี้คือเทพแอสการ์ดนามว่า ‘โลกิ’ และเขาผู้นี้ก็ตั้งใจพูดบอกในสิ่งที่เก็บไว้มานาน ทุกคำโกหกมักจะแฝงด้วยความจริงเสมอ

 

Tell me the truth, Stark. Why are you here?”
 

 

โลกิในร่างของสตาร์คเผลอขยับยิ้ม รอยยิ้มจางๆ ที่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกมากมาย เขากระชับกอดร่างนั้นไว้พร้อมกับเปล่งน้ำเสียงแผ่วเบาที่ข้างใบหูของวิคเตอร์ซึ่งไร้การปกปิดจากหน้ากาก
 

 

“I’ve missed you for so long. I need you.. You are the only one I want… I love you, Victor. I love you.”

 

 

[Marvel]Dark Reign: Frostiness

Standard

Title :  Frostiness
Pairing : 
Victor Von Doom and Tony Stark + Loki
Comics : Dark Reign: The Cabal (Marvel Studio)
Writer : Zol Redfox

Note : กิจกรรม Week 3 ของ 
“Walkin’ in a Winter Wonderland”

 

‘ลัตวีเรีย’ ประเทศเล็กๆ แห่งหนึ่งในแถบยุโรป ผู้คนมากมายไม่เคยได้รู้จักประเทศเล็กๆ แห่งนี้ตราบใดที่พวกเขาไม่ได้ให้ความสนใจชายผู้เป็นผู้ปกครองประเทศ ‘วิคเตอร์ วอน ดูม’ หรือที่รู้จักกันในนามของ ‘ด็อกเตอร์ดูม’ จอมวายร้ายชื่อดังที่มักจะพัวพันกับเรื่องใหญ่โตหลายๆ เรื่อง

 

ก่อนที่ดูมจะได้ปกครองประเทศเกิดของตัวเองเขาต้องพยายามทำหลายสิ่งเพื่อพิสูจน์ให้เหล่าประชาชนได้รับรู้ว่าคนเช่นเขาสามารถ ‘รัก’ ได้ เขามี ‘ความรัก’ ไม่ได้แตกต่างจากใคร รักผู้เป็นมารดาและบิดา รักประเทศบ้านเกิด รักหญิงสาวคนหนึ่งเสมือนผู้ชายทั่วไป รักที่ไม่สามารถเปิดเผยให้เหล่าวายร้ายหรือฮีโร่คนใดได้เห็น ดูมเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าความอ่อนแอ

 

พื้นหลังของวิคเตอร์มีน้อยคนนักจะล่วงรู้ว่าเคยเป็นยิปซีเร่ร่อนมาก่อนแต่ด้วยยุคสมัยและความทะเยอทะยานในแบบของวิคเตอร์ ดูมทำให้เขาเติบโตและกลับมาในฐานะ ‘ด็อกเตอร์’ ไม่ใช่เพียงในนามแต่ในฐานะชายผู้ซึ่งประสบความสำเร็จจากต่างประเทศ

 

เรื่องราวในอดีตมากมายถูกฝังกลบและไม่มีใครได้ล่วงรู้ ในตอนนี้เรื่องราวถูกเขียนขึ้นใหม่โดยมีด็อกเตอร์ดูมผู้ปกครองลัตวีเรียเป็นวายร้าย

 

ฤดูหนาวในเดือนพฤศจิกายน ลัตวีเรียไม่ได้หนาวเหน็บเช่นช่วงสิ้นปีหรือต้นปีแม้จะเป็นเช่นนั้นแต่ผู้คนกลับเริ่มสวมใส่ชุดที่หนามากขึ้นกว่าช่วงฤดูใบไม้ร่วง วิคเตอร์ วอน ดูมซึ่งอยู่บนระเบียงหน้าประตูบานโตทอดสายตาลงมองเบื้องล่าง ประชาชนของเขา บ้านของเขา ประเทศของเขา ลัตวีเรียมีเรื่องราวผ่านเข้ามามากมายและส่วนมากก็มักเป็นเรื่องราวที่ทำให้ประชาชนของเขานั้นล้มตาย

 

“Uncle Doom, you look sad.”

 

เสียงเล็กๆ ที่เจือด้วยความเศร้าถูกเปล่งขึ้นที่เบื้องหลังของบุรุษเจ้าของชุดคลุมสีเขียวใต้เกราะโลหะ ร่างเล็กๆ ของเด็กหญิงในชุดเสื้อฮู้ดสีฟ้าก้าวเดินเข้ามาใกล้ทีละน้อย เธอสอดมือเล็กๆ ไปหาพื้นผิวโลหะที่ปกคลุมฝ่ามือหนาของดูมไว้ ภายใต้หน้ากากนั้นดวงตาสีอ่อนสบมองเด็กหญิงตัวน้อยด้วยความแข็งกร้าวมากกว่าอ่อนโยน

 

“You need to rest.”

 

“Why are you here, young lady?”

 

“I can’t sleep. I wonder about you. Since ‘he’ has gone you..”

 

“Valeria”

 

ดูมกล่าวขัดด้วยน้ำเสียงที่ก้องกังวานและเปี่ยมด้วยพลังแม้ท่าทางและน้ำเสียงนั้นจะทำให้ใครต่อใครรู้สึกกดดันแต่สำหรับ ‘วัลเลเรีย ริชาร์ดส์’ วัยสามขวบผู้เป็นลูกสาวของรี้ด ริชาร์ดส์และซูซาน สตอร์ม เธอกลับไร้ซึ่งความกลัวเมื่ออยู่ต่อหน้าดูม เธอรู้ว่าดูมจะไม่มีวันทำร้ายเธอ

 

“You can tell me everything, uncle Victor. I am an only one  who always stand beside you. So… please tell me.”

 

“I know you are worry about me, Valeria. But Doom has one thing to do. It’s not for me it’s for them.”

 

ดูมกระชับมือเล็กนั้นไว้ก่อนจะอุ้มเธอขึ้นมาอยู่ในอ้อมกอด ที่เบื้องล่างนั้นเหล่าผู้คนของลัตวีเรียต่างกำลังตกแต่งประดับประดาด้วยสิ่งของมากมายเพื่อเตรียมสำหรับงานเทศกาล

 

“Our people need us. In the future you will know.”

 

“I don’t want to be a Queen of Latveria The throne belong to Kristoff, your son.”

 

“Clever girl.”

 

“I know.”

