[BlackPanther] Desire (2)

Standard
Title:  Desire (2)
Pairing:  Ulysses Klaue and Everett Ross
Movie: Black Panther
Writer: Zol Redfox

 

 

 

‘บ้าชิบ….’

 

เสียงนาฬิกาปลุกดึงเขาให้หลุดออกจากภวังค์ ห้วงความฝันที่แสนพิสดาร เขานอนหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่อาจทราบได้ เขาผล็อยหลับไปจริงๆ หลังจากที่ไม่ได้นอนพักผ่อนมาเป็นสัปดาห์ นั่นเพราะสมุนไพรนั่นน่ะหรือ? รอสส์กลับรู้สึกสงสัยขึ้นมา ไม่อยากยอมรับเลยว่ารู้สึกดีอยู่ลึกๆ สดชื่นเหมือนได้รีเฟรชตัวเองใหม่อีกครั้ง

 

‘หวังว่าจะเป็นวันที่ดี..’

 

เขาภาวนาในใจ อยากให้ภารกิจแสนยืดเยื้อนี้สิ้นสุดลงเสียที แค่มาสอดส่องคอยดูเป้าหมายแต่ข้อมูลที่ได้ดันคลาดเคลื่อน พอคิดขึ้นมาก็หัวเสียอยู่หน่อยๆ แต่ความหัวเสียนั้นก็อยู่ได้ไม่นานเมื่อประตูห้องถูกเคาะเรียก รอสส์ลุกจากเตียงเพื่อเปิดต้อนรับเจ้าหน้าที่ในทีมของเขา ชายร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อสูทตัวหรู

 

“แต่งตัวเหมือนเจ้าหน้าที่มากไป ถ้าอยู่ไกลๆ มองแวบเดียวก็รู้”

 

ชายหนุ่มตอบรับกลับไปเบาๆ เขาเป็นน้องใหม่ในทีม เพิ่งออกภาคสนามครั้งแรกการตัดสินใจจึงอาจจะดูไม่เฉียบคมโดนรอสส์สอนอยู่ก็มากครั้งแต่ถ้าเก็บคำพูดเขาไปปรับเปลี่ยนก็ถือว่าประสบความสำเร็จ สิ่งที่รอสส์ต้องทำในวันนี้ถูกฝากมากับเจ้าหน้าที่น้องใหม่ ข่าวเรื่องเป้าหมายของพวกเขา ระบุสถานที่และเวลาอย่างชัดเจน ประวัติข้อมูลเองก็บอกรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน ในที่สุด..เขาจะได้ไม่ต้องทรมานกับการมานั่งกังวลเรื่องอะไรพวกนี้อีกแล้ว จัดการเสร็จเขียนรายงานให้หัวหน้าแล้วจะได้พักผ่อนสักสัปดาห์ .. นั่นคือที่เขาคิด ความเป็นจริงอาจได้พักไม่ถึงวัน

 

หนึ่งความคิดที่ผุดขึ้นมาระหว่างเตรียมตัวออกไปทำภารกิจคือเรื่องของ ‘ชายคนนั้น’ ชายผู้ที่มีรอยสักแมงป่องตัวโตบนแขนขวา รอสส์สลัดความคิดออกไปไม่ได้ ปรารถนาในสิ่งที่อาจผิดกฎหมายสิ่งที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ดียิ่งกว่าการใช้ยานอนหลับ เขาต้องการมากกว่านี้.. ถ้าหากทำให้ผ่อนคลายได้จริงก็อยากจะมีเก็บไว้ ใช้ช่วงนี้สักช่วงอาจจะดีกับตัวเอง รอสส์ไม่อยากรายงานเรื่องความบกพร่องของตัวเขาให้ใครฟัง ไม่ต้องการเล่าเรื่องชีวิตตัวเองให้จิตแพทย์ฟัง สิ่งที่ต้องการคือของจากชายคนนั้น เขาอาจจะถูกวางยาเข้าให้แล้ว..

 

 

ร่างเล็กของเจ้าหน้าที่ซีไอเอก้าวเดินไปตามเส้นทางเดิม แต่งตัวด้วยชุดที่ไม่สะดุดตา ยังคงสวมด้วยเสื้อยืดและคลุมห่มร่างด้วยแจ็กเก็ตพอดีตัว ข้อมือข้างถนัดยกขึ้นกดเบาๆ ที่ช่วงอกก่อนจะพูดขึ้นคล้ายกับกำลังคุยกับตนเองแต่ความจริงนั้นกำลังสนทนากับคนในทีม รอสส์ทำหน้าที่เดิม ไม่ได้แตกต่างจากเคย การทำงานเป็นผู้เฝ้ามองบางครั้งก็ทำให้รู้สึกเบื่อหน่าย ไม่เหมือนครั้งที่เข้ามาใหม่ๆ เขาไฟแรงยิ่งกว่านี้มาก ตัดสินใจทำอะไรจนโดนตักเตือน สุดท้ายก็มาเป็นแบบนี้และพออายุมากขึ้นคงไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นให้ทำอีก กลายเป็นคนที่นั่งโต๊ะทำงานและมีอาการของออฟฟิศซินโดรมปวดเมื่อยตามหลัง บ่า ไหล่

 

รอสส์หย่อนตัวลงนั่งที่เบาะในโซนล็อบบี้โรงแรม หยิบนั่งสือพิมพ์ขึ้นอ่านและคอยเฝ้ามองอยู่ห่างๆ หากว่าเป้าหมายเดินเข้ามาพวกเขาจะสามารถรู้ได้ในทันที ระหว่างนี้ก็ได้แต่รอเวลา.. ไม่นึกเลยว่าบางสิ่งจะทำให้รอสส์ไขว้เขว ชายคนนั้น.. ชายผู้ที่มีรอยสักรูปแมงป่อง ชายผู้ที่ให้สมุนไพรแสนวิเศษแก่เขา นอนหลับใหลราวกับไม่เคยมีโอกาสได้นอนพัก ความปรารถนาในสิ่งสิ่งนั้นกำลังผลักดันให้รอสส์ลุกออกจากที่นั่ง เขายกนาฬิกาขึ้นอ่านเวลา ‘ครึ่งชั่วโมง’ น่าจะไม่ได้เสียหายอะไร เมื่อตัดสินใจเป็นที่เรียบร้อยเขาจึงเดินตรงเข้าไปหาในทันที

 

“ผมไม่นึกว่าคุณจะอยู่แถวนี้”

 

แน่ละ.. ร้านที่เขาไปนั่งคอยอยู่เมื่อวานอยู่ห่างออกไปจากโรงแรมพอตัว หากไม่ใช่ความบังเอิญก็คงเป็นอะไรสักอย่าง.. ในถิ่นที่ไม่ใช่ของพวกเขาการพบกันอีกครั้งเป็นเรื่องที่แสนประหลาดและจะประหลาดยิ่งกว่านี้หากพบกันบ่อยๆ ถ้าหากเป็นแบบนั้นขึ้นมาคงหมายถึงมีใครบางคนคอยตามอีกฝ่ายเข้าให้แล้ว

 

“ฉันอยู่ทุกที่ที่อยากอยู่”

 

ในตอนแรกเขาแสดงสีหน้าเหมือนตั้งคำถามว่า ‘นายคือใครวะ’ แต่เมื่อสบมองนัยน์ตาคู่นั้น สีหน้านั้น ถึงนึกออกได้ในทันที .. เขายังสวมด้วยชุดเสื้อผ้าตัวเดิมอยู่เลย รอสส์คิดกับตัวเอง ไม่ทันที่เจ้าหน้าที่ซีไอเอจะได้พูดกล่าวคำใดต่อแขนที่สลักด้วยลวดลายกางเขนกลับยกขึ้นโอบร่างเล็กนั้นเข้ามาใกล้ เขาดันร่างของรอสส์ให้เดินผละจากตรงที่เคยยืนอยู่พลางชี้นิ้วประกอบการสนทนา

 

“ฉันนึกแล้วว่านายต้องติดใจ”

 

“ผมไม่ได้ติดใจ ก็แค่อยากบอกว่ามันใช้ได้ผล”

 

“เห็นไหมล่ะ? แต่พูดมาแบบนี้แสดงว่าไม่อยากได้เพิ่มแล้วสิ?”

 

ชายร่างเล็กขมวดคิ้ว เกลียดนักเวลาถูกต้อนเข้ามุมด้วยคำพูดโน้มน้าวหรือทำให้ต้องกล่าวตามใจอยาก บางครั้งหากไม่อ่อนข้อก็คงไม่ได้สิ่งที่ต้องการ เขาถอนใจเบาๆ แล้วยอมเผยสิ่งที่ปรารถนานั้นออกมา

 

“ผมต้อง..”

 

“ชู่ว..”

 

ไม่ทันที่จะได้กล่าวจนสิ้นสุดประโยคนิ้วมือของชายผู้มากด้วยรอยสักกลับยกขึ้นแนบริมฝีปากปิดเสียงคำเหล่านั้นในทันที รอสส์ไม่ได้รู้สึกว่าตนกำลังถูกคุกคามไปมากกว่าแขนที่โอบกอดรอบตัวเขาอยู่ในตอนนี้ แขนซ้ายที่โอบไว้ราวกับพวกเขาทั้งสองเป็นคู่ที่มางานเลี้ยงหรือออกงานการกุศล

 

“มาหาได้หลังสี่ทุ่ม”

 

ชายคนนั้นนัดหมายคร่าวๆ พร้อมกับลดมือไปหยิบกระดาษและปากกาจากกระเป๋าเสื้อ เขียนรายละเอียดลงบนนั้นและยัดเข้ากระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตของรอสส์ แถมทิ้งท้ายไว้ด้วยรอยยิ้มและการขยิบตา

 

“อย่าลืมพกเงินไว้ในกระเป๋าด้วยนะ”

 

รอสส์กลายเป็นคนใบ้ไปชั่วขณะนั้น ไม่อาจทราบได้ว่าเคลิ้มกับคำพูดและท่าทางเหล่านั้นหรือเพราะเหตุผลอื่น คนแบบเขาเนี่ยนะคิดคำพูดไม่ออก? ตลกแล้วน่ะ.. ถึงจะพยายามปลอบใจแต่สุดท้ายก็ปล่อยชายคนนั้นให้เดินจากไป ตอนนี้เขาต้องกลับมาสนใจหน้าที่ความรับผิดชอบของตนเองเสียก่อนแม้ในใจจะกำลังรู้สึกสุขอย่างบอกไม่ถูก รอสส์นึกถึงสมุนไพรเหล่านั้นและเขากำลังจะได้มาครอบครองอีกครั้ง

 

 

 

 

ภารกิจสำหรับวันนี้ลุล่วงไปได้ด้วยดี ถึงจะถูกปรับเปลี่ยนมาหลายครั้งแต่มันก็เสร็จสิ้นลงในท้ายที่สุด รอสส์รายงานตรงต่อหัวหน้าทีม หลังจากนี้พวกเขาต้องเดินทางกลับ แน่นอนว่ารอสส์เลือกที่จะขอพักเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ระหว่างนี้จะรีบทำสรุปในส่วนของเขาและถ้าหากระหว่างพักผ่อนทีมต้องการความช่วยเหลือรอสส์ก็พร้อมจะกลับไปทำงานในทันที

 

“นายคิดจะไปไหนระหว่างที่หยุด?”

 

“ผมตั้งใจว่าจะอยู่ที่นี่สักสองสามวันแล้วค่อยกลับไปพักที่บ้าน”

 

“เที่ยวสักหน่อยก็ดี ฉันจะไม่ลงไว้ว่าเป็นการขอลางานเพราะนายระบุไว้ว่าพร้อมกลับมาทำหน้าที่หากมีการถูกเรียกตัวระหว่างพัก ถือซะว่าทำงานล่วงเวลา … ส่วนนาย..เรื่องที่บ้านเป็นอย่างไรบ้างล่ะตอนนี้?”

