[AU-FARRELLETO]SOUP, CIGARETTES AND FIREARMS (2)

Standard

 

 

Title : Soup, Cigarettes and Firearms [2]
Paring : Vitaly Orlov / Harry Mitchel
Movie : Lord of War + London Boulevard
Rate : PG15
Writer : Zol Redfox

 

Soup Cigarettes and Firearms

*หมายเหตุ* เนื้อหามีส่วนที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติดและความรุนแรงโปรดใช้วิจารณญาณ

 

 

นับเป็นเวลาเกือบสองสัปดาห์หลังจากที่ ‘วิตาลี ออร์ลอฟ’ ลูกชายคนเล็กของครอบครัวออร์ลอฟ พ่อครัวประจำร้านอาหารเล็กๆ ในย่าน Little Odessa พบกับชายในชุดสูท ‘แฮร์รี่ มิทเชล’ ลูกค้าประจำเพียงหนึ่งเดียวของร้าน
ครั้งแรกที่ได้เผชิญหน้ากับมิทเชล เขายอมรับว่าหวาดระแวงและวิตกจริตเป็นอย่างมาก คิดว่าชายคนนี้คือลูกค้าของยูริจากธุรกิจค้าขายอาวุธ คิดว่าชายคนนี้คือนักฆ่าหรืออาจเป็นมาเฟียที่กำลังตามล่าพวกเขาอยู่… จนตอนนี้วิตาลียังคงรู้สึกเช่นนั้น
ในทุกวันมิทเชลจะสวมชุดสูทแสนคุ้นตาตัวนั้นมานั่งที่โต๊ะตัวเดิม ทานซุปกับอาหารรายการซ้ำเดิม มองออกไปนอกหน้าต่างราวกับรอคอยบางสิ่ง วิตาลีตั้งคำถามมากมายภายในหัว แม้ภายนอกจะดูไม่มีพิษภัยแต่เขาเชื่อว่าแฮร์รี่ มิทเชลคนนี้มีบางสิ่งซ่อนอยู่ แล้วสาเหตุใดถึงต้องหวาดระแวงมากถึงเพียงนี้?! ผ่านมาเกือบสองสัปดาห์แล้วควรเลิกคิดเรื่องพวกนั้นสักที อย่างไรแล้วย่านพักอาศัยที่พวกเขาอยู่ก็เกิดเหตุอาชญากรรมอยู่เป็นปกติ ไม่ควรแปลกใจเลย
“อาหารมาแล้ว..มิทเชล”
เจ้าของชื่อหันใบหน้ากลับมาทางต้นเสียง ชามอาหารถูกวางลงที่เบื้องหน้าวันนี้เชฟถือโอกาสนำเสิร์ฟด้วยตัวเองน่าประหลาดใจเสียจริง
“สวัสดีตอนบ่ายวิตาลี”
เขากล่าวทักทายตามมารยาทพร้อมมอบรอยยิ้มเล็กๆ ที่นานครั้งจะเผยให้คู่สนทนาได้ชม มิทเชลไม่ค่อยยิ้ม ยิ่งหากเป็นการหัวเราะแล้วคงเรียกว่ายากมากทีเดียว ดวงตาสีเข้มจดจ้องไปยังชายหนุ่มอย่างรอคอย อาจกำลังคาดหวังให้กระทำบางสิ่ง
“สวัสดี..ตอนบ่าย”
“นั่งด้วยกันก่อนดีไหม?” มิทเชลเป็นฝ่ายเชื้อเชิญ
“ฉันมีงานต้องทำในครัว”
“แต่ในตอนนี้ลูกค้าเพียงคนเดียวของคุณคือผม แถมเมนูของผมก็ได้ครบแล้ว”
วิตาลีส่งเสียงคำรามในลำคอ นั่นเป็นครั้งแรกที่แสดงท่าทางไม่พอใจใส่ลูกค้าเขาเผลอตัวไปหน่อย แต่แม้จะส่งเสียงคำรามกับทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมากเพียงใดวิตาลีก็ไม่ได้ดูน่ากลัวเลยแม้แต่น้อย มีครู่หนึ่งที่มิทเชลคิดว่าเหมือนลูกแมวกำลังขู่ และเขาก็ไม่ได้ตำหนิเรื่องที่อีกฝ่ายแสดงออกเช่นนั้น   เมื่อร่างของเชฟหนุ่มถูกทิ้งลงบนเก้าอี้แล้วแทนที่จะเริ่มบทสนทนาใดกลับมีเพียงความเงียบที่โอบล้อมพวกเขาทั้งสอง  วิตาลีนั่งมอง รู้แก่ใจว่าจ้องคนทานอาหารคงทำให้อึดอัดแต่กลับกระทำเช่นนั้นเพียงเพราะตั้งใจกดดันชายผู้นี้
“ทานกับผมได้นะหากว่าคุณหิว”
“ไม่ล่ะ อยากกินอย่างอื่น”
“อย่างเช่นอะไรล่ะที่คุณอยาก?”
มิทเชลทานอย่างไม่เร่งรีบมองแล้วอาจอธิบายได้ว่าดูสงบนิ่งและเบามือ ไม่มีแม้แต่เสียงช้อนส้อมกระทบกันหรือแม้แต่เสียงกระทบกับขอบชามซุป เขายังคงตักทานขณะรอคอยคำตอบโดยไม่กล่าวสิ่งใดบางทีคงทำให้ทราบเกี่ยวกับอีกฝ่ายได้บ้าง
“เนื้อลูกแกะหมักซอส ..ของร้านเนชั่นนอลและไนท์คลับ”
นั่นอาจไม่ใช่ของโปรดของชายหนุ่ม บางทีอาจเป็นของที่ต้องการทานในตอนนี้เพราะไม่เพียงบอกเมนูอาหาร วิตาลีถึงกับบอกร้านที่ต้องการไปทานเสียด้วย
“คุณน่าจะพาผมไปร้านนั้น”
“ห๊ะ?”
ดวงตากลมโตฉายแววฉงนแต่กลับแฝงด้วยความสนใจ เขาอาจกำลังวางตัวได้ไม่ถูกเมื่อถูกคนที่ทำให้ตัวเขาหวาดระแวงมาตลอดสองสัปดาห์กล่าวชวนไปทานอาหาร .. มิทเชลจะเดาว่าอีกฝ่ายกำลังตื่นเต้นแม้จะคาดเดาได้ยากว่าในตอนนี้ชายหนุ่มลูกชายร้านอาหารกำลังรู้สึกเช่นไรแต่จะพยายามคิดในแง่ดีนั่นคืออีกคนกำลังสนใจ
“บ้าน่ะ! นี่ตั้งใจหลอกไปใช่ไหมล่ะ? มีแผนอะไรอยู่ใช่ไหม?!”
น้ำเสียงที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่ากำลังรู้สึกเช่นไรถูกเปล่งออกมาเสียงดังแม้ว่าในบางมุมวิตาลี ออร์ลอฟจะคล้ายตื่นเต้นแต่หากสังเกตให้ดีแล้วแววตาที่สั่นไหวและหัวคิ้วที่ขมวดมุ่นเล็กๆ นั่นกำลังแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าชายหนุ่มกำลังวิตก  วิตาลีเป็นคนหนึ่งที่ทำให้มิทเชลรู้สึกว่าคาดเดาได้ยาก การอ่านชายผู้นี้นับว่าเป็นเรื่องยากเพราะไม่อาจแน่ใจได้ว่าการกระทำและความรู้สึกนั่นออกมาอย่างธรรมชาติหรือกำลังฝืน บางครั้งวิตาลีดูคล้ายจะมีอาการหลอนอ่อนๆ ผลพวงมาจากการเลิกเสพยาแม้ชายหนุ่มสัญชาติยูเครนจะพยายามเลิกหรือบำบัดแต่ผลสุดท้ายกลับไม่หายขาดเสียที หากความต้องการมาถึงขีดสุดเร็วๆ นี้คงได้ไปซื้อมาเสพอีกเป็นแน่
“วิตาลี! เอะอะอะไรใส่ลูกค้า?”
คุณนายออร์ลอฟซึ่งอยู่ที่โต๊ะถัดไปอีกฟากของร้านส่งเสียงบอกลูกชายคนเล็ก ลูกชายของเธอเอะอะจนเกินไปไม่เรียบร้อยเอาเสียเลย ดีใจอยู่หรอกที่วิตาลีมีเพื่อนแต่โวยวายโหวกเหวกเช่นนั้นอาจทำให้มิทเชลรำคาญก็เป็นได้
ชายในชุดสูทไม่ได้ตอบรับด้วยคำพูดเพียงแต่ยิ้มอย่างสุภาพเพื่อบอกกับเธอว่าไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ บางทีตนอาจชอบท่าทางที่แสดงออกของวิตาลี เขาหันกลับมาสบมองนัยน์ตาคู่สวยแต่แล้วกลับต้องละจากเมื่อเรือนนาฬิกาบนข้อมือขวาถูกยกขึ้นอ่านเวลา แบงค์และเหรียญสำหรับค่าอาหารถูกวางลงบนโต๊ะหลังจากกระเป๋าใส่เงินถูกนำออกมาจากเสื้อสูท มิทเชลลุกขึ้นยืน
“เจอกันพรุ่งนี้ ขอบคุณสำหรับอาหาร”
ทุกอย่างดูรวดเร็วไปเสียหมดมิทเชลสาวเท้าเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ท่าทางเช่นนั้นทำเอาวิตาลีใจแป้วขึ้นมา อยากจะรั้งอยู่หรอกแต่ไม่กล้าจะดึงหรือกล่าวคำพูดใดออกไป  ‘ไม่เอาสิ นั่นไม่พอใจจนรีบหนีเหรอ?’  ชายหนุ่มคิดกับตัวเอง นัยน์ตาสีฟ้าใสมองตามร่างนั้นไปพอรู้ตัวอีกทีก็มายืนติดกระจกมองอีกคนที่จุดมวนบุหรี่ขึ้นสูบอยู่ข้างรถคันหรู  มิทเชลในขณะนั้นกำลังทบทวนสิ่งที่ต้องทำในคืนนี้การสูบบุหรี่ช่วยให้เขามีสมาธิมากขึ้น  ควันบุหรี่ถูกปล่อยผ่านริมฝีปากออกมาแผ่วเบา ใบหน้าที่หันกลับมาพบท่าทางเหมือนลูกสุนัขหงอยๆ ของวิตาลีทำให้เผลอขยับยิ้มเล็กๆ เขาไม่อาจทราบได้ว่าวิตาลีกำลังคิดสิ่งใด ในตอนนี้อาจไม่มีเวลาให้คิดถึงมากนักเพราะอย่างไรแล้วท้ายที่สุดมิทเชลก็จะกลับมาที่ร้านแห่งนี้เสียอยู่ดี เขามีเหตุผลของตัวเอง..
“พรุ่งนี้แม่คิดว่าเขาจะมาไหม?”
น้ำเสียงที่แตกต่างไปจากเคยถูกเปล่งขึ้นให้ได้ยินนั่นอาจเป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ ในใจลึกๆ กลับพยายามบอกว่ามิทเชลต้องกลับมาอุดหนุนอีกแม้อาหารที่เขาทำจะไม่ได้อร่อยเลิศเลอ.. นั่นสิ อาหารไม่อร่อยแล้วโดนตะโกนใส่ไปแบบนั้นเผลอๆ อาจย้ายไปทานร้านอื่นแล้วก็ได้.. วิตาลีรู้สึกกังวลอาจจะกังวลมากเกินไป กระวนกระวายเสียจนต้องเดินออกนอกร้านไปสูบบุหรี่ให้รู้สึกผ่อนคลาย ภาวนาให้ตัวเขาไม่เดินไปซื้อยามาเสพก็พอ..
เข็มนาฬิกาบนข้อมือขวากำลังจะชี้เลขสามอย่างสมบูรณ์ มิทเชลพ่นลมหายใจแผ่วๆ เขายังคงอยู่ในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มตัวสวยเช่นที่ผ่านมา ในตอนนี้คือการรอคอย..รอเวลาที่ต้องสะสางงาน ถนนที่ไร้รถยนต์กับฟุตบาทที่ไร้ผู้คน บรรยากาศเงียบๆ ภายใต้ความมืดและไฟสลัวๆ ทำให้คิดอะไรได้หลายสิ่ง เขาถอนใจอีกครั้ง.. มวนบุหรี่ถูกหยิบออกจากซอง จุดสูบด้วยไฟแช็กที่พกพาเป็นประจำก่อนพ่นควันให้ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ระหว่างนี้ดันคิดถึงวิตาลี ออร์ลอฟขึ้นมาเสียเฉยๆ มิทเชลเพียงไม่เข้าใจว่าเหตุใดชายผู้นั้นถึงระแวงเขาถึงเพียงนั้น เดี๋ยวก็ระแวงเดี๋ยวก็สนอกสนใจ.. ท่าทางจะต้องเสพอะไรอยู่เป็นแน่
“ไม่น่าเลยเชฟ..” เขากล่าวออกมาแผ่วเบาเมื่อคิดเรื่องนั้นแต่แล้วเสียงอันแสนคุ้นหูกลับดังขึ้นจากทางด้านหลังดึงชายหนุ่มคืนสู่ความเป็นจริง หญิงสาวร่างสูงโปร่งปรากฏตัวขึ้นในชุดกระโปรงสีเงินตัวยาวมีประกายระยิบระยับเข้าคู่กับกระเป๋าราคาแพง รองเท้าส้นสูงคู่นั้นหากถอดออกคงจะตัวเล็กกว่ามิทเชลมากทีเดียว เธอยิ้มให้จางๆ
“ขอโทษที่ช้าจนป่านนี้นะ แฮร์รี่”
มิทเชลพยักหน้าเบาๆ โดยไม่ได้กล่าวต่อว่า มวนบุหรี่ถูกดับลงในท้ายที่สุดแม้จะสูบไปได้ไม่กี่นาที เขาพาเธอขึ้นรถหรูเปิดประทุนสีดำสนิทก่อนจะขับออกจากสถานที่แห่งนั้นในทันที พวกเขาทั้งสองไม่ได้คุยกันมากนักระหว่างเดินทาง ส่วนมากจะเป็นตัวหญิงสาวที่เริ่มหัวข้อสนทนา
“คุณน่าจะเข้าไปในงานกับฉัน มารอในที่เงียบๆ แบบนั้นถึงจะเป็นคุณก็เถอะมันอันตรายนะ”
“ระหว่างที่รอคุณผมก็ไปทำงานอื่นแล้วค่อยวนกลับมารับ อีกอย่าง.. ผมไม่ค่อยชอบงานสังสรรค์หรือพวกผับ ไนต์คลับ..”
“นั่นทำให้คุณนึกถึงอดีต” เธอกล่าวพร้อมหันไปยิ้มให้   “แบบนี้คุณจะพาสาวไปเที่ยวที่ไหนได้บ้าง? บ้านคุณ?”
เธอทำหน้าทะเล้นแล้วหัวเราะออกมาแถมยังไม่หยุดแสดงการหยอกล้อจนมิทเชลเผลออมยิ้มเล็กๆ นั่นทำให้ชายหนุ่มต้องปฏิเสธและท้วงออกไปบ้าง
“ผมมีที่สำหรับคู่เดทเสมอ”
“อยากรู้จังว่าผู้โชคดีคนนั้นคือใคร มาเดทกันไหมแฮร์รี่? ฉันอยากรู้ว่าคุณจะพาฉันไปไหน”
สิ่งที่ชายหนุ่มกระทำคือการกล่าวคำว่า ‘ไม่’ พร้อมสั่นศีรษะ อย่างไรแล้วพวกเขาทั้งสองคงจะทำเช่นนั้นไม่ได้ แม้หญิงสาวจะหยอกล้อและแหย่มากเพียงใดแต่มิทเชลยังคงปฏิเสธเสียอยู่ดี สุดท้ายเขาก็ขับมาถึงที่พักของเธอ บ้านหลังโตที่อยู่ห่างออกไปจากตัวเมือง
“ตอนนี้ดึกแล้วคุณขับรถฉันกลับเลยก็ได้หรือถ้าไม่กลับฉันจะไปเตรียมห้องไว้ให้”
“ผมขับกลับดีกว่า พรุ่งนี้เช้าจะขับมาคืน”
หญิงสาวเจ้าของรถยิ้มส่งท้ายแล้วตอบกลับด้วยคำเพียงสั้นๆ ว่า ‘ตกลง’ เธอยืนรอกระทั่งมิทเชลขับออกไปถึงกลับเข้าบ้าน
ขณะที่มิทเชลกำลังเดินทางกลับทางด้านวิตาลีในตอนนี้กำลังนอนกระวนกระวายอยู่ในห้อง จนป่านนี้เขายังนอนไม่หลับ.. ไม่รู้ว่าเพราะเรื่องมิทเชลหรือเป็นเพราะอาการลงแดงจากความอยากยา เขาทนไม่ไหวจนต้องหยิบบุหรี่มวนสุดท้ายขึ้นจุดสูบ ชุดที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อกับการสูดหายใจแรงๆ ยิ่งทำให้เขารู้สึกไม่สบายตัว ร่างกายกำลังตอบสนองบางสิ่งจนเริ่มสั่น เขาเขย่าขา มีบ้างที่สั่นศีรษะไปมาและส่งเสียงแปลกๆ  ‘อยาก..’ คือคำที่วนเวียนอยู่ในหัว นั่นเริ่มทำให้รู้สึกรำคาญจนส่งเสียงคล้ายกับร้องไห้ วิตาลีดับบุหรี่และเดินออกจากห้องไปเข้าห้องน้ำ ล้างตัวเสียหน่อยคงทำให้ดีขึ้น น้ำเย็นๆ ทำให้รู้สึกผ่อนคลายแต่คงทนได้ไม่นาน
เขากลับออกมาเช็ดเนื้อตัว สวมเสื้อยืดแขนสั้นกับกางเกงขายาวก่อนทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอีกครั้งพยายามข่มตาหลับแต่สุดท้ายอาการลนลานก็เริ่มแสดงออกอีกครั้ง วิตาลีคว้ากล่องบุหรี่ควานหาภายในนั้นเผื่อว่าจะหลงเหลือโดยลืมไปว่าก่อนหน้าได้สูบมวนสุดท้ายไป หากไม่มีอะไรดึงดูดความสนใจคงทนไม่ไหวเป็นแน่ สุดท้ายจึงกระเด้งตัวลุกจากเตียง หยิบเสื้อแจ็คเก็ตสวมกางเกงยีนแล้วออกจากบ้านไปตอนเวลาเกือบตีห้า รอบด้านเริ่มสว่างเสียแล้วแต่ตัวเขากลับยังไม่ได้นอนเลยให้ตายเถอะ..