 

วัลเลเรียหัวเราะเล็กน้อย อย่างไรแล้วผู้ที่จะดูแลประเทศนี้ต่อจากดูมก็คือลูกชายบุญธรรมของเขาไม่ใช่เธอซึ่งเปรียบเสมือนหลานสาว

 

ก่อนหน้านี้สิ่งที่วัลเลเรียพยายามจะถามไถ่ผู้เป็นพ่อทูนหัวอย่างดูมคือเรื่องของ ‘โทนี่ สตาร์ค’ หรือที่ผู้คนต่างรู้จักกันในนามของ ‘Iron man’ โทนี่ สตาร์คและด็อกเตอร์ดูมมีความสัมพันธ์กันมาเนิ่นนาน พวกเขาทั้งสองต่างยกย่องกันและกันเพียงเงียบๆ อีกฝ่ายเป็นบุรุษที่ชาญฉลาดเทียบเท่ากับตน พวกเขาไม่เคยปริปากพูดออกไป

 

เหตุการณ์หลายเหตุการณ์ทำให้พวกเขาทั้งสองมาบรรจบพบกันเสียทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ เรื่องข้ามเวลาหรือแม้แต่เรื่องขโมยของ ทุกครั้งที่อเวนเจอร์สบุกมาที่ลัตวีเรีย โทนี่ สตาร์คจะเป็นผู้ที่เข้าหาดูมไม่ใช่ใครอื่น พวกเขามักพบกันในฐานะฮีโร่และวายร้ายแต่กลับมีหลายครั้งที่วิคเตอร์ วอน ดูมเสนอตัวช่วยเหลือสตาร์คโดยไม่เอ่ยกล่าว เขาปรากฏตัวขึ้น ณ สถานที่นั้นและหายไปราวกับไม่เคยอยู่ที่นั่น สตาร์คไม่อาจพูดกล่าวขอบคุณได้ทันท่วงที การหายตัวไปของดูมชักจูงให้ไอออนแมนต้องเดินทางมายังลัตวีเรียเสียทุกครั้งและแน่นอนว่าพวกเขาต่างใช้เวลาร่วมกันแม้เพียงสั้นๆ ดูมรู้แก่ใจว่าอีกฝ่ายมีใคร ความรู้สึกของพวกเขาทั้งสองไม่ได้หนักแน่นพอที่จะช่วงชิง ดูมไม่คิดช่วงชิง.. สถานะของพวกเขาจึงเป็นได้เพียงเท่านี้

 

 

“He won’t come back.”

 

วัลเลเรียหันใบหน้าไปหาชายชราที่เดินจูงมือเธอมาส่งเข้านอนหลังจากที่ดูมต้องผละไปจัดการเรื่องบางเรื่อง แท้จริงแล้ววอน ดูมต้องการอยู่เพียงลำพังในตอนนี้

 

“Mr.Stark will not come back.”

 

“Why?”

 

“Master Doom said ‘He is an Avengers.'”

 

‘โบริส’ ชายชราผู้เปรียบเสมือนพ่อบ้านของดูมกล่าวอธิบายให้เด็กหญิงวัยสามขวบได้รับฟัง ที่เขาจะสื่อถึงคือสตาร์คนั้นเป็นฮีโร่แต่วิคเตอร์เป็นได้เพียงวายร้ายไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด

 

 

“Uncle Doom is not an evil! He is a man. Just a man with kindly heart and …”

 

“Pride and wrath. He can’t removes it from his heart.”

 

“They do not know the real uncle Victor! Uncle Boris we could do something for him.”

 

“We can’t do anything, Valeria. Please go to sleep and forget this.”

 

วัลเลเรียมุ่ยหน้า เธอรู้สึกไม่พอใจเรื่องที่ไม่สามารถจัดการเรื่องเหล่านี้ได้ แม้จะชาญฉลาดเกินวัยและมากความสามารถแต่เรื่องความรักและเรื่องที่ผู้คนต่างเข้าใจมันคงไม่สามารถแก้ไขได้หากว่าดูมไม่คิดจัดการด้วยตัวเอง

 

ฤดูหนาวเดือนธันวาคมอากาศหนาวเย็นมากกว่าเคย ผืนหญ้าถูกปกคลุมด้วยสีขาวของหิมะกองโต สิ่งที่ช่วยขจัดความเหงาและความหนาวเหน็บเหล่านี้ได้คงจะมีเพียงงานรื่นเริงจากเทศกาลประจำปี วันหยุดที่เหล่าผู้คนได้สังสรรค์ใช่ว่าดูมเอาแต่ยืนมองจากที่ห่างไกล เขาเองก็ลงไปพบปะผู้คนรวมทั้งมอบสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ให้แก่ประชาชนของเขาด้วย

 

ชุดคลุมสีเขียวที่เคยพาดบังแผ่นหลังในตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นผ้าคลุมตัวหนาห่อด้วยขนสัตว์ แม้จะอยู่ภายใต้ชุดเกราะแต่ก็ใช่ว่าเขาจะรู้สึกอุ่นได้หากปราศจากไอร้อน

 

ในปราสาทของเขาดูมอยู่เพียงลำพัง วัลเลเรียเดินทางกลับไปแล้วเมื่อสองวันก่อนเพื่อฉลองกับครอบครัวแม้ว่าเธอจะคะยั้นคะยอให้ดูมกลับไปนิวยอร์กด้วยกันแต่เขายังหนักแน่นในการปฏิเสธ

 

“Father”

 

คริสตอฟผู้เป็นลูกชายกล่าวเรียกผู้เป็นบิดาด้วยความสุภาพ เขาแต่งด้วยชุดเต็มยศพร้อมเดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง นัยน์ตาสีอ่อนของดูมสำรวจมองลูกชายบุญธรรมเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย

 

“You look good today, Kristoff.”

 

“I appreciate that, father.”

 

พวกเขาทั้งสองไม่ได้กล่าวพูดสิ่งใดมากนัก สำหรับคริสตอฟแล้วแม้ตนจะเป็นหนุ่มและมีวุฒิภาวะมากกว่าวัลเลเรียแต่การอยู่ต่อหน้าของดูมผู้เป็นบิดาเขากลับเกร็งมากกว่าเวลาที่วัลเลเรียอยู่กับดูม

 

“If you…”

 

“Wish you have a good trip, son.”