 

คำถามนั้นเป็นสิ่งที่รอสส์ไม่ต้องการพูดถึงมากที่สุดในตอนนี้ ที่เขาต้องการคือถอยห่าง ทิ้งเรื่องเหล่านั้นไว้เบื้องหลัง เรื่องครอบครัวเป็นหนึ่งสิ่งที่ทำให้เจ้าหน้าที่ซีไอเอปวดหัวจนต้องหันไปพึ่งสมุนไพรของชายคนนั้น หากเป็นไปได้รอสส์จะเลือกไม่ตอบคำถามอะไรที่เกี่ยวข้องกับตัวเองแม้ว่าหัวหน้าของเขาจะเป็นผู้ถามก็เถอะ

 

“เหมือนๆ เคยครับ”

 

รอสส์เลือกจะตอบออกไปเพียงเท่านั้น ไม่ต้องอธิบายหรือเปิดช่องทางให้ถามถึงอีก คำพูดนั้นทำให้รอสส์ได้รับรอยยิ้มเล็กๆ จากผู้อาวุโสกว่าคืนกลับมา ใช่ว่าหัวหน้าของเขาจะไม่ทราบ เรื่องของลูกน้องในทีมเขาทราบดีเลยทีเดียว

 

“ตอนนี้ไม่มีอะไรต้องทำเพิ่มแล้ว ไว้ถ้ามีเรื่องด่วนฉันจะบอกให้เฮนดริคติดต่อหาโดยตรง เขาเคารพนายมากเลยนะเด็กนั่น โดนนายดุบ่อยๆ สอนเขาบ่อยจนอีกหน่อยคงกลายเป็น เอเวอร์เร็ตต์ รอสส์ หมายเลขสอง”

 

“อย่าเลยครับ”

 

รอสส์ยกมุมปากขึ้นระบายยิ้มเพียงเล็กน้อย ถ้าหากน้องใหม่ของทีมกลายมาเป็นแบบเขาก็คงจะแย่น่าดู ทั้งใจร้อน บุ่มบ่ามและบางทีก็อาจจะดูพูดจารุนแรงเชือดเฉือนไปหน่อย ตอนนี้ก็นับว่าต่างจากเดิมไปมากแล้วยกเว้นเรื่องการพูดจา ถ้าหากน้องใหม่ของทีมจะกลายมาเป็นแบบเขาสมัยเข้ามาทำงานใหม่ๆ สงสัยจะได้ถูกตักเตือนกันไปทุกวี่วัน

 

หลังจากส่งรายงานและเข้าพบหัวหน้าทีม เวลาทั้งหมดในตอนนี้จึงตกเป็นของเจ้าหน้าที่ซีไอเอเช่นรอสส์ เขาพ่นลมหายใจออกมายาวๆ ถึงจะยังไม่ได้ไปพบชายคนนั้นแต่ในตอนนี้กลับรู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะทำงานเสร็จสิ้นหรือเป็นเพราะว่าคืนนี้จะได้ไปพบกับคนคนนั้น แต่เหนือสิ่งอื่นใดเขาต้องจัดการเรื่องเงินเสียก่อน เงินสดหรือเช็ค? ไม่น่าจะต้องถามให้มากความ ถ้าเป็นเช็คก็คงได้เด้งกันพอดีในเมื่อชื่อที่ใช้อยู่ก็ไม่ได้จริงไปกว่าตัวตนที่กำลังสวมบทบาท

 

ชายคนนั้นบอกให้ตนไปพบได้หลังสี่ทุ่ม ถ้าหากเผื่อเวลาเดินทางอะไรเล็กน้อยตอนนี้ก็ควรออกจากที่พักเดิมได้แล้วไม่นึกเลยว่าเฮนดริคจะมาหาตนถึงห้อง พวกเขาไม่ได้คุยอะไรกันมากมาย โดยรวมแล้วชายหนุ่มคนนั้นก็แค่ต้องการบอกให้วางใจเรื่องภารกิจต่อไปเท่านั้นเอง รอสส์คิดกับตัวเองว่าชายคนนี้จะร่าเริงได้ถึงเมื่อไหร่ หากชินชาเฉยชากับงานแล้วจะกลายเป็นคนไร้อารมณ์ไปเลยหรือเปล่า จะด้านชากับความรู้สึกของตัวเองเหมือนที่เขาอาจกำลังเป็นอยู่ในตอนนี้เลยหรือเปล่า เจ้าหน้าที่หน่วยราชการลับที่ต้องปลอมตัวเป็นคนนั้นคนนี้นอกจากการเป็นตัวเอง.. จะมีความรู้สึกใดหลงเหลืออยู่บ้าง รอสส์เพียงคิดไม่ได้ต้องการหาคำตอบใดใด ปล่อยให้มันเป็นไปและอะไรจะเกิดก็คงเกิดขึ้น

 

 

 

รอสส์เดินทางไปยังสถานที่นัดหมายหลังจากแยกกับเฮนดริคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ข้อมูลบนหน้ากระดาษใบเล็กไม่ได้บ่งบอกอะไรไปมากกว่าชื่อโรงแรมและห้องพัก หากถามว่าตื่นเต้นหรือไม่ คงตอบได้ว่าก็มีบ้าง เหนือสิ่งอื่นใด.. ชายคนนั้นทำให้รอสส์รู้สึกกังวลอยู่เล็กน้อย เขามาในฐานะคนธรรมดา ไม่ได้พกปืนหรืออุปกรณ์พิเศษใดใด ถ้าหากเกิดเรื่องไม่คาดคิดหวังว่าจะพาตัวเองรอดพ้นจากสถานการณ์เหล่านั้นได้อย่างชาญฉลาด แค่ซื้อของคงไม่เกิดเรื่องอะไรหรอกน่า

 

โรงแรมที่ชายคนนั้นพักไม่ได้ดูโอ่อ่าเลิศหรู เรียกว่าเป็นระดับกลางที่มีผู้คนนิยมมาเข้าพัก ทำเลดีเหมาะแก่การเดินทางไปไหนต่อไหนหรือแวะพักชมวิวเมือง เจ้าหน้าที่ซีไอเอเดินตรงไปด้านใน ขึ้นลิฟต์ไปชั้นที่ระบุอยู่บนหน้ากระดาษ ก้าวเดินไปตามโถงทางเดินที่มีเสียงอันหลากหลายรอดผ่านจากฝาผนังมาให้ได้ยิน ดึกป่านนี้บางคนคงจะมีกิจกรรมให้ได้ทำเป็นพิเศษ สำหรับรอสส์หากข้างห้องมีกิจกรรมอะไรทำกันทั้งคืนก็ขอที่อุดหูเสียดีกว่าถึงพักหลังมานี้จะเป็นโรคนอนไม่หลับติดๆ กันก็ตาม

 

ชายร่างเล็กหยุดยืนอยู่หน้าบานประตูห้องที่มีหมายเลขระบุตรงกับที่ได้รับข้อมูลมา รอสส์คิดกับตัวเองว่าอะไรทำให้ตนต้องมาที่นี่ กระหายในสิ่งของหรือว่าถูกดึงดูดด้วยสิ่งอื่น มาคิดเอาป่านนี้คงไม่ทันแล้วคุณเจ้าหน้าที่เอเวอร์เร็ตต์ รอสส์ ฉุกคิดช้าเกินไปหน่อยนะ.. เขาส่ายศีรษะกับตัวเองก่อนจะตัดสินใจเคาะประตูห้องไปสองที

 

Knock! knock!

 

ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นบานประตูจึงเปิดออก ชายผู้มากด้วยรอยสักคนเดิม แสดงสีหน้าเหมือนเดิมยกเว้นรอยยิ้มแสยะที่ดูแฝงไว้ด้วยแผนการบางอย่าง เขาเปิดประตูออกจนกว้างปล่อยให้ชายผู้เป็นลูกค้าเดินเข้ามาภายในห้องที่ถูกจัดเป็นระเบียบเรียบร้อย รอสส์จะกล่าวชมเงียบๆ ว่าตนค่อนข้างแปลกใจกับการจัดเรียงของภายในห้องพัก นัยน์ตาคู่สวยสอดส่องไปทุกมุมห้อง นิสัยช่างสังเกตและวางแผนประกอบการเอาตัวรอดอย่างที่เคยฝึกมากำลังทำงานเข้าให้แล้ว

 

ชายเจ้าของห้องวางมือลงบนบ่าเล็กก่อนจะบีบเบาๆ พร้อมกับเปล่งด้วยน้ำเสียงกระซิบแม้ว่าภายในห้องจะมีเพียงพวกเขาทั้งสองคนก็ตาม นึกแล้วสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้พกอุปกรณ์ใดใดมานั่นก็ดูน่าหวั่นใจอยู่หน่อยๆ

 

“นั่งลงก่อนเดี๋ยวฉันจะให้นายลองอีกตัว”

 

Advertisements

[BlackPanther] Desire (1)

Standard
Title:  Desire
Pairing:  Ulysses Klaue and Everett Ross
Movie: Black Panther
Writer: Zol Redfox

 

 

แรงปรารถนา.. ใช่.. ใครๆ ก็มีกันทั้งนั้นแม้แต่เจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการอย่าง เอเวอเรตต์ รอสส์

 

 

ภายในห้องประชุมขนาดกลาง จอมอนิเตอร์ฉายภาพข้อมูลบุคคลและหัวข้องาน เหล่าเจ้าหน้าที่ต่างจดจ่อตั้งใจฟังสิ่งที่ถูกนำเสนออยู่บนภาพฉาย หลายบุคคลที่ถูกกล่าวถึงและยกให้ต้องติดตาม ไม่ว่าจะด้วยเรื่องงานหรือชีวิตประจำวัน พวกเขาทำกันแบบนี้เป็นเรื่องปกติและมักเป็นพวกตัวใหญ่ๆ ของวงการที่อาจบั่นทอนทำลายประชาคมโลก

 

รอสส์มีชีวิตประจำวันแบบนี้ นั่งฟังรายงาน คอยติดตามเหล่าผู้คน ตามจับจอมวายร้ายมาสอบสวนเค้นความจริง ยิ่งอายุมากขึ้นก็ต้องทำงานนั่งโต๊ะมากขึ้น ใช่ว่าฝีมือเขานั้นจะค่อยๆ ถดถอยจนอ่อนปวกเปียก เขาสั่งสมประสบการณ์และหมั่นฝึกฝนฝีมืออยู่เสมอ ยิ่งประสบการณ์มากยิ่งพาตัวเองไปได้ไกล สักวันเขาคงได้ออกไปใช้ชีวิตสุขสบายอยู่ที่ไหนสักที่กับครอบครัว เขาหวังไว้มาเนิ่นนาน…

 

รายงานวันนี้ดูจะพิเศษกับเจ้าหน้าที่อาวุโสอย่างรอสส์เสียหน่อยเพราะข้อมูลของคนคนหนึ่งปรากฏขึ้นบนจอภาพ คนที่เขาอาจจะรู้จักแต่ไม่ได้รู้จักเป็นอย่างดี หลังจากที่นั่งฟังมาหลายชั่วโมงชายผู้นี้กลับดึงดูดความสนใจของรอสส์ได้จนไม่น่าเชื่อ ภาพเก่าๆ หวนย้อนคืนกลับมาอีกครั้งราวกับเขื่อนกั้นน้ำพังทลายลง ภายในใจกระวนกระวายแต่กลับแสดงออกดังเช่นที่ถูกฝึกมา สุขุมและเยือกเย็น การแสดงความสุขุมคือสิ่งที่รอสส์ถนัดแต่เขาไม่อาจปฏิเสธอารมณ์ที่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้นั้นได้เลย

 

“ยูลิซิส คลอว์”

 

ชื่อชายฉกรรจ์ที่ถูกจับตามองจากหลายหน่วยงาน เขาไม่ใช่เพียงพ่อค้าอาวุธหรือพ่อค้าของผิดกฎหมายจากใต้ดิน แต่เขาขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม เป็นมหาโจรที่ทำงานได้อย่างแยบยล เป็นผู้มากด้วยประสบการณ์ หากต้องการของสิ่งใดเขาจะหามาให้ ต้องการของหายากเพียงใดเขาจะนำมาให้ตราบใดที่ผู้ซื้อมีกำลังทรัพย์มากพอ ไม่ว่าจะเป็นคนดีคนเลว นักธุรกิจ มหาเศรษฐีหรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานใดคลอว์ยินดีทำงานร่วมด้วยกับทุกคน เรื่องของตอบแทนที่มีมูลค่าสูงคือสิ่งที่ต้องมาอันดับแรก

 

รอสส์อาจกำลังกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย อารมณ์ที่แปรเปลี่ยนไปนั้นแทบจะปกปิดเอาไว้ไม่อยู่อีกต่อไปแล้ว เขายกนิ้วมือขึ้นดันกับข้างขมับ ทำเป็นสนใจหน้าจอและคำบรรยายแต่ความคิดนั้นดันย้อนกลับไปยังอดีตห่างไกล ครั้งที่เขาพบกับคลอว์ครั้งแรก แรงปรารถนาครั้งที่เขาไม่มีวันลืม

 

 

 

 

หลายปีก่อนหน้านี้

 

เจ้าหน้าที่รอสส์ ชายร่างเล็กในชุดเสื้อผ้าแสนธรรมดา เขารู้สึกเหนื่อยล้าจากภารกิจ อ่อนล้าหมดแรงไม่ต่างจากปัญหาเรื่องของครอบครัว มีบ้างในบางครั้งที่ต้องการหายไปซะเดี๋ยวนั้น ต้องการออกไปพักผ่อนที่ไกลๆ แต่ก็ทำได้แค่วนเวียนอยู่ในพื้นที่การทำงานเหมือนเช่นครั้งนี้ การติดตามนักธุรกิจรายใหญ่ที่คาดว่าจะทำการซื้อขายกับผู้ค้าอาวุธ ภารกิจที่คอยเฝ้าติดตามไม่ได้เข้าไปขัดระหว่างการซื้อขาย ทีมของเขามารออยู่แล้วสองวันแต่ยังไร้ซึ่งวี่แวว ช่วงเวลาหนึ่งรอสส์ถึงหลุดจากภารกิจและตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง

 

บางครั้งการทำงานนั้นก็แสนจะน่าเบื่อ…

 

“ไม่ใช่คนแถวนี้สินะ?”