 

To be continued…

 

ไม่คิดเลยว่าจะยาวครับ.. ตั้งใจไว้ว่า 3 ตอนจบแต่แค่ตอน Cigarettes ก็โดนตัดตอนแล้วไม่รู้ Firearms จะยาวไหมแต่ยังไงก็ต้องเขียนให้จบครับ OTL

 

[AU-Farrelleto]Soup, Cigarettes and Firearms (1)

Standard

 

Title : Soup, Cigarettes and Firearms [1]
Paring : Vitaly Orlov / Harry Mitchel
Movie : Lord of War + London Boulevard
Rate : PG15
Writer : Zol Redfox

 

Soup Cigarettes and Firearms

*หมายเหตุ*:  เนื้อหามีส่วนที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติดและความรุนแรงโปรดใช้วิจารณญาณ

 

 

 

Lord of War

 

 

ในนิวยอร์กมีร้านอาหารมากมายให้เลือกสรร ร้านอาหารราคาแพง ร้านอาหารราคาถูก แม้แต่ร้านอาหารราคาถูกแสนถูก แต่ละร้านมีจุดเด่นและการดึงดูดลูกค้าที่แตกต่างกัน ทั้งด้านรสชาติ บรรยากาศ สภาพแวดล้อมรวมถึงเรื่องบุคคลากรของแต่ละร้าน

Brighton Beach หรือ Little Odessa นับเป็นแหล่งของร้านอาหารที่หลากหลายแห่งหนึ่งในนิวยอร์ก หนึ่งในนั้นคือร้านอาหารเล็กๆ ของครอบครัวออร์ลอฟ

‘วิตาลี ออร์ลอฟ’ ลูกชายคนเล็กของบ้านคือพ่อครัวประจำร้าน ฝีมือทำอาหารของเขาไม่ได้ดีเลิศหรือสามารถแข่งกับใครๆ ได้ เรียกว่าพอทานได้อาจไม่ผิดเสียทีเดียว ทุกๆ วันวิตาลีจะทำเมนูอาหารซ้ำเดิมโดยเฉพาะเมนูซุปที่มักจะถูกพี่ชายอย่าง ‘ยูริ ออร์ลอฟ’ พูดใส่ว่า ‘ซุปของนายฆ่าคนตายได้’ หากเป็นไปได้เขาก็อยากจับพี่ชายคนนี้กรอกปากด้วยซุปจนหมดหม้อเลยทีเดียว

ร้านอาหารเล็กๆ ของครอบครัวออร์ลอฟไม่ได้มีลูกค้ามากมายเช่นร้านอื่น นอกจากเรื่องรสชาติอาหารแล้วยังมีเรื่องบรรยากาศของร้านและทำเลที่ตั้งอีกด้วยที่ทำให้บรรดาลูกค้าตัดสินใจไม่มานั่งร้านเล็กๆ แห่งนี้ บางวันพวกเขาก็ไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลยแม้แต่คนเดียว

แต่แล้ววันหนึ่งยูริกลับมองเห็นเส้นทางในการทำธุรกิจ เขาเลือกที่จะเข้าวงการตลาดซื้อขายอาวุธโดยมีน้องชายแสนน่ารักอย่างวิตาลีเป็นหุ้นส่วน ตั้งแต่วันนั้นครอบครัวออร์ลอฟก็มีเงินไม่ขาดมือ พวกเขาสองพี่น้องไม่เคยบอกพ่อกับแม่ และไม่มีวันบอก

อย่างไรก็ดีใช่ว่าการทำธุรกิจนี้จะราบรื่น ครั้งหนึ่งลูกค้าตัวแสบของพวกเขาทั้งสองกลับทำการซื้อขายด้วยโคเคน จ่ายด้วยสารเสพติดแทนที่จะเป็นเงินสดอย่างที่ตกลง นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของหลายๆ สิ่ง เมื่อการเสพโคเคนของยูริเป็นการเฉลิมฉลองแต่สำหรับวิตาลีแล้วนั่นเป็นการ ‘เสพติด’

วิตาลีเสพติดจนไม่อาจเลิกได้โดยง่าย เมาจนหัวทิ่มก็เคยมาแล้วหลายครั้ง มีความ ‘อยาก’ เสียจนคลั่ง เรียกว่าเสพติดเป็นชีวิตจิตใจ เขาไม่เคยลองมาก่อนแต่เมื่อลองแล้วครั้งหนึ่งกลับไม่อาจที่จะเลิกเสพได้เลย

ใบหน้าแสนน่ารักน่าเอ็นดูของน้องเล็กจากที่เคยมอมแมมเพราะการทำอาหารในครัวกลับเริ่มมีขอบตาคล้ำ พูดจาไม่เป็นศัพท์ เมาหัวราน้ำในทุกวัน จดจ่ออยู่กับโคเคนจนไม่เป็นอันทำงาน เหตุผลทุกประการทำให้ต้องถอนตัวจากธุรกิจและถูกส่งเข้ารับการบำบัด ยูริอาจนึกรู้สึกผิดอยู่ในใจที่ทำให้น้องชายต้องตกอยู่ในสภาพย่ำแย่หลังจากนี้เขาต้องเดินหน้าทำธุรกิจเพียงลำพัง ขณะที่วิตาลีเสพติดโคเคน ยูริอาจไม่ทราบเลยว่าเขาเสพติดการทำงานในสายอาชีพนี้

วิตาลีถูกทิ้งให้อยู่ในนิวยอร์กกับพ่อแม่ เข้ารับการบำบัดอยู่หลายครั้งแต่เมื่อออกมาก็ต้องกลับเข้าไปใหม่เพราะอาการเสพติดที่ไม่หายขาด เขาไม่อาจยับยั้งความ ‘อยาก’ นั้นได้เลย บางครั้งการทำงานในครัวก็สร้างความกังวลหลายอย่างแก่ผู้เป็นพ่อและแม่ บางครั้งวิตาลีเสพจนน็อคคาห้องครัว อาการหวาดระแวงและหดหู่แสดงเด่นชัดเมื่อพยายามเลิกยา ใช้เวลาอยู่หลายปีจึงหยุดความอยากนั้นได้บ้างแต่พอเที่ยวเล่นกับสาวๆ เขาก็ได้ยามาเสพอยู่เนืองๆ

หลังจากผ่านไปหลายเดือนเขาก็สามารถตั้งตัวใหม่ได้อีกครั้ง ลดความอยากเหล่านั้นได้มากกว่าเคย กลับมาทำงานครัวได้เช่นที่ผ่านมา แถมดันมีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นอีกด้วย วิตาลีเคยคิดว่าอาจเป็นเพราะผลจากการพยายามเลิกเสพโคเคน

“วิตาลี ออเดอร์เข้า”

ผู้เป็นแม่สอดใบออเดอร์ผ่านช่องเล็กๆ ที่เชื่อมระหว่างหน้าร้านและห้องครัวหลังกล่าวจบประโยค ชายหนุ่มเจ้าของชื่อคว้าจับกระดาษแผ่นนั้นเหน็บไว้กับเส้นเชือกเหนือเคาท์เตอร์เพื่อให้อ่านได้สะดวก นัยน์ตาสีสวยไล่อ่านอย่างถี่ถ้วน น่าแปลกใจที่ช่วงนี้เมนู ‘ซุป’ ที่ยูริเคยพูดว่าสามารถฆ่าคนตายได้กลับถูกสั่งออกไปเป็นประจำ นี่นับเป็นวันที่ห้าติดต่อกันแล้ว ทำลายสถิติเลย แอบดีใจอยู่เหมือนกัน

ลูกชายคนเล็กของบ้านมักจะใช้เวลาอยู่ภายในครัวมากกว่าหน้าร้าน เขาไม่ได้มีโอกาสพบหน้าลูกค้าเท่าใดนัก แต่อย่างว่า.. ร้านเล็กๆ ของครอบครัวออร์ลอฟหากไม่ใช่ลูกค้าที่ต้องการอาหารราคาถูกรองท้องก็คงเป็นนักท่องเที่ยวที่ไม่เคยรู้จักร้านของพวกเขามาก่อน ปกติแล้วคนที่มาทานมักจะมาทานเพียงสองสามครั้งก็หายต๋อม นั่นน่าน้อยใจอยู่มากทีเดียว

วันนี้วิตาลีค่อนข้างอารมณ์ดี ชิมซุปและพยายามปรุงให้อร่อยกว่าวันใดๆ เพื่อให้ลูกค้าพึงพอใจ.. เขาเชื่อเช่นนั้น แม้จะไม่อาจทราบได้ว่ารสชาติของซุปมื้อนี้จะถูกปากหรือไม่แต่ซุปถ้วยนั้นก็ถูกนำเสริฟพร้อมเมนูอาหารอื่น หวังว่าจะไม่ถูกด่ารอกนะ? ชายหนุ่มใช้เวลาอยู่ในครัวเช่นนั้นกระทั่งปิดร้าน

“วิตาลีวันนี้ลูกทำอะไรกับซุปหรือเปล่า ลูกค้าบอกรสชาติแปลกไป”

โอ้.. เอาแล้วไง.. เขากะพริบตาปริบๆ อยากจะทำเป็นไม่รับรู้เสียจริงเชียว

“ผมทำแบบเดิมนะ แบบที่ยูริบอกว่าฆ่าคนตายได้น่ะ”

“ลูกค้าบอกแปลกใหม่แต่ชอบแบบเดิมที่ลูกทำมากกว่า”

“ลูกค้าคนเดิม?”

เขาเริ่มตั้งคำถามด้วยความสงสัย การที่ทราบว่ารสชาติแปลกไปจะต้องเป็นลูกค้าที่มาเป็นประจำเป็นแน่

“คนเดิมตลอด ลูกคิดว่าเราจะมีลูกค้าประจำกี่คนกันเชียว?”

แปลกใจจัง.. วิตาลีมุ่นคิ้วเล็กๆ การที่มีลูกค้าประจำนั่นนับว่าดีอย่างน้อยก็มีเงินเข้าทุกวัน พรุ่งนี้คงต้องผละออกไปชะโงกหน้ามองดูเสียหน่อยว่าคือใคร อาการตื่นเต้นแสดงเด่นออกมาจนได้ ถึงช่วงนี้จะเลิกเสพโคเคนแต่อาการตื่นเต้นในตอนนี้ก็ดูไม่ได้แตกต่างเลย

คืนนั้นวิตาลีเก็บตัวอยู่ในห้อง อาการอยากยากลับมาอีกครั้ง เขาอดกลั้นและบังคับให้สู้ต่อความอยากแต่อาการหวาดระแวงกลับเข้ามาแทนที่ นี่เป็นผลจากการขาดยา

วันรุ่งขึ้นวิตาลีตั้งตารอลูกค้าคนนั้นจนแสดงท่าทางหลุกหลิกลนลานตลอดวัน อยู่ไม่นิ่งจนโดนผู้เป็นแม่ดุราวกับเด็กชายอยู่หลายครั้ง เขาอยากรู้นี่ว่าคนที่มาทานซุปเป็นประจำคือใคร อยากรู้จนเริ่มไม่เป็นอันทำงาน เมื่อไหร่ออเดอร์นั้นจะมากันนะ?

และแล้ว…วิตาลีก็ได้รับใบออเดอร์อย่างที่หวัง เมนูอาหารเดิมในทุกวันมีหรือจะจำไม่ได้ แม้บางครั้งจะมีอย่างน้อยหนึ่งเมนูที่เปลี่ยนไปแต่ทุกครั้งจะต้องมีซุปอยู่ด้วยเสมอ เขาทำตาโตมองกระดาษในมือราวกับถูกรางวัล ชูขึ้นเหนือศีรษะแล้วยิ้มร่าเหมือนเด็กชาย ในที่สุดออเดอร์ก็มาเสียที!

เขาลงมือทำอาหารราวกับคนเสียสติ แท้จริงแล้วในยามปกติช่วงนี้คงไม่ต่างเท่าไหร่.. เมื่อจัดการออเดอร์เป็นที่เรียบร้อยถึงพาร่างมาหลบอยู่หลังบานประตู แอบชะโงกแอบมองไม่ต่างจากเด็กชายที่มีความอยากรู้อยากเห็น เมื่อเห็นอาหารถูกนำเสริฟลงบนโต๊ะเขาจึงทราบได้ทันที

ชายหนุ่มมุ่นคิ้วเล็กๆ ไม่ได้แอบหวังไว้ว่าคือผู้หญิงหรือผู้ชาย อายุมากหรืออายุน้อยแต่ลูกค้าคนนี้กลับเหนือความคาดหมาย เขาหรี่ตามองอย่างกังขา ตั้งคำถามว่าใช่หรือ? คนนี้คือลูกค้าที่ชื่นชอบฝีมือการทำซุปจริงหรือ?

“แม่” ลูกชายคนเล็กกระซิบเรียก ตัวเขาก็ไม่ทราบว่าจะกระซิบด้วยสาเหตุใด “นั่นคือลูกค้าประจำเราเหรอ?” น้ำเสียงน่าหลงใหลถูกเปล่งขึ้นแผ่วเบา กระซิบกระซาบราวกับต้องการให้เป็นความลับแม้แต่กับพ่อที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ใกล้เครื่องคิดเงิน

“ใช่ ‘เขา’ นั่นแหละลูกค้าประจำ แล้วนี่เราจะกระซิบทำไมหื้ม?”

“เปล่ากระซิบนะ แม่ไม่ได้ยินเอง” วิตาลีท้วงกลับแล้วขยับถอยหลังเข้าห้องครัว ความตื่นเต้นกลับกลายเป็นความหวาดระแวง เขาแอบมองอีกครั้งผ่านช่องเล็กๆ ที่มักจะมีใบออเดอร์ลอดผ่าน

ชายผมสีอ่อนแซมด้วยสีเงินเทาๆ นั่งอยู่ที่โต๊ะข้างบานกระจก เขามองออกไปด้านนอก อาจกำลังมองร้านที่อยู่ฝั่งตรงข้าม แต่วิตาลีไม่ได้สนใจในเรื่องนั้น สิ่งที่ทำให้สนใจคือการแต่งตัวที่ดูมูลค่าสูงนั่นต่างหาก ชุดสูทสีน้ำเงินเข้มกับเนคไทที่เข้าคู่ เรือนนาฬิกาที่โผล่ให้เห็นบนข้อมือขวาก็ดูราคาแพง นี่เขาตั้งใจมานั่งร้านเล็กๆ แสนซอมซ่อนี่จริงหรือ? ยิ่งนึกยิ่งทำให้เริ่มกลัว เขาไม่เคยกลัวใครแต่อาการจากการที่ไม่ได้เสพยาทำให้หวาดระแวงใครต่อใครไปเสียหมด ยิ่งก่อนหน้านี้ตนทำธุรกิจเรื่องอาวุธกับยูริด้วยแล้วนั่นกลับสร้างความวิตกจริตมากกว่าเดิม ชายในชุดสูทราคาแพงที่ไหนจะมานั่งอยู่ที่ร้านอาหารรสชาติแย่ๆ แบบนี้กัน

“แม่” วิตาลีกระซิบเรียกอีกครั้ง ดวงตาคู่สวยมองลอดมาจากช่องรับออเดอร์จดจ้องไปยังผู้เป็นแม่ เธอขมวดคิ้วเล็กๆ พลางสั่นศีรษะ ไม่ได้แสดงความรำคาญใจแต่กำลังสงสัยว่าวันนี้ลูกชายตัวน้อยๆ ของเธอเป็นอะไรขึ้นมา

“เขาสวมสูทมาวันแรกหรือแต่งแบบนั้นมาทุกวัน?”

“แต่งแบบนี้ทุกวัน เราจะถามทำไมอีก? ไปๆ เข้าไปทำออเดอร์อื่นต่อ”

ชายหนุ่มไม่ได้กลับไปทำอาหารแต่อย่างใด เขาไม่มีออเดอร์ต้องจัดการ ในตอนนี้ถึงแอบมองอยู่หลังบานประตูครัว จ้องมองไม่วางตาราวกับกลัวว่าชายคนนั้นจะลุกมายิงตนได้ทุกเมื่อ .. ใช่แล้ว.. ปืน! ต้องมีปืนพกเอาไว้ ต้องเก็บไว้ใกล้ๆ ป้องกันตัว ถูกต้องแล้ว.. ต้องไปเอาปืนที่ยูริให้เป็นของขวัญมาใช้ เขาท่องวนไปมาอยู่ในหัวไม่ต่างจากคนขาดสติ ดวงตาเบิกโพลงมากกว่าเดิมด้วยอาการตื่นตระหนก ลุกลี้ลุกลนจนเผลอออกทางหน้าร้านแทนที่จะเป็นหลังร้าน

ร่างแสนมอมแมมที่กำลังเยื้องย่างเข้าหาทำให้ชายในชุดสูทเงยใบหน้าขึ้นมอง พวกเขาสบตากันในทันที เหมือนลูกค้าผู้นี้กำลังอ่านวิตาลีอยู่

Hamno! (Shit!) วิตาลีสบถในใจ ดันเผลอมองไปแล้ว ตายแน่! แถมยังละสายตาไปไหนไม่ได้ด้วย เหมือนโดนแช่แข็งอยู่ตรงนั้น เดี๋ยวสิ! นั่นมองแบบนั้นทำไม จะขยับไปไหน! นายกำลังหันมองใคร?

“พ่อครัว?” เขาหันไปถามคุณนายออร์ลอฟ คำพูดแรกถูกเปล่งออกมาจากชายในชุดสูท น้ำเสียงที่ฟังเป็นเอกลักษณ์นั่นเพียงคำเดียวก็ทราบโดยทันทีว่ามาจากเมืองผู้ดี

“วิตาลีทำตัวดีๆ หน่อย” ผู้เป็นแม่ส่งเสียงดุด้วยภาษาถิ่นแน่นอนว่าเจ้าลูกชายตัวแสบก็ตอบกลับมาด้วยภาษาถิ่นแทบจะทันที “ผมยังไม่ทันทำอะไรเลย!” ม่านตาของเขาขยาย ดวงตากลมโตพอเบิกกว้างแล้วกลับทำให้ดูน่ารักไปเสียอีก ชายในชุดสูทกำลังมองอย่างสนใจ

“ผมคุยกับเขาได้หรือเปล่าครับคุณนาย? ขอบคุณ”

เขากล่าวขอบคุณทิ้งท้ายเมื่อเธอพยักหน้ารับ แถมบอกให้เจ้าลูกชายนั่งลงเสียด้วย เธอกับสามีหลบไปนั่งอยู่ห่างๆ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาทแม้จะอยู่ห่างออกไปแต่วิตาลีกับลูกค้าก็ยังคงอยู่ในสายตา พวกเขากลัวลูกชายจะทำอะไรไม่ดีขึ้นมาเสียมากกว่า

“คุณออร์ลอฟ..”

“วิตาลี” ชายหนุ่มตอบกลับในทันที “คุณออร์ลอฟนั่นพ่อฉัน”

“วิตาลี” เขาทวนเบาๆ “ผมยินดีที่ได้พบกับพ่อครัวประจำร้าน” น้ำเสียงนั้นฟังน่าหลงใหล หากอีกฝ่ายไม่สวมชุดสูทจนดูเหมือนพวกมาเฟียหรือนักฆ่าวิตาลีคงรู้สึกยินดีมากกว่านี้

“ผมชอบซุปฝีมือของคุณมากและอยากจะทานแบบนี้ในทุกๆ วัน ผมถามสักหน่อยได้ไหมว่าวันนั้นคุณปรุงรสแบบพิเศษเพราะวันพิเศษหรือเปล่า?”