 

วิคเตอร์ไม่ได้กล่าวคำใดอีก ไม่แม้แต่สนใจผู้เป็นลูกชาย นั่นอาจเป็นการวางตัวอย่างหนึ่งของด็อกเตอร์ดูมหรือบางทีเขาอาจพยายามปกปิดสิ่งที่เริ่มแสดงออกให้คนรอบตัวได้รับรู้ ไม่เพียงวัลเลเรีย โบริสและคริสตอฟที่จับความรู้สึกเขาได้ ดูมไม่อยากให้ใครล่วงรู้ความอ่อนแอที่อยู่ภายใต้หน้ากากโลหะนี้

 

ความหนาวเย็น ความหนาวเหน็บ บรรยากาศในฤดูหนาวคงทำให้อารมณ์คล้อยตามไปโดยง่าย เขาเลิกคิดถึงเรื่องเหล่านั้น สิ่งที่ต้องทำยังมีอีกมาก นอกจากประชาชนแล้วดูมยังมีเรื่องใหญ่ที่ต้องทำอยู่อีก

 

คืนก่อนวันงานเทศกาลด็อกเตอร์ดูมได้ตระเตรียมสิ่งของสำหรับงานไว้เรียบร้อยแล้ว อย่างน้อยตนก็สมควรทำอะไรที่ยิ่งใหญ่สมกับที่มักแสดงออก ชุดสีเขียวถูกถอดแขวนไว้ที่ราวเสื้อข้างโต๊ะกระจก ชุดเกราะโลหะถูกถอดออกทีละส่วนเพื่อเตรียมส่งตัวเองเข้านอน เรือนผมสีน้ำตาลเข้มค่อนไปทางดำถูกสางด้วยเรียวนิ้วเพื่อจัดให้เข้าทรง หน้ากากที่เคยบดบังใบหน้าถูกวางลงที่โต๊ะข้างหัวเตียง เขาพร้อมที่จะทิ้งตัวลงนอนแล้วแต่สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจทำให้ตนกระทำดังที่หวังได้คือเสียงปริศนาซึ่งดังขึ้นมาทักทายจากทางด้านหลัง ดูมไม่ได้หันใบหน้าซึ่งไร้การปกปิดไปหา

 

“Hello~ Victor. I know you really really~ miss me.”

 

“…”

 

“Come on, man! Turn your face to me. I want to see your face.”

 

“Why are you here, Stark?”

 

แม้เสียงอันแสนคุ้นเคยจะเป็นของโทนี่ สตาร์คแต่เขากลับไม่ปักใจเชื่อ การที่อีกฝ่ายสามารถเข้ามายังห้องนอนของดูมได้โดยที่ดูมไม่ทันรู้ตัวมีอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น

 

สตาร์คกระโจนลงนอนบนเตียง จ้องมองแผ่นหลังเปลือยเปล่าของวิคเตอร์ วอน ดูมซึ่งไม่มีทีท่าจะหันใบหน้ากลับมาหาหรือทิ้งตัวลงนอนเลยแม้แต่น้อย

 

“Blah blah blah~ Stop asking me like that. I am here because I want to.”

 

“Doom commands you to answer.”

 

“You really love to talk like this, Doom.”

 

ความเฉยชาถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวของเขาเอง การปรากฏตัวของโทนี่ สตาร์คในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ ดูมจะไม่ถามถึงอเวนเจอร์สหรือใครอื่นอย่างไรแล้วช่วงเวลาหนึ่งก็ทำให้เขาคล้อยตามไปได้โดยง่าย การพบสตาร์คในตอนนี้ไม่ได้ทำให้หัวใจที่แสนอ้างว้างนั้นอุ่นใจขึ้นเลยมันกลับสร้างความเฉยชามากกว่าเคย

 

“I will not ask again, Iron man.”

 

“I want to see you. It’s too long… Last time we met …. I always think about you.”

 

ร่างของโทนี่ สตาร์คลุกขึ้นคลานเข้าใกล้ ท่อนแขนทั้งสองเข้าโอบกอดร่างของจอมวายร้ายจากทางด้านหลัง ครู่หนึ่งที่วิคเตอร์กลับนึกถึงช่วงเวลาเก่าๆ แต่เพียงสั้นๆ เขากลับสลัดความทรงจำเหล่านั้นทิ้งอย่างง่ายดาย

 

“Tell me the truth, Stark. Why are you here?”

 

“……”

 

เจ้าของชื่อขยับใบหน้าเข้าใกล้ กระชับอ้อมกอดแล้วกระซิบแผ่วเบาที่ข้างใบหู เอ่ยสิ่งที่ดูมไม่มีวันจะได้ยินออกมาให้รับฟัง วินาทีนั้นเขามั่นใจได้ในทันทีว่าชายผู้นี้ไม่ใช่โทนี่ สตาร์ค
“…”

 

“Stop teasing me, Loki. I know it’s you.”

 

“Surprise!!”

 

สิ้นสุดคำพูดร่างที่เคยมีรูปลักษณ์ของโทนี่ สตาร์คกลับเปลี่ยนไปแทบจะในทันที ร่างของสตรีในชุดสีเขียวเข้มดูวาบหวิวปรากฏขึ้นโดยที่ยังสวมกอดด็อกเตอร์ดูมไว้เช่นตอนแรก เธอมอบจุมพิตลงที่ข้างแก้ม มือเรียวสัมผัสลูบไปกับปลายคางของบุรุษในอ้อมกอด

 

“Do you miss me, Victor?”

 

“Never.”

 

“Ehe.. Don’t be shy, daring. I know you miss me more than Tony Stark.”

 

ดูมจับท่อนแขนของเธอไว้ตั้งใจจะดึงออก การปั่นหัวของเทพแอสการ์ดไม่ได้ทำให้รู้สึกตลกหรือชอบใจเลยแม้แต่น้อย คงเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของโทนี่ สตาร์คด้วยกระมัง ต่างจากโลกิในร่างของสตรี เธอดูจะชอบใจกับการปรากฏตัวในร่างนี้มากกว่าบุรุษเพราะทุกครั้งที่มาหาดูมเธอมักจะมาในรูปลักษณ์นี้เสมอ

 

“What do you want?”

 

“Mmmhm.. I want to rest. You always say [Latveria is your place. You can stay here, Loki.] So.. I will.”

 

“Because you run away from Asgard or you want to hide?”

 

“Shhhh… Don’t say like that.”

 

วิคเตอร์พ่นลมหายใจออกมายาวๆ ไม่ได้แสดงความเหนื่อยหน่ายแต่อย่างใด เขาทราบดีว่าการปรากฏตัวของผู้ที่ไม่เคยคาดคิดมีได้อยู่เสมอ ใช่ว่าเขารู้สึกรำคาญกับการปรากฏตัวของโลกิ ดูมรู้สึกยินดีเสียด้วยซ้ำไปที่ได้พบเพื่อนเก่า

 

“I miss you, Victor. The Cabal makes me bored. I don’t want to meet Osborn. I was there because you are. But now you are here.”