 

เสียงเอ่ยทักดังขึ้นจากที่นั่งข้างๆ ไม่น่าแปลกใจหากจะพบผู้คนมากหน้าหลายตาเมื่อใช้เวลาอยู่หน้าเคาท์เตอร์บาร์นานนับชั่วโมง รอสส์ดื่มไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แทบจะไม่ได้ดื่มเลยก็ว่าได้ ของเหลวสีใสนั้นยังคงอยู่ในแก้วราวกับเพิ่งสั่งมาใหม่ นัยน์ตาสีสวยสบมองผู้เอ่ยทัก ความรู้สึกครั้งแรก.. รอสส์สังเกตได้ถึงความบ้าคลั่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้แววตา ต่างจากการแต่งตัวและการแสดงออกที่ดูมีภูมิฐานเหมือนพวกนักแสดงมากกว่านักธุรกิจ

 

“ผมมาเที่ยวน่ะ”

 

รอสส์เลือกจะตอบกลับไปสั้นๆ แล้วยกแก้วเครื่องดื่มนั้นขึ้นจิบเหมือนเป็นการแสดงออกเพื่อบอกผู้ที่เข้ามาทักทายว่าตนกำลังจะไปแล้ว

 

“บริติชกาย? อเมริกัน? มาไกลถึงนี่ท่าทางจะไม่ใช่เที่ยว มาเรื่องธุรกิจ?”

 

เขาเผลอแสดงสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อยเมื่อเริ่มถูกซักไซ้ สำเนียงของคู่สนทนาก็ไม่ได้ต่างจากชาวยุโรปเท่าไหร่นักหรอก

 

“ผมคิดว่าไม่ใช่ธุระของคุณ”

 

“ฉันเลี้ยงนายสักแก้วดีไหม เห็นนายนั่งมานานแล้วฉันเองก็รอเพื่อน ไม่มาสักที”

 

คู่สนทนาแทบจะมัดมือชกเมื่อเขายกมือขึ้นสั่งบาร์เทนเดอร์เพื่อเลี้ยงเครื่องดื่ม รอสส์ควรปฏิเสธแต่รอยสักรูปแมงป่องที่แขนขวากลับดึงดูดความสนใจไปชั่วครู่ ชายคนนี้เข้าหาเขาด้วยเหตุผลบางอย่างหรือว่าเป็นนักท่องเที่ยวที่ต้องการหาเพื่อนคุยระหว่างอยู่ต่างถิ่นกันแน่

 

“ผมจ่ายเอง”

 

“อ๊ะ อ๊ะ!”

 

ชายคนนั้นส่งเสียงพร้อมกับเลื่อนมือขึ้นจับแขนของเจ้าหน้าที่ซีไอเอเพื่อเป็นการห้าม รอสส์ขมวดคิ้ว การถึงเนื้อถึงตัวนี้ดูจะแปลกไปหน่อยแต่เขาจะไม่แสดงความไม่พอใจออกไปมากก็แล้วกัน ในเมื่ออยากเลี้ยงนักเขาก็จะยอมดื่มให้ หลังจากนั้นจะได้แยกย้ายกันไปเสียที หวังว่าวันนี้เป้าหมายของเขาจะเดินทางมาถึงที่นี่แล้ว

 

“ชนแก้ว!”

 

เขาคนนั้นกล่าวพูดโดยไม่รอให้รอสส์ได้ปฏิเสธ แถมเลื่อนแก้วมาชนกับเขาเสียอีก นิสัยการเข้าหาคนอย่างเป็นธรรมชาติและพยายามผูกมิตรอย่างรวดเร็วคงเป็นความสามารถพิเศษของคนคนนี้ เขาคิดก่อนจะยกแก้วดื่มโดยที่สายตายังคงจ้องมองอย่างจับพิรุธ

 

“รู้ไหมว่านายดูเครียดจริงๆ ถ้าอยากผ่อนคลายฉันช่วยได้นะ”

 

‘ขายยาสินะ’ รอสส์คิดกับตัวเอง อาจจะคิดในแง่ร้ายเกินไปสักหน่อย

 

ถ้าหากอีกคนขายยาจริงถึงจะอยากจับกุมแต่เขาคงทำได้แค่ปฏิเสธอย่างหนักแน่นแทนการเปิดเผยตัวตน หน้าที่เขาไม่ใช่มาล่อซื้อยา งานที่ต้องทำคือเฝ้าสังเกตการการค้าอาวุธเท่านั้น หรือถ้าหากได้ข้อมูลเกี่ยวกับยาก็คงส่งให้อีกหน่วยงานมาจัดการ แต่อย่างว่า..นี่ไม่ใช่ธุระของเจ้าหน้าที่ซีไอเออย่างเขาเลยสักนิด

 

“สมุนไพรจากเอเชีย ชงดื่มจะทำให้ผ่อนคลายนอนหลับสบายไร้กังวล”

 

ชายคนนั้นหยิบซองบรรจุขนาดเล็กขึ้นมาวางลงบนโต๊ะ เลื่อนซองนั้นไปให้รอสส์ก่อนจะกล่าวต่อเหมือนอ่านใจคนได้ เป็นใครก็ต้องกลัวเรื่องที่ว่าเป็นสารเสพติด

 

“ไม่ผิดกฎหมายไม่ต้องห่วง ลองดื่มดูถ้าชอบหรือติดใจอยากได้เพิ่มติดต่อมาได้เป็นของนำเข้า”

 

เขาส่งเสียงจิ๊จ๊ะเหมือนแสดงออกว่ากำลังชอบใจในอะไรบางอย่าง รอสส์ไม่อาจรู้ได้ว่าชายคนนี้กำลังคิดอะไร รอยยิ้มที่ส่งมากับท่าทางขยิบตานั่นอีก

 

“ถือว่าให้ทดลองฟรีอย่างเป็นมิตร ให้เฉพาะนายเลยนะ เห็นครั้งแรกก็ถูกชะตาด้วยแล้ว”

 

รอสส์อยากจะบอกอยู่หรอกว่า ‘แต่ผมไม่..’ เขาได้แต่เก็บเงียบไว้ในใจเท่านั้น นั่งมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย สงสัยตั้งแต่ต้นจนจบตั้งแต่เข้าหาจนกระทั่งเดินจากไป บังเอิญ? ก็ไม่น่าใช่.. นัยน์ตาคู่สวยมองตามแผ่นหลังชายคนนั้นกระทั่งเขาเดินหายไปอยู่อีกมุมหนึ่งของร้าน เขาคงเป็นพ่อค้าสินะ.. เพราะเหมือนจะไปหาเหยื่อรายถัดไปเสียแล้ว

 

 

 

รอสส์ยังคงนั่งอยู่ที่นั่น บนเก้าอี้ตัวเดิมหลังจากผ่านไปได้ราวๆ ชั่วโมงตั้งแต่เขาได้รับสมุนไพรปริศนามาไว้ในกระเป๋าเสื้อ ไม่มีวี่แวว ไม่มีการติดต่อจากหัวหน้า มีแต่ประโยคบอกเล่าที่ว่าวันนี้เป้าหมายยังไม่มาแน่ๆ หน่วยข่าวกรองบ้าบออะไร ทำไมถึงไม่แม่นยำเอาเสียเลย อยากจะบ่นอยู่หรอกแต่เขาก็ทำได้แค่คิดกับตัวเอง คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ คิดเรื่องงาน คิดเรื่องครอบครัว กดดันจนอยากจะหายไปพักร้อนสักสองเดือน

 

ถ้าหากมีสิ่งที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ช่วยให้นอนหลับสบายก็คงจะคงดี…

 

‘ไม่…’

 

มือซ้ายยกขึ้นวางแนบกระเป๋าเสื้อแทบจะทันทีที่นึกถึง แน่ใจหรือว่าจะนำของจากคนแปลกหน้ามาชงดื่ม ถ้าหากทำให้มึนเมาจนไม่สามารถลุกมาทำงานได้พรุ่งนี้คงเป็นเรื่องแต่ว่าการอดนอนและความเครียดสะสมเหล่านี้อีกเพียงนิดเดียวอาจจะทำให้เขาระเบิดออกมา รอสส์ควรเลือกการพบจิตแพทย์เพื่อระบายความอัดอั้นแต่คนแบบพวกเขาไม่ชอบพูดเรื่องตัวเองและสิ่งที่กล่าวไปอาจจะเป็นตัวตนที่พวกเขาสร้างขึ้นระหว่างทำภารกิจก็ได้ ไม่มีใครรู้ดีไปมากกว่าตัวของตัวเอง

 

เมื่อกลับถึงห้องพักรอสส์บอกกับตนเองว่าเขาจะดื่มสิ่งที่เพิ่งได้รับมา การกระทำนี้อาจไม่ได้ชาญฉลาดแต่เขาได้ตัดสินใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่มีอะไรจะเสียและไม่ได้ผิดหากจะลอง ถ้าหากเจ้าสิ่งนี้ช่วยให้เขาผ่อนคลายได้แม้เพียงไม่กี่ชั่วโมงก็นับว่าดี แต่ถ้าจะดีที่สุดคงเป็นตอนที่เขาสามารถนอนหลับพักผ่อนโดยไร้ซึ่งความกังวล ณ ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดคือการผ่อนคลาย

 

รอสส์เทผงสมุนไพรชงกับน้ำอุ่นตามที่เข้าใจ บางทีดื่มไปอาจไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นก็ได้ อาจเป็นแค่ของหลอกตา อย่างว่านะ.. เขายักไหล่กับตัวเองก่อนยกแก้วเครื่องดื่มนั้นขึ้นมาดม กลิ่นที่โชยมาแตะจมูกไม่ได้เลวร้าย หวังว่ารสชาติจะไม่ได้เลวร้ายเช่นเดียวกัน นั่นคือสิ่งที่เขาคิดแต่เมื่อรู้ตัวอีกทีดันดื่มจนหมดแก้ว ไม่อาจทราบได้ว่านั่นเพราะรสชาติอร่อยหรือความกระหายในน้ำดื่ม

 

เสื้อแจ็คเก็ตถูกนำไปแขวนกับราวผ้า นาฬิกาปลุกถูกตั้งอยู่ที่โต๊ะหัวเตียงเตรียมร้องบอกเวลา รอสส์พ่นลมหายใจยาวๆ ทุกคืนเขามักนั่งเอนตัวดูโทรทัศน์และลุกจากเตียงในตอนเช้าโดยไม่ต้องพึ่งนาฬิกา เขาไม่ค่อยได้นอนหลับเลยภายใต้ความกังวลเหล่านี้ คืนนี้จะแตกต่างหรือเปล่า.. ดูเหมือนเขาจะหวังเอาไว้หลังจากดื่มสมุนไพรแก้วนั้นไปแล้ว

 

[Marvel]Wolverine: Wild Animals

Standard

 

Title:  Wild Animals
Pairing:  Victor Creed l Sabretooth and Wolverine l James ‘Logan’ Howlett
Comics: Wolverine (Marvel Studio)
Writer: Zol Redfox

 

 

Note : กิจกรรม Week 12 ของ 
Wild Animals in this chapter is Sabretooth, Wolverine and Tiny Wolverine

 

 

 

เจมส์ ‘โลแกน’ ฮาวเล็ตต์ คิดเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งกับตนเองอยู่หลายครั้ง คิดมาเนิ่นนาน บางทีเขาอาจจะคิดถึงเรื่องนี้มาตลอดตั้งแต่สูญเสียความทรงจำครั้งแรก หรืออาจจะครั้งที่สอง? ที่แน่ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของเขาทั้งชีวิตได้เลย เขาไม่อยากเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ ไม่เคยคิดอยากจะเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ เขาต้องการเป็นคนธรรมดา ผู้ชายแสนธรรมดาที่มีครอบครัวและมีลูกๆ ลูกที่เป็นที่รักของเขามากกว่าใครอื่น แต่ความพิเศษนั้นกลับถูกฝังหยั่งลึกไว้ในสายเลือด ในกรรมพันธุ์ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ‘วูล์ฟเวอรีน’ ไม่มีสิทธิ์ได้เลือกและเขาก็ต้องยอมรับกับความพิเศษนี้ ‘มนุษย์กลายพันธุ์’ ที่มีกรงเล็บและประสาทการรับรู้ดั่งสัตว์ป่า