ที่ชายในชุดสูทกำลังกล่าวถึงคือวันที่วิตาลีพยายามปรุงรสให้อร่อยกว่าวันอื่นๆ อีกฝ่ายกำลังจะบอกว่ามันห่วยใช่ไหมนะ?

“ความลับทางการค้า”

ชายหนุ่มยกแขนคล้องกอดอก พยายามไม่แสดงท่าทีหลุกหลิกกระวนกระวาย หากจะตอบว่าปรุงเพื่อลูกค้าคนพิเศษมันก็จะฟังแปลกจนเกินไปถึงเลือกตอบบ่ายเบี่ยง

แม้ท่าทางของวิตาลีจะดูไม่ผิดแปลกแต่กลับดึงดูดสายตาของชายชุดสูทได้เป็นอย่างดี เขาจ้องมองอย่างสนใจ พยายามไม่จดจ้องจนดูเสียมารยาทเกินไป ทำไมชายหนุ่มตรงหน้าถึงแสดงท่าทีรั้นๆ ใส่เขากัน? นี่ไม่พอใจอะไรเขาอยู่หรือเปล่า

“แฮร์รี่ มิทเชลคือชื่อของผม”

เจ้าของชื่อกล่าวขึ้นเมื่อพบว่าวิตาลียังคงแสดงสีหน้ารั้นๆ ใส่ ทั้งขมวดคิ้วหรี่ตามองไม่หันไปทางอื่น แถมพอเริ่มขยับตัวก็ดันขยับตาม ดูกำลังหวาดระแวงเป็นอย่างมาก

“ทำอะไรให้อึดอัดหรือเปล่า?”

“นายคิดว่าไงล่ะ?”

Blyat! อยากจะถามจริงๆ ว่ามาแถวนี้เพราะธุรกิจหรือแค่ผ่านมา แต่พ่อกับแม่ดันอยู่ด้วยนี่สิ วิตาลีขมวดคิ้วหนักกว่าเดิมเคร่งเครียดจากความหวาดระแวงไปหมด

“คิดว่าคุณมีคำถามอยู่ในใจ ลองถามผมก็ได้”

มิทเชลสามารถอ่านท่าทางและสีหน้าของวิตาลีออกเพียงในระยะเวลาสั้นๆ เขาอ่านคนค่อนข้างบ่อยทีเดียว

“นายอยู่แถวนี้เหรอ?”

“ทางผ่านที่พักเลยมาแวะทานอยู่บ่อยๆ ถ้าจะถามต่อว่าทำไมอาจจะทำร้ายจิตใจกันเกินไป”

เขาค่อนข้างจะตอบดักคอเพราะแม้คำตอบของมิทเชลจะไม่ได้ถูกกล่าวบอกแต่วิตาลีนั้นก็ทราบอยู่แก่ใจ ร้านโล่งๆ แบบนี้.. ..

“ไม่เบื่อรึไงทานอยู่แต่ซุปรสชาติเดิมๆ หลายคนบอกห่วยเลยนะ”

“ผมชอบถึงได้ทาน อย่าประเมินฝีมือตัวเองต่ำนักเลย หลังจากนี้ผมจะยังคงมาทานเหมือนเดิม”

ไม่อาจทราบได้ว่าความหวาดระแวงของพ่อครัวประจำร้านอย่างวิตาลีจางหายไปเมื่อใด หลังจากถามเรื่องคาใจ? หลังจากถามเรื่องซุป? เขาคงหาคำตอบไม่ได้ในตอนนี้ ถึงจะคลายความกังวลมาได้บ้างแต่ไม่สามารถเปลี่ยนใจเรื่องที่แฮร์รี่ มิทเชลอาจเป็นผู้ซื้อหรือผู้ขายในวงการเดียวกันกับยูริ เขายังคงกลัวถูกเป่าสมองอยู่ดี

มิทเชลไม่ได้กล่าวคำพูดใดอีกหลังจากนั้น มือจับกระดาษทิชชูขึ้นซับริมฝีปากแทนการใช้ผืนผ้า วางเงินจำนวนหนึ่งลงบนโต๊ะและแยกอีกจำนวนหนึ่งไว้ตรงหน้าของชายหนุ่มที่ตอนนี้กำลังทำตาโตใส่

“นี่อะไร?” วิตาลีเขี่ยๆ แบงค์เพื่อนับ เขาพบว่าจำนวนเงินเกินมามากโข นัยน์ตาสีฟ้าใสมองตามร่างในชุดสูททีตอนนี้ลุกขึ้นยืนติดกระดุมเสื้อเตรียมออกจากร้าน

“ทิปส์ของคุณโดยเฉพาะ คุณคุยสนุกมาก”

อยากจะเขวี้ยงเงินใส่หน้าหมอนี่ชะมัด!! วิตาลี ออร์ลอฟได้แต่ส่งเสียงคำรามในใจ เขาไม่ใช่เด็กนั่งดริ๊งนะเว้ย!

“ถือเป็นค่าเสียเวลาที่ทำให้เชฟมานั่งอยู่ตรงนี้”

คำว่า ‘เชฟ’ ดูสร้างความพอใจให้แก่วิตาลีในระดับหนึ่ง ปกติคงไม่ได้ถูกเรียกด้วยคำคำนี้บ่อยนัก ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนในทันที

“ครั้งหน้าไม่ต้อง ฉันไม่อยากได้”

อยากได้สิวะ! เขาอยากได้จะตายชักแต่ไม่รู้ว่านี่มันสำหรับที่นั่งคุยจริงๆ หรือเปล่า ไม่ใช่มาหลอกตลบหลังว่าเป็นมัดจำอะไรหรอกใช่ไหม?

“ไว้ค่อยคิดอีกที”

มิทเชลตอบรับเพียงสั้นๆ แล้วดันประตูร้านเดินออกไป มาดผู้ดีแบบนี้ก็มีบ้างที่อยากตบให้คว่ำ วิตาลียืนแนบกระจกร้านมองออกไปยังชายในชุดสูทที่ตอนนี้หยิบแว่นกันแดดขึ้นสวม เหมือนว่ามิทเชลจะทราบถึงการกระทำเด็กๆ นั่นถึงหันใบหน้ากลับไปทางร้านก่อนสาวเท้าเดินออกจากถนนเส้นนั้น

“….”


ถ้าใครชม Lord of War แล้วจะทราบครับว่าคาแร็คเตอร์ตอนวิตาลีเสพยาและเลิกยาเป็นแบบไหน มีความสับสนในตัวเองดี เขียนไปก็สนุกดีนะครับดูสับสนชีวิต.. ส่วนมิทเชลนั้น โดยรวมมาดนิ่งมาก ยุ่งเกี่ยวกับแก๊งสเตอร์เป็นหลักเลย สวมสูทเดินไปเดินมาแต่ละทีดูดีมากๆ
ตั้งใจไว้ว่าจะ One-Shot แต่แล้วก็ออกมาเป็นแบบนี้ครับ ไม่จบอีก.. จงอย่าดองเลย #หิวข้าว #อยากชิมซุปฝีมือวิตาลี #มีปัญหากับตัวอักษรกับย่อหน้าอีกแล้วช่วยด้วยครับ #…

[PhoneBooth]The Video

Standard

Title : The Video
Paring : Bobby / Stuart ‘Stu’ Shepard
Movie : Phone Booth
Rate : PG15
Writer : Zol Redfox