 

“The Asgardian like you say [I miss you]. What do you think how I feel?”

 

“I think you want me~”

 

โลกิยิ้มกว้าง เธอขยับตัวมานั่งทับอยู่บนตักพร้อมทั้งยกมือทั้งสองข้างสัมผัสอังเข้าที่ใบหน้าซึ่งไร้การปกปิดของวิคเตอร์ รอยยิ้มของเธอยังแสดงเด่นให้เห็นชัด เธอกวาดมองไปทั่วใบหน้าของดูม

 

“Handsome man.”

 

“….”

 

เทพีแห่งแอสการ์ดมอบจุมพิตลงที่ปลายจมูก เธอดันร่างของวิคเตอร์ลงนอนกับเตียง ดูมไม่อยากคิดเลยว่าการอยู่กับโลกิจะทำให้รู้สึกสงบใจขึ้นได้ ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองไม่ได้ดูดีเฉกเช่นคนอื่น พวกเขาต่างเข้าหากันเพื่อสิ่งที่ต้องการหรืออาจเรียกว่าหวังประโยชน์ร่วมกัน

 

“I will take care of you, Victor. Relax~”

 

วิคเตอร์ขยับยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก หลังจากที่ไม่ได้เผยรอยยิ้มมานานไม่นึกเลยว่าจะมาหยุดอยู่ที่การเย้าหยอกของโลกิ

 

คืนก่อนงานเทศกาลประจำปี วิคเตอร์ วอน ดูมไม่นึกเลยว่าตนจะสามารถข้ามผ่านความอ้างว้างและหนาวเหน็บนี้ได้เพียงเพราะแอสกาเดี้ยนเพื่อนเก่าอย่าง ‘God of Mischief’

 

 

[Marvel]Fantastic Four : Bedtime

Standard

Title : Bedtime
Pairing : Valeria Richards and Victor Von Doom
(Doctor Doom)
Comics : Fantastic Four (Marvel Studio)
Writer : Zol Redfox