 

หากมีโอกาสโลแกนก็อยากจะหายไปใช้ชีวิตแสนเรียบง่ายแต่ส่วนหนึ่งกลับพยายามต่อต้านเขาถูกปลูกฝังจากเพื่อนคนสำคัญ ‘ชาร์ลส์ เอ็กซ์ เซเวียร์’ ชายผู้ที่ทำให้โลแกนเป็นอย่างที่เป็นแม้ภายในใจจะบอกกับตนเองมานับครั้งไม่ถ้วน คนเช่นเจมส์ ฮาวเล็ตต์ไม่ต้องการเป็นฮีโร่ เขาต้องการพักจากการเป็นฮีโร่… พอแล้ว.. มันมากเกินพอแล้ว ไม่มีใครรู้ดีไปมากกว่าตัวของเขาเอง

 

‘Enough, old man. You can’t do this shit anymore. You can’t do it anymore…’

 

หยาดเลือดไหลหยดลงกระทบกับพื้นกรงเล็บแหลมที่เชือดเฉือนมานักต่อนักค่อยๆ เคลื่อนกลับคืนสู่ใต้ผิวหนัง กรงเล็บที่ถูกหล่อหลอมเป็นหนึ่งเดียวกับอดาแมนเทียม โลหะที่แข็งแกร่งมากที่สุดชนิดหนึ่ง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดโลแกนได้มันมาเพราะการเข้าร่วม ‘Project X’ และเขาก็ไม่ได้ยินดีกับมันสักเท่าไหร่ เขาพอแล้ว.. ตลอดหลายสิบปีที่มีชีวิตมาเขาพอแล้ว การต่อสู้ที่ผ่านมาตลอดร้อยปี สงครามที่เคยฝ่าฟันมา..เหล่าผู้คนที่เขาต้องสู้ตลอดมา เขาพอแล้ว.. วูล์ฟเวอรีนพอกับเรื่องเหล่านี้แล้ว

 

 

หลายเดือนที่วูล์ฟเวอรีนหายเข้ากลีบเมฆ ไม่มีใครทราบว่าชีวิตของชายผู้นี้เป็นเช่นไร ผู้ที่สามารถบอกได้ดีที่สุดเป็นใครไปไม่ได้นอกจากโลแกน หากให้กล่าวในตอนนี้เขาก็คงบอกออกมาว่า ‘สบายดี’   ชุดสูทวูล์ฟเวอรีนที่เคยสวมตลอดมาถูกเก็บไว้ภายในกล่องไม้ เก็บซ่อนไว้ราวกับว่าจะไม่มีผู้ใดได้สวมชุดนี้อีก ชีวิตของโลแกนเป็นไปอย่างที่เขาต้องการ ชีวิตเรียบง่ายอยู่กลางหุบเขา ท่ามกลางป่าไม้และสัตว์ป่า ‘ความสุข’ นั่นเป็นสิ่งที่เขาต้องการมาตลอดหลายปี หากไม่สามารถพบความสุขกับมนุษย์ได้อย่างน้อยก็ขอให้ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติก็เพียงพอ

 

ไม่นึกเลยว่าความสุขของเขานั้นจะสั้นนัก…

 

..Sniff… Sniff..

 

ความคุ้นเคย…ความโกลาหล.. จมูกที่ไวต่อกลิ่นดั่งสัตว์ป่าสูดดมกลิ่นที่ลอยมาตามสายลม ไม่ใช่เรื่องดี.. ไม่เคยเป็นเรื่องดีเลยเมื่อเขาต้องพบหน้าชายคนนี้ การพบกันของพวกเขาทั้งสองมันไม่เคยดีเลยแม้สักครั้งเดียวยกเว้นครั้งแรกสุดที่ผ่านมานานหลายสิบปี.. โลแกนขมวดคิ้วหลังจากวางข้าวของลงบนโต๊ะ เขาก้าวเท้าเดินไปหยุดอยู่ที่บานประตูบ้าน ไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้มาเยือนเคาะประตูเสียด้วยซ้ำ เพียงกลิ่นอันแสนคุ้นเคยนี้มาแตะจมูกก็ทราบในทันทีแล้วว่าคือใคร เขากระชากบานประตูเปิดออก

 

“Fuck off, Creed. I’m …..”

 

เสียงของวูล์ฟเวอรีนขาดตอนไปครู่หนึ่ง คิ้วที่ขมวดมุ่นนั้นเป็นปมมากกว่าเก่า สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าไม่ใช่ชายร่างยักษ์อย่างที่เขาคาดการณ์ สิ่งที่ปรากฏให้เห็นตรงหน้าเป็นสัตว์หน้าขนตัวสีน้ำตาลเข้มแกมดำ อุ้งมือของมันแสดงเด่นอยู่ตรงหน้า ใบหน้าและคมเขี้ยว ให้ตายเถอะครีด..นี่นายเล่นอะไรของนาย? โลแกนไม่เคยเข้าใจการกระทำนี้เลย

 

“Do ya miss me, runt?”

 

นั่นคือประโยคคำพูดของ ‘เซเบอร์ทูธ’ คู่ปรับตลอดกาลของวูล์ฟเวอรีน ไม่นึกเลยว่าการมาหาครั้งนี้จะมีสัตว์หน้าขนในอุ้งมือติดมาด้วย

 

“What do you want from me, bub?”

 

น้ำเสียงประชดประชันยังคงแฝงอยู่ในประโยคคำพูด เขาแสดงสีหน้าไม่พอใจแหงนใบหน้ามองชายร่างสูงกว่า โลแกนไม่เคยแสดงสีหน้าพอใจเลยสักครั้งเมื่อต้องมาพบหน้าเซเบอร์ทูธ มือทั้งสองกระชับกำหมัดแน่น รู้สึกได้ถึงโลหะที่กำลังเคลื่อนอยู่ใต้ผิวหนัง เตรียมพร้อมเข้าปะทะกับชายตรงหน้าในทุกเมื่อ ‘วิคเตอร์ ครีด’ ไม่เคยปล่อยให้เขาได้พักหายใจ ทุกครั้งพวกเขาทั้งคู่มักจะปะทะกันและแทบทุกครั้งก็มักจะเป็นเหตุผลอันแสนไร้สาระของครีด …ครีดกระหายในตัวของวูล์ฟเวอรีน…

 

“You didn’t answer my question.”

 

“Grr.. NEVER.. I never miss you, Creed.”

 

โลแกนขมวดคิ้วแสดงสีหน้าไม่พอใจขณะที่ครีดหลุดส่งเสียงหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะที่ทำเอาโลแกนอยากจะเฉือนปากสักทียิ่งเห็นรอยยิ้มที่ฉีกกว้างโชว์คมเขี้ยวแหลมดั่งเสือตัวโตนั่นแล้วยิ่งอยากจะข่วนเข้าที่ใบหน้าจนเป็นรอยกรงเล็บของเขา เขาได้เพียงคิดเพราะเมื่อกรงเล็บแหลมนั่นเฉือนลงบนผิวเนื้ออีกคนไม่นานแผลที่เกิดขึ้นจะสมานกลับเข้าที่ดังเดิม..

 

ภายในอุ้งมือทั้งสองของครีดอุ้มสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเอาไว้ไม่ได้ปล่อยให้หลุดหนี แท้จริงแล้วจะจับด้วยมือเดียวโลแกนแน่ใจว่าครีดสามารถทำได้โดยง่าย การมาประคองสองมือคงทำให้เห็นเหมือนเป็นการถนอม สิ่งมีชีวิตที่ครีดมองว่าไม่แตกต่างจากวูล์ฟเวอรีนเลยสักนิด.. ความจริงแล้วมันไม่แตกต่างเลยคงถูกต้องกว่า

 

“Here..”

 

“What?!”

 

“My gift.”

 

“What are you doin’? Why you bring this ‘Wolverine’ to me?”

 

“’Cause he is tiny and I think ‘bout you when I saw this runt.”

 

โลแกนเงียบไปสักพักใหญ่ มองจ้องใบหน้าของเซเบอร์ทูธก่อนจะปิดประตูบ้านลงในทันที นี่ครีดเล่นบ้าอะไร จู่ๆ มาบอกว่าเห็นวูล์ฟเวอรีนตัวนั้นแล้วคิดถึงเขา แค่นึกก็ขนลุกขึ้นมาแล้ว นี่ไปโดนใครฉีดยาอะไรมาหรือเปล่าก็ไม่รู้ หรือแค่เป็นบ้าอยากขอคืนดี? ไม่ล่ะ.. เขาขอผ่าน

 

“Runt!!”

 

เซเบอร์ทูธเริ่มส่งเสียงโหวกเหวก เขาจงใจส่งเสียงดังๆ กวนประสาทเสียมากกว่า การก่อกวนโลแกนเป็นสิ่งที่เขารักเสมอมา นอกจากตามล่าวูล์ฟเวอรีนแล้วยอมรับเลยว่าเขารักการได้ปะทะกับวูล์ฟเวอรีนแม้หลายครั้งมันจะไม่มีเหตุผลก็ตาม

 

“Go away, Sabretooth!! Go back with ‘YOUR’ tiny Wolverine!!”

 

โลแกนส่งเสียงตะโกนกลับออกไป อยากจะกระโดดเสียบลำตัวอีกคนด้วยกรงเล็บอยู่หรอกแต่เขาขออยู่เงียบๆ ท่ามกลางธรรมชาตินี้ทีเถอะ ไม่ต้องการได้กลิ่นคาวเลือดหรือปะทะกับใคร อยู่เงียบๆ มาได้หลายเดือนไม่นึกเลยว่าครีดจะตามเขาจนเจอ…อีกครั้ง… เป็นแบบนี้ทุกครั้งไม่ว่าเขาจะไปซ่อนอยู่ที่ใดของมุมโลก

 

บานประตูถูกเปิดออกในที่สุดเรียกว่ากระเด็นจากที่เคยอยู่เข้ามาในตัวบ้านคงถูกกว่า โลแกนนึกไว้อยู่แล้วว่าอีกคนจะต้องพังเข้ามา ไม่เคยมีการทำอะไรนุ่มนวลต่อกันเลยสักครั้ง เขามองเจ้าวูล์ฟเวอรีนตัวเล็กกระโดดวิ่งเข้าไปในบ้านก่อนจะหันกลับไปหาเซเบอร์ทูธที่ตั้งท่าเตรียมเข้าปะทะเสียเต็มที่ ฮอร์โมนที่หลั่งออกมาเขาได้กลิ่นอย่างชัดเจนและแน่นอนว่าฮอร์โมนนั้นก็ทำให้ร่างกายของเซเบอร์ทูธขยายใหญ่ขึ้น เข้าสู่โหมดออกล่าเต็มตัว

 

“You forgot again, runt”

 

เซเบอร์ทูธส่งเสียงคำรามในลำคอ เสียงคำรามที่ดูจะแสดงความปิติเป็นอย่างมากเมื่อเห็นกรงเล็บแหลมเคลื่อนผ่านออกจากผิวเนื้อนั้น

 

SNIKT!!

 

เสียงอันแสนคุ้นเคย…

 

“I remember everything you did to me.”

 

“Nah~ Logan. You forgot one thing.”

 

ครีดส่งเสียงคำรามดัง มือกางกรงเล็บทั้งสองข้างพร้อมวิ่งเข้าปะทะกับร่างเล็กของวูล์ฟเวอรีน เสียงของโลแกนที่พยายามออกแรงจัดการกับชายตรงหน้า เขาต้องใช้แรงและกำลังมหาศาลทุกครั้งที่ต้องเข้าปะทะกับเซเบอร์ทูธ กรงเล็บแหลมแทงเข้าไปในผิวเนื้อของวิคเตอร์ ครีดจังหวะนั้นเองที่อุ้งมือใหญ่คว้าจับกับลำคอของโลแกนกระแทกเข้ากับข้างกำแพงในทันที เลือดที่ไหลรินออกจากบาดแผลกลางลำตัวแม้จะทำให้เจ็บแสบแต่กลับหยุดความกระหายของสัตว์นักล่าอย่างเซเบอร์ทูธไม่ได้เลย

 

กรงเล็บแหลมของครีดกรีดลงบนลำคอของวูล์ฟเวอรีน เขาพยายามส่งเสียงและออกแรงขัดขืน แต่กลับดูไร้ค่าเมื่อพยายามสู้แรงเซเบอร์ทูธตรงๆ เขาไม่มีทางชนะสัตว์ป่าแสนกระหายตรงหน้านี้ได้เลย ครีดแสยะยิ้มกว้าง แสดงความพึงพอใจอย่างที่เขามักกระทำ รู้สึกดีเสียจนอยากจะขย้ำชายตรงหน้าเสียเดี๋ยวนั้น ลิ้นร้อนเลียชิมรสเลือดที่ไหลซึมออกมาจากบาดแผล ไม่ว่าอย่างไรรสชาติของวูล์ฟเวอรีนก็ยังคงอร่อยไม่ได้ต่างจากที่ผ่านมา

 

 

“You’re my Wolverine. Always and forever.”