 NOTE: มีภาพเพิ่มเติมที่ท้ายเรื่อง
ครั้งแรกที่ได้ยินว่ามีคลิปหลุดของ ‘หมอนั่น’ ออกมา เขาก็แทบจะระเบิดอารมณ์ด้วยหลายๆ เหตุผล .. ไม่สิ.. ความจริงระเบิดอารมณ์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เรื่องนี้ทำให้หัวเสียจนต้องยกเลิกงานตลอดวัน ถึงจะบอกว่ายกเลิกแต่เขาก็ทำเพียงตั้งค่าการโทรเป็นติดประชุมเพื่อไม่ให้ผู้ใดติดต่อมาได้ ระหว่างที่กำลังจัดการเรื่องวุ่นวายพวกนี้เขาควรส่งต่อภาระให้เป็นหน้าที่ของเด็กฝึกงานแทนคงช่วยผ่อนเบาเรื่องที่พับบลิคซิส (Publicist) เช่นเขาหายตัวไป นั่นเป็นความคิดเห็นของสตู
สจ๊วต ‘สตู’ เชพพาร์ด ผู้คนในสายงานวงการบันเทิงคงเคยได้ยินชื่อของชายผู้นี้มานักต่อนัก ชายผู้ที่ไม่ได้เด่นดังจากชื่อเสียงแต่เป็นเพราะความทะเยอทะยานมุทะลุและนิสัยที่ใกล้เคียงกับคำว่า ‘เห็นแก่ตัว’ คนอย่างสตูอาจเรียกได้ว่ามีนิสัยที่ก้าวร้าว ไม่ใช่ในเชิงการแสดงออกแต่เป็นคำพูดและการกระทำซึ่งมุ่งเป้าไปยังจุดหมายที่ถูกตั้งไว้เพียงเท่านั้น เขาต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เป็นกอบกำ อย่างไรแล้วสำหรับนิสัยเสียของสตูกลับมีข้อยกเว้นและข้อยกเว้นนี้ก็เกิดจากตัวบุคคลซึ่งเป็นใครไปไม่ได้นอกจากชายที่มีนามว่า ‘บ๊อบบี้’
บ๊อบบี้เป็นนักแสดงและนักร้องที่ใหม่กับวงการ เรียกว่าไม่ได้ดังเท่ากับดาราฮอลลีวู้ด เขากำลังค่อยๆ ไต่เต้าไปที่ละระดับ  งานแสดงนั้นก็ไม่ได้เด่นมากมายที่พอจะทำให้คนจดจำได้คงเป็นบทเพลงที่ขับร้องออกมาอย่างมีเอกลักษณ์ พวกเขาสองคนรู้จักกันได้อย่างไรนั้นไม่ใช่เรื่องที่ซับซ้อนมากมาย เหตุผลที่เข้าใจง่ายคือสตูชอบบ๊อบบี้ ถึงจะเหล่สาวอยู่เป็นปกติแต่เมื่อได้พบบ๊อบบี้สิ่งหนึ่งที่อยู่ในใจกลับบอกว่าชายคนนี้คือคนที่ตนสมควรจะปั้นให้เด่นดังและเหมือนกับว่าจะเป็นคนคนเดียวที่สตูสามารถช่วยเหลือไว้ได้ อาจเป็นเพียงคนเดียวและคนสุดท้ายสำหรับสตู เชพพาร์ด
ในตอนที่เริ่มได้ยินข่าวลือเรื่องคลิปของบ๊อบบี้นั่นถึงกับทำให้เขาหัวเสีย หัวเสียทั้งในฐานะเพื่อน ฐานะคนที่คอยดูแลและในฐานะนักประชาสัมพันธ์ที่พยายามจะดันอีกฝ่ายไปยังแนวหน้าแต่กลับมาสะดุดเพียงเพราะเรื่องจำพวกนี้ อย่างไรแล้วคนเช่นสตูคงไม่ปล่อยให้ข่าวลือนั้นเป็นเรื่องจริงขึ้นมา วันนี้ถึงต้องดั้นด้นโผล่หน้ามาหาจนถึงที่
   “บ๊อบบี้”
น้ำเสียงที่ไม่ต่างจากลูกผสมเปล่งขึ้นหลังจากบานประตูห้องพักถูกดันเปิด สตูเป็นไอริชโดยกำเนิดเสียงไอริชของเขาถึงเป็นเอกลักษณ์แต่เพราะอาศัยอยู่ในนิวยอร์กสำเนียงจึงไม่ต่างจากพวกนิวยอร์กเกอร์ด้วยเช่นกัน หากจะเรียกว่าลูกผสมคงไม่ผิดเสียทีเดียว    ชายในชุดเสื้อเชิ้ตสีเบอร์รี่คลุมทับด้วยชุดสูทถือวิสาสะก้าวเท้าเข้ามาในห้องพัก เหตุใดเขาถึงสามารถเข้ามาได้น่ะหรือ? เหตุผลเพียงไม่กี่ข้อสามารถเฉลยให้ได้รับฟังหนึ่งในนั้นเนื่องเพราะสตูมีกุญแจห้องพักเก็บไว้ในกรณีฉุกเฉิน  ฉุกเฉินที่ว่านั้นหนีไม่พ้นเรื่องอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับเพื่อนชาย
สตูกวาดสายตาไปรอบห้องที่มืดสนิท อา.. เวร.. นี่เหยียบอะไรไปวะเนี่ย? เขาบ่นกับตัวเองในใจเมื่อรองเท้าคู่โปรดดันเหยียบเข้ากับบางสิ่งที่ให้ความรู้สึกลื่นๆ เหมือนเป็นเมือก มือที่มักจะใช้คีบบุหรี่ควานหาสวิตช์เปิดไฟได้อย่างแม่นยำ เขาคุ้นเคยกับที่นี่พอสมควร แม้จะไม่ค่อยได้มาแต่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับบ๊อบบี้เขากลับจดจำได้แม่นยำกว่าเรื่องอื่น  เมื่อไม่พบวี่แววเจ้าของห้องเขาถึงก้มลงมองสิ่งที่ตนเพิ่งได้ทำการเหยียบไปเมื่อครู่ก่อน โอเค ให้ตาย… หมอนี่จะเล่นตลกกับเขาหรือยังไง?  อีกครั้งที่สตูต้องบ่นภายในใจ เมื่อทราบว่าเจ้าของลื่นๆ ที่ตนเพิ่งเหยียบไปคืออะไรก็ทำให้อารมณ์ที่ไม่ค่อยพอใจนั่นกลับมาอีกครั้ง
   “ให้ตายสิวะ!”
ครั้งนี้เขาเผลอหลุดสบถออกมา คงเพราะเริ่มหัวเสียจริงๆ เสียแล้ว ของใช้ที่ถูกปล่อยเกลื่อนเต็มพื้นนั่นทำให้รู้สึกขยะแขยงจนอดไม่ได้ที่จะเผลอหลุดปากออกมาด้วยคำว่า ‘Fuck’ อยู่หลายหน  ไม่ใช่สบถด้วยความรู้สึกต่อสิ่งของแต่อย่างใดแต่เป็นความรู้สึกที่มีต่อบ๊อบบี้ในยามนี้ เพื่อนของเขาในตอนนี้คิดสิ่งใดอยู่ นี่ถึงขั้นต้องเยียวยาแล้วใช่ไหม? นั่นสิ.. ต้องถึงขั้นนั้นอยู่แล้ว
   “ถ้านายยังไม่โผล่หัวออกมา..”
ไม่ทันที่ประโยคคำพูดจะสิ้นสุดร่างของนักแสดงหน้าใหม่ก็ปรากฏตัวขึ้น ทั้งที่ปกติบ๊อบบี้จะสวมชุดแจ็คเก็ตหนังและกางเกงเรียบร้อยแต่ในตอนนี้สภาพกลับดูไม่ได้ เรียกว่ายับเยินหรือเละเทะก็คงไม่ผิด…
   “สตู”
ชายหนุ่มสูดจมูกพร้อมกับยกแขนขึ้นกอดตัวเอง ลูบเบาๆ สัมผัสผิวหนังที่ไม่ได้ปกปิดด้วยชุดเสื้อผ้าแขนยาว ใบหน้าสวยที่เคยสดใสในตอนนี้หม่นหมองไปหมด ทรงผมกระเซิงจัดไม่เป็นทรงแถมดูจะซูบผอมไปพอสมควร .. ‘Oh Fuck..’ และเป็นอีกครั้งที่สตูสบถ สภาพของเพื่อนชายนั้นดูแทบไม่ได้เลย
   “อย่าบอกฉันว่านาย..เสพยา..”
   “เปล่า.. ไม่ ฉันไม่ได้ยุ่งกับของพวกนั้น”
เขาเชื่อในคำพูดของบ๊อบบี้อย่างไม่มีข้อกังขา ก็แค่เผื่อใจไว้เล็กน้อย.. สภาพของคนที่เพิ่งเจอเรื่องแย่ๆ มาก็คงทำให้สุดกู่ไปจนหมด
   “แล้วนี่มีใครอยู่กับนายในห้องไหม?”
   “ฉันอยู่คนเดียว”
ครั้งนี้บ๊อบบี้กลับตอบคำถามเร็วกว่าในตอนแรก มันควรเป็นเรื่องผิดปกติแต่สตู เชพพาร์ดกลับเลือกที่จะเชื่อในตอนนี้ เขาสาวเท้าเดินเข้าใกล้จนไปหยุดอยู่ตรงหน้าของอีกฝ่าย สำรวจมองใบหน้าและนัยน์ตาสีฟ้าใส แม้ปากอยากจะพาพูดถึงอะไรแย่ๆ แต่พออยู่กับชายคนนี้แล้วกลับปิดปากเงียบต่างจากเคย
   “ฉันได้ยินมาบางเรื่องเกี่ยวกับ..”
   “คลิปหลุด ฉันรู้แล้วสตู มันเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ”
   “แต่ยังไม่มีใครเห็นคลิปนั้น”
เวรกรรมจริงๆ พับผ่า! มือข้างถนัดถูกยกขึ้นกระแทกลงเบาๆ ที่หน้าผากของตน ไม่รู้ว่าในตอนนี้เขาควรจะอารมณ์ไหนระหว่าง โกรธ หงุดหงิด ไม่พอใจ หัวเสีย ห่วง หรือ.. หึงหวง..
   “และมันยังเป็นเรื่องที่ดีในระดับหนึ่งเพราะมีแค่คำพูดลอยๆ ไร้หลักฐาน..ตอนนี้ฉันอยากให้นายพูดถึงเรื่องนั้น”
ที่ต้องมาคอยกังวลไม่ใช่เพียงเรื่องอนาคตของบ๊อบบี้แต่เป็นเพราะเนื้อหาในคลิปนั้นมากกว่า.. นี่เขาดูจะทำหน้าที่ได้ดีกว่าผู้จัดการของบ๊อบบี้เสียอีก
   “นั่งลงก่อนแล้วฉันจะพูดให้ฟัง”
ชายหนุ่มเจ้าของห้องลูบแขนตนเองอีกครั้ง พยายามกอดร่างกายให้ความอบอุ่นแก่ตัวเองทั้งที่ห้องพักนั้นร้อนจนสตูเริ่มเหงื่อออก ในระหว่างนั้นเขารออย่างใจเย็น เหมือนว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่เรื่องธรรมดาเสียแล้ว แต่ก่อนจะได้รับฟังใดใดสตูกลับลุกขึ้นเดินไปยังห้องนอนที่เปิดประตูทิ้งไว้ บ๊อบบี้ไม่คิดกล่าวห้ามแต่อย่างใด ปล่อยให้เพื่อนสนิทเดินไปมาตามอำเภอใจ
สิ่งแรกที่สตูเห็นเมื่อก้าวผ่านมายังห้องนอนคือสภาพที่แสนจะเละเทะ ขวดเครื่องดื่มกับเตียงนอนที่หมอนกระจุยกระจาย ผ้าห่มก็ตกลงไปกองกับพื้น เหมือนว่าบ๊อบบี้จะนอนอยู่ที่มุมหนึ่งของพื้นใกล้กับตู้เก็บแผ่นเพลง เขามองสำรวจโดยรอบห้อง ทุกอย่างยังไม่ได้แตกสลายนั่นถือว่าเป็นเรื่องดี กีต้าร์ตัวแพงยังคงวางอยู่ข้างผนัง โปสเตอร์ภาพยนตร์และละครเวทีที่เจ้าตัวชอบก็ยังคงแสดงเด่นใกล้กับเครื่องดนตรีเช่นเดียวกับโปสเตอร์วงนักร้องที่บ๊อบบี้ชื่นชอบ
สตูใช้เวลาอยู่ภายในห้องนั้นไม่นาน .. ก็ตั้งใจไว้เช่นนั้นแต่สายตาดันเหลือบไปเห็นอัลบั้มภาพถ่ายที่เปิดทิ้งไว้ จะไม่ให้สนใจได้อย่างไรกัน? เขาถือวิสาสะจับเปิดไปทีละภาพ แอบยิ้มเล็กๆ เมื่อเห็นวัยเด็กของอีกฝ่าย หลายเหตุการณ์หลายช่วงเวลา ไม่นึกว่าจะยังเก็บภาพของเขาอยู่ด้วย ตลกจริงๆ .. นี่ควรถ่ายภาพคู่กันดีๆ หน่อยแล้วสิ  แต่แล้วรอยยิ้มนั้นกลับจางหายไป เหมือนว่าสตูจะเข้าใจและเดาบางสิ่งออก
   “ห่มไว้ให้อุ่น ฉันไม่อยากเห็นนายเข้าโรงพยาบาล”
ผืนผ้าห่มถูกห่อคลุมร่างชายหนุ่ม สตูผละไปหยิบยาจากชั้นวางที่ห้องครัวพร้อมกับน้ำดื่ม รอให้ชายหนุ่มนักร้องจัดการตัวเองเสร็จสิ้นแล้วถึงกล่าวพูด
   “นายกำลังทำให้ฉันหัวเสียจริงๆ แล้วนะเพื่อน ฉันกำลังหาทางออกให้นายอยู่”
   “ฉันขอโทษสตู ฉันไม่ระวังเอง”
   “ช่างมัน.. ฉันจะหาทางแก้ไขให้นายไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น เข้าใจไหม? ฉันทำให้นายได้ทุกอย่างบ๊อบบี้”
อย่างที่สตูพูด คนเช่นเขาจะทำเรื่องนี้เพื่อบ๊อบบี้ คนเช่นสตู เชพพาร์ดที่ไม่เคยทำเรื่องใดให้กับใครเลยสักคน ทุกสิ่งที่เขาทำมักมีผลประโยชน์และผลตอบแทนกลับตอบมาเสมอแต่ครั้งนี้นั้นต่างกัน
   “เอาเบอร์ ‘เขา’ มา”
บ๊อบบี้สะอึกไปชั่วครู่ การที่ประโยคนั้นเจาะจงว่า ‘เขา’ แสดงว่าสตูรู้เรื่องนี้แล้วหรือ? แววตาที่จ้องมองมาหาไม่ได้แสดงอาการตำหนิ ไม่แม้แต่แสดงออกถึงอารมณ์อื่นๆ นอกจากความกังวล แล้วทำไมถึงต้องถามสตูกลับไปว่า “เขาไหน?” ด้วยนะ
   “เทรนเนอร์ของนาย”
สตูพ่นลมหายใจออกยาวๆ แล้วกล่าวต่อ
   “รีบส่งมาแล้วฉันจะไปจัดการ ไม่กี่วันทุกอย่างจะเรียบร้อยโอเคไหม? ฉันรับประกันได้”
บ๊อบบี้ใจอ่อนในท้ายที่สุด ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองคนดูจะคล้ายเพื่อนแต่ก็เหมือนลูกค้าผู้ว่าจ้างสตูเสียมากกว่า บางทีก็ดูคลุมเครือมากเกินไปจนนักแสดงหนุ่มไม่อาจวางใจได้มาก ท้ายที่สุดแล้วสตูก็ได้รับเบอร์โทรของเทรนเนอร์ชายคนนั้น เขาถนัดนักกับการใช้โทรศัพท์ในการโทรและติดต่อใครต่อใครเพราะนั่นเป็นหนึ่งในหน้าที่ของอาชีพ
   “รอฉันติดต่อมาตกลงไหม? ตอนนี้นายควรหาอาหาร แล้วเลิกพาใครเข้าบ้านได้แล้ว ทั้งผู้หญิงผู้ชาย อย่าดื่ม พยายามทำตัวให้สดใสเพราะไม่แน่ว่านายอาจต้องมีถูกสัมภาษณ์แถมช่วงนี้ยังมีงานอยู่ บอกฉันทีว่านายเข้าใจ”
เสียงตอบรับกลับมาเพียงสั้นๆ “ฉันเข้าใจ” เช่นเดียวกับสตูที่กล่าวว่า “เก่งมาก” พร้อมทั้งส่งมือไปลูบศีรษะของอีกฝ่าย เรือนผมสีสวยนั้นไม่ว่าจะมองกี่ครั้งกลับทำให้ชื่นชอบเสียทุกที สตูประคองใบหน้าเพื่อนชายไว้เต็มสองมือ จับเบาๆ ให้แหงนมาตามแรง ตัวเขาที่ยืนอยู่ในตอนนี้โน้มใบหน้าลงใกล้ จุมพิตลงกับหน้าผาก ทำราวกับอีกฝ่ายเป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่ง เขาวาดแขนสวมกอดร่างตรงหน้าและกล่าวขึ้นอีกครั้ง
   “ทุกอย่างจะเรียบร้อย..”
   “ฉันรู้สตู”
   “พอฉันออกไปแล้วจะโทรสั่งอาหารเข้ามาให้ นายทำตัวหล่อๆ แล้วรอรับอาหารด้วย”
เขาผละออกห่างอย่างรวดเร็ว จัดชุดให้ดูดีสมกับราคาที่ซื้อมา เมื่อทุกอย่างดูจะลงตัวมากขึ้นสตูถึงก้าวเท้าเดินกลับไปยังประตูห้องและหันกลับมาเมื่อตะขิดตะขวงใจจนอยากจะพูดถึงสิ่งของใช้แล้วที่เกลื่อนอยู่เต็มพื้นห้องจนต้องเดินหลีก  “อ้อ.. แล้วก็ถ้าว่างแล้วหยิบถุงยางนายไปทิ้งด้วย เดี๋ยวคนส่งอาหารตกใจ”  ถึงจะอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้แต่นิสัยเสียที่มาพร้อมกับปากเสียๆ นั่นก็อดจะกล่าวไปไม่ได้ นั่นไม่ได้สร้างความไม่สบายใจให้แก่บ๊อบบี้เลย เจ้าตัวกลับขยับยิ้มเล็กๆ เสียอีก สุดท้ายบานประตูบานนั้นจึงปิดลงอีกครั้ง
สตูจัดการเรื่องเหล่านี้หลังจากกดสั่งอาหารให้กับบ๊อบบี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว การติดต่อไปยังเทรนเนอร์ไม่ใช่เรื่องยากแต่เรื่องที่นัดออกมาน่ะสิค่อนข้างยากอยู่พอตัว ถึงจะต้องใช้เวลาและถึงแม้สตูจะถนัดการใช้โทรศัพท์มากกว่าการเจอหน้าแต่เรื่องนี้อย่างไรแล้วก็ต้องออกมาให้เห็นกัน.. เขาต้องการเห็นหน้า ต้องการพบคนที่ทำให้บ๊อบบี้มีสภาพเช่นนั้น ต้องการเห็นคนที่บ๊อบบี้รู้สึกดีๆ ด้วย ความใกล้ชิดเป็นพิษร้ายอยู่เสมอ สองคนนั้นคงอยู่ใกล้กันตลอดเวลา ก็อย่างว่า.. เป็นเทรนเนอร์ส่วนตัว จะเจอกันประจำไม่เห็นแปลก สตูถอนใจยาวๆ ตัวเขาหากเป็นไปได้ก็อยากจะเจอเพื่อนชายคนนี้ทุกวันอยู่หรอก แต่ที่ทำได้ก็แค่โทรหาอย่างสม่ำเสมอเท่านั้นเอง
Fuck.. อีกครั้งที่เขาสบถ Fuck Fuck Fuck! และอีกหลายๆ ครั้งที่สบถเมื่อการพบเจอเทรนเนอร์ชายของบ๊อบบี้ดูจะไม่ใช่เรื่องง่ายเสียแล้ว คิดสิสจ๊วต สมองแสนปราดเปรื่องกับวาจาที่หว่านล้อมใครต่อใครนั่นมันทำให้ผ่านมาได้หลายเรื่องแล้วนะ ที่สตูกำลังกังวลนั่นไม่ใช่เพราะเทรนเนอร์ชายคนนั้นไม่คิดออกมาพบ แต่เพราะพบตัวอยู่ตรงหน้าตอนนี้ต่างหาก! เวร!! เวรของแท้! ก็คิดอยู่ว่าหุ่นจะต้องดีแต่นี่มันจะดีเกินไปหน่อยไหม? บ๊อบบี้.. นายชอบแบบนี้เหรอวะ?
เขาหงุดหงิดและลนลานจนต้องยัดมวนบุหรี่เข้าปาก ร่างของเทรนเนอร์ที่สูงกว่าเขาแถมมัดกล้ามใหญ่ๆ ดูอย่างไรแล้วเพียงตบเขาทีเดียวก็น็อคยาวไปเป็นปีแล้วมั้ง! อา.. หัวเสียชะมัดให้ตายเถอะ อารมณ์เหล่านั้นแสดงออกมาทางสีหน้าจนต้องเงยหน้าทำทีเป็นพ่นควันบุหรี่ เขาจะไม่รีรออีกแล้ว ไม่ควรช้าเกินกว่านี้เพราะไม่ทราบว่าชายตรงหน้าได้ทำอะไรไปบ้าง
   “ฉันจะเข้าประเด็นเลยตกลงไหม? เรื่องคลิปของนายกับคนของฉัน”
– – – – – – – – – – – – – – – – –
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นหลังจากผ่านไปหนึ่งวัน บ๊อบบี้ที่เริ่มขยับเขยื้อนร่างกายตามที่สตูขอดูมีชีวิตชีวาขึ้นเล็กน้อย คงเพราะได้พบกับเพื่อนสนิทแทนที่จะพบคนอื่น แถมได้รับฟังเรื่องดีๆ จากปลายสายเสียด้วย
   “เฮ้ สุดหล่อ.. ฉันจัดการเรื่องให้นายเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างเคลียร์ จบ ไม่มีอะไรต่ออีก”
นั่นเป็นเรื่องที่ดีทีเดียวหลังจากผ่านไปเกือบสัปดาห์ สตูจัดการให้เขาได้ในทุกเรื่องไม่เคยผิดหวังเลย บ๊อบบี้ดูสดใสขึ้นเมื่อได้รับฟังสิ่งเหล่านี้ ทั้งที่ตนควรจะจัดการได้ด้วยตัวเองแต่กลับต้องพึ่งสตูอยู่เสมอ เหตุผลนั้นมีหลายประการทีเดียว มันซับซ้อนสำหรับบ๊อบบี้และเทรนเนอร์คนนั้น
   “เงียบแบบนี้กำลังร้องไห้ตื้นตันอยู่ใช่ไหม?”
   “ไอ้บ้าสตู..”
   “อ้าว.. ก็ยังอยู่ดีนี่หว่านึกว่าจะสูดน้ำมูกหลังจากร้องไห้ด้วยความดีใจ”
   “ขอบคุณ..ฉันจะตอบแทนนายยังไงดี?”
   “แค่อย่ามีคลิปหลุดออกมาอีกยกเว้นกับฉันแบบนั้นโอเค อยากลองดูหน่อยไหม?”
   “เงียบไปเลย” เขาตอบรับด้วยน้ำเสียงดุๆ พอทุกอย่างดูผ่านไปอย่างราบรื่นสตูก็กลับมาพูดจาแบบนี้อีกเสียได้ บ๊อบบี้รู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาเลย เรื่องนี้ทำให้อีกฝ่ายพอจะรู้รสนิยมของเขาแล้วล่ะมั้ง
   “ฉันอยากรู้ว่านายจัดการเรื่องนี้ยังไง ถ้านายบอกฉันได้..”
   “มันอาจจะทำให้นายนอนไม่หลับเลยก็ได้นะบ๊อบบี้… ล้อเล่น.. ฉันก็ทำอย่างที่ฉันถนัด ให้นายเข้าใจว่าตอนนี้นายไม่ต้องกังวลอีกก็พอ”
   “ถ้านายว่างก็แวะมาหาก็ได้”
   “ฉันจะดูอีกที ส่วนนายรีบๆ จัดการมื้อค่ำแล้วเข้านอน พรุ่งนี้มีงานโปรโมทละครเวที”
   “สตู นี่นายปริ้นท์ตารางงานฉันรึไงวะ?!”
   “อะไรนะไม่ได้ยิน สัญญาณไม่ดีเลย ตู๊ดๆ”
แล้วเขาก็วางสายไปในที่สุด พอเห็นว่าบ๊อบบี้กลับมาตั้งตัวได้อีกครั้งก็พอจะวางใจได้ แต่ก็คงยังไม่เต็มร้อยทั้งสภาพจิตใจและร่างกาย เขาไม่อยากจะให้อีกฝ่ายรู้เลยว่าตนทำสิ่งใดไป มือข้างถนัดยกขึ้นขยี้ผมที่จัดทรงจนตอนนี้ลงมาปรกใบหน้า สตูถอนใจยาวๆ พร้อมหยิบมวนบุหรี่ขึ้นจุดสูบ ใบหน้าหันไปยังโต๊ะทำงานที่มีม้วนเทปวีดีโอวางทิ้งไว้พร้อมกับชื่อบนกล่อง ‘Bobby’
   “เวรจริงๆ”

บ๊อบบี้คนน่ารัก
tumblr_inline_nwt4ehxi2j1qz9244_540
คงต้องบอกว่าเล็งเขียนคู่นี้มานานแล้วครับ ถึงแม้จะมีแค่ Deleted scene แต่กลับกลายเป็นว่ามีอะไรมากกว่านั้นเยอะเลย ชอบบ๊อบบี้มาก ผมสวยมาก รัก ♥ ส่วนสตูนี่มาชอบตอนดูหนังล้วนๆ เลยครับ คาแร็คเตอร์สตูนี่ลูกหมาชัดๆ เหมือนแกร่งแต่ความจริงแล้วไม่ได้แกร่งถึงขนาดนั้น แค่สร้างเกราะไว้ให้กับอาชีพตัวเอง แถมในเรื่องนี่ช่างเป็นตัวละครที่เรียกว่า ‘ซวย’ มากจริงๆ ฮา
ที่มาเขียนประเด็นนี้เพราะตรงส่วนเนื้อหาที่ถูกตัดไปครับ มีประโยคตรงส่วนหนึ่งที่สตูพูดกับบ๊อบบี้ว่า ‘… tapes of you and YOUR MALE TRAINER’ แล้วด้วยที่ความสัมพันธ์ของตัวละครที่สนิทกันมากแถมเหมือนคอลินกับจาเร็ดมากๆ เลยคิดไปแล้วครับว่าเทปนั่นจะต้องเป็นอะไรที่ทำร้ายบ๊อบบี้เพราะดูหัวเสียมากตอนที่สตูพูดขึ้นมา ถึงขั้นเดินชนไหล่หนี ด้วยอำนาจแห่ง Farrelleto เลยคิดไปแล้วว่าเทปแบบนั้น ฮา

112

ส่วนเทรเนอร์หนุ่มคนนั้นใช่ว่าจะไม่มีนะครับ มีภาพเลย เหมือนจะคัดนักแสดงไว้แล้วด้วย *แปะ*

tumblr_inline_nwt4eptVNA1qz9244_500.jpg

ส่วนอันนี้เป็นเบื้องหลังตอนอยู่ด้วยกันครับ แต่ไม่มีในส่วนตัดเลยสงสัยว่ายังไงกันนะแบบนี้..?
tumblr_inline_nwt4dhasdB1qz9244_500.jpg
ครั้งหน้าหวังว่าจะเขียนอะไรที่เป็นตัวเองมากกว่านี้ครับ (?) หาโทนดาร์คของคู่นี้สักคู่ ความจริงก็แอบมองโจ๊กเกอร์กับเกรฟส์ไว้เหมือนกัน แต่พอเจอแฟนวิดคู่เรย์ (True Detective) กับโจ๊กเกอร์เลยคิดว่าคู่นี้ก็ไม่เลว ฮา

[FantasticBeasts] New World

Standard

 

Title : New World
Paring : Credence Barebone / Percival Graves
Movie : Fantastic Beasts and Where to find them
Writer : Zol Redfox

 

 