หลายคนเข้าใจว่า วิคเตอร์ วอน ดูม คือ วายร้ายตัวฉกาจของจักรวาล
หลายคนเข้าใจว่า วิคเตอร์ วอน ดูม คือ ผู้ชายซึ่งสามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อสิ่งที่ตนต้องการ
หลายคนเข้าใจว่า วิคเตอร์ วอน ดูม คือ ผู้ที่ต้องการเป็นพระเจ้า
แต่หลายคน.. ไม่มีโอกาสได้เห็นตัวตนของ วิคเตอร์ วอน ดูม ในรูปแบบอื่น
ด็อกเตอร์ดูมคือผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งซึ่งพยายามไขว่คว้าสิ่งที่ตนถูกดูแคลน เหตุผลมากมายสำหรับดูมแสดงออกมาเพียงคำคำเดียว ‘พระเจ้า’
ทำไมเขาจึงต้องการเป็นพระเจ้า? ทำไมเขาถึงมองเห็นมนุษย์ในแบบที่แตกต่างจากคนอื่น? ทำไมเขาจึงทำทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ? แต่ทำไมเขาถึงรักประชาชนของลัตวีเรีย? ทำไมเขาถึงรักผู้หญิงคนหนึ่งได้เช่นเดียวกับผู้ชายทั่วไป? หากใครมองว่าดูมคือปีศาจ  วอน ดูม คงไม่ปฏิเสธเพราะนั่นคือสิ่งที่เขาต้องการให้ทุกคนได้รับรู้ พลังและอำนาจที่สามารถควบคุมได้ด้วยมือสองข้างของดูม
นานมากแล้วที่ด็อกเตอร์ดูมไม่ได้มีความรู้สึกรักใคร่ นั่นผ่านมานานจนตัวเขาเองก็ไม่อาจนึกออก ทุกสิ่งรอบตัวมีเพียงความมืดมิด  ความมุมานะ ความริษยาและความถือตัว  วิคเตอร์เป็นผู้ชายที่ถูกแปะฉลากไว้ตั้งแต่ต้นว่าเป็นวายร้ายและเมื่อใครเห็นต่างต้องยำเกรงและหวาดกลัว
พวกเขาไม่เคยได้เห็นอีกมุมของผู้ชายคนนี้ .. พระราชาผู้ปกครองประเทศลัตวีเรีย เขารักลัตวีเรียและประชาชนมากกว่าสิ่งใด เหตุผลนั้นอาจเพราะทำให้รู้สึกว่าตนมีอำนาจ แต่สิ่งสิ่งเดียวที่วิคเตอร์ วอน ดูมรักและยอมได้ไม่ว่าจะเป็นเมื่อใดนั่นก็คือเด็กหญิงตัวน้อยๆ นามว่า ‘วัลเลเรีย ริชาร์ดส์’ ลูกสาวคนเล็กของรี้ด ริชาร์ดส์และซูซาน สตอร์ม
วิคเตอร์ตกหลุมรักเด็กหญิงตั้งแต่เกิด ร่างเล็กๆ ที่ถูกอุ้มอยู่ในอ้อมกอดของดูม ไม่มีครั้งใดที่เขารู้สึกอบอุ่นและรักใคร่ได้เท่ากับครั้งนี้ เขาบอกกับตัวเองว่าจะไม่ให้เด็กสาวคนนี้เป็นอะไรไปตราบใดที่ดูมยังมีชีวิตอยู่ และเขาก็ได้มอบชื่อแสนวิเศษให้กับเธอ.. ชื่อของผู้หญิงคนสำคัญที่จากไปนานแสนนาน ‘วัลเลเรีย’
เหตุการณ์มากมายเกิดขึ้นก่อนที่วัลเลเรียจะเกิด สิ่งที่ดูมทำคือการช่วยเหลือ.. อย่างไรก็ตามไม่ว่าด้วยเหตุผลใดในตอนนี้ เด็กสาวตัวน้อยๆ คนนี้.. คือคนของด็อกเตอร์ดูม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เขาเฝ้ามองวัลเลเรียเติบโต จากเด็กทารกที่อยู่ในอ้อมกอดกลายมาเป็นเด็กหญิงตัวเล็กที่นั่งเล่นอยู่ภายในบ้าน ดูมหาเหตุผลให้กับตัวเองว่าทำไมวัลเลเรียจะต้องอยู่กับริชาร์ดส์ตลอดเวลา แม้มิสเตอร์แฟนแทสติกจะคือพ่อแต่ลูกสาวที่ไม่ได้ถูกดูแลตลอดเวลาก็ควรได้รับการเอาใจใส่จากเขา
วิคเตอร์ไม่ปฏิเสธว่าความสัมพันธ์ของเขากับรี้ดไม่ค่อยดีนักพวกเขาทั้งสองเปรียบเสมือนกระจกซึ่งสะท้อนกันและกันการแสดงออกของดูมค่อนข้างจะแสดงให้ผู้คนรับรู้แตกต่างจากรี้ดที่เก็บไว้ภายในส่วนลึกของจิตใจ ซึ่งเหตุผลนี้อาจเป็นคำตอบว่าทำไมวัลเลเรีย ริชาร์ดส์จึงรักดูมไม่ต่างจากพ่อของเธอ.. พวกเขาทั้งสองคนต่างเติมเต็มกันและกันโดยไม่รู้ตัว
วัลเลเรียมีโอกาสได้ไปอยู่ที่ลัตวีเรียบ่อยครั้ง เธอไปอย่างเต็มใจและวิคเตอร์ก็แสดงออกให้หลานสาวเห็นว่าตนนั้นดีใจเช่นกันที่เธอชอบลัตวีเรีย … ทุกสิ่งที่ดูมทำคือการตามใจเด็กหญิงคนนี้แม้เขาจะทำเช่นนั้นแต่วัลเลเรียก็ไม่ได้เติบโตมาเป็นเด็กเอาแต่ใจ การที่มีพ่อเป็นนักวิทยาศาสตร์ทำให้เธอได้กรรมพันธุ์มาเต็มๆ .. ความเฉลียวฉลาดและช่างสังเกต เธอเป็นอัจฉริยะตัวน้อยๆ ที่ทำให้วิคเตอร์ ดูม ภูมิใจ แม้ว่าเด็กหญิงจะเก่งเกินเด็กทั่วไปแต่เธอก็ยังคงเป็นเด็กอยู่ดี
“Uncle Victor, why you are still here?”
เจ้าของชุดเกราะสีเงินอร่ามซึ่งถูกปกคลุมด้วยผืนผ้าสีเขียวหันใบหน้ามายังต้นเสียงที่เอ่ยทัก เด็กหญิงตัวเล็กผมบลอนด์ทองกำลังยกหลังมือขึ้นขยี้เปลือกตา เธอแสดงท่าทางงัวเงียอย่างเห็นได้ชัด
“You must go to sleep, Valeria.”
“But you don’t.”
“I’m not a child like you, young lady. Children get  a good night’s sleep.”
“I want a good night’s sleep but you’re still here. I’ll sleep when you sleep, Uncle Victor.”
คำตอบของวัลเลเรียทำให้ดูมส่ายใบหน้าแผ่วเบา เด็กหญิงในชุดนอนสีฟ้าเดินเข้ามาใกล้ชายร่างใหญ่ซึ่งอยู่ในชุดเกราะ เธอยกมือเล็กขึ้นจับโลหะสีเงินที่ปกคลุมมือของอีกฝ่าย กระชับไว้แน่นพร้อมกับดึงเบาๆ
“It’s time to sleep. Tomorrow will be back to work.”
“Doom demands you to go to bed but it’s not work because it’s you.”
“You know that then.. come here, Uncle Doom.”
วัลเลเรียคลี่ยิ้มน้อยๆ เธอมักจะชนะดูมอยู่เสมอ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความสามารถในการชักจูงคนหรือเป็นเพราะดูมให้ความเอ็นดูเด็กหญิงมากกว่าใครอื่น แต่ที่แน่ๆ .. หากไม่มีข้อตกลงดีๆ สักข้อดูมจะไม่ยอมทำตาม
วิคเตอร์จูงเด็กหญิงตัวน้อยไปตามทางเดินเงียบสงัด แสงไฟจากคบเพลิงส่องสว่างวาบเมื่อเดินผ่าน พวกเขาทั้งสองใช้เวลาเพียงไม่นานก็มาถึงห้องนอนเป็นที่เรียบร้อย มือซึ่งถูกปกปิดด้วยโลหะคลายออกเป็นสัญญาณบอกแก่วัลเลเรียว่าถึงเวลาที่เธอต้องขึ้นเตียงนอน
วัลเลเรีย ริชาร์ดส์ไม่ปฏิเสธ เธอทราบอยู่เต็มอกว่าชายผู้นี้จะต้องกลับไปทำงานเมื่อเธอนอนหลับ คงจะห้ามไม่ได้ เช่นเดียวกับที่เธอเคยบอกกับพ่อ ทั้งสองคนไม่ได้แตกต่างกันมากนัก มุมานะทำงานเพื่อให้ตนรู้สึกพึงพอใจ.. เด็กหญิงปฏิเสธไม่ได้เลย ในตอนนี้อย่างน้อยขอให้ได้อยู่ด้วยกันกับดูมอีกสักพักก็พอ
“Good night, Uncle Victor”
เธอเอ่ยแผ่วเบา ผืนผ้าห่มถูกเลื่อนขึ้นมาชิดแนบอกโดยการกระทำของดูม มือหนาวางลงสัมผัสเรือนผมสีบลอนด์ทองอย่างนุ่มนวล นัยน์ตาที่จ้องมองเด็กหญิงแฝงไว้ด้วยความรู้สึกมากมาย ไร้ซึ่งความเกลียดชัง ไร้ซึ่งความริษยา มีเพียงความรู้สึกอื่น.. ความรู้สึกที่หลายคนไม่เคยได้สัมผัส กระนั้นแล้วยังคงเปี่ยมด้วยอำนาจ
“Valeria”
“Yes?”
วิคเตอร์ผ่อนลมหายใจแผ่วเบา แต่กลับได้ยินชัดเจนเมื่อลอดผ่านชุดเกราะ เขาปล่อยตัวลงนั่งบนเตียงแล้วเงียบไป
“…?”
เด็กหญิงแสดงสีหน้าสงสัยแต่ไม่นานเธอกลับยิ้มแล้วหลับตาลงนอน ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดตอบของด็อกเตอร์ดูมเธอก็แทบจะเข้าใจทั้งหมดแล้ว ไม่ใช่เพราะว่าเธอเก่งแต่เป็นเพราะเธอเข้าใจและเชื่อมั่นในตัวชายคนนี้
“Good night, Valeria.”