 

“Hhh.. Fuck…”

 

 

[Marvel]Hawkeye: All my life

Standard
Title: All my life
Pairing: Bruce Banner l The Hulk and Clint Barton l Hawkeye
Comics: Civil War II (Marvel Studio)
Writer: Zol Redfox
Note: เรื่องราวช่วง CWII หลังจากที่ยูลิซิสเห็นนิมิตว่าบรูซ แบนเนอร์จะกลายเป็นฮัล์ค เหล่าฮีโร่เลยยกโขยงกันไปหา โดยมีโทนี่ สตาร์ค (Iron man) ไปเพื่อพิสูจน์ว่าบรูซสบายดีแต่แครอล เดนเวอร์ส (Captain Marvel) เชื่อนิมิตว่านิมิตจะเกิดขึ้นเลยต้องการจะจับกุม

 

 

 

บรูซ แบนเนอร์เคยบอกกับคลิ้นท์ บาร์ตันเรื่องที่เขาไม่ได้กลายเป็นเดอะฮัล์คมานานหลายเดือน นั่นเป็นสัญญาณที่ดี แบนเนอร์เหนื่อยมามากพอแล้ว เขาทำการทดลองกับตัวเองเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นอีก เขาไม่ต้องการทำร้ายใคร เขาไม่ต้องการฆ่าใคร เขาเลือกที่จะฝากภาระอันแสนหนักอึ้งให้กับคลิ้นท์ .. ภาระที่แม้แต่คลิ้นท์เองก็ต้องการปฏิเสธ เหตุผลของบรูซมันมีอะไรมากเกินกว่าที่เขาบอกกับคลิ้นท์ ตาเหยี่ยวผู้ที่ไม่เคยยิงพลาดแม้สักเป้าเดียว

 

“ฉันไม่ได้กลายเป็นฮัล์คมาเกือบปีแล้ว”

 

“โว้ว?! นั่นเยี่ยมไปเลย เป็นสัญญาณที่ดีมาก”

 

บาร์ตันแสดงสีหน้าประหลาดใจ รู้สึกดีใจกับอีกฝ่ายที่ในที่สุดการควบคุมพลังและอารมณ์ก็เหมือนจะเป็นผล เขาคิดว่าวันนี้อาจจะเป็นการถูกเรียกมาเพื่อเป็นการฉลอง แต่แล้วทำไมถึงมีเขาเพียงคนเดียว? บาร์เล็กๆ ที่แสนไม่สะดุดตาแถมสีหน้าของบรูซกลับแฝงไว้ด้วยความสิ้นหวัง มันเป็นความเหนื่อยอ่อนและคลิ้นท์ก็รู้ดีว่าชายตรงหน้าต้องการพักผ่อน

 

แบนเนอร์ล้วงหยิบของบางอย่างออกมาจากกระเป๋า ปล่อยลงบนโต๊ะที่มีขวดเบียร์ก่อนจะเลื่อนกล่องใบเล็กมาไว้ตรงหน้า เขาเปิดมันออก ของที่บรรจุภายในเป็นสิ่งที่แม้แต่บาร์ตันก็นึกไม่ออกว่าควรจะทำอย่างไรกับมัน วัสดุที่เป็นโลหะขนาดพอๆ กับหัวธนู

 

“นายอยากให้ฉันทำอะไรกับมัน?”

 

คลิ้นท์เลิกคิ้วแสดงความสงสัย เขาภาวนาในใจว่าขอให้ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงแต่จากสีหน้าของด็อกเตอร์แบนเนอร์แล้ว.. คงไม่ใช่เรื่องดี

 

“ฉันอยากให้นายฆ่าฉัน”

 

“บรูซ… ฉันจะไม่ฆ่านาย”

 

ตาเหยี่ยวโพล่งขึ้นในทันที แต่บรูซกลับไม่ยอมฟังและยังกล่าวต่อไปราวกับว่าตนไม่ได้ยินสิ่งที่ชายตรงหน้าพยายามพูดบอก เขาต้องมั่นคงและไม่ยอมใจอ่อน เขารู้มาตลอดว่าบาร์ตันเป็นคนอย่างไร ชายผู้ที่น่านับถือ ชายผู้ที่เขาสามารถวางใจได้ นิสัยที่ทำให้บรูซมักจะยอมอ่อนข้ออยู่บ่อยครั้ง บาร์ตันเป็นที่รักของทุกคนรวมถึงตัวเขาด้วย

 

“ถ้าหากฉันกลายเป็นเดอะฮัล์คหรือกำลังจะกลายเป็นเขา แค่เสี้ยววินาทีนั้น.. ฉันอยากให้นายฆ่าฉัน”

 

“ฉันไม่มีวันฆ่านาย บรูซ”

 

“นายจำเป็นต้องทำ”

 

ด็อกเตอร์แบนเนอร์ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นหรือมุกตลก เขาเหนื่อยมามากพอแล้วและการมอบหน้าที่อันแสนหนักอึ้งนี้ไว้กับคนที่เขาวางใจ คนที่เขาเชื่อใจมากที่สุดอย่างบาร์ตันมันเป็นทางเลือกที่ทำให้บรูซรู้สึกสบายใจ อย่างน้อยชีวิตของเขาก็อยู่ในมือคนที่เขาต้องการฝากทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้.. คลิ้นท์ บาร์ตันไม่เคยทำให้เขาผิดหวังเลย

 

“ทำไมถึงเป็นฉัน…?”

 

ลมหายใจถูกพ่นออกมาแผ่วเบา สายตาของบรูซ แบนเนอร์หลุบต่ำลง เขาอธิบายเหตุผลมากมาย เหตุผลว่าทำไมถึงต้องเป็นคลิ้นท์ ทำไมถึงเป็นคนที่ใกล้ชิดกับเขาแทนที่จะเป็นคนอื่น .. เหตุผลจากวิสัยทัศน์และความเชื่อที่เขามีให้แก่ฮอคอาย ไม่ว่าใครคงไม่ต้องการรับภาระอันแสนหนักอึ้งนี้ไว้ เหตุผลเดียวที่เขามอบให้แก่คลิ้นท์กลับทำให้ตาเหยี่ยวยอมใจอ่อน

 

“ฉันบอกนายไปแล้วคลิ้นท์… ฉันเชื่อนายด้วยชีวิตของฉัน ชีวิตฉันขึ้นอยู่กับนาย… มันเป็นแบบนั้นมาตลอด เป็นแบบนั้นเสมอมาและฉันก็อยากให้นายเป็นคนตัดสินใจว่าเมื่อไหร่มันคือเวลาที่ฉันต้องไปจากนาย… ไปจากทุกคน”

 

“บางที… บรูซ.. บางทีที่นายทำมามันอาจได้ผล การทดลองของนาย มันต้องได้ผล”

 

เจ้าของเรือนผมสีบลอนด์มุ่นคิ้วเข้าหากัน นัยน์ตาฉายแววผิดหวัง เขารู้สึกผิดตั้งแต่ยังไม่เริ่ม ความรู้สึกมากมายที่ถาโถมเข้าใส่เมื่อทราบว่าสักวันหนึ่งเขาจำเป็นต้องยิงลูกดอกใส่คนสำคัญของตัวเอง บรูซ แบนเนอร์

 

“คลิ้นท์ ฉันรู้ว่าฉันเห็นแก่ตัวที่เอาภาระนี้มาให้นาย แต่ถ้าหากชีวิตฉันกำลังจะจบลงฉันก็อยาก…ให้มันเป็นฝีมือนาย… ความรู้สึกสุดท้ายที่ฉันรู้คือมีนายอยู่ใกล้ๆ เสมอ”

 

บาร์ตันลดสายตาลงมองกับโต๊ะ เขาไร้ซึ่งคำพูดตอบใดๆ  รู้สึกพูดไม่ออกและไม่รู้ว่าควรจะกล่าวคำใดกลับไปกระทั่งมือข้างนั้นเลื่อนมาวางแนบลงกับแขนซึ่งวางค้ำกับโต๊ะ สัมผัสผิวกายของตาเหยี่ยวกระทั่งหยุดลงบนข้อมือ บรูซไม่ได้พูดคำใดต่อ พวกเขาใช้เวลาอยู่ตรงนั้นภายใต้ความเงียบ ปล่อยให้บรรยากาศและสายตาบอกความรู้สึกของกันและกัน คลิ้นท์ยกมือขึ้นวางลงบนหลังมือของนักวิทยาศาสตร์ตรงหน้า เขาสบตามองก่อนตอบออกไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

 

“ฉันจะทำเพื่อนาย และฉันก็ขอให้มันไม่มีวันเกิดขึ้น..”

 

 

 

… หลายเดือนต่อมา

 

“พวกนายมาที่บ้านฉันแล้วกล่าวหาว่าฉันจะทำในสิ่งที่มันยังไม่เกิดขึ้น?!”

 

“บรูซใจเย็นๆ ก่อน”

 

โทนี่ สตาร์คพยายามพูดปลอบชายในชุดเสื้อกาวน์ ชายผู้ที่ทำการทดลองกับตัวเองตลอดมาเพื่อไม่ให้ตนกลายเป็นเดอะฮัล์ค เขายอมรับว่าไม่พอใจกับการกระทำเหล่านี้ เหล่าเพื่อนพ้อง.. การยกเหล่าฮีโร่ทั้งอเวนเจอร์ส เอ็กซ์เม็น อินฮิวเมนและชิลด์มายังที่พักอันแสนห่างไกลจากตัวเมืองของเขา เพื่อขอคำพิสูจน์ว่าตนจะไม่กลายเป็นฮัล์คอีก ความกดดันและหัวข้อถกเถียง บรูซรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง คำพูดที่ไม่มีมูลเหตุ.. ภาพนิมิตที่ยังไม่เกิดขึ้นแต่แครอล เดนเวอร์สกลับเชื่อว่ามันกำลังจะเกิดขึ้น สิ่งที่แฮงค์ แม็คคอยทำ.. การแฮ็คข้อมูลงานวิจัยของเขา สิ่งที่มาเรีย ฮิลล์ขอให้ทำ การจับกุมตัวเขา.. ส่วนโทนี่… เขาคงไม่ใจเย็นลงถึงแม้ว่าโทนี่จะพยายามปลอบ

 

“ฉันไม่ได้กลายเป็นฮัล์คมาจะครบปีแล้วเพราะงานทดลองของฉัน”

 

“บรูซ?”

 

“แต่พวกนาย.. พวกนายมาที่นี่และพยายามพิสูจน์ว่าฉันจะกลายเป็นเขา อะไรที่ทำให้คิดว่า…..”

 

 

 

CHUCK!!

 

ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบแทบจะทันทีเมื่อร่างของบรูซ แบนเนอร์ล้มลงกับพื้นหญ้า ไร้ซึ่งคำพูดกล่าว ไร้ซึ่งลมหายใจ ไร้ซึ่งคำตอบและเหตุผล.. ลูกธนูที่ทะลุผ่านร่างนักวิทยาศาสตร์คนดัง ลูกธนูที่ถูกทำขึ้นด้วยกระบวนการแสนพิเศษ ชายผู้ซึ่งตัดสินใจในชั่ววินาทีที่แววตาของบรูซ แบนเนอร์เปลี่ยนไป เขาโยนคันธนูลงจากต้นไม้ จุดซ่อนตัวของเขาคือบนต้นไม้สูงห่างออกไปจากที่พักของแบนเนอร์ สายตาอันเฉียบคมของเขาสามารถมองเห็นได้ในมุมมองแบบตาเหยี่ยว…คลิ้นท์ บาร์ตัน… ฮอคอายกำลังรอถูกควบคุมตัว

 

สีหน้าของคลิ้นท์ไม่ได้แสดงอารมณ์ใดมากนักนอกจากความรู้สึกผิด เขาถูกคุมตัว เขาคิด.. คิดว่าตนจะสามารถยืนอยู่ตรงหน้าของบรูซได้แต่เมื่อเห็นร่างอีกคนนอนอยู่บนพื้นเข่าทั้งสองข้างกลับอ่อนฮวบจนล้มลงไปนั่งในทันที คลิ้นท์ไม่อาจปริปากพูดตอบได้ เขาพูดไม่ได้.. ในตอนนี้เขาไม่สามารถตอบได้ หยาดน้ำตาไหลรินออกจากนัยน์ตาคู่สวยทั้งสองข้าง ตาเหยี่ยวที่มองทุกสิ่งได้อย่างคมชัดและไม่เคยผิดพลาด เขาไม่อยากพูดตอบอะไรทั้งสิ้น แค่ขอได้ใช้เวลาอยู่ใกล้กับบรูซ แบนเนอร์อีกสักครู่หนึ่งเท่านั้น..