         ผ่านมาสักพักแล้วกับกลุ่มประท้วงของซาเลมที่สอง แม้สมาชิกหลักๆ จะมีเพียงสี่คนแต่กลุ่มประท้วงนี้กลับตระเวนไปทั่วทุกๆ ที่ในนิวยอร์ก
        เครเดนซ์เป็นลูกชายของบ้าน แม้จะบอกว่าเป็นลูกชายแต่ความจริงแล้วพี่น้องของเขานั้นต่างมาจากคนละบ้าน พวกเขาเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกรับมาเลี้ยงและเครเดนซ์ก็เป็นลูกที่แม่เกลียดมากที่สุด
         เครเดนซ์ แบร์โบนเป็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง ตัดผมสั้นสีดำขลับแนบชิดใบหน้าจนคนอื่นๆ ต่างมองว่าประหลาด ซ้ำแล้วท่าทางและการแสดงออกยังทำให้ใครต่อใครเรียกเขาว่า ‘ตัวประหลาด’ อีกด้วย
          ชายหนุ่มไม่กล้าแสดงออกถึงอารมณ์ เขาไม่สบตา ความกลัวทำให้ต้องเก็บความรู้สึกมากมายเอาไว้ภายในใจ ก้มหน้าก้มตาทำในสิ่งที่แม่มอบหมายมาให้แม้ว่านั่นอาจไม่ใช่สิ่งที่ตนพอใจจะทำ
          ความรู้สึกของเครเดนซ์ถูกอัดเอาไว้โดยไม่ได้แสดงออกราวกับกล่องขนาดเล็กที่ถูกบรรจุด้วยสิ่งของซึ่งสักวันหนึ่งจะอัดแน่นและระเบิดออก ชายหนุ่มเป็นมนุษยชนทั่วไปที่ต้องการใช้ชีวิตเช่นปกติ แต่ในเมื่อคนทั่วไปผลักไสเขาออกจากสังคมสิ่งที่เครเดนซ์โหยหาเป็นลำดับต่อมาคือเรื่องเหนือธรรมชาติ เขาเคยเห็นครั้งหนึ่งตอนที่ถูกแม่ทำโทษด้วยเข็มขัด หญิงสาวที่เข้ามาช่วยเขาเอาไว้ในตอนนั้นเธอทำบางอย่างกับแม่ เครเดนซ์เชื่อว่านั่นคือเวทมนตร์
          เขาไม่นึกเลยว่าปฏิหาริย์จะเกิดขึ้น แม้กลุ่มของซาเลมที่สองจะต่อต้านการมีอยู่ของเหล่าผู้วิเศษแต่เครเดนซ์กลับเชื่ออย่างสุดใจว่าสิ่งเหล่านั้นคือสิ่งพิเศษ หลังจากได้พบแม่มดคนนั้นเขาไม่นึกเลยว่าโอกาสจะกลับมาหา  บุคคลที่ปรากฏต่อหน้าคือพ่อมดนามว่า ‘เพอร์ซิวัล เกรฟส์’ มือปรามารและหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยแห่งโลกเวทมนตร์
‘การพบกันของเราคือปฏิหาริย์ เครเดนซ์ เธอคือปฏิหาริย์ของฉัน’
          มิสเตอร์เกรฟส์ ชายอายุมากกว่าที่ดูมีภูมิฐานจนทำให้รู้สึกหลงใหล เขาต่างจากคนอื่นที่เคยรู้จัก ต่างจากผู้ชายคนอื่นที่เคยพบหน้า การแต่งตัว ท่าทาง น้ำเสียง สีหน้า ล้วนแตกต่างจากที่เคยได้พบ นี่อาจเป็นความประทับใจแรก ความรู้สึกที่ไม่เคยได้สัมผัส สิ่งที่เครเดนซ์ แบร์โบนต้องการมาตลอด … ใครสักคนที่เห็นคุณค่าของเขา ใครสักคนที่ยอมรับเขา ใครสักคน..ที่ยอมให้เขาได้เคียงข้าง เพอร์ซิวัล เกรฟส์ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าคือคนคนนั้นแม้เพิ่งพบหน้า
          ชายผู้นี้คือทางออกของเครเดนซ์…. ‘เพอร์ซิวัล เกรฟส์’ เขากำลังจะกลายเป็นทุกสิ่งบนโลกของชายหนุ่ม
‘เธอสามารถช่วยฉันได้และสิ่งที่เธอจะได้รับ…ฉันให้สัญญาว่านั่นจะต้องเป็นสิ่งที่คุ้มค่า’
         เครเดนซ์ไม่ได้ต้องการสิ่งของ เขาไม่ต้องการสิ่งที่มีมูลค่า สิ่งที่เขาต้องการ.. คือใครสักคน แม้ชายหนุ่มยังก้มใบหน้า สายตาหลุบมองปลายเท้าแต่เกรฟส์กลับสัมผัสได้ถึงสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ เขาเข้าใจ.. และเข้าใจว่าสิ่งที่ชายคนนี้ต้องการมีค่ามากกว่าเวทมนตร์
             ฝ่ามือกร้านยกสัมผัสใบหน้าเครเดนซ์ ประคองแนบชิดอย่างทะนุถนอม นิ้วหัวแม่มือลูบไปกับโครงหน้า เกรฟส์โน้มใบหน้าเข้าใกล้จดจ้องชายหนุ่มที่ไม่มีทีท่าจะสบสายตามอง
‘เครเดนซ์’
          น้ำเสียงแผ่วเบาของเกรฟส์ดังขึ้น น้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยพลัง น้ำเสียงที่สามารถทำให้อีกฝ่ายคล้อยตาม แม้เพียงชั่วครู่แต่ดวงตาของชายหนุ่มกลับสบมองพ่อมดตรงหน้า.. เขาหลุบสายตาลงอีกครั้ง
          แม้จะไร้ซึ่งบทสนทนาแต่เกรฟส์กลับเข้าใจได้ทั้งหมด ในเมื่อชายหนุ่มต้องการ เขาจะตอบรับความต้องการนั้น มือที่แนบใบหน้าเลื่อนไปสัมผัสที่ลำคอดันร่างเครเดนซ์ แบร์โบนเข้าใกล้ชิดมากกว่าในตอนแรก ร่างที่สั่นกลัวขยับอยู่ภายในอ้อมกอดของมือปราบมาร เครเดนซ์ไม่เคยได้รับสัมผัสอบอุ่มเช่นนี้ ไม่เคยได้รับจากแม่.. เขาถึงโหยหาการยอมรับจากใครสักคน
             ศีรษะของเขาขยับเล็กน้อย พยายามจะวางแนบชิดกับพ่อมดแต่อีกใจกลับสั่งให้หยุดกระทำ เขายังคงมีความกลัวถึงได้แต่ยืนแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น
          ประโยคที่เพอร์ซิวัล เกรฟส์เอ่ยออกมากับตัวเองเบาจนชายหนุ่มแทบไม่ได้ยิน แม้กายอยู่แนบชิดแต่สิ่งที่เขาพอจะจับใจความได้คือคำว่า ‘…greater..’  เครเดนซ์เงยใบหน้าขึ้นมอง ไม่ได้กล่าวถามสิ่งใดออกไป ขอได้อยู่ตรงนี้ ช่วงเวลานี้ให้นานขึ้นอีกเล็กน้อยก็พอแล้วสำหรับคนอย่างเขา
          วันนั้นเครเดนซ์ แบร์โบนกลับบ้านด้วยอารมณ์ที่ต่างจากเคย อารมณ์และความรู้สึกที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าจะเรียก ‘ความสุข’ ได้หรือไม่ แม้จะเป็นความสุขเพียงช่วงเวลาหนึ่งเขากลับยินดีที่จะได้ดื่มด่ำห้วงเวลานั้น เวลาที่มีเพอร์ซิวัล เกรฟส์อยู่ใกล้ๆ เวลาที่ได้รับการสัมผัสแผ่วเบา แนบชิด เปี่ยมด้วยความรู้สึกที่เขาโหยหามาชั่วชีวิต ถึงแม้ว่าต้องกลับไปเจอความเจ็บปวดที่ได้รับจากผู้เป็นแม่แต่สำหรับเครเดนซ์เขายินดีหากในวันรุ่งขึ้นเขาจะได้รับสัมผัสแสนอบอุ่นจากผู้ชายที่ให้สัญญาว่าจะเคียงข้างเขานับจากนี้.. โลกใบใหม่ของเขา.. ‘เพอร์ซิวัล เกรฟส์’

[Fiction]The Sandglass, The Crucifix and The Piano (3)

Standard

Title : The Sandglass, The Crucifix and The Piano
Paring : Michael Kovak and Rene Lenier
Writer : Zol Redfox

 PART 3

 

 

นาฬิกาทราย กางเขน เปียโน

 

 

เรเน่มารอก่อนเวลา เขาเดินสำรวจไปรอบๆ ห้องโถง แม้จะมาหลายครั้งแต่กลับไม่มีโอกาสได้สำรวจโดยรอบ สิ่งที่ทำให้เรเน่สนใจคือภาพวาดลงด้วยสีน้ำมันดูมีมิติและเสมือนจริงราวกับภาพวาดมีชีวิต…หรือจะมีชีวิต? ถ้าหากเขาถามไมเคิลว่ามีเพื่อนอาศัยอยู่ในภาพวาดบ้างไหมจะถูกโกรธรึเปล่านะ? แต่พอคิดดูดีๆ .. ไมเคิลอยู่ที่โบสถ์แต่เวลาที่อีกฝ่ายไม่ปรากฏตัวจะไปอยู่ที่ไหน? สิงอยู่กับวัตถุ? หรือแค่หายตัวไป?
ไม่ทันที่เรเน่จะได้คำตอบเสียงอันคุ้นเคยกลับเอ่ยทักขึ้นเสียแล้ว ชายในชุดเสื้อยืดสีเลือดหมูหันไปหา ไมเคิลส่งยิ้มให้เล็กๆ ความรู้สึกหลายอย่างถูกสร้างขึ้นจากความสนิทสนมของพวกเขาและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนต่างฝ่ายเริ่มคิดว่าตนนั้นจะไม่ยอมหายไปโดยง่าย

 

“เฮ้.. สดใสเหมือนเดิมเลยนะพักหลังมานี้”
“มันทำให้คุณหงุดหงิดหรือเปล่า?”

 

ไมเคิลขมวดคิ้วแต่เรเน่กลับโบกปัดมือพร้อมเอ่ยออกไปว่าตนนั้นแซวเล่น

 

“เรเน่… คืนนี้เราออกไปเดินเล่นข้างนอกกันแทนได้ไหม? ผมอยากให้คุณได้เห็นป้ายหลุมศพผม”
“เอาสิ.. ฉันยังไงก็ได้”

 

พอฟังแบบนี้แล้วอดขนลุกซู่ขึ้นมาไม่ได้เลย เรเน่แสดงความอยากรู้อยากเห็นออกมาแต่อีกด้านหนึ่งเขาก็มีความรู้สึกกลัวอยู่ลึกๆ ให้ออกไปกลางสุสานตอนกลางคืนกลัวว่าจะเจอวิญญาณตนอื่นนอกจากไมเคิลน่ะสิ ทำไมถึงไม่ชวนเขาตอนกลางวัน..? ไมเคิลคิดอะไรของเขาอยู่?
แต่อีกด้านหนึ่งไมเคิลกำลังแสดงท่าทางดีใจออกมาอย่างเห็นได้ชัดเหมือนเด็กชายที่กำลังตื่นเต้นกับสิ่งที่ตนกำลังจะเซอร์ไพร์ส ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อยก่อนจะออกตัวเดินในทันที ท่าทางเช่นนี้คงจะมีของเซอร์ไพร์สอย่างแน่นอน

 

“นายรู้ตัวเองไหมตอนที่ต้องมาอยู่ในห้องโถง เล่นเปียโนซ้ำไปซ้ำมา ฉันเคยเข้าใจว่าวิญญาณมักจะทำเหตุการณ์เดิมซ้ำๆ ก่อนที่ตัวเองจะตาย หรืออาจจะเป็นเสี้ยวความทรงจำที่สั่งให้ต้องมาทำอะไรแบบนั้น”
“ผมรู้แค่ว่าตัวเองต้องมาเล่นเปียโนที่นั่น แค่มาเล่นแต่จะเล่นเพลงอะไรนั่นขึ้นกับผม”
“แสดงว่านายยังไม่รู้ว่าทำไมถึงมาอยู่ที่นี่”
“ผมอาจรักเปียโนหลังนั้นจนไม่สามารถไปเกิดได้ก็ได้”

 

ไมเคิลหัวเราะเบาๆ ตั้งแต่ที่พวกเขาได้คุยกันดูเหมือนว่าไมเคิลจะร่าเริงขึ้นมากกว่าแต่ก่อนเสียอีก หากว่าการทำให้ไมเคิลมีความสุขคือการส่งเจ้าตัวให้ไปสู่สุคติก็คงจะดีเรเน่คิดเช่นนั้น
หลังจากเดินสนทนามาได้สักพักก็มาถึงจุดหมายเสียที เรเน่ส่องไฟฉายไปรอบด้าน สังเกตว่าห่างไกลจากตัวโบสถ์มาพอสมควรแต่ไม่เชิงเรียกว่าป่าช้า ที่นี่ยังมีโคมไฟส่องให้ได้เห็นบ้างในบางจุด สายตาของเขาทอดมองไปเบื้องหน้า มองตามแผ่นหลังนักดนตรีที่ดูมีความสุขจากใจจริง เรเน่อดยิ้มไม่ได้.. แม้จะเป็นหนุ่มแล้วแต่บางครั้งกลับรู้สึกว่าไมเคิลคล้ายกับเด็กชายจริงๆ
บรรยากาศรอบด้านไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เขาคิด แม้ความมืดจะทำให้เริ่มจินตนาการถึงเรื่องน่ากลัวแต่การที่มีไมเคิลอยู่ด้วยกลับทำให้เรื่องน่ากลัวพวกนั้นจางหายไป.. นี่ไม่ใช่การพามาหลอกใช่ไหม? ชักจูงให้เขาตามมาแล้วโดนวิญญาณตนอื่นหลอกให้กลัว…..
บางทีเรเน่ควรเลิกคิดมากเสียที…

 

“ถึงแล้วครับ”

 

ชายหนุ่มหยุดยืนที่หน้าหลุมศพ ป้ายหินที่ถูกทำอย่างดีแสดงเด่นตรงหน้า เรเน่ใช้ไฟฉายส่องเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นที่ของไมเคิลจริงๆ แถวนี้ไม่ได้มืดสนิทแต่การอ่านป้ายหลุมศพนั้นลำบากไปเสียหน่อย
รอยสลักบนป้ายบอกชื่อและปีที่เสียชีวิตเท่าที่ดูแล้วไมเคิลเพิ่งอายุ 20 กว่าๆ จริงเสียด้วย น่าเศร้าสำหรับคนที่ไม่สมควรจะจบชีวิตลงด้วยวัยเพียงเท่านี้ เรเน่แสดงสีหน้าเศร้าสลดออกมา

 

“ผมมีของให้คุณแต่ว่าผมไม่สามารถเอาไปให้ได้เลยต้องให้คุณมาที่นี่แทน”
“ไม่จำเป็นเลยไมเคิล นายไม่ต้องให้อะไรฉันก็ได้.. แค่เจอนาย ได้เล่นเปียโนด้วยกันก็ให้ความสุขฉันมามากแล้ว”

 

ไมเคิลเม้มปาก พอได้ฟังคำพูดของอีกฝ่ายแล้วทำให้รู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาเลย

 

“แต่ถ้าผมไม่ให้คุณผมจะไม่สบายใจ”
“งั้นจะรับไว้ด้วยความเต็มใจ ว่าแต่มันคืออะไร?”
ชายหนุ่มเดินปลีกตัวออกห่างก่อนจะอันตธานไปโผล่อยู่หลังป้ายหลุมศพ พอเงยหน้าอีกทีก็โบกกวักให้เรเน่เดินตามมา สิ่งที่เขาต้องการจะให้อยู่ตรงนี้
เรเน่หาทางอ้อมไป เขาไม่อยากข้ามหลุมศพใครเสียเท่าไหร่ กลัวว่าจะตื่นมาโวยวายใส่เขา.. ในเมื่อไมเคิลยังปรากฏตัวให้เห็นแบบนี้หลุมอื่นๆ จะต้องมีวิญญาณอยู่เป็นแน่
ชายในชุดเสื้อยืดก้มลงมองตามสิ่งที่ไมเคิลชี้ กล่องขนาดเล็กที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินมองผ่านๆ เหมือนกับมีคนเคยขุดขึ้นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง เรเน่ใช้มือขุด นำดินที่ฝังกลบปัดออกไปด้านข้างและหยิบกล่องใบเล็กนั้นขึ้นมาถือไว้ ไมเคิลยิ้มอย่างตื่นเต้น สิ่งที่ชายหนุ่มให้ไม่ได้เป็นของที่มีมูลค่ามากมายแต่เป็นสิ่งที่เขาหวังเอาไว้ว่าเรเน่จะเก็บรักษาเอาไว้อย่างดี

 

“ไม้กางเขน?”

 

เขาเอ่ยเป็นเชิงถาม ไม้กางเขนที่ถูกใช้เป็นสร้อยคอบรรจุอยู่ภายในกล่อง มองดูแล้วคล้ายของประดับตกแต่งมากกว่าใช้ในเชิงพิธี

 

“ของสำคัญที่สุดของผมก่อนที่ทุกอย่างจะเกิดขึ้น”
“นายให้ของสำคัญที่สุดกับฉัน?”
“เพราะตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดของผมคือคุณ”
“ห้ะ?”

 

เป็นคราวของเรเน่ที่แสดงสีหน้าประหลาดใจ เหมือนถูกประโยคที่เคยพูดวิ่งอัดหน้าเข้าจังๆ เรเน่จ้องมองนัยน์ตาสีฟ้าตรงหน้า รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความสุข ใบหน้าที่กำลังแสดงความดีใจ.. ไมเคิลแสดงออกมาด้วยความสัตย์จริง
“ทำแบบนี้บ่อยหรือเปล่า?”
“คุณเป็นคนแรกและอาจเป็นคนสุดท้ายครับ..”

 

เรเน่ถอนใจก่อนจะสั่นศีรษะไปมา เขาเก็บไม้กางเขนลงกล่องและกำเอาไว้กระชับติดมือให้แน่ใจว่าจะไม่หล่นหายไปไหน

 

“พูดแบบนี้แต่งงานกับฉันเลยดีกว่า”
“ครับ?!”