[SabreWolf]Parallel

Standard

Title : Parallel
Pairing : James ‘Logan’ Howlett l Wolverine / Victor Creed l Sabretooth
Comics : Wolverine (Marvel Studio)
Writer : Zol Redfox

Note : กิจกรรม Week 16 ของ 

 

 

 

‘เส้นตรง’ คือจุดหลายๆ จุดเชื่อมต่อกันจนเกิดเส้นเส้นหนึ่ง
เส้นแนวนอน เส้นแนวตั้ง เส้นแนวขวาง เส้นตะแคง
แต่สำหรับ ‘เส้นขนาน’ แล้วนั้น เส้นขนานคือเส้นตรงสองเส้น
ที่ห่างกันด้วยระยะทางที่เท่ากันตลอดแนวเส้น
หากให้เปรียบเทียบแล้วล่ะก็คำว่าเส้นขนานคงไม่ต่างจากชีวิตของ
‘วูล์ฟเวอรีน’ และ ‘เซเบอร์ทูธ’ เลย

 

         ชีวิตของผู้ชายสองคนซึ่งแตกต่างราวกับฟ้าและเหว วูล์ฟเวอรีนเป็นที่ยอมรับจากใครหลายคน เขามีครอบครัว เขามีพวกพ้องมิวแทนท์ มีคนรักมากกว่าคนเกลียดชังในทางทฤษฎี.. ด้วยเหตุผลเดียวคือคำว่า ‘ฮีโร่’ สำหรับเซเบอร์ทูธซึ่งไม่เคยได้ใช้ชีวิตอย่างวูล์ฟเวอรีน เรื่องราวในอดีตเป็นแรงผลักดันทำให้เขาเติบโตขึ้นในแบบที่เป็นอยู่…  ‘วายร้าย’

 

         พวกเขาทั้งสองไม่มีทางเข้าใจตัวตนและบทบาทกันและกันเลยแม้แต่น้อย วูล์ฟเวอรีนหรืออีกชื่อหนึ่ง ‘โลแกน’ เคยถามกับตัวเองหลายครั้งว่าความชิงชังที่วิคเตอร์ ครีดมีให้กับตนเป็นเพราะเหตุผลใด? ทำไมชายคนนี้ถึงยึดติดกับตัวเขามากกว่าคนอื่น ทำไมถึงทำให้เขาเจ็บปวดมากกว่าใครคนอื่น เมื่อใดที่มีความสุข.. เซเบอร์ทูธจะเข้ามาทำลายมันจนย่อยยับ เหลือไว้เพียงบาดแผล เหลือไว้เพียงความเจ็บปวด ความโกรธแค้นของวูล์ฟเวอรีน

 

         เหตุผลของวิคเตอร์ ครีดคงไม่ต่างจากการเป็นคู่ปรับตัวฉกาจ ทำไมเขาจึงต้องตามตัววูล์ฟเวอรีนอยู่แบบนี้? ทำไมเขาถึงยึดติดกับมิวแทนท์ร่างเล็กคนนี้มากกว่าใครอื่น ยิ่งทำลายชีวิตอันแสนสงบสุขของโลแกนเขากลับยิ่งมีความสุข ความสุขที่ได้รู้ว่าอีกฝ่ายเกลียดชังตนมากเพียงใด เขาต้องการถูกเกลียดมากกว่าถูกรัก ต้องการให้วูล์ฟเวอรีนบรรดาลโทสะและฮึดสู้กับเขามากกว่าใครอื่น

 

         โลแกนเคยคิดว่าเรื่องทุกอย่างจะจบลงเมื่อครีดตายจากไป เขารู้สึกได้.. เขารับรู้ได้ถึงวินาทีที่คมดาบมุรามาสะฟาดฟันลงบนมัดเนื้อของเซเบอร์ทูธ กล้ามเนื้อที่แข็งเกร็งถูกสะบั้นจนขาด.. ไร้ซึ่งพลังฟื้นตัว วูล์ฟเวอรีนไม่เคยนึกว่าสิ่งนี้จะได้ผลกระทั่งเห็นด้วยตาตัวเองเช่นเดียวกับเซเบอร์ทูธ เขาไม่เคยนึกว่าพลังฟื้นตัวจะไม่สามารถใช้งานได้อีกเมื่อต้องเจอคมดาบของมุรามาสะ

 

         วินาทีที่มุรามาสะสะบั้นลำคอวิคเตอร์ ครีดจนขาดกระเด็นคือวินาทีที่โลแกนเผลอคิดไปชั่ววูบว่าชีวิตของตนจะกลับมาสงบอีกครั้ง  โลหิตสีแดงฉานซึ่งสาดกระเซ็นไปทั่วผืนหิมะสีขาวโพลนเด่นชัดมากกว่าครั้งใดที่เคยได้พบเห็น .. จบลงตรงนี้ เรื่องราวระหว่างวูล์ฟเวอรีนและเซเบอร์ทูธ.. ครั้งนั้น.. คือครั้งสุดท้ายที่วูล์ฟเวอรีนได้พบหน้าเซเบอร์ทูธ แต่นั่นกลับไม่ใช้ท้ายที่สุด

 

         การปรากฏตัวของวิคเตอร์ ครีดหลังจากที่เขาได้สะบั้นคอไปแล้วสร้างความตื่นตะลึงให้กับโลแกนมากกว่าเรื่องอื่นๆ สิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? เซเบอร์ทูธตายไปแล้วอย่างแน่นอน.. ไม่มีผู้ใดสามารถรอดพ้นจากดาบมุรามาสะได้เขามั่นใจ.. แม้ว่าเขาจะทราบถึงเหตุผลและคำตอบของเรื่องราวหลังจากนี้แต่กลับสายเกินไป  วิคเตอร์ ครีดกลับมามีชีวิตอยู่บนโลกได้อีกครั้งเสียแล้ว

 

         จากความชิงชังที่มีให้แก่วิคเตอร์ ครีด ความคิดของโลแกนค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปทีละน้อย หากว่าตนสามารถทำให้ชายคนนี้กลายเป็นฮีโร่ได้แล้วล่ะก็คงเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจสำหรับตัวเซเบอร์ทูธเอง  ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นสัตว์ป่า.. สัญชาตญาณสัตว์ป่าที่มาพร้อมกับการกลายพันธุ์คงไม่แตกต่างจากครีด มีเพียงสิ่งเดียวที่พวกเขาทั้งสองแตกต่างกันคือครีดใช้ชีวิตดังเช่นสัตว์ป่า แต่สำหรับโลแกนเขาใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ นี่อาจเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาทั้งสองไม่สามารถเข้าใจกันได้ เส้นทางที่พวกเขาเลือกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงและไม่มีวันบรรจบกัน.. ไม่มีทางที่จะมาหยุดอยู่ที่จุดเดียวกันได้

 