 

 ‘บรูซ.. ฉันขอโทษ.. ’

 

 

 

ร่างของฮอคอายถูกหิ้วส่งไปยังห้องคุมขัง เขาต้องถูกสอบสวนและขึ้นศาลเพื่อหาคำตอบจากเรื่องทั้งหมดนี้ หลายชั่วโมงหลายวันที่คลิ้นท์ทนอยู่กับตัวเอง ความเกลียดชังที่เขามอบให้กับตัวเอง ไม่จำเป็นต้องให้ใครมามอบให้.. เขาผิดหวังกับเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกคืน พร่ำบอกกับตัวเองว่า ‘ฉันขอโทษ บรูซ..’

 

หลายคนถูกขึ้นไปเป็นพยานให้แก่ศาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งโทนี่ สตาร์คและแครอล เดนเวอร์สผู้เป็นสาเหตุของเรื่อง สตาร์คไปที่นั่นเพื่อพิสูจน์ว่าแบนเนอร์สบายดีไม่ได้เป็นไปตามนิมิตที่แครอลเชื่อพวกเขาให้การตามความจริงที่พวกเขาเชื่อและรู้สึก… ส่วนบาร์ตัน คำถามที่เขาได้รับเป็นคำถามที่ทุกคนต้องการทราบทั่วทั้งมุมโลก เหตุผลที่เขาฆ่าดร. บรูซ แบนเนอร์

 

“ดร.แบนเนอร์วางใจให้ผมจัดการเขา …. บรูซ… ”

 

คลิ้นท์ทิ้งช่วงพูดไปครู่หนึ่ง สูดหายใจเข้าและพยายามอดกลั้นอารมณ์ไม่แสดงความอ่อนแอให้แก่ใครได้เห็นอีก แต่สีหน้าและแววตาของเขายังเจือด้วยความรู้สึกผิดและความเศร้าโศกอยู่ตลอดเวลา

 

“สายตาที่ผมมองอะไรต่างๆ มันแตกต่างจากที่คนอื่นมองเห็นนั่นเป็นเหตุผลที่ผมไม่เคยพลาด เหตุผลว่าทำไม ดร.แบนเนอร์ถึงวางใจให้ผมเป็นคนจัดการเขา”

 

ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ รอฟังคำพูดอธิบายของอเวนเจอร์คนดังอย่างฮอคอาย

 

“เสี้ยววินาทีที่พวกเขากำลังถกเถียง แค่เสี้ยววินาทีนั้นที่ผมเห็นประกายสีเขียวในแววตาของบรูซ แบนเนอร์ นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ผมตัดสินใจ”

 

เสี้ยววินาทีที่บาร์ตันเลือกปลิดชีพเพื่อนคนสนิท ชายผู้เป็นหลายๆ สิ่งสำหรับเขา.. ชายผู้ที่เคยใช้เวลาร่วมกันมาไม่ว่าจะเป็นในร่างของบรูซ แบนเนอร์หรือเดอะฮัล์ค ทุกครั้งคือคลิ้นท์ บาร์ตันนี่เองที่คอยกล่อมให้แบนเนอร์ใจเย็น แต่ครั้งนี้มันแตกต่างออกไป บรูซสิ้นหวังและบางทีบรูซอาจจะไม่สามารถได้ยินเสียงของบาร์ตันที่คอยขับกล่อมได้อีกแล้ว นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงเลือกที่จะจบชีวิตตัวเองด้วยฝีมือของนกน้อยที่อยู่เคียงข้างกับเขาเสมอมา

 

 

“ดร.แบนเนอร์ เชื่อผมด้วยทั้งชีวิตของเขา เหมือนที่ผมเชื่อเขาด้วยทั้งชีวิตของผม”

 

 

[Marvel]Loki: Coffee or Tea (2)

Standard
Title: Coffee or Tea? (2)
Pairing: Victor Von Doom and Loki Laufeyson
Comics: Loki (Marvel Studio)
Writer: Zol Redfox

 

It’s not a question about do you prefer [Coffee] or [Tea]?

 

It’s about [Red] or [Green]?

 

Part 2: Green
‘โลกิ’ บุตรของลาฟฟี่ เผ่าพันธุ์ยักษ์น้ำแข็งแห่งโยธันไฮม์ บุตรบุญธรรมของโอดินเทพแห่งแอสการ์ด เทพมุสามากด้วยเล่ห์เหลี่ยม หลากหลายชื่อที่ถูกขนานนามแต่คงไม่อาจสู้กับคำเปรยที่ถูกกล่าวขาน จอมวายร้ายที่รักในพลังอำนาจ โลกิรักในอำนาจ.. ด้วยเหตุนี้เองกระมังที่ทำให้เขาและบุรุษผู้นี้สนิทชิดเชื้อกัน

 

บ่อยครั้งที่โลกิและชายผู้นี้จะติดต่อกันเพื่อผลประโยชน์ บ่อยครั้งที่เขามักมาเยี่ยมเยียนโดยไม่ได้นัดหมายแต่ทุกครั้งชายผู้นี้มักจะล่วงรู้ราวกับมองเห็นอนาคต ปริศนาที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากโลหะสีเงิน ความคิดและอารมณ์ซึ่งถูกปกปิดไว้ได้อย่างแนบเนียน ไม่มีใครสามารถเข้าถึงความคิดของคนคนนี้ได้เลย

 

ครั้งนี้ก็เช่นกันโลกิเลือกจะมาเยี่ยมเยียนเพื่อนเก่ายังประเทศลัตวีเรีย ประเทศซึ่งมี ‘วิคเตอร์ วอน ดูม’ เป็นผู้ครอบครอง ประเทศซึ่งอำนาจทั้งหมดตกเป็นของ ‘Dr.Doom’ จอมวายร้ายเลื่องชื่อที่ใครๆ ต่างรู้จัก

 

แม้ว่าโลกิจะเป็นอาคันตุกะแต่เขากลับปล่อยร่างลงนั่งบนบัลลังก์อย่างถือวิสาสะ บัลลังก์ซึ่งถูกปูด้วยผ้ากำมะหยี่ผืนสีแดง เหนือบัลลังก์มีสัญลักษณ์ของดูม ตัวอักษร ‘D’ ที่ทำจากทองคำ เทพแอสการ์ดเอนตัวจัดท่าทางการนั่ง ยกขาข้างหนึ่งขึ้นพาดกับพนักวางแขน โลกิในร่างบุรุษนั้นมักจะชอบนั่งยกแข้งยกขาซึ่งดูมก็ไม่เคยติหรือทักท้วงในเรื่องนี้

 

เทพมุสานั่งอยู่ตรงนั้นมาเนิ่นนานเกือบครึ่งชั่วโมง แต่กลับไม่มีใครแสดงการต้อนรับ ภายในห้องโถงนั้นแสนเงียบสงัด มีเพียงสายตาภายใต้หน้ากากโลหะที่จดจ้องมองไปยังบัลลังก์

 

“นายนั่งอยู่ตรงนี้มานานแล้วโลกิ บัลลังก์ไม่ใช่ของนาย”

 

เสียงที่คล้ายจะคุ้นหูดังขึ้น แม้ก้องกังวานแต่กลับรู้สึกได้ว่าน้ำเสียงและโทนเสียงนั้นแตกต่างไปจากเคย บุรุษในชุดเกราะซึ่งปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า หากใครมองก็คงเข้าใจว่าคือด็อกเตอร์ดูม แต่กับโลกิแล้วเขาทราบในทันทีว่าชายผู้นี้ไม่ใช่ดูม โลกิเหยียดยิ้มกว้าง แสดงสีหน้าเจ้าเล่ห์

 

“ข้าไม่นึกว่าจะกลายเป็นเจ้าที่มาต้อนรับ ไม่เคยเห็นเจ้าอยู่แถวนี้เวลาข้ามาหาวิคเตอร์ คง…ถูกพ่อเจ้าไล่ออกไปไกลล่ะสิท่า?”

 

“ฉันมีหน้าที่ดูแลและเดินทางไปทำงานตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ไม่แปลกถ้านายจะไม่เจอฉัน”

 

“คริสตอฟ เวอร์นาร์ด เจ้าหลอกข้าไม่ได้หรอก”

 

ชายหนุ่มในชุดสีแดงแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างราชนิกุลก้าวเท้าเดินเข้าหาแต่แล้วกลับต้องหยุดเมื่อเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นขัด ร่างของวิคเตอร์ วอน ดูม ปรากฏอยู่เบื้องหลังของเขา ชุดคลุมสีเขียวและเกราะโลหะที่ปกปิดร่างกาย หน้ากากที่ซ่อนสีหน้าและอารมณ์ทั้งหลาย ชายผู้ซึ่งเป็นบิดาทำให้คริสตอฟต้องขยับถอยห่าง

 

“ท่านพ่อ”

 

“ออกไปได้แล้วคริสตอฟ ยังมีงานที่ต้องทำตามคำสั่งของดูมอยู่อีกมาก”

 

เขาตัดบทด้วยการกล่าวประโยคที่แฝงด้วยการออกคำสั่ง คริสตอฟได้แต่เหลือบสายตามองเทพแอสการ์ดที่ยกมือโบกไปมาพร้อมเหยียดยิ้มกว้าง สักวันหนึ่งเขาจะแสดงให้เห็นว่าคริสตอฟ เวอร์นาร์ดเองก็คือ ‘ดูม’

 

“ครั้งนี้มีเรื่องอะไรถึงมาหาฉันถึงนี่? เรื่องบัลลังก์ของธอร์หรือว่าอย่างอื่น?”

 

“ถูกต้องแล้ว ข้ากำลังคิดถึงเรื่องการเป็นราชา”

 

โลกิคลี่ยิ้มกว้างพร้อมกับยกขาอีกข้างขึ้นวางพาดกับพนักวางแขน ในตอนนี้เขาแทบจะลงไปนอนบนบัลลังก์แถมยังแสดงต่อหน้าผู้เป็นเจ้าของเสียอีก ดูมยกท่อนแขนทั้งสองขึ้นคล้องกอดที่ช่วงอกมองดูการกระทำนั้นโดยไม่แสดงท่าทีใดใด

 

“คงเป็นไปไม่ได้ถ้านายกำลังหมายถึงลัตวีเรียเพราะที่นี่มีเพียงดูมที่เป็นใหญ่”

 

“โธ่ วิคเตอร์.. เจ้านึกว่าข้าจะมาแย่งเจ้าเป็นราชาน่ะหรือ? มันคงง่ายกว่าหากข้าเป็นราชินีของเจ้า”

 

สิ้นสุดประโยคคำพูดรูปลักษณ์ของบุรุษกลับกลายเป็นสตรีในชั่วพริบตา ปรากฏใบหน้าสละสวย เรือนผมสีดำสนิทยาวลงมาจนถึงเอวและรอยยิ้มแสนยั่วยวนไม่ต่างจากชุดที่โชว์สัดส่วนและเนื้อหนัง โลกิขยับลงมานั่งเอนตัวบนบัลลังก์ให้ดูสุภาพมากกว่าเคย ไม่ใช่เพราะเกรงใจแต่เพราะดูองอาจและน่าหลงใหลมากกว่าในท่าทางนี้ เธอส่งจูบให้กับดูมพร้อมขยิบตา

 

“เจ้าชอบแบบใดมากกว่ากัน ผู้หญิง? ผู้ชาย?”

 

“นั่นเป็นเหตุผลของนายใช่ไหม ที่ชอบมาหาฉันในรูปลักษณ์ของสตรี เพื่อจะเป็นราชินีของลัตวีเรีย”

 

“เจ้ากล่าวราวกับข้านั้นไม่เคยอยู่ห้องเดียวกับเจ้ามาก่อน เจ้าเองก็ถูกอกถูกใจที่มีข้าในร่างนี้ไม่ใช่หรอกหรือ?”