 

ไมเคิลตอบกลับด้วยความตกใจแต่เรเน่ดันคลี่ยิ้มออกมาพร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า

 

“นั่นคำตอบรับของนายใช่ไหม? น่ายินดีจริงๆ”
“ผมเปล่าพูดเลยนะ เรเน่!”
“ฉันแค่แซวเล่น”

 

เรเน่หัวเราะ เขายกมือขึ้นก่อนจะวางลงบนศีรษะของไมเคิล ไม่รู้ว่าจะสัมผัสโดนหรือไม่หากไม่โดนเขาก็จะทำเป็นลูบผมอีกฝ่ายอยู่ดี… แต่เมื่ฝ่ามือถูกวางลงเรเน่ลูกสึกได้ถึงพื้นผิว เขาลูบเบาๆ ก่อนจะกล่าวต่อไป

 

“ขอบคุณที่ฉันได้มาเจอนาย”
“ขอบคุณที่ผมได้มาเจอคุณเหมือนกัน”

 

 

 

 

[Fiction]The Sandglass, The Crucifix and The Piano (2)

Standard

Title : The Sandglass, The Crucifix and The Piano
Paring : Michael Kovak and Rene Lenier
Writer : Zol Redfox

PART 2
นาฬิกาทราย กางเขน เปียโน

 

สามวันแล้วที่เรเน่และไมเคิลไม่ได้พบกัน เรเน่ไม่ได้กระตือรือร้นจะหาคำตอบ เขายังตกอยู่ในความสับสน เรื่องที่เกิดขึ้นคืออะไร? เขาอยู่กับวิญญาณมาตลอดหรือ? แถมเพื่อนเขาก็ยืนยันว่าวันนั้นเห็นเรเน่เพียงคนเดียว แม้เรเน่จะยังมาทำงานตามปกติแต่เมื่อเลิกงานเขาก็เดินทางกลับบ้านในทันทีต่างจากไมเคิล เสียงเปียโนบรรเลงเช่นนั้นทุกๆ คืน เรเน่ไม่ได้อยู่ฟังบทเพลงแสนไพเราะแต่หากเขาอยู่คงรู้สึกได้ถึงสิ่งที่ไมเคิลพยายามจะบอก
เสียงเพลงในคืนนั้นฟังโศกเศร้ามากกว่าที่เคยผ่านมา ไมเคิลเลิกเล่นไปกลางคัน เขานั่งนิ่งเงียบอยู่หน้าเปียโน ก้มใบหน้าลงด้วยความรู้สึกเสียใจจนหยดน้ำตาตกลงกระทบที่หน้าตัก ชายหนุ่มพยายามอดกลั้นแม้จะรู้ตัวดีว่าหลังจากนี้จะต้องกลับมาอยู่เพียงลำพังอีกครั้ง สิ่งที่ทำให้ไมเคิลยังคงอยู่ที่นี่คือเรื่องใดตัวเขาเองก็ไม่ทราบ ไม่มีใครทราบยกเว้นสาเหตุการเสียชีวิต เหล่าบาทหลวงทราบดี.. เด็กโบสถ์ที่อาศัยมารุ่นแรกๆ ต่างทราบดี
เขาวนเวียนอยู่ที่นี่ทุกวัน ทุกคืน และบรรเลงเปียโนเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วงเวลาเดิมด้วยระยะเวลาเพียงสั้นๆ แต่ก็มากพอที่จะปรากฏตัวให้ผู้ซึ่งบังเอิญผ่านมาได้เห็น เขาถึงต้องมีนาฬิกาทรายวางไว้ใกล้ๆ เพื่อให้ทราบว่าเวลาของตนจะหมดลงเมื่อไหร่
มีเพียงคนเดียวที่สามารถเห็นเขาได้แม้ว่าจะเป็นตอนกลางวันนั่นคือเรเน่.. เขาถึงดีใจ เหมือนได้มีเพื่อนใหม่แต่อีกใจเขาก็กลัวว่าหากอีกฝ่ายรู้ว่าเขาไม่ใช่มนุษย์จะหนีไป..ซึ่งสิ่งที่เขากลัวมากที่สุดก็เกิดขึ้นแล้ว ถ้าหากว่าไม่หลงระเริงมากเกินไป หากว่าไม่ยอมมาพบกับเรเน่ในตอนกลางวันแบบนั้นคงจะดี..
ครั้งแรกที่ไมเคิลเอ่ยทักออกไปเขาไม่คิดด้วยซ้ำว่าเรเน่จะรู้ตัว บางทีการอยู่คนเดียวโดยไม่มีใครมองเห็นก็ทำให้เขาอยากลองแสดงละคร แต่เมื่อการกล่าวทักทำให้เรเน่ตอบสนองแถมหันมาจ้องมอง..ไมเคิลกลับแสดงความตกใจเล็กๆ ให้เห็นแทน ไมเคิลจำสายตานั้นได้ สายตาที่กำลังแสดงความสงสัย สายตาที่กำลังพินิจมองอย่างถี่ถ้วน จนทำให้ชั่ววินาทีนั้นเขารู้สึกเหมือนอยู่ในโลกส่วนตัว
ในตอนนี้เขากลับมาอยู่คนเดียวอีกครั้ง โดดเดี่ยวแล้วว้าเหว่ มีเพียงเปียโนและความรู้สึกเสียใจที่แน่นอยู่เต็มอก ไมเคิลยกหลังมือขึ้นเช็ดดวงตา เขาจะอยู่แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าสิ่งที่ค้างคาใจจะถูกทำให้คลี่คลาย
บาทหลวงเจ้าคณะผ่อนลมหายใจเบาๆ ช่วงเวลานี้คือช่วงที่ไมเคิลปรากฏตัว เขามองเห็นชายหนุ่มได้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกับคนอื่นๆ แต่ก็ใช่ว่าเมื่อหมดเวลาเขาจะมองไม่เห็นเสียทีเดียว บาทหลวงยังคงมาเห็นเป็นบางสิ่งเลือนลางไม่แจ่มชัดเท่าในตอนนี้  เขาเดินเข้าหานักดนตรีซึ่งยังนั่งอยู่หน้าเปียโน ถามคำถามและแสดงความห่วงใยเช่นที่เคยทำมา
“ฟาเธอร์..ผม…ไม่น่าทำแบบนั้นเลย”
“พ่อเข้าใจว่าลูกดีใจที่ได้เพื่อนใหม่ เรเน่เขาพิเศษกว่าคนอื่นเขาถึงมองเห็นลูก”
“ถ้าหากผมระวังมากกว่านี้เขาคงไม่รู้”
“แต่หากลูกปิดบังต่อไปเขาจะโกรธที่ลูกไม่บอกกับเขา”
“ตอนนี้เขารู้แล้ว ผมทำอะไรไม่ได้แล้ว.. เขากลัวผม เขาต้องกลัวผม”
ไมเคิลไม่ได้แสดงท่าทางออกมามากมาย เขายังคงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เรียบนิ่งแต่โศกเศร้า
“เรเน่ทำให้ผมรู้สึกเหมือน…ได้กลับมาเป็นคนอีกครั้ง..”
“ถ้าหากว่าพระเจ้าต้องการให้ลูกกับเรเน่อยู่ด้วยกันเขาจะกลับมาหาลูกเอง”
“ผม..หวังแบบนั้นไม่ได้”
ชายหนุ่มตอบกลับเบาๆ ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้วที่ไมเคิลเจอเหตุการณ์นี้ แม้ว่าคนก่อนหน้าจะไม่เหมือนเรเน่แต่สุดท้ายก็จบลงโดยการหายตัวไปและไม่กลับมาอีก เรื่องที่เขาเป็นวิญญาณอาจน่ากลัวกับใครหลายๆ คน สิ่งที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้แถมภาพยนตร์ก็นำเสนอว่าวิญญาณนั้นน่ากลัวอีกด้วย
ไมเคิลจบวันด้วยจิตใจที่ว้าวุ่นแม้จะได้คุยกับบาทหลวงแต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาดีขึ้นมากมาย หากเป็นไปได้เขาอยากจะขอโทษเรเน่และเล่าเรื่องให้อีกฝ่ายฟัง เขาต้องการอยู่กับเรเน่มากกว่าใครที่ผ่านมา
ชายหนุ่มฝากข้อความให้กับเรเน่ผ่านทางบาทหลวงด้วยประโยคสั้นๆ แม้ว่าจะต้องการมากกว่านี้แต่เวลาของเขาก็หมดลงแล้ว
เรเน่ได้รับข้อความในวันรุ่งขึ้นขณะที่กำลังพักกลางวัน เขาเองก็รู้สึกว้าวุ่นไม่แพ้กัน คิดถึงแต่เรื่องที่ผ่านมา คิดถึงแต่เรื่องของไมเคิลจนก่อเกิดความใคร่รู้.. ทำไมไมเคิลจึงอยู่ที่นี่ ทำไมถึงปรากฏตัวให้เขาเห็นและทำไมถึงมาบรรเลงเปียโนทุกๆ คืนในเวลาเดิมๆ
สิ่งที่เรเน่ได้รับจากบาทหลวงคือข้อความจากไมเคิล โคแว็ค เขาไม่ได้ปฏิเสธหรือแสดงท่าทางหงุดหงิด ตรงกันข้าม..เรเน่กลับแสดงท่าทางสนใจราวกับกำลังเฝ้ารอ
“ ’ผมขอโทษ.. ผมกลัวเกินกว่าจะบอกกับคุณ ผมขอโทษ เรเน่..’ ไมเคิลฝากพ่อมาบอกเท่านี้”
“ฟาเธอร์ผมอยากรู้เรื่องไมเคิล ตอนนี้ถึงเวลาที่ผมต้องรู้แล้วหรือยัง?”
“มันจะดีกว่าหากลูกทั้งสองคนได้คุยกันเอง ลูกรู้อยู่แล้วว่าจะพบเขาได้ที่ไหน”
“…”
เขาพยักหน้าและไมได้เอ่ยกล่าวสิ่งใดแต่หันกลับไปหาเพื่อนร่วมงานพร้อมกับบอกว่าเขาอาจเลิกงานไวเพราะคืนนี้มีนัดสำคัญ
เรเน่ยืนสูบบุหรี่อยู่ข้างโบสถ์ รู้สึกกดดันเล็กๆ ราวกับว่าตนกำลังต้องไปเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่าพิศวง เขาอยากจะคิดแบบนั้นแต่นั่นคือไมเคิล ชายหนุ่มนักดนตรีที่รอคอยเขาไปหา.. เรเน่ไม่คิดปฏิเสธ ไม่คิดหนีหรือเพิกเฉยแต่ที่หายตัวไปตลอดสี่วันนั่นเพราะยังคงสับสน เขาควรวางตัวอย่างไร ควรพูดคุยแบบใด.. เรื่องที่สัมผัสตัวไมเคิลได้อีก หากไม่บอกว่าคือวิญญาณเขาก็ไม่ทราบจริงๆ ปริศนามีมากมายเสียเหลือเกิน
ถึงเวลาที่เขาจะต้องไปยังห้องโถงเสียที มวนบุหรี่ถูกปล่อยลงกับพื้น ขยี้ดับไฟด้วยปลายรองเท้าก่อนจะก้าวเดินเพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดหมาย เรเน่ไม่ได้นึกถึงเรื่องวิญญาณกับมนุษย์เลยแม้แต่น้อย หากไมเคิลน่ากลัวเหล่าบาทหลวงและคนอื่นที่อยู่ที่นี่จะต้องทำการขับไล่อย่างแน่นอนแต่การที่อีกฝ่ายสามารถอยู่ที่นี่ได้คงจะมีเหตุผลบางประการ.. ถึงขั้นวานเจ้าคณะมาบอก ไมเคิลนี่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ คิดแล้วน่าตลก.. ชายหนุ่มคนนี้ยังมีบางส่วนที่เหมือนเด็ก
เรเน่ชะโงกหน้ามองเมื่อมาถึง สอดส่องสายตาไปทั่วบริเวณเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่จากนั้นถึงเดินเข้าใกล้เปียโนตัวเดิม ไมเคิลไม่ได้อยู่ที่นั่น ไม่มีโน้ตไม่มีเสียงดนตรี ไม่มีใคร.. มีเพียงนาฬิกาทรายซึ่งวางอยู่ตรงที่เดิม เขาคว้าจับอย่างเบามือ หมุนสำรวจไปรอบๆ  ก่อนจะพลิกด้านเพื่อให้เม็ดทรายไหลลงมา
“ไมเคิล นายอยู่รึเปล่า?”
เขาเอ่ยถามโดยยังคงยืนอยู่ใกล้กับเปียโน
“ฉันมาหานาย วันนี้นายไม่เล่นเปียโนแล้วเหรอ?”
ไร้ซึ่งคำตอบ ไม่มีแม้แต่เสียงลม แต่แล้วเพียงชั่วอึดใจเปียโนกลับดังขึ้นราวกับมีคนมากด เรเน่ซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ หันมองในทันที
“จะแกล้งให้ฉันกลัวมันไม่ได้ผลหรอกรู้รึเปล่า อยู่กันมาเกือบเดือนจะให้กลัวคนแบบนายน่ะตลกแล้ว.. ฉันรู้จักนาย และอยากรู้จักนายมากขึ้นอีก”
ไมเคิลไม่ยอมปรากฏตัว เขาอยู่ไม่ห่างจากเรเน่เท่าใดนักเรียกว่าอยู่ตรงหน้าอีกฝ่ายก็ว่าได้ นัยน์ตาสีฟ้าสำรวจมองชายอายุมากกว่า ยกมือขึ้นคล้ายกับกำลังจะประคองใบหน้าแต่ทราบแก่ใจว่าตนไม่สามารถกระทำได้ หากว่าต้องอยู่แบบนี้เขาก็ต้องการให้เรเน่เลิกมาข้องเกี่ยว
นักดนตรีลืมไปเรื่องหนึ่ง.. เรื่องที่ร่างของเขาจะปรากฏตัวให้ใครต่อใครเห็นในเวลาเดิมๆ แม้จะไม่ต้องการแต่ดูเหมือนเรเน่จะสามารถมองเห็นเป็นบางสิ่งตรงหน้าเสียแล้ว
“ฉันเห็นนายเพราะงั้นอย่าหนีฉัน”
เขาไม่ได้กล่าวเพียงเท่านั้น แต่ส่งมือไปจับส่วนที่ตนมองเห็น ไมเคิลรู้สึกตื่นตระหนก หากจะหายไปจากตรงนี้คงทำให้เรเน่หัวเสียแต่อีกใจก็ไม่ต้องการให้เขามาข้องเกี่ยว…. สุดท้ายแล้ว..คงต้องยอม
“ผมไม่ได้หนีคุณ”
“ใช่ ฉันรู้..”
ชายหนุ่มปรากฏตัวขึ้นต่อหน้า เรเน่ยอมปล่อยมือที่คว้าจับเมื่อครู่เพื่อไม่ให้คนตรงหน้ารู้สึกอึดอัด
“ฉันขอโทษที่ไม่ได้มาหา พอดี..มันเป็นอะไรที่..”
“น่ากลัว”
ไมเคิลเสริมแต่เรเน่กลับสั่นศีรษะเบาๆ
“ไม่.. เป็นอะไรที่ทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้นทั้งที่คนปกติอาจกลัว ฉันแค่สับสน.. ใช้เวลาคิดว่าเรื่องจริงหรือว่าฝัน”
“คุณต้องการเจอผมเพราะอะไร?”
“เพื่อบอกกับนายว่า ฉันขอโทษ..”
“ผมมากกว่าที่ควรบอกคำคำนั้น ผมโกหกคุณ..”
“นายไม่ได้โกหกฉัน ฉันมองว่านั่นคือความลับของนายและนายไม่จำเป็นต้องบอก”
“แต่ว่า..”
“ไมเคิล ฉันอยากรู้จักนาย และฉันหมายความว่าแบบนั้นจริงๆ”
เรเน่ปล่อยตัวลงนั่งที่เก้าอี้หน้าเปียโน เขาวางมือตบๆ ที่ข้างๆ ซึ่งมักจะเป็นที่ของไมเคิลเพื่อบอกให้เจ้าตัวมานั่ง
“วันนี้เราจะเล่นเพลงอะไรกันดี?”
ไมเคิลยังอ้ำอึ้ง.. เรเน่ดูต่างจากทุกๆ คนอย่างที่บาทหลวงกล่าว ต่างจากพวกเขา..ที่เคยเป็นเพื่อนแต่กลับหนีหายไปเพราะรู้ว่าเขานั้นไม่ใช่มนุษย์ เพียงเท่านี้ไมเคิลก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นเสียแล้ว เรียวนิ้วถูกวางลงบนแป้นอย่างนุ่มนวลและบรรเลงไปเนิบช้า บทเพลงในคืนนี้ไม่ได้โศกเศร้าอย่างที่ผ่านมา หากใครได้สดับฟังจะสามารถทราบได้ถึงความสุขเล็กๆ ที่ถูกผสานเข้ากับความกลัว นี่เป็นบทเพลงที่ไพเราะแต่กลับซ่อนความรู้สึกมากมายเอาไว้เหลือเกิน นั่นรวมถึงความรู้สึกที่เรียกว่า…..

 

 

——————————–
“ผมถามจริงๆ นะเรเน่.. คุณกลัวผมไหม?”
เรเน่ซึ่งนั่งอยู่บนม้าหินเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มเจ้าของนัยน์ตาสีฟ้า หลังจากผ่านเรื่องเมื่อคืนนั้นดูเหมือนพวกเขาจะมีโอกาสได้ปรับตัวเข้าหากันมากขึ้น ไมเคิลเองก็ยอมเดินไปเดินมาและปรากฏตัวให้เห็นในตอนกลางวันบ้างในบางโอกาสแม้คนอื่นจะมองไม่เห็นแต่เรเน่มองเห็นเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
“อาจจะกลัวหรือไม่กลัวก็ได้… รู้แค่ว่าเห็นนายครั้งแรกฉันก็หลงนายแล้ว”
“ครับ??”
ไมเคิลกะพริบตาปริบๆ ขมวดคิ้วจนเป็นปม ชายคนนี้กำลังบอกกับเขาว่าอะไรนะ?
“แค่รู้สึกว่านายพิเศษ.. ฉันเองก็ชอบอะไรที่พิเศษๆ อย่างเรื่องเหนือธรรมชาติพวกนี้ก็ดูเป็นไปได้แต่ก็เป็นไปไม่ได้”
“ผมไม่ใช่ของทดลองนะเรเน่”
“ฉันอาจจะรู้สึกแบบนั้นแค่กับนายก็ได้ พิเศษมากกว่าคนอื่น…  ว่าแต่..นายจะได้กลิ่นไหมถ้าฉันสูบบุหรี่?”
“ถึงผมจะไม่ได้กลิ่น.. แต่คุณก็ไม่ควรสูบในโบสถ์นะครับ”
เรเน่หัวเราะ
“เหมือนครั้งแรกที่เราเจอกัน นายพูดแบบนั้น.. ”
“ผมบอกให้คุณเล่นเปียโนต่างหาก”
บรรยากาศของทั้งสองคนดูเหมือนสนิทกันมาเนิ่นนาน เรเน่ยังต้องมาทำงานที่โบสถ์อีกหลายสัปดาห์ดังนั้นคงไม่แปลกเลยหากจะหายไปในบางที .. เขาหนีมาคุยกับไมเคิลแลกเปลี่ยนเรื่องของกันและกันแต่น่าเศร้าที่เพื่อนของเรเน่เริ่มคิดว่าเจ้าตัวเครียดจนคุยกับตัวเอง
“คืนนี้จะเล่นอีกไหม?”
“แล้วแต่ว่าคุณอยากฟังหรือเปล่า”
“ฉันไม่อยากฟังแต่อยากเล่นด้วย”
“ถ้าแบบนั้นผมก็จะให้คุณเล่น”

 

 

 

 

 

 

[Fiction]The Sandglass, The Crucifix and The Piano (1)

Standard

Title : The Sandglass, The Crucifix and The Piano
Paring : Michael Kovak and Rene Lenier
Writer : Zol Redfox

 PART 1

 

นาฬิกาทราย กางเขน เปียโน

 

เสียงดนตรีบรรเลงยามค่ำคืนทำให้ผู้ที่ฟังรู้สึกหลงใหลและเคลิบเคลิ้มไปกับท่วงทำนอง คีย์เสียงที่นุ่มนวลแสดงความโดดเดี่ยวให้ได้ยินอยู่เนืองๆ ทุกค่ำคืนไมเคิล โคแว็คจะมานั่งบรรเลงเปียโนเพียงลำพังที่โบสถ์เล็กๆ ซึ่งห่างไกลผู้คน เขาแสดงความเศร้าสร้อยออกมาจากอารมณ์และความคิด สร้างเสียงดนตรีจนกลายเป็นเรื่องราวแสนเศร้าสร้อย แม้จะแสดงความรู้สึกออกมาเช่นนั้นแต่หลายคนกลับไม่เข้าใจในสิ่งที่ไมเคิลกำลังบอกผ่านโน้ตดนตรี
เรเน่ เลอร์เนียร์ไม่ใช่ศิลปิน.. เขามีโอกาสได้มาที่โบสถ์แห่งนี้อยู่บ่อยครั้งด้วยเหตุผลบางประการ โบสถ์แห่งนี้ต้องการบูรณะใหม่ทั้งหมดเพื่อให้สะอาดสะอ้านและน่าเข้ามาพักผ่อน เรเน่เลือกมาทำงานก่อสร้างที่นี้ รับเงินรายวัน จ่ายมากทำงานมากแถมหัวหน้างานก็ไม่ได้ขี้เหนียวอีกด้วย
เย็นวันหนึ่งหลังเลิกงานเรเน่ไม่ได้กลับไปพร้อมคนอื่นๆ เขาไม่ต้องการทิ้งงานของตัวเองที่เหลือเพียงน้อยนิดจึงถือโอกาสอยู่ทำต่ออีกหน่อย กว่าจะเลิกงานฟ้าก็มืดสนิทพอดี  มวนบุหรี่ที่คาบอยู่ในปากสามารถมองเห็นได้เด่นชัดเมื่อเปลวไฟเล็กๆ ที่ปลายมวนถูกดูด เขาปล่อยควันสีจางๆ ลอยขึ้นในอากาศ เดินเตร็ดเตร่จากด้านหน้ามาตามข้างโบสถ์ซึ่งมีต้นไม้ถูกปลูกรกไปหมด รู้สึกตัวอีกทีก็ดันมาหยุดอยู่ที่ประตูหลังโบสถ์เสียแล้ว
กว่าจะได้ทำสิ่งใดต่อเสียงดนตรีกลับบรรเลงดังจนเรเน่หยุดการกระทำทั้งหมด เขาตั้งใจฟังแต่ไม่นานก็สาวเท้าเดินไปตรงอื่นพร้อมกับมวนบุหรี่ที่กำลังจะหมดมวน สิ่งที่ทำให้เรเน่ต้องประหลาดใจคือโน้ตดนตรี.. เขาไม่ใช่ศิลปินด้านดนตรีแต่กลับสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่แฝงอยู่ในตัวโน้ต บทเพลงที่กำลังเล่าเรื่องบางเรื่อง สิ่งที่ผู้บรรเลงพยายามบอกแก่ผู้ฟัง..
เรเน่ตัดสินใจดับมวนบุหรี่ที่เหลืออยู่น้อยนิด ขยี้ดับด้วยปลายรองเท้าบุ๊ทก่อนจะพาร่างตนเองเดินผ่านห้องต่างๆ จนมาถึงห้องโถงใหญ่ซึ่งมีเปียโนแต่กลับไม่มีใคร ดนตรีเองก็เงียบไปได้สักครู่หนึ่งแล้วด้วย สงสัยว่าผู้บรรเลงจะกลับไปแล้วกระมัง เขาคิดกับตนเองพลางยกมือขึ้นขยี้หลังศีรษะ วินาทีที่ชายหนุ่มหมุนตัวกลับเสียงโน้ตดนตรีกลับดังขึ้นอีกครั้ง
“…..”