         หากว่าสักวันหนึ่งสิ่งที่โลแกนพยายามบอกกับครีดเป็นผลสำเร็จมันคงดีไม่น้อยเลย.. มันคงจะดีหากว่าผู้ชายคนนั้นหยุดฆ่าอย่างไร้เหตุผล หยุดที่จะทำลายชีวิตนับร้อยนับพันนั้นเสียที ยิ่งนึกถึงอดีตที่ผ่านมายิ่งทำให้ต้องทบทวน.. ครีดชิงชังเขาหรือความรักกันแน่ ทุกครั้งที่เขามีความรักครีดมักจะทำลายจนย่อยยับ.. วันเกิดในทุกๆ  ปีของเขาครีดมักจะทำลายจนป่นปี้ ปลิดชีพหญิงสาวที่เขารักมากที่สุดสร้างความแค้นและความเกลียดชังมากขึ้นในทุกๆ ปี ด้วยเหตุผลใด? โลแกนไม่เข้าใจและไม่คิดจะเข้าใจ.. สิ่งเดียวที่เขาเข้าใจคือเรื่องเหล่านี้ควรจะจบลงได้เสียที

 

แต่กลับไม่นึกเลยว่าสิ่งที่ทำให้วิคเตอร์ ครีดหยุดการกระทำเหล่านั้น
สิ่งที่ทำให้วิคเตอร์ ครีดเปลี่ยนแปลงตัวเองคือความตายของวูล์ฟเวอรีน
         ความตายที่เซเบอร์ทูธพร่ำบอกว่าจะเป็นผู้ปลิดชีพด้วยตัวเอง..
แต่เมื่อเหตุการณ์นั้นมาถึงแม้ครีดจะบอกใครต่อใครว่าตนมีความปลื้มปิติ
แต่ความจริงนั้นเขากลับรู้สึก ‘คิดถึง’
ราวกับว่าวูล์ฟเวอรีนคือทั้งหมดของชีวิตเขา

 


 

         เรารักเซเบอร์ทูธกับวูล์ฟเวอรีนครับ คู่ที่ไม่ใช่รัก..แต่เป็นความเกลียดชังล้วนๆ ถึงจะบอกว่าเกลียดชังแต่ว่าคนที่น่าตีมากที่สุดก็คือตัววิคเตอร์ ครีดเอง อยากให้เขาเกลียด อยากสู้กับเขาแต่นอนละเมอถึงโลแกนนี่คืออะไร.. มีแต่คิดถึงมีแต่คิดถึง อยู่ทุกครั้งที่มองดาว #…
         ยิ่งตอน Death of Wolverine ปากบอกฉันแฮปปี้มาก ฉันดีใจที่ Runt ตายไปเสียที แต่สุดท้ายกลับคิดถึงเขา ทำไม.. คืออะไร Love-Hate หรือครับวิคเตอร์
      ปล. ถ้ามีโอกาสคิดว่าคงได้เขียนเวอร์ชั่นมูฟวี่เหมือนกันครับ

[FIC]Captain America WS : Last Night

Standard

 

 

Title : Last Night
Pairing : Jack Rollins + Brock Rumlow
Movie : Captain America : The Winter Soldier 
Writer : Zol Redfox

 

 

     มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากคนสองคนที่สนิทกันจะใช้เวลาร่วมกัน… มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากเพื่อนสนิทสองคนจะออกไปนั่งดื่มและสนทนากันตอนกลางคืนจนใกล้รุ่งสาง … มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากทั้งสองคนจะกลับมาและนอนร่วมห้องกัน……และมันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากคนสองคนจะปล่อยตัวนอนลงบนเตียงเดียวกัน

 

 

   นับเป็นเวลาหลายชั่วโมงกว่าที่เจ้าหน้าที่ทีมสไตร์คจะกลับมารู้สึกตัว สมองหนักอึ้งไปหมด กลิ่นของแอลกอฮอล์คลุ้งไปทั่วห้องจนรู้สึกสะอิดสะเอียน ทั้งที่รสชาติกลับพิสมัยน่าลิ้มลองกว่าหลายเท่า …

 

 

     เปลือกตาหนักอึ้งเสียจนไม่อยากพาตัวเองลุกออกจากเตียง เขาอยากนอนอยู่ตรงนี้และหลับเงียบๆ จนกว่าใครสักคนมาปลุก แน่นอนว่าต้องเป็นเพื่อนร่วมทีมสักคนมาลากเขาออกจากห้องเพื่อไปทำภารกิจ.. แต่กลับทำไม่ได้เมื่อความรู้สึกหนักอึ้งซึ่งกำลังกดทับร่างของตนจนทำให้หายใจไม่สะดวกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

 

 

     มือกร้านยกขึ้นเพื่อจะเสยเรือนผมของตนเอง…… ‘ติด’ .. คือความคิดแรกที่แล่นเข้ามาในหัว ท่อนแขนของเขาขยับได้ไม่สะดวกอย่างที่ควรเป็น มันถูกกดทับเอาไว้ด้วยอะไรบางอย่าง …อะไรซึ่งหนักจนเขาไม่สามารถเดาได้ ดังนั้นแล้วชายหนุ่มจึงพยายามฝืนให้ตัวเองเปิดเปลือกตาขึ้น.. .. และก็ต้องพบสิ่งที่คาดไม่ถึง…

 

 

     ‘บร็อค รัมโลว์’ เจ้าหน้าที่ไฮดร้า…. หัวหน้าทีมสไตร์คกำลังนอนทับเขาอยู่ด้วยสภาพที่ไม่สวมเสื้อ.. ใช่…เขาเองก็ด้วย… โรลลินส์ไม่ได้แตกตื่นเมื่อเห็นว่าทั้งเขาและรัมโลว์อยู่ในสภาพเปลือยท่อนบน…..หรือหากจะพูดให้ถูกคือไม่ได้คิดอะไรเลย.. หรือควรจะคิด? ..

 

 

     วินาทีต่อมาผ้าห่มที่คลุมปิดท่อนล่างของหัวหน้าทีมจึงถูกดึงขึ้น เสียงร้องครางอย่างรำคาญดังออกมาเบาๆ เมื่อตนกำลังถูกรบกวนการนอน   รัมโลว์ขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมกับขยับตัวและกดศีรษะลงใกล้ข้างลำคอจนโรลลินส์สามารถสัมผัสได้ถึงไอร้อน…สัมผัสได้ถึงลมหายใจต่อเนื่องที่อยู่ใกล้กับตน
“ตื่นได้แล้วโดเบอร์แมน”

 

     ในที่สุดแจ็ค โรลลินส์จึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงยากจะอธิบาย นี่เป็นครั้งแรกที่รู้สึกอยากเลิกดื่มพวกแอลกอฮอล์เสียให้ได้.. อาการขาดสติอย่างรุนแรงคงไม่ได้ชักนำให้เขากับรัมโลว์ทำอะไรพิเรนๆ ไปเมื่อคืนหรอกนะ…

 

“รัมโลว์…”

 

     ไม่ใช่แค่เสียงที่พยายามปลุกเพื่อนร่วมเตียงแต่ในตอนนี้มือข้างที่ว่างกลับยกขึ้นตบใบหน้าเพื่อเรียกสติคนที่นอนหลับเป็นตายอยู่ข้างๆ อีกด้วย… หัวหน้าทีมสไตร์คขมวดคิ้วพร้อมส่งเสียงออกมาอย่างไม่พอใจแถมยังใช้ใบหน้าดันมือที่มาตบกลับไปเสียอีก

 

“…เงียบน่ะ….โรลลินส์..”