 

เธอส่งเสียงทำท่าทีเป็นน้อยใจก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าหาวิคเตอร์ วอน ดูมช้าๆ พร้อมรอยยิ้มที่ยังคงยั่วยวนราชาของลัตวีเรีย

 

“หากเจ้าไม่ชอบ.. ข้ายังมีตัวเลือกอื่นอยู่อีกเล็กน้อย”

 

ร่างของเลดี้โลกิในชุดสีเขียวแปรเปลี่ยนกลายเป็นชุดประจำตัวสีแดงของสตรีอีกคนหนึ่ง รูปร่างที่ดูมคุ้นเคยและโหยหามากครั้งหนึ่ง ‘Scarlet Witch’ อดีตคู่หมั้นของเขา

 

“คิดถึงฉันไหมวิคเตอร์?”

 

น้ำเสียงนั้นเป็นของเธอ ทุกอิริยาบถนั้นเป็นวอนด้า แม็กซิมอฟ เธอยกมือทั้งสองขึ้นอังกับข้างแก้มที่ถูกปกปิดด้วยหน้ากากโลหะ ส่วนสูงที่แตกต่างทำให้เธอต้องเขย่งตัวจนใบหน้าถูกส่งเข้าใกล้

 

“นายควรจะหยุดเล่นสนุกได้แล้วโลกิ”

 

“คุณไม่รักฉันแล้วเหรอคะ?”

 

แม้ว่าสตรีตรงหน้านั้นจะเป็นอดีตคู่หมั้นแต่ดูมกลับมีทั้งความรักและเกลียดชังผสมปนเปกันไป เขายกมือขึ้นบีบคอของเทพแอสการ์ดในร่างของสการ์เล็ต วิช ยกร่างนั้นสูงขึ้นเหนือพื้นห้องจนโลกิในร่างแม็กซิมอฟต้องยอมแพ้ แต่เป็นการยอมแพ้ที่ดูจะตั้งใจกวนโทสะของวอน ดูม

 

ร่างของสการ์เล็ต วิชแปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นร่างของบุรุษในชุดเสื้อยืดคอกลม ทรงผมที่ถูกหวีจัดทรงและหนวดเคราที่ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็สามารถทราบได้ในทันทีว่าคือ ‘โทนี่ สตาร์ค’

 

“ดูมซี่ นายควรวางฉันลงก่อนที่ฉันจะขาดอากาศ นายไม่อยากให้ฉันตายหรอกถูกไหม?”

 

บุรุษในชุดเกราะปล่อยชายตรงหน้าลงโดยไม่กล่าวพูดประโยคใด เขาไม่ได้วางลงอย่างนุ่มนวลแต่ปล่อยให้ลงกระแทกพื้นอย่างจงใจ ตอนนั้นเองที่ร่างของโลกิถูกเปลี่ยนกลับไปเป็นรูปลักษณ์ของบุรุษอีกครั้ง

 

“หากข้าเปลี่ยนเป็นมอร์แกน เล เฟย์ เจ้าคงบีบคอข้าจนตาย”

 

“ฉันรู้ว่านายจะไม่ทำอะไรที่ทำให้เสี่ยงต่อชีวิตของตัวเอง นอกจากอำนาจนายก็ยังคงรักชีวิต”

 

“รู้ใจข้าเสียจริงนะ เช่นนี้ตัดสินใจรับข้าเป็นราชินีเจ้าเสียทีสิดูม”

 

ดูมเงียบไปครู่หนึ่งราวกับข้อเสนอนั้นทำให้เขาสนใจ นัยน์ตาสีเข้มจดจ้องไปยังโลกิ ผืนผ้าคลุมกระพือไปตามแรงลมเมื่อเขาหมุนตัวหันหลัง ดูมก้าวเดินออกจากจุดที่เคยยืนอยู่โดยไม่ตอบคำถาม

 

“เราอาจเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการดื่ม”

 

“กาแฟหรือชา?”

 

“ดื่มอะไรก็ตามที่นายต้องการ”

 

โลกิเหยียดยิ้มกว้างเมื่อตนได้ข้อสรุป รับรองว่ามันจะต้องเป็นสิ่งที่ถูกใจดูมมากกว่ากาแฟหรือชาอย่างแน่นอน

 

87222DoomFrost

[Marvel]Iron Man: Coffee or Tea? (1)

Standard
Title:  Coffee or Tea? (1)
Pairing:  Victor Von Doom and Tony Stark
Comics: Invincible Iron Man (Marvel Studio)
Writer: Zol Redfox

 

 

Note : กิจกรรม Week 9 ของ 

 

It’s not a question about do you prefer [Coffee] or [Tea]?

 

It’s about [Red] or [Green]?

 

 

Part 1: Red
‘โทนี่ สตาร์ค’  ซุปเปอร์ฮีโร่ชื่อดัง นักวิทยาศาสตร์สุดชาญฉลาด ชายผู้ซึ่งรวยเป็นมหาเศรษฐี ชายผู้ที่ใครๆ ต่างรู้จักกันในนาม ‘Iron Man’.. เขามีอีกหลายชื่อที่ถูกกล่าวขาน แต่ไม่ว่าจะชื่อใดในตอนนี้ก็คงไม่มีความหมายกับชายตรงหน้าที่นั่งอยู่บนเก้าอี้นวมตัวสบาย ถือแก้วกาแฟพร้อมกับก้มมองตัวหนังสือบนหน้ากระดาษซึ่งกางอยู่บนโต๊ะ

 

ภายในร้านอาหารแสนเรียบง่ายโทนี่ สตาร์คไม่นึกเลยว่าชายผู้นี้จะมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า ชายในชุดสูทเรียบหรูดูมีภูมิฐานและราคาแพง แน่นอนว่าโทนี่พูดกับตนเองในใจอยู่หลายครั้งว่า ‘He really looks good. I mean he looks good.’ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดโทนี่กลับจดจ้องบุรุษตรงหน้า คอยสังเกตอากัปกิริยาราวกับกำลังจับผิด

 

สำหรับใครหลายคนที่พบเจอกับชายผู้นี้เป็นครั้งแรกคงได้แต่ทึ่งในรูปลักษณ์และใบหน้าที่แสนคมเข้ม ครั้งแรกที่โทนี่พบกับเขา เขาถึงกับพูดไม่ออก ใครจะไปรู้ว่าบุรุษในชุดเสื้อสูทคล้ายกับหลุดออกมาจากอีกยุคนั้นจะเป็นชายคนนี้ไปได้..  ใครจะจดจำน้ำเสียงที่แสนคุ้นเคยไปได้มากกว่าเขา… ชายผู้ที่เขาไม่เคยนึกมาก่อนว่าจะได้มีวันเห็นสภาพนี้ ชายผู้ที่มักจะสวมใส่ชุดเกราะและผ้าคลุมสีเขียว  ใบหน้าซึ่งเคยถูกปกปิดด้วยหน้ากากโลหะ แววตาที่เคยมองผ่านกรอบสี่เหลี่ยมนั้น ในตอนนี้กลับถูกปลดเปลื้องออกจนหมดสิ้น

 

ใครจะรู้ว่าบุรุษตรงหน้าของโทนี่ สตาร์คนั้นคือจอมวายร้ายส่งตรงจากประเทศลัตวีเรียนามว่า ‘Doctor Doom’ หรือที่รู้จักกันในนามของ ‘วิคเตอร์ วอน ดูม’

 

แม้ในตอนนี้พวกเขาทั้งสองจะนั่งอยู่ในร้านมาเกือบชั่วโมงแต่วิคเตอร์ วอน ดูมกลับไม่ได้กล่าวพูดคำใดที่สื่อถึงประเด็นหรือหัวข้อที่เขาต้องการเลยแม้แต่น้อยจะมีก็แต่หัวข้อสนทนาแสนเรื่อยเปื่อยจากข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ การที่จอมวายร้ายอย่างดูมมาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าเขาเช่นนี้โทนี่ทราบอยู่แก่ใจว่าอีกคนคงต้องการบางสิ่งจากเขา

 

“นายนั่งจ้องฉันอยู่แบบนั้นมาหลายนาทีแล้วสตาร์ค”

 

เสียงทุ้มนุ่มถูกเปล่งขึ้นในท้ายที่สุด แก้วกาแฟถูกยกขึ้นจรดกับริมฝีปาก สัมผัสกลิ่นและรสชาติที่ได้รับจากเมล็ดกาแฟ สายตาของวิคเตอร์ยังคงถูกดึงดูดความสนใจด้วยตัวอักษรบนหน้าหนังสือพิมพ์

 

“ฉันกำลังจะพูดแบบเดียวกัน นายเอาแต่นั่งจ้องหนังสือพิมพ์มาหลายนาทีแล้วตกลงนายต้องการอะไรจากฉันกันแน่ ดูม?”

 

“แค่มาทานมื้อเช้ากับกาแฟสักแก้ว ได้อ่านข่าวแล้วหรือยังสตาร์ค หุ้นสตาร์คจะตก”

 

“ว่าไงนะ!??”

 

โทนี่ดึงหนังสือพิมพ์บนโต๊ะเข้าหาตัว ไม่ใช่ว่าเขาจะดูข่าวเรื่องหุ้นหรือเศรษฐกิจแต่เขาแค่ต้องการดึงให้พ้นๆ สายตาของวิคเตอร์จะได้เข้าบทสนทนาจริงๆ จังๆ กันเสียที กระดาษหนังสือพิมพ์ถูกขยำกลายเป็นก้อนยับยู่ยี่แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่ดูมกลับยกยิ้มแล้วหันมาสนใจมื้ออาหารเช้าตรงหน้าแทน ทำราวกับไม่ได้เป็นเดือดเป็นร้อนอะไร บางทีวิคเตอร์ ดูมอาจกำลังปั่นหัวสตาร์คอยู่ก็เป็นได้

 

“ถ้านายยังไม่พูดฉันจะไปแล้ว”

 

เมื่อสิ้นสุดประโยคสตาร์คจึงยันตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ ขยับตัวหลบกับขอบโต๊ะแต่กลับถูกขัดขึ้นด้วยเสียงที่คล้ายจะเป็นการออกคำสั่ง ‘Sit down, Stark. I said sit.’ โทนี่ขมวดคิ้ว อาจจะคล้ายกับทำหน้ามุ่ยออกมา .. ‘What’s wrong with him? Grr!!! I wanna hit his face! I will, I swear!!’ ถึงจะบ่นอะไรในใจมากมายแต่สุดท้ายเขากลับปล่อยตัวลงไปนั่งอีกครั้งจนได้

 

“นายมีปัญหาอะไรกันแน่? บอกเลยนะว่าฉันจะไม่เชื่อนายอีกแล้วดูม”

 

“ครั้งก่อนมันเป็นอดีต เชื่อสิว่าตอนนี้คือฉันคนใหม่ ”

 

“สิ่งสุดท้ายที่ฉันจะเชื่อคือคำพูดของนาย”

 

ครั้งสุดท้ายที่โทนี่ สตาร์คเชื่อวิคเตอร์ วอน ดูม อย่าให้เขาได้เล่าเลย..ยิ่งคิดก็ยิ่งอยากจะชกหน้าจอมวายร้ายอีกสักหลายๆ หน เรื่องนั้นมันเลวร้ายอย่างแสนสาหัส หากให้วัดระดับความเลวร้ายโทนี่คงจะเลือกร้อยเต็มสิบ แต่อย่างน้อยเขาก็ได้ต่อยหน้าดูมระบายความอัดอั้นไปแล้วแม้พวกเขาจะต่างอยู่ในชุดเกราะก็ตาม

 

“ถ้าแบบนั้น…นี่คือสิ่งสุดท้ายที่นายควรจะเชื่อเพราะตอนนี้เรา ‘จำเป็น’ ต้องมีกันและกัน ฉันกับนายควรจะช่วยระวังหลังให้กัน เชื่อสิว่ามันเป็นสิ่งสุดท้ายที่ดูมต้องการ”

 

“นี่ฉันหูแว่วหรือนายกำลังพูดว่าเรา ‘ควร’ มีกันและกัน?”