 

ชายหนุ่มหันกลับไปมอง เลิกคิ้วแสดงความฉงน .. ปกติหากเจอเหตุการณ์เช่นนี้ตอนกลางคืนควรจะเดินหนีไปให้ไกลแต่สำหรับเรเน่แล้วบางอย่างกำลังดึงดูดให้ต้องสาวเท้าเดินไปใกล้เปียโนซึ่งไร้ผู้บรรเลง เขามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ลองกดคีย์บอร์ดดูอยู่หลายครั้ง น่าแปลกใจที่ไม่ใช่ดังที่ตนคิด ในตอนแรกนึกว่าคีย์เด้งเสียอีก
เขาลองสำรวจมองรอบด้าน นาฬิกาทรายถูกวางอยู่ใกล้กับเปียโนและทรายก็เพิ่งไหลไปจนหมดเมื่อครู่นี้เอง ด้วยความสงสัยเรเน่จึงหยิบมาเขย่า นาฬิกาขนาดปานกลางที่พอมองดูแล้วน่าจะจับเวลาได้ไม่กี่นาที
ความเงียบภายในโบสถ์และไฟจากคบเพลิงสลัวๆ ทำให้เขาต้องปล่อยนาฬิกาทรายลงวางที่เดิมแต่ไม่ได้เหมือนเดิมทั้งหมดเพราะเขาจงใจพลิกด้านที่เต็มไปด้วยเม็ดทรายให้ไหลตกลงมาตามแรงโน้มถ่วงอีกครั้ง

 

เช้าวันรุ่งขึ้นเรเน่ได้รับแจ้งว่าตลอดสัปดาห์นี้ตนต้องทำงานเลิกดึกเนื่องด้วยจำนวนช่างที่มีไม่เพียงพอ ถึงจะบอกว่ามีไม่พอแต่ความจริงแล้วพนักงานทั้งหมดก็มีเพียง 6-7 คนเท่านั้น เขาไม่เกี่ยงหากจะทำงานจนเลิกดึกดื่น ไม่จำเป็นต้องรีบไปที่อื่น ไม่ได้มีใครรอ ดีเสียอีกทำงานมากเข้าเงินของเขาก็ได้มากกว่าเก่า แถมได้ทานมื้อเย็นฟรีจากทางโบสถ์อีกด้วย
เขามีโอกาสได้แวะมาที่ห้องโถงอีกครั้งตอนช่วงพัก เดินมานั่งอยู่ที่เก้าอี้หน้าเปียโนโดยที่ยังคาบมวนบุหรี่ไว้ในปาก นิ้วมือวางลงบนคีย์โน้ต กดเบาๆ ด้วยความอยากรู้และบรรเลงไปในเพลงที่ตนเคยได้ฟัง เพลงง่ายๆ แบบการกดเพียงไม่กี่ปุ่มแต่แล้วเสียงหัวเราะเบาๆ กลับดังขึ้นขัดเสียก่อน

 

“ผมเคยเล่นเพลงนั้นเหมือนกัน”

 

ชายหนุ่มที่มาใหม่ยิ้มให้จางๆ นัยน์ตาสีฟ้าสวยจับจ้องมาที่เปียโนซึ่งตอนนี้มีเรเน่นั่งจองพื้นที่

 

“เล่นต่อได้ไหม? ผมอยากฟัง”

 

เรเน่ไม่ได้เอ่ยทักทาย ไม่ได้ส่งเสียงตอบรับ ไม่แม้แต่เปล่งเสียงใดใด สายตาของเขาไม่สามารถละไปจากชายคนนี้ได้เลย เรือนผมสีดำสนิท ใบหน้าคม ผิวขาวและดวงตาสีฟ้าใสดึงดูดให้ต้องจ้องมอง แถมสังเกตดีๆ เหมือนมีออร่าเสียด้วยสิ คิดมาถึงตรงนี้เรเน่ก็ดันปล่อยให้มวนบุหรี่หล่นลงพื้นเสียนี่ ดีที่เขายังไม่ได้จุดสูบแต่ชายหนุ่มซึ่งอยู่ตรงนั้นกลับแสดงสีหน้าตกใจออกมาเล็กๆ แล้ว

 

“ห้ามสูบบุหรี่ในโบสถ์สิครับ คุณครับ?”

 

มือเรียวบางโบกปัดไปมาตรงหน้าช่างไม้ เรเน่คืนสติได้หลังจากนั้น เขาลุกพรวดพราดพยายามจะก้มเก็บมวนบุหรี่แต่เข่าก็ดันกระแทกเข้ากับเปียโนเต็มแรงจนต้องร้องโอดครวญ

 

“เป็นอะไรมากไหมครับ?!”
“ไม่.. ไม่เป็นอะไร”
“ระวังหน่อยนะครับ”

 

 

“เรเน่!”

 

เสียงทุ้มก้องกังวานดังขึ้นที่ประตูด้านข้าง เรเน่หันขวับไปยังต้นเสียงพอพบว่าเป็นเพื่อนร่วมงานจึงรอฟังแต่กลับโดนคำถามมาเสียก่อน พอจะอธิบายให้ฟังว่าทำไมตนถึงมาอยู่ตรงนี้หันกลับมาอีกทีชายหนุ่มคนนั้นกลับอันตธานหายไปเสียแล้ว สงสัยจะคิดไปเอง.. กลับไปทำงานดีกว่า เรเน่คิดเช่นนั้น

 

หลังเลิกงานเรเน่ไม่ได้กลับบ้านในทันที เขามาขอทานอาหารกับเหล่าบรรดาบาทหลวงและลูกศิษย์นั่นรวมถึงเพื่อนร่วมงานอีกสองคนด้วย บรรยากาศโต๊ะอาหารเป็นไปอย่างเรียบง่าย พูดคุยอย่างสนุกสนานแต่ไม่ได้อึกทึกครึกโครมกระทั่งสองทุ่มทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับห้อง เรเน่เองก็ตั้งใจจะกลับบ้านตั้งแต่ตอนนั้นน่าแปลกใจที่ระหว่างทางเดินเขาดันได้ยินเสียงเปียโนอีกแล้วสิ
ในเมื่อต้องการคำตอบเขาถึงตรงรี่ไปยังห้องโถง บทเพลงซึ่งบรรเลงด้วยท่วงทำนองแสนโดดเดี่ยว เรเน่จำได้แม่น เพลงเพลงนี้เป็นเพลงเดียวกันกับเมื่อวาน
ชายหนุ่มร่างโปร่งที่ตนได้พบเมื่อกลางวันกำลังบรรเลงบทเพลงแสนไพเราะราวกับเขานั้นเป็นโน้ตตัวหนึ่งในท่วงทำนอง เรเน่ค่อยๆ สาวเท้าเดินเข้าหา พยายามไม่ขัดจังหวะการบรรเลง สายตาสอดส่องไปทั่วบริเวณพินิจมองชายหนุ่มด้วยความสนใจ ใบหน้า คิ้ว ปลายจมูก ริมฝีปาก ลำคอ มือ หรือแม้แต่นิ้วมือ
“……”
“..?!”

 

เจ้าของนัยน์ตาสีฟ้าแสดงสีหน้าประหลาดใจเมื่อมีเสียงปรบมือเบาๆ ดังขึ้นมาหลังบรรเลงจบ ดวงตาคู่สวยเบิกโพลงด้วยความตกใจแถมท่าทางแตกต่างจากเมื่อตอนกลางวันมากทีเดียว

 

“ปกตินายเล่นที่นี่ทุกคืนเลยเหรอ? เมื่อวานฉันผ่านมาแต่ไม่เห็นใคร”
“…ครับ.. เป็นเหมือนงานอดิเรก ผมดีใจที่พบคุณอีกครั้งแต่ตอนนี้คงต้องขอตัว”
“เดี๋ยวก่อนสิ .. อย่าเพิ่งรีบไป ฉันเรเน่แล้วนายล่ะ?”
“ไมเคิล”

 

ไมเคิลเอ่ยแนะนำตัว แม้จะยังคงท่าทางนิ่งสงบแต่ใบหน้ากลับแสดงความกระวนกระวายใจเล็กๆ ออกมาจนสามารถสังเกตได้หากมองดูดีๆ ชายหนุ่มเหลือบมองนาฬิกาทราย จ้องมองเม็ดทรายซึ่งกำลังไหลลงมาที่ก้นขวดก่อนจะสาวเท้าเดินออกจากตรงนั้น

 

“ผมขอโทษจริงๆ เรเน่ แต่ผมต้องไปแล้ว”

 

สิ้นสุดคำพูดไมเคิลจึงรีบสาวเท้าเดินหนีออกไปจากตรงนั้น เขาไม่ต้องการให้เรเน่ตามมาทัน หากเป็นไปได้ก็แทบจะวิ่งหนีแต่เขาไม่สามารถทำได้นี่สิ กว่าเรเน่จะรู้สึกตัวไมเคิลกลับหายไปแล้ว แถมเมื่อครู่ยังไม่แน่ใจด้วยว่าชายหนุ่มวิ่งผ่านหน้าไปหรือเปล่า เขาสัมผัสได้เพียงลมที่พัดมาแผ่วเบา
ช่างไม้หันไปมองยังเปียโนที่ตนเพิ่งมีโอกาสได้เล่นเมื่อตอนกลางวัน ขณะเดียวกันสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นนาฬิกาทรายที่เพิ่งหมดเวลาไปเมื่อครู่นี้เอง
เกิดคำถามมากมายขึ้นในหัวของเรเน่ เลอร์เนียร์ บางทีอาจเป็นการเข้าใจผิด เขาคงเหนื่อยและง่วงนอนมากจนเรียบเรียงเหตุการณ์ไม่ถูก วันนี้คงต้องกลับบ้านเสียก่อนแล้วพรุ่งนี้เขาจะลองหาตัวไมเคิลดูอีกครั้ง ถ้าหากว่าเล่นเปียโนอีกฝ่ายจะโผล่มาหรือเปล่านะ?  แทนที่เรเน่จะคิดอะไรแบบนั้นเขาควรถามกับตัวเองได้แล้วว่าสิ่งที่ทำให้เริ่มรู้สึกสนใจไมเคิลขึ้นมาคืออะไร

 

 

วันถัดมาเรเน่รีบไปโบสถ์แต่เช้า แน่นอนว่าห้องที่ตนเดินเข้าหาเป็นห้องแรกหนีไม่พ้นห้องโถงที่ตนได้พบกับไมเคิล เขาเดินไปยืนอยู่หน้าเปียโนหันมองซ้ายขวาแล้วจึงนั่งลงจ้องมองคีย์บอร์ดตรงหน้า ครั้งก่อนตนลองจิ้มเล่นเพลงง่ายๆ ครั้งนี้จะลองเล่นอะไรที่ดูยากขึ้นเสียหน่อย เพลงที่เคยได้มีโอกาสเล่น เพลงที่เคยได้ฟังสมัยเด็กๆ และเป็นเพลงเดียวที่พอจะเล่นได้
เปียโนบรรเลงแผ่วเบามีบ้างบางครั้งที่เพลงบรรเลงขาดหายเป็นพักๆ ช้าและเร็วแตกต่างกันจนฟังเหมือนไม่เป็นเพลง เรเน่เล่นจากประสบการณ์ ความทรงจำเก่าซึ่งแทบจะลืมไปจนหมดสิ้น เขาไม่แน่ใจว่าทำไมจึงมานั่งเล่นเปียโนอยู่เช่นนี้ หากให้ตอบด้วยความสัตย์จริง ใจเขารู้สึกว่าการที่เล่นเปียโนจะทำให้ได้พบไมเคิล บางทีชายคนนี้คงจะหวงเปียโนหรือหลงรักเปียโนมากจนต้องออกมาดู แต่กลับไร้ซึ่งวี่แววของชายหนุ่มคนนั้น เรเน่ถอนใจเบาๆ และลุกออกจากตรงนั้นเพื่อเข้าทำงานโดยหารู้ไม่ว่าสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องการกระทำของเขาอยู่ที่ใดสักที่ภายในห้องนั้น
เช่นเดียวกับเมื่อวาน เรเน่ยืนสูบบุหรี่อยู่ที่ข้างโบสถ์หลังเลิกงาน วันนี้เขาจะกลับเย็นเช่นเดิมหากว่าได้พบไมเคิลอีกครั้งคงจะดีไม่น้อยเลย ชายหนุ่มคนนั้นดึงดูดให้เขาต้องการสนทนาและอยู่ใกล้ชิด หากว่าไมเคิลมาเล่นเปียโนทุกๆ วันอย่างไรแล้วก็ต้องพบบ้างในสักวันหนึ่ง
เสียงเปียโนบรรเลงขึ้นในยามวิกาลเวลาใกล้เคียงกับเมื่อคืน เรเน่ถือโอกาสถามบาทหลวงที่ร่วมทานอาหารมื้อเย็นด้วยความสงสัยแต่สีหน้าเหล่าบาทหลวงนั้นกลับแสดงบางอย่างที่ดูผิดปกติ

 

“นานมากแล้วที่ไม่มีใครมาเล่นเปียโนยกเว้นไมเคิล”
“ไมเคิลมักมาเล่นที่โบสถ์เป็นประจำ เขารักเพลงเหล่านั้นและอยากให้คนอื่นๆ ได้เข้าใจถึงสิ่งที่เขากำลังบอก”

 

บาทหลวงอีกคนกล่าวเสริม

 

“แต่เพลงที่เขาเล่น..ฟังแล้วเหมือนเขากำลังต้องการใครสักคน”

 

เรเน่ขมวดคิ้วพลางยกเครื่องดื่มขึ้นจิบช้าๆ ในตอนนี้เพลงที่บรรเลงดำเนินมาจวนจะจบ เขายอมรับว่าอยากไปยังห้องโถงเสียเดี๋ยวนี้แต่หากว่าลุกออกไปอาจจะดูไม่ดีเท่าไหร่ อีกอย่าง..ดูเหมือนไมเคิลจะเล่นเป็นเวลาถ้าไปกวนอาจทำให้หนีเขาไปอีกก็ได้

 

“เขาเป็นเด็กดี น่ารักและเอาใจใส่ เคยอยู่ที่นี่เมื่อนานมาแล้ว”
“แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน?”

 

ไร้ซึ่งคำตอบของเหล่าบาทหลวง เรเน่เองก็ไม่ได้ซักไซ้มากมาย เขาลุกขึ้นยืนหลังจากกล่าวขอตัว เดินมุ่งหน้าไปยังห้องโถงที่ยังคงบรรเลงบทเพลงแสนไพเราะจากเรียวนิ้วที่เรเน่คิดว่า ‘สวย’
ไมเคิล โคแว็คอยู่ตรงนั้น นั่งบรรเลงราวกับว่าเขาอยู่ในโลกส่วนตัว เพลงที่บรรเลงซ้ำแล้วซ้ำอีก บทเพลงเดียวกับเมื่อวานนี้และก่อนหน้านี้..
เรเน่ถือวิสาสะเดินเข้าไปหย่อนตัวนั่งใกล้ๆ ชายหนุ่มที่ตอนนี้ตกอยู่ในภวังค์ ไมเคิลตอบสนองแทบจะในทันทีเมื่อรู้สึกถึงบางสิ่งข้างตัว เขากระเด้งตัวลุกขึ้นจากตรงนั้นด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

 

“ขอโทษ.. พอดีอยากเห็นใกล้ๆ”

 

ช่างไม้เงยหน้ามองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ไม่ห่างจากเปียโน

 

“และ.. ขอโทษที่ขัดนาย”
“ไม่…เป็นไรครับ”

 

สีหน้าชายหนุ่มดูค่อนข้างวิตกกังวลซึ่งนั่นทำให้เรเน่ต้องขยับตัวลุกตามไปหา

 

“ทำนายขวัญผวารึเปล่า? หน้าซีดเลยนะ..”
“.. เปล่าเลยครับ.. ผมแค่กำลังสนใจเปียโน เวลาในการเล่นเปียโนของผมไม่ค่อยมีเท่าไหร่”
“งั้นทำไมไม่มาเล่นตอนกลางวัน?”

 

ไมเคิลทำท่าอึกอัก ครั้งก่อนเขามาตอนกลางวันก็จริงแต่นั่นมีเหตุผลที่ทำให้เขามาในตอนนั้น

 

“ไม่ต้องตอบก็ได้.. นั่นไม่ใช่เรื่องของฉันนี่นะ”
“ไม่ใช่แบบนั้น.. ผมแค่อยากซ้อมมือตอนกลางคืนมากกว่า”
“แต่กลางคืนไม่มีคนฟัง ไม่เหงาเหรอ?”