 

     เมื่อความพยายามเบื้องต้นไม่เป็นผลคงต้องกลับมาใช้ไม้แข็งกันอีกครั้ง โรลลินส์ออกแรงชันเข่าของตนเองขึ้นหวังจะดันร่างซึ่งทับตนอยู่ให้พลิกกลับไปแต่ดูเหมือนไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อรัมโลว์ใช้ท่อนแขนของตนดันให้ขานั้นเบี่ยงไปด้านข้าง

 

“ถ้านายตื่นแล้วก็ลุกสักที ฉันจะได้ไม่ต้องออกแรง”

 

“ทั้งที่เมื่อคืนนายออกแรงไม่ยั้งแท้ๆนะแจ็ค โรลลินส์”

 

     ความเงียบเข้าปกคลุมภายในห้องโดยทันทีเมื่อคำพูดของรัมโลว์ทำให้เขาแทบจะหยุดหายใจไปชั่วครู่.. โรลลินส์รู้สึกพูดไม่ออกกับคำล้อเล่นที่ได้รับกลับมา… แม้จะถูกหยอกอยู่หลายเรื่อง… แม้จะมีการแกล้งแซวกันไปมาตามประสาเพื่อนสนิทแต่ทำไมครั้งนี้เขาจึงรู้สึกแปลกกว่าครั้งไหน… นี่เขากำลังคิดอะไรอยู่..

 

“ฉันทำอะไร?”

 

     เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเช่นเดิมแม้ว่าในตอนนี้จะรู้สึกหน่วงไปหมด ยิ่งตื่นมาเจอรัมโลว์ปั่นหัวแต่เช้าก็ยิ่งรู้สึกอยากจะกลับไปนอนให้รู้แล้วรู้รอด… แต่ความคิดของโรลลินส์ก็ต้องถูกขัดขวางเมื่อเพื่อนร่วมทีมที่ทำตัวงัวเงียเมื่อครู่ลุกมานั่งทับร่างของตนจนได้

 

“แล้วนั่นนายจะทำอะไร”

 

     โรลลินส์เอ่ยถามขึ้นอีกครั้งขณะมองหัวหน้าทีมสไตร์คซึ่งยิ้มออกมานิดๆ ให้แก่เขา.. แม้จะไม่มีเสียงตอบรับหรือคำอธิบายใดใด แค่ทั้งสองคนมองสบสายตากันก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ อาจเพราะความสนิทสนมและช่วงเวลาที่ใช้ร่วมกันมานานของทั้งคู่.. แต่น่าหน่ายใจที่เจ้าหน้าที่ไฮดร้าอย่างแจ็ค โรลลินส์ไม่ต้องการที่จะรับรู้สาส์นในครั้งนี้เลย

 

     ‘ไม่’ คือคำที่เอ่ยกลับไปแก่ชายที่กำลังนั่งทับร่างของตนอยู่ และหวังว่ารัมโลว์จะเข้าใจความหมายของคำว่า ‘ไม่’ ที่ตนปฏิเสธออกไป … ไม่ใช่เช้านี้ที่เขาต้องไปออกกำลังหนักๆ … ไม่ใช่เช้านี้ที่เขาจะพาตัวเองออกไปทำภารกิจ…และไม่ใช่เช้านี้ที่เขาจะต้องถูกรัมโลว์ปั่นหัว..แม้จะโดนไปแล้วก็ตาม

 

 

     เสียงถอนใจดังขึ้นแผ่วเบาพร้อมกับใบหน้าที่ส่ายไปมาช้าๆ เพราะดูเหมือนว่าหัวหน้าทีมสไตร์คจะไม่รับฟังคำพูดของตนเลยแม้แต่น้อย
     ไม่นานนักรอยยิ้มของรัมโลว์กลับเปลี่ยนไป เขายกตัวขึ้นเล็กน้อยเหนือบริเวณที่ตนกำลังนั่งทับอยู่และชะงักไปชั่วครู่เหมือนเกิดบางอย่างขึ้น แม้ไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมามาก แต่โรลลินส์สามารถสังเกตเห็นสีหน้าได้อย่างชัดเจนและเขาก็พอจะรู้แล้วว่านั่นเป็นเพราะอะไร

 

“มาออกกำลังตอนเช้ากันหน่อยดีกว่าโรลลินส์ ฉันรู้สึกว่าแอร์ในห้องจะเย็นไปสำหรับนาย”

 

“ถ้าแอร์มันเย็นสำหรับฉัน มันคงเย็นสำหรับนายด้วยรัมโลว์”

 

     ทั้งคู่เงียบไปครู่หนึ่ง.. ไม่มีเสียงเอ่ยพูดอะไรอีกนอกจากความเงียบและการมองสบตากันเพียงเท่านั้น… ไม่มีใครสามารถทราบได้ว่าโรลลินส์และรัมโลว์คิดอะไร… ไม่มีใครสามารถทราบได้ว่าทั้งคู่กำลังสนทนาอะไรภายใต้ความเงียบ … ไม่มีใครสามารถเข้าใจถึงความสนิทสนมของทั้งสองคนได้ดีเท่ากับตัวของพวกเขาเอง

 

 

     แม้จะไม่มีคำตอบสำหรับโรลลินส์เรื่องเมื่อคืน… แม้จะไม่มีคำตอบเรื่องที่เสื้อผ้าถูกถอดอย่างเป็นปริศนา…. แม้จะไม่มีคำตอบอะไรเลยสำหรับเรื่องทั้งหมดนี้… แต่อย่างเดียวที่เขารู้คือตอนนี้เขามีสติต่างจากเมื่อคืน

 

– END –

 

>–)O ขอคนมีเมตตาพาเราไปเก็บทีครับ พีค 2RL ไม่ไหวแล้ว ชอบความสัมพันธ์เพื่อนๆ แบบนี้