 

“ฉันพูดว่าเรา ‘จำเป็น’ ต้องมีกันและกัน”

 

วอน ดูมเน้นย้ำคำพูดนั้นอีกครั้ง การที่เขาพูดขึ้นว่าสิ่งนี้จะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ตนต้องการมันไม่ใช่เรื่องผิดแม้แต่น้อย ด้วยนิสัยหยิ่งทะนงและยกตนสูงกว่าใครอื่น วิคเตอร์ วอน ดูมไม่เคยก้มหัวให้ใครและจะไม่ยอมขอความช่วยเหลือหรือยื่นมือไปช่วยใครอื่นหากว่าตนไม่ได้รับผลประโยชน์ เรียกว่าเขาเป็นจอมวายร้ายที่มากด้วยแผนการและเล่ห์เหลี่ยมไม่ต่างจากเพื่อนสนิทชาวแอสการ์เดี้ยนเลยแม้แต่น้อย

 

คำพูดที่พยายามเน้นย้ำของดูมทำให้สตาร์คต้องแสดงสีหน้าประหลาดใจ เขาเลิกคิ้วแสดงท่าทีสงสัย กับคำว่า ‘ควร’ และ ‘จำเป็น’ ดูมถึงกับเน้นย้ำมากเพียงนี้เชียวหรือ? ชายผู้นี้จะต้องมีบางสิ่งแอบแฝงอยู่อีกเป็นแน่ หากการที่ดูมมาขอความช่วยเหลือและยื่นข้อเสนอเล็กๆ ด้วยการบอกว่าควรระวังหลังให้กันมันคงจะเป็นเรื่องใหญ่และแน่นอนว่ามันจะต้องเป็นเรื่องเดียวกับที่โทนี่กำลังทำอยู่

 

“ต้องการฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอดูมซี่? รู้ไหมค่าตัวฉันแพงมากนะ”

 

เมื่อเห็นว่าโทนี่ สตาร์คดูจะเริ่มโอนอ่อนให้แก่เขา มุมปากของดูมจึงกระตุกยิ้มในทันที ปากพูดปฏิเสธเสียเต็มประดาแต่สุดท้ายกลับหลงเชื่อคนอย่างวิคเตอร์ ดูมอีกจนได้ ดูมอยากจะหัวเราะออกมาเสียจริง

 

“ค่าตัวนายคงถูกลงตอนหุ้นตก”

 

“เฮ้? นี่พอออกจากชุดเกราะได้ก็ปากเสียใส่เลยรึไง? ใครเติมออพชั่นปากเสียให้นายตอนถอดเกราะ?”

 

“ฉันพูดแล้วว่านี่คือฉันคนใหม่ วิคเตอร์ วอน ดูมคนใหม่”

 

“รู้ไหมฉันชอบนายคนเก่ามากกว่า”

 

โทนี่กลอกตาพร้อมกับส่งเสียงแสดงความหน่าย ที่เขาบอกว่าชอบดูมคนเก่าคงเพราะดูมในตอนนั้นไม่ได้แสดงสีหน้าให้เขาได้เห็นหรือรับรู้ มีเพียงเสียงก้องกังวานและบรรยากาศที่คอยข่มให้รู้สึกกดดัน พอมาเป็นแบบนี้เขาเลยรู้สึกไม่คุ้นชิน แถมเห็นสีหน้าและท่าทางอีกคนอย่างชัดเจนเสียด้วย พอต้องมาประจันหน้ากันแบบนี้หากเป็นคนอื่นเขาคงรับมือได้ง่ายแต่พอต้องมาเห็นรอยยิ้มเห็นสีหน้าของดูม เขารู้สึกไม่คุ้นเอาเสียเลย.. รู้สึกแปลกอยู่ลึกๆ จนไม่ค่อยอยากจ้องมอง

 

“ถ้านายชอบฉันคนเก่าฉันก็จะทำให้นายชอบฉันคนใหม่คนนี้อีกคน”

 

“ไม่ต้องพยายามนักก็ได้ดูมซี่ ยังไงฉันก็ไม่มีทางชอบนาย…”

 

ประโยคนั้นไม่ได้สิ้นสุดเท่าที่สตาร์คกล่าวให้วอน ดูมฟังเพราะแท้จริงแล้วโทนี่ สตาร์คยังมีประโยคสั้นๆ ต่อท้ายเพื่อบอกเตือนกับตัวเองในใจ ‘..because I like you. I always like you.’

 

“เราควรจะมาคุยเรื่องจริงๆ จังๆ กันได้แล้วสตาร์ค เรื่องระหว่างฉันกับนาย”

 

“ฟังดูโรแมนติคเหมือนกำลังพูดว่าเรื่องระหว่างเรา”

 

วิคเตอร์ส่งเสียงหัวเราะขึ้นจมูก สายตาจดจ้องไปยังโทนี่ สตาร์คพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปากของตน รอยยิ้มนั้นทำให้โทนี่รู้สึกขนลุกขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ.. ให้มานั่งมองดูมที่ไม่มีชุดเกราะแบบนี้ไม่ดีเอาเสียเลย

 

“เริ่มจากเรื่องแรก..”

 

“กาแฟหรือชา?”

 

สตาร์คพูดขัดขึ้นมาพร้อมรอยยิ้ม เขาทราบดีว่าดูมไม่ชอบให้ใครมาขัดจังหวะถึงออกตัวแทรกไปแบบนั้นเพื่อขอเอาคืนบ้าง เล็กๆ น้อยๆ ก็ยังดีแต่เหมือนเจ้าตัวจะไม่สะเทือน

 

“กาแฟ.. แล้วนายล่ะสตาร์ค?”

 

“นายรู้ใจฉันอยู่แล้วเพราะงั้นก็ช่วยเลือกให้ฉันหน่อยและอย่าทำให้ฉันผิดหวังนะวิคเตอร์”

 

 

 

“Coffee.”

 

invincible-iron-man-2015-004-015.jpg

[Marvel]Wolverine: Broken

Standard
Title : Broken
Pairing : Wolverine and Daken
Comics : X-Force (Marvel Studio)
Writer : Zol Redfox
Note : กิจกรรม Week 7 ของ @_heroweeklyth

 

‘Nightmare’
ตลอดเวลาหลายปีที่ลืมตามองโลกใบนี้มันไม่เคยมีเลยสักครั้งที่ดาเคนรู้สึกว่าตนมีชีวิตอยู่ในโลกได้เหมือนกับคนอื่น มันเป็นดั่งฝันร้ายของเด็กชายตัวเล็กๆ ที่ไร้ซึ่งความรัก การถูกมองข้ามและไม่ได้รับความอบอุ่น เขาถูกสั่งสอนมาผิดแปลกกว่าใคร แม้จะอยู่ร่วมกับมนุษย์ทั่วไปแต่เขานั้นแตกต่างจากใครอื่นมากทีเดียว ทรงผมที่เป็นจุดเด่น กรงเล็บและรอยสัก.. สัญชาตญาณของลูกสัตว์ป่าที่กำลังเติบโต
ความแตกต่างนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องที่ดาเคน อากิฮิโระเป็นมนุษย์กลายพันธุ์แต่เป็นเรื่องที่เขาถูกสอนสั่งเพื่อให้เติบโตมาเป็นนักฆ่า ถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อความพอใจของบุคคลคนหนึ่ง ดาเคนถูกชักจูงตั้งแต่เด็ก การสร้างความโกรธเกลียดที่เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ
สิ่งที่เขาต้องการคือความรักแต่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นนั้นกลับกลายเป็นความเกลียดชัง ‘เจมส์ โลแกน ฮาวเลตต์’ ความเกลียดชังที่แม้แต่ ‘วูล์ฟเวอรีน’ กลับไม่เคยล่วงรู้มาก่อนกระทั่งได้พบหน้า
ความเกลียดชังที่อยากถูกโอบกอดไว้ด้วยความรัก เสียงกระซิบแผ่วเบาบอกว่าตนไม่ได้อยู่เพียงลำพัง ดาเคนไม่เคยได้รับสิ่งนั้นจากใคร และแม้เขาจะต้องการแต่มันกลับถูกซ่อนไว้ลึกเกินกว่าผู้ใดจะล่วงรู้ ลึกลงไปไกลจางหายไปจนเขาไม่รู้สึกต้องการที่จะได้รับมันอีก
สำหรับวูล์ฟเวอรีนแล้วหากมีสักครั้งสักช่วงเวลาหนึ่งที่เขาสามารถช่วยดาเคนได้เขาก็จะทำ โอบกอดร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มคนนี้ไว้แนบกาย ลูบฝ่ามือหยาบกร้านนั้นไปกับลำตัว กดศีรษะของเขาลงแนบกับบ่าของตน ทำอย่างที่คนเป็นพ่อสมควรกระทำ เพียงสักครั้ง.. แค่ช่วงวินาทีหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงเรื่องทั้งหมดนี้ได้ รับผิดชอบในสิ่งที่ตนเคยได้ทำลงไป เสียสละเพื่อให้ได้มีโอกาสสักครั้งที่จะได้เลี้ยงดู
เหมือนที่ใครหลายคนพูดว่าวูล์ฟเวอรีนเป็นสัตว์ป่ามากกว่ามนุษย์ สัญชาตญาณและความคิดของเขาจึงไม่ต่างจากสัตว์ป่า ภายในใจของโลแกนเขาโหยหาอ้อมกอดนั้นไม่ต่างจากดาเคน อ้อมกอดที่อาจจะสามารถหยุดทุกๆ เรื่องที่เกิดขึ้นได้
หากว่าเขาไม่บุ่มบ่ามหนีหายออกไป หากว่าตนอยู่ที่นั่น ดาเคนคงจะไม่เกลียดชังเขามากถึงเพียงนี้ และแม้ว่าดาเคนจะเกลียดชังเขามากมายเพียงใดสำหรับวูล์ฟเวอรีนแล้วเขากลับรักดาเคนมากขึ้นเรื่อยๆ รักดาเคนโดยไร้ซึ่งคำพูดบอก แต่ทุกครั้งที่ต้องการแสดงความรักมันกลับเลวร้ายไปเสียทุกครั้ง…
เขาไม่เคยสำเร็จเลยสักเรื่อง หากความรักนี้สามารถช่วยเหลือดาเคนได้เขาก็ยอมมอบทั้งหมดที่ตนรักให้แก่ลูกชาย ขอเพียงดาเคนกลับมาหา.. มองเห็นภาพที่ตนและลูกจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแต่สำหรับวูล์ฟเวอรีนทุกอย่างมันกลับสายไปทุกครั้ง เขามักทำมันพังทุกครั้งกับความคิดโง่ๆ ที่ทำให้ตนต้องทำเรื่องโง่ๆ ลงไป
เขายังจำได้ทุกท่าทางและอากัปกิริยา บาดแผลและความรู้สึกเจ็บปวดไม่ใช่เพียงร่างกายแต่เป็นจิตใจ กรงเล็บที่ทิ่มแทงทะลุร่างนั้นไม่เคยเกรี้ยวกราดมากเท่ากับครั้งนี้มาก่อน ดาเคน อากิฮิโระ.. ลูกชายที่เกิดมาโดยที่เขาไม่เคยได้อยู่ดูแล
เพียงเท่านั้นกลับทำให้เขาอยากจะหยุดสู้เสียทุกครั้ง กรงเล็บที่แทงทะลุลูกนัยน์ตาของเขา ฝ่ามือที่ทึ้งเรือนผมของเขา.. จับศีรษะของวูล์ฟเวอรีนกระแทกลงกับพื้นดิน กดใบหน้าของเขาจมลงไปกับแอ่งน้ำ.. ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้.. โลแกนมักถามกับตัวเองทุกครั้งที่พบหน้าดาเคน เขาต้องการช่วยดาเคน ช่วยให้ชายหนุ่มก้าวผ่านจากการเป็นสัตว์ป่าอย่างที่เขาเคยเป็น อย่างที่ ‘วิคเตอร์ ครีด’ เป็น แต่มันกลับเป็นไปไม่ได้ ดาเคนถลำลึกมากเกินไป
โลแกนยังคงจำได้ดี มือที่จับศีรษะของลูกชาย สัมผัสที่แสนรุนแรง.. มันไม่ใช่การกดลงแนบกับบ่าแต่เป็นการกดลงกับแอ่งน้ำ ร่างของดาเคนที่พยายามสู้และดิ้นออกแรง ร่างที่พยายามจะมีชีวิตอยู่ต่อ..
‘How different I could have been.’
ทำไมมันถึงได้แตกต่างจากที่เขาต้องการนัก.. ความต้องการที่จะโอบกอดดาเคนไว้แนบกาย บอกว่ารักในแบบของพ่อลูกโดยไร้ซึ่งการพูดกล่าว ทำไมมันถึงยากมากมายถึงเพียงนี้.. อ้อมกอดที่เขาต้องการมอบให้ ดาเคนไม่มีวันได้สัมผัสถึงมันเลย ความอบอุ่นที่เขามอบให้กับร่างซึ่งไร้วิญญาณของลูกชาย เขาจดจำได้อย่างแม่นยำ.. เขารู้แก่ใจ.. เขารู้มาตลอดว่ามันจะต้องจบลงในรูปแบบนี้ในสักวันหนึ่ง อ้อมกอดที่เขามอบให้ผู้เป็นลูก..
“Daken.. my son….”
“Sweet dream.”