 

เรเน่มุ่นคิ้วเล็กๆ สายตาของเขาสำรวจมองไมเคิลที่แสดงสีหน้าออกมาอย่างขัดเจน เป็นคำตอบของคำถามได้อย่างดี.. เรเน่ทราบอยู่แล้วว่าไมเคิลคงจะเหงามิเช่นนั้นคงไม่บรรเลงเพลงเพลงนี้

 

“เหงา.. แต่ว่า.. มีคุณฟังนี่ครับ?”

 

‘บ้าจริง!’ คงเป็นคำพูดของเรเน่ในตอนนี้ ทำไมถึงรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาเสียได้ ทั้งที่เป็นคำตอบแสนเศร้าแต่ทำไมเขาถึงรู้สึกดีแบบนี้ จากคำตอบที่ชายหนุ่มเอ่ยออกมาดูเหมือนจะแฝงความดีใจเล็กๆ ที่อย่างน้อยก็มีคนรับฟัง

 

“นายจะมาเล่นตอนกลางวันบ้างไหม?”
“ไว้ผมพร้อมเมื่อไหร่จะเล่นตอนนั้น… ขอบคุณที่คอยฟังเพลงของผมนะ เรเน่”

 

ไมเคิลก้มใบหน้าลงเล็กน้อยก่อนจะเหลือบมองนาฬิกาทรายที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ เรเน่หันมองตามและทราบได้ในทันทีว่าคงถึงเวลาที่ไมเคิลต้องไป แต่หากว่าเขารั้งเอาไว้ล่ะ? เอื้อมไปจับอีกฝ่ายแล้วบอกให้อยู่ต่อจะเป็นอย่างไร? … ดูเหมือนร่างกายจะตอบสนองแทบจะในทันที มือของเขาคว้าจับไมเคิลที่กำลังจะเดินออกจากตรงนั้น ไมเคิลนัยน์ตาเบิกโพลงด้วยความตกใจอยากจะถอยหลบแต่หนีไม่พ้นเสียแล้ว..
สิ่งที่ทำให้เรเน่แปลกใจคือร่างอีกฝ่ายนั้นเย็นเสียเหลือเกิน แต่คงไม่เท่ากับไมเคิลที่ตอนนี้แทบจะอยากกรีดร้องออกมา เขาตกใจ.. แต่สิ่งที่ตกใจมากกว่าคือมีคนมาสัมผัสตัวเขา

 

“คุณจับผม…”
“ใช่ ฉันจับนาย..ฉันไม่อยากให้นายไป เราคุยกันไม่นานนี้เอง ฉันอยากรู้จักนายมากกว่านี้”
“ปล่อยผมเถอะเรเน่ ผมต้องไปจริงๆ ผมห้ามไม่ได้”

 

เขาไม่ได้เอะใจประโยคที่ไมเคิลเอ่ยกล่าวแต่เพราะร่างกายที่สั่นเทาทำให้เรเน่ยอมปล่อยมือออกจากอีกฝ่าย สัมผัสจางๆ ยังคงอยู่ในฝ่ามือ เขาไม่ต้องการทำให้ไมเคิลเจ็บแต่หากไม่ออกแรงคงจะหนีเขาไป

 

“……..”
“ฉันจะเจอนายอีกไหม?”
“ถ้าหากว่าคุณอยากเจอผม พรุ่งนี้ตอนค่ำเรามาเจอกันอีกก็ได้”
“นัดไว้แล้วนะ อย่าหายไปไหนล่ะ”
“ผมกลัวคุณจะหายไปมากกว่า”

 

ไมเคิลก้มใบหน้าหลบรอยยิ้มของเรเน่ เขามาที่นี่เป็นปกติทุกคืนอยู่แล้วความจริงไม่จำเป็นต้องนัดก็ได้ แต่เมื่ออีกฝ่ายอยากนัดเขาก็ยอม.. เมื่อตกลงจนเสร็จสิ้นชายหนุ่มจึงเดินหนีไปจากตรงนั้นโดยทันที แต่เหมือนเรเน่จะเพิ่งนึกบางสิ่งออกเขาถึงเดินตามหลังไมเคิลไป แทนที่จะได้พบชายหนุ่มร่างโปร่งเขากลับเจอะเข้ากับบาทหลวงแทน

 

“ยังไม่กลับอีกหรือ?”
“อ่า.. กำลังจะไป ฟาเธอร์เห็นไมเคิลบ้างไหม? พอดีลืมบอกเขาไปบางอย่าง”

 

บาทหลวงนิ่งเงียบไปสักครู่ก่อนจะเอ่ยตอบ

 

“เขาไปได้สักพักหนึ่งแล้ว”
“แต่เขาเพิ่งเดินออกมาเมื่อกี้”
“เชื่อพ่อสิเรเน่.. ตอนนี้ดึกแล้วกลับบ้านไปก่อนเถอะ แล้วพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”

 

เรเน่ได้แต่ยืนทำหน้างงงวยอยู่ตรงนั้น แถมยอมกลับบ้านแต่โดยดีเสียด้วย.. อย่างไรแล้วเขาก็นัดกับไมเคิลไว้ในคืนวันพรุ่งนี้ อีกฝ่ายคงไม่เบี้ยวนัดหรอกกระมัง หากเบี้ยวแล้วล่ะก็จะยึดเปียโนเอาไว้เองเสียเลย

 

เรเน่ทำงานอย่างอารมณ์ดีตลอดวันจนเพื่อนร่วมงานเอ่ยทักว่ามีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นหรือ ทำไมถึงท่าทางมีความสุขแบบนั้น เรเน่ตอบกลับด้วยประโยคสั้นๆ ว่า ‘มีนิดหน่อย’ สำหรับเขานั้นเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก การที่ได้เจอไมเคิลคือหนึ่งสิ่งที่ทำให้รู้สึกมีความสุข เขาอดทนรอเจอในตอนค่ำไม่ไหวแล้ว
สุดท้ายสิงห์อมควันอย่างเรเน่ก็ต้องแวะไปแอบมองว่าไมเคิลอยู่ที่ห้องโถงหรือไม่ แม้ว่าจะต้องการถามเหล่าบาทหลวงและเด็กโบสถ์แต่ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ต้องการตอบคำถามของเรเน่เสียเท่าไหร่ซึ่งเขาก็ไม่ได้เก็บมาคิดมาก ขอแค่ได้พบชายหนุ่มคนนั้นเขาก็สุขใจ
เมื่อมาถึงห้องโถงเป็นดังทีคาดการณ์ ไมเคิลไม่ได้อยู่ที่นั่น สงสัยจะมีธุระ มีงานถึงไม่มาช่วงตอนกลางวันเขาจะรอจนหัวค่ำ มั่นใจว่าในตอนนั้นไมเคิลต้องมาอย่างแน่นอน
ผ่านไปหลายชั่วโมงในที่สุดจึงถึงเวลาเลิกงานเสียที เรเน่ยังมีแรงมากพอจนแสดงออกมาให้คนอื่นๆ เห็นว่าเขากำลังตื่นเต้นกับการรอคอยอะไรบางอย่าง เพื่อนของเขาไม่ได้ถามแต่ชวนสนทนาตามประสาแขกที่ร่วมรับประทานอาหารกับเหล่าเด็กโบสถ์แม้จะไม่ได้มาทานทุกวันแต่อาหารกลับเตรียมไว้อย่างดีจนอยากจะซื้อของมาให้โบสถ์เสียจริงเชียว
เรเน่แทบไม่ได้ให้ความสนใจกับมื้ออาหารนี้ เขาทานจนเกือบอิ่ม สายตาเขามองดูนาฬิกาอยู่เนืองๆ จนใกล้ถึงเวลานัดถึงขอตัวและเดินตรงไปยังห้องโถง
ขณะเดียวกันไมเคิลซึ่งมารอก่อนเวลาดูกำลังกระวนกระวายใจอยู่ลึกๆ เขาคิดหนักจนขมวดคิ้วเป็นปม นิ้วเรียวสัมผัสกลีบปากตัวเองเบาๆ สายตาจ้องมองคีย์บอร์ดตรงหน้าก่อนจะเหลือบไปเห็นชายอายุมากกว่าที่เพิ่งเดินเข้ามา ไมเคิลลุกขึ้นยืน
“คุณมาก่อนเวลา”
“นายก็มาก่อนเวลา”
เรเน่สาวเท้าเดินจนมาหยุดอยู่ข้างเปียโน
“วันนี้เราจะเล่นเพลงอะไรกันดี?”
“เรา?”
ไมเคิลเอ่ยทวนอย่างสงสัยแต่เรเน่กลับไม่กล่าวตอบแถมยังปล่อยตัวลงนั่งข้างๆ กับเขาเสียอีก ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ก่อนได้แต่กะพริบตาปริบๆ แล้วขยับพื้นที่ให้
“ฉันอยากเล่นเปียโนกับคนเก่งเปียโน ให้ความรู้สึกเหมือนฉันเล่นได้เก่งมาก”
ประโยคคำตอบของอีกฝ่ายทำให้ไมเคิล โคแว็คหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ นี่ช่างเป็นอะไรที่แปลกเสียจริงเชียวแต่เขากลับไม่ได้ว่าหรือแสดงความเห็นอะไรเพราะตอนนี้ถึงเวลาที่จะบรรเลงบทเพลงแล้ว
ชายหนุ่มนักดนตรีเอื้อมมือไปจับนาฬิกาทรายขึ้นมาถือไว้ เขาบอกกับเรเน่ว่าตนนั้นมีเวลาไม่นานดังนั้นถ้าหากเล่นไม่จบเพลงก็ต้องขอโทษด้วยเพราะเขาอาจต้องไปในทันที คล้ายๆ ซินเดอเรลร่า เรเน่ได้แต่เลิกคิ้ว อยากจะถามว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้นแต่เจ้าตัวก็ดันวางนิ้วมือลงบนแป้นคีย์เตรียมบรรเลงเสียแล้ว
นาฬิกาทรายถูกคว่ำลงจับเวลา ไมเคิลวางมือสัมผัสลงช้าๆ พร้อมกับบอกเรเน่ให้วางมือลงตามตน เขาจะเล่นเพลงที่อีกฝ่ายเคยเล่นก่อนหน้านี้และอยากให้เจ้าตัวบรรเลงไปพร้อมๆ กัน
ค่ำคืนนั้นบทเพลงบรรเลงแตกต่างไปจากทุกๆ คืน หลายคนที่อาศัยในโบสถ์ต่างแสดงความแปลกใจ พวกเขามีเหตุผลส่วนตัวที่ไม่สามารถบอกกล่าวกับผู้มาพักแรมหรือมาทำพิธีที่โบสถ์ได้ ปริศนานั้นคือตัวไมเคิล โคแว็ค พวกเขาหวังเอาไว้ว่าจะไม่มีใครให้ความสนใจชายหนุ่มคนนี้มากจนเกินไปแต่ดูเหมือนจะไม่เป็นดังที่หวังเอาไว้
เสียงบรรเลงเพลงไม่ได้ดังอย่างต่อเนื่องเพราะมีบางจุดที่เรเน่ไม่สามารถเล่นได้ ไมเคิลไม่ปฏิเสธที่จะสอนและคอยนำการแสดงของพวกเขาทั้งคู่ แม้เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่พวกเขากลับสนุกและมีความรู้สึกดีๆ เกิดขึ้นน่าเสียดายที่เวลาของไมเคิลหมดลงแล้ว เม็ดทรายกำลังไหลลงมากองรวมกันที่ก้นแก้ว ไมเคิลหยุดการบรรเลง เขาหันไปหาเรเน่พร้อมกับคลี่ยิ้มสุภาพ
“ผมจะมาเจอคุณพรุ่งนี้ ขอบคุณที่อยู่เป็นเพื่อนผม เรเน่”
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไป เรเน่เองก็ไม่ได้รั้งเอาไว้เพราะเจ้าตัวบอกไว้แล้วว่าจะมาพบในคืนพรุ่งนี้ เขาเพียงกล่าวอำลาสั้นๆ พร้อมรอยยิ้ม
“โชคดีไมเคิล”
การพบกันของทั้งสองคนเป็นเช่นนี้ทุกๆ คืน บรรเลงบทเพลงเดิมซ้ำๆ บรรเลงบทเพลงใหม่ๆ  หรืออาจมีเพียงเสียงดนตรีที่กลั่นจากความรู้สึกของไมเคิล สิ่งเหล่านี้ดำเนินไปตลอดสัปดาห์จนครบกำหนดงานของเรเน่ แม้โบสถ์จะยังซ่อมแซมไม่เสร็จดีแต่เรเน่ก็ได้หยุดงานทั้งที่เขาไม่อยากเลยแม้แต่น้อย..
ในเมื่อได้วันหยุดมาแบบนี้ก็ขอใช้วันหยุดกลับมาหาไมเคิลก็แล้วกัน.. วันนั้นเรเน่กลับมาที่โบสถ์ตอนเย็นๆ สวดมนต์และอ่านคัมภีร์ขณะรอเวลาแต่ไมเคิลกลับไม่ปรากฏตัวทั้งที่บอกเจ้าตัวไว้แล้วว่าตนนั้นอาจมาหา
เขาไม่ได้ผิดหวังที่ไม่ได้พบแต่เสียดายที่จะไม่ได้เล่นดนตรีกับชายหนุ่มคนนี้ สุดท้ายเรเน่จึงเขียนโน้ตเสียบไว้ใต้นาฬิกาทรายเพื่อบอกกับอีกฝ่ายหากกลับมาเห็นว่าตนนั้นอยากพบในตอนเที่ยงของวันพรุ่งนี้ หากมาได้จะดีมาก
โน้ตที่ถูกวางไว้ยังคงอยู่ที่เดิมแต่นาฬิกาทรายกลับให้ความรู้สึกเหมือนกำลังขยับไปมา เรเน่ไม่ได้สนใจ..เขาไม่ได้สังเกตกระทั่งเตรียมเดินออกไปจากห้องโถง เสียงเปียโนดังขึ้นเช่นเดียวกับในคืนวันนั้น ราวกับมีคนมากดแป้นคีย์บอร์ด แต่เมื่อเหลียวหลังมองกลับพบเพียงความว่างเปล่า.. เรเน่ไม่อาจทราบได้เลยว่าโน้ตที่เขาเขียนและทับด้วยนาฬิกาทรายนั้นในตอนนี้ได้อันตธานหายไปเสียแล้ว
วันรุ่งขึ้น เรเน่ เลอร์เนียร์ เดินทางมายังโบสถ์ดังที่กล่าวไว้ในโน้ต พอเช็คว่าโน้ตหายไปจากที่เดิมเขารู้สึกได้ว่าไมเคิลจะต้องรับทราบและคงจะได้พบกันในเร็วๆ นี้ซึ่งนั่นก็เป็นดังที่หวัง ไมเคิลเดินออกมาจากอีกทาง ท่าทางดูหวาดระแวงเล็กๆ เรเน่สังเกตเห็นจนต้องกล่าวทักแต่ชายหนุ่มกลับยิ้มจางๆ พร้อมทั้งสั่นศีรษะปฏิเสธ ตนนั้นสบายดีและพร้อมจะบรรเลงเปียโนแล้วในตอนนี้
พวกเขาทั้งคู่นั่งลงตรงที่เดิม วางนิ้วมือลงอย่างนุ่มนวลและบรรเลงด้วยอารมณ์มากมายที่ถูกกลั่นออกมาเป็นโน้ตดนตรี เสียงบรรเลงเพลงไพเราะจนทำให้เพื่อนที่มีเวรเข้างานของเรเน่ต้องเดินตามมาจนถึงห้องโถงเพื่อหาว่าใครคือผู้บรรเลงเพลงเพลงนี้
“คุณเล่นคล่องขึ้นมากเลยเรเน่”
“มีนายคอยสอนฉันถึงเล่นเป็นไวกว่าเดิม แต่ก็ไม่ได้เท่ากับนาย”
ผู้มาใหม่เลิกคิ้วแสดงความสงสัยเมื่อพบว่าผู้บรรเลงเพลงคือเพื่อนชายของเขา ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเรเน่จนอดเอ่ยถามไม่ได้เมื่ออีกฝ่ายบรรเลงจบ
“ไม่ยักรู้ว่าเล่นเปียโนเป็น”
“เล่นเป็นแต่เกิดเลยรู้ไหมล่ะ?”
เขาตอบกลับด้วยท่าทางโอ้อวดเป็นการหยอกล้อเพื่อนชาย
“ฉันมีคนสอนถึงเล่นเป็นไว”
ไมเคิลที่นั่งอยู่ข้างๆ ได้แต่อึกอัก นัยน์ตาสีฟ้าสั่นเทาแสดงความกลัวออกมาอย่างเด่นชัด เขาจ้องมองคนที่ยืนอยู่อีกฝั่งก่อนจะหันกลับมาจ้องเรเน่ มือที่พยายามจะยกไปจับอีกฝ่ายดูแข็งทื่อไปหมด เขาไม่กล้าสัมผัส.. กลัวจนอยากหายไปเสียในตอนนี้เลย
“ใครเขาจะมาทนสอนคนแก่เรียนช้าอย่างนายกัน”
“ใครแก่? นายน่ะแก่ แถมฉันเป็นคนเรียนไว คนสอนฉันเขามีความสามารถ ไหนๆ นายก็ถามแล้ว.. นี่ไมเคิลคนสอนฉันเอง”
ชายหนุ่มหลุบสายตาลงต่ำ ไม่กล้าสบตาใครอีกแล้วในตอนนี้ เขาหวาดกลัว.. แต่เรเน่ที่พยายามเอ่ยแนะนำตัวเขานั้นช่างร่าเริงเหลือเกิน
“ไหน? ใคร?”
“ไมเคิล โคแว็คนี่ไง”
เรเน่ผายมือเล็กน้อยเป็นการบอก
“เพื่อนในจินตนาการของนายรึไงเรเน่? ฉันไม่เห็นใครนอกจากนาย”
“อย่าตลกหน่อยเลยมันเสียมารยาท”
“ฉันเปล่าตลก ฉันเห็นแค่นาย.. ถ้าบอกว่ามีคนสอนนายก็น่าจะพาฉันไปหาไม่ใช่ให้ฉันจิตนาการว่าเขาอยู่ข้างนาย.. เฮ้ ฉันไปทำงานก่อนแล้วเดี๋ยวเลิกงานอาจมาชวนนายไปกินด้วยกันถ้ายังอยู่”
ไมเคิลลุกขึ้นยืนและถอยห่างเมื่อชายคนนั้นออกไปแล้ว เรเน่ซึ่งยืนอยู่ข้างเปียโนหันมองชายหนุ่มนักดนตรีในทันที นี่เขา..กำลังถูกแกล้งหรือว่าเกิดอะไรขึ้น
“ไมเคิล..”
“ผมขอโทษ… ผมขอโทษ.. เรเน่..”
เขาไม่กล้าสบตามองชายอายุมากกว่าเลย แถมไม่กล้าขยับไปไหนเสียด้วย เรเน่ไม่ได้กล่าวถาม ไมเคิลไม่กล่าวอธิบาย สุดท้ายชายหนุ่มคนนั้นกลับจางหายไปต่อหน้าต่อตาทิ้งความประหลาดใจและตื่นตระหนกให้กับเรเน่ เลอร์เนียร์ที่ยังคงอยู่ตรงนั